Visit: May 21, 2024

🇫🇷 Le Skiff Club - เลอ สกิฟ คลับ

👨🏻‍🍳 Chef Stéphane Carrade - เชฟสเตฟาน แคร์ฮาร์ด

1 avenue Louis-Gaume, Pyla-sur-Mer, 33115, France

Tel: (+33) 5 56 22 06 06

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ที่มีบรรยากาศสุดแคชวลไม่เหมือนใคร ตัวร้านตั้งอยู่ที่เมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Dune du Pilat ทั้งยังเป็นจุดที่ป่าสนและท้องทะเลมาบรรจบกัน

          
🎗 [THE PLACE] Louis Gaume เป็นนักธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังโครงการณ์สำคัญมากมาย หนึ่งในนั้นคือการสร้าง Hôtel Haïtza ในปี 1930 โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ในเมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Grande Dune du Pilat ซึ่งเป็นสันทรายที่มีขนาดสูงที่สุดในทวีปยุโรปทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังแถบ Arcachon ตัวอาคารถูกถ่ายทอดออกมาโดยใช้สถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Basque Architecture และก่อสร้างโดยใช้ก้อนอิฐ Sand-Lime Bricks ที่สร้างขึ้นโดยโรงงานของคุณ Gaume ใน Parentis-en-Born กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2016 คู่สามี-ภรรยาคือคุณ Sophie และ William Techoueyres ได้จ้างวานให้สถาปนิคชื่อดังอย่าง Philippe Starck ทำการปรับปรุงโรงแรมและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Hôtel Ha(a)ïtza โดยยังคงไว้ซึ่งความหมายดั้งเดิมของ Haïtza ซึ่งเป็นภาษา Basque ที่แปลว่าก้อนหินนั่นเอง จนถึงปัจจุบัน Hôtel Ha(a)ïtza มีโอกาสเปิดประตูต้อนรับลูกค้าคนสำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็น ตระกูล Rothschild, ครอบครัว Michelin, นักแสดงหญิง Annabella, แฟชั่นดีไซน์เนอร์ Jeanne Lanvin รวมไปถึงนักร้อง-นักแสดงอย่าง Charles Trenet และ Yves Montand ในส่วนของห้องอาหาร Le Skiff Club ได้รับการตกแต่งแบบเรียบง่ายและดูเป็นกันเองมากกว่าห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไป ภายในแลดูคล้ายกับ Yacht Club สังเกตจากหมวกและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่แขวนประดับเอาไว้บนผนังและเพดาน นอกจากนี้ในโรงแรมยังมีห้องอาหารอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็น Café Ha(a)ïtza ที่ยังคงมีเจ้าของเป็น Groupe-Gaume, The Ha(a)ïtza Brasserie และ Pâtisserie de Famille ที่เปรียบเสมือนสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบอาหารหวานซึ่งรังสรรค์โดยเชฟของหวานมากความสามารถอย่าง Alexandre Blay อีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Stéphane Carrade เติบโตมาโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำฟาร์มในแถบเทือกเขา Pyrenees หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมใน Bordeaux-Talence เขาเดินทางไปต่อยอดการศึกษาที่กรุง London และเดินทางมาฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับเชฟ Jean Bardé ในเมือง Tours หลังจากนั้นเขาได้รับตำแหน่งให้คุมห้องอาหาร Chez Ruffet ในเมือง Jurançon ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร La Guérinière และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในขณะนั้นต่อด้วยงานในโรงแรม Grand Hôtel de Bordeaux ในปี 2014 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้จนถึงจุดหนึ่งเขาตัดสินใจเดินทางมารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟให้กับ Le Skiff Club จนสามารถการันตีด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2020 และ 🍀 MICHELIN Green Star มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากเชฟ Stéphane Carrade ยังรับหน้าที่ควบคุมอีกหนึ่งห้องอาหารคือ Maison Ruffet – Villa Navarre (🌟 1 MICHELIN Star) ในเมือง Pau เช่นกัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Stéphane Carrade ตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทั้งปลา ผัก สมุนไพร สัตว์ทั้งตัว และผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายย่อยในท้องที่ได้อย่างน่าประทับใจ การเลือกสั่งอาหารที่ Le Skiff Club นั้นง่ายมากเพียงแค่คุณระบุจำนวนคอร์สที่ต้องการโดยมีราคาคือ 2 Courses – 170 €, 3 Courses 215 € และ 4 Courses – 260 € หลังจากนั้นพนักงานจะมีรายการเมนูที่แบ่งหมวดหมู่ออกเป็น Entrée, Plats และ Dessert ให้ลูกค้าได้เลือกกันได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นการเลือกเมนคอร์สทุกจานหรือของหวานทุกจานก็ย่อมได้ รายการไวน์ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีทั้งยังมีให้เลือกในหลายระดับราคา ส่วนเมนูที่เราประทับใจในวันนี้คือ

✨ French blue lobster grilled with barrel wood from Bordeaux,
Ha(a)ïtza sauce, lentils and rouille,
Green crabs’ soup, mussels and gribiche sauce.
Blue Lobster เป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับโลกของประเทศฝรั่งเศสที่ผ่านการย่างโดยใช้ฟืนจากถังบ่มไวน์ในเมือง Bordeaux ล็อบสเตอร์ทุกชิ้นสุกกำลังดีให้เนื้อสัมผัสที่ดีงามไร้ที่ติจนใช้คำว่าเกือบจะละลายได้ในปากก็ยังได้ จากนั้นจึงเสิร์ฟมากับ Ha(a)ïtza Sauce ตามชื่อโรงแรมซึ่งเป็นซอสที่รังสรรค์โดยเชฟ Stéphane Carrade โดยผสมผสานกุ้งล็อบสเตอร์ มะเขือเทศ และเนยที่มีส่วนผสมของไวน์ Sauternes เข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่ครีมมี่ ละมุน เปรี้ยว หวาน กลมกล่อมมาก ๆ ด้านล่างมีองค์ประกอบของถั่วเลนทิลสู้ฟันสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับล็อบสเตอร์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และหอยแมลงภู่รมควันเคี้ยวหนึบ ยังมีถ้วยข้าง ๆ คือซุปที่เตรียมมาจากปู Green Crabs ให้ความหอมมันโดยเชฟจับคู่กับหอยแมลงภู่ ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือ Gribiche Sauce นั่นเอง (18/20)

✨ Wild regional salmon from ”Adour“,
with pink berries and star anise seeds,
Local green asparagus from ”Le Barp“, mayonnaise and peas,
Morels stuffed with chard, shad-sorrel sauce.
ปลาแซลมอนป่าท้องถิ่นจับจากเมือง Adour จับคู่กับแซลมอนที่สับเป็น Tartare สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ ด้านบนยังมีองค์ประกอบของ Pink Beries และเมล็ดโปยกั๊ก ข้าง ๆ กันคือหน่อไม้ฝรั่งท้องถิ่นจากเมือง Le Barp จับคู่กับความกรอบขอวถั่วพิสตาชิโอ้ ความหวานของถั่ว และรสชาติของซอส Mayonnaise จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสที่เตรียมมาจากปลาลงไปอีกทีหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งคือเห็ดโมเรลเคี้ยวหนึบที่ยัดไส้ด้วยใบ Chard จากนั้นเชฟจึงราดด้วยซอสที่เตรียมมาจาก Sorrel ลงไป (17/20)

✨ Strawberry…
Cooked in their own juices, seasoned with Voatsiperifery pepper,
Garnished with an herbaceous honey jam,
Sorbet and foam with fresh herbs.
ห้ามพลาดที่จะเหลือท้องเอาไว้สำหรับของหวานที่จัดเตรียมโดยเชฟ Antony Prunet โดยในที่นี้เชื้อนำเสนอสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นที่กำลัง In Season ออกมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสตั้งแต่สตรอว์เบอร์รี่ดอง (Pickled) สตรอว์เบอร์รี่สด (Fresh) และสุดท้ายคือสตรอว์เบอร์รี่ที่ผ่านการเผา (Roasted) และปรุงในน้ำสตรอว์เบอร์รี่ก่อนจะปรุงแต่งด้วยอโรมาเฉพาะตัวของพริกไทย Voatsiperifery นอกจากนี้ยังมีความสดขื่นที่ได้จาก Fresh Herbs Sorbet และความกรอบของอับมอนด์บิสกิต จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำสตรอว์เบอร์รี่ที่ปรุงแต่งด้วยอโรมาของพริกไทย Voatsiperifery ลงไปข้าง ๆ กันกับโฟมสมุนไพรสดที่ Infused ด้วยความหอมหวานของไวน์ Sauternes (20/20)

🎗 [WHY GO] Le Skiff Club เป็นตัวอย่างที่ดีของห้องอาหาร Fine Dining ที่สามารถนำเสนออาหารระดับสูงออกมาได้ภายใต้บรรยากาศอันแสนสบาย ทั้งตัวร้านยังให้อิสระกับเหล่านักชิมในการเลือกเมนูได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่ของอาหารและจำนวนคอร์ส สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตั้งต้นการเดินทางจากนคร Bordeaux โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขอแนะนำให้ทำการจองก่อนล่วงหน้าโดยตัวร้านเปิดทำการทุกวันในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 19.30-21.00 น. นั่นเอง

Price :

170-260 €

Parking :

จอดข้างโรงแรม

Operating Time :

Lunch Sat 12.00-13.45 & Sun 11.30-14.30, Dinner Daily 19.30-21.00

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหาร Fine Dining ที่นำเสนอมาในบรรยากาศสุดแคชวลและให้อิสระกับลูกค้าในการเลือกเมนูได้ตามใจชอบ

อาหาร :

17.5

ราคา :

2/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 MENU (2 COURSES - 170 €, 3 COURSES 215 €, 4 COURSES - 260 €)

          
French blue lobster grilled with barrel wood from Bordeaux,
Ha(a)ïtza sauce, lentils and rouille,
Green crabs’ soup, mussels and gribiche sauce.

”Rossini“ tournedos,
Fresh duck foie gras with apple juice,
Potatoes pulpe, candied onions cooked in dry Bordeaux white wine.

Wild regional salmon from ”Adour“,
with pink berries and star anise seeds,
Local green asparagus from ”Le Barp“, mayonnaise and peas,
Morels stuffed with chard, shad-sorrel sauce.

Strawberry…
Cooked in their own juices, seasoned with Voatsiperifery pepper,
Garnished with an herbaceous honey jam,
Sorbet and foam with fresh herbs.

Vanilla…
Vanilla crème brûlée, Jumbo grapes soaked with rum JM,
Caramelized crips,
Grilled Mexico’s vanilla ice cream and foam.

🇫🇷 Le Skiff Club – เลอ สกิฟ คลับ

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍀 MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก

🏵️🏵️🏵️ 15.5/20 Gault&Millau – 15.5/20 โก&มีโย

🍫 Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Stéphane Carrade – เชฟสเตฟาน แคร์ฮาร์ด

🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ที่มีบรรยากาศสุดแคชวลไม่เหมือนใคร ตัวร้านตั้งอยู่ที่เมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Dune du Pilat ทั้งยังเป็นจุดที่ป่าสนและท้องทะเลมาบรรจบกัน

Apéritif

เริ่มต้นด้วยของว่างเป็นเนื้อปูอัดอยู่ในกระดองปูเสิร์ฟมากับมายองเนสให้ความครีมมี่และถั่วอัลมอนด์ให้ความกรอบ ด้านบนท็อปด้วยชีสนมแพะ ถัดมาคือขนมปังกรอบจับคู่กับกุ้งและคาเวียร์รสชาติเข้มข้น ข้างกันคือโคนที่บรรจุทาทาร์เนื้อปลา จากนั้นจบด้วยทาร์ตเล็ตที่บรรจุเห็ดแล้วท็อปด้วยองค์ประกอบของปลารมควันให้รสชาติออกเค็ม (15/20)

Apéritif

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟของว่างที่เตรียมมาจากเนื้อปลา Whiting Fish ในจานยังมีองค์ประกอบของมายองเนสและครีมอโวคาโด เห็ดหอมให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ถั่วให้ความกรอบ และสลัดจิ๋วให้ความสดชื่น (15/20)

French blue lobster grilled with barrel wood from Bordeaux,
Ha(a)ïtza sauce, lentils and rouille,
Green crabs’ soup, mussels and gribiche sauce.

Blue Lobster เป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับโลกของประเทศฝรั่งเศสที่ผ่านการย่างโดยใช้ฟืนจากถังบ่มไวน์ในเมือง Bordeaux ล็อบสเตอร์ทุกชิ้นสุกกำลังดีให้เนื้อสัมผัสที่ดีงามไร้ที่ติจนใช้คำว่าเกือบจะละลายได้ในปากก็ยังได้ จากนั้นจึงเสิร์ฟมากับ Ha(a)ïtza Sauce ตามชื่อโรงแรมซึ่งเป็นซอสที่รังสรรค์โดยเชฟ Stéphane Carrade โดยผสมผสานกุ้งล็อบสเตอร์ มะเขือเทศ และเนยที่มีส่วนผสมของไวน์ Sauternes เข้าด้วยกันจนได้รสชาติที่ครีมมี่ ละมุน เปรี้ยว หวาน กลมกล่อมมาก ๆ (18/20)

French blue lobster grilled with barrel wood from Bordeaux,
Ha(a)ïtza sauce, lentils and rouille,
Green crabs’ soup, mussels and gribiche sauce.

ด้านล่างมีองค์ประกอบของถั่วเลนทิลสู้ฟันสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับล็อบสเตอร์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และหอยแมลงภู่รมควันเคี้ยวหนึบ (18/20)

French blue lobster grilled with barrel wood from Bordeaux,
Ha(a)ïtza sauce, lentils and rouille,
Green crabs’ soup, mussels and gribiche sauce.

ยังมีถ้วยข้าง ๆ คือซุปที่เตรียมมาจากปู Green Crabs ให้ความหอมมันโดยเชฟจับคู่กับหอยแมลงภู่ ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือ Gribiche Sauce นั่นเอง (18/20)

”Rossini“ tournedos,
Fresh duck foie gras with apple juice,
Potatoes pulpe, candied onions cooked in dry Bordeaux white wine.

ถัดมาเป็นเมนูเนื้อสุดคลาสสิคอย่าง ”Rossini“ Tournedos (16/20)

”Rossini“ tournedos,
Fresh duck foie gras with apple juice,
Potatoes pulpe, candied onions cooked in dry Bordeaux white wine.

Tournedos Rossini ที่เชฟนำเสนอออกมาในรูปแบบของตัวเอง เชฟนำเนื้อวัวไปปรุงสุกในขนมปังทั้งยังใส่ไวน์ Porto และ Armagnac ลงไปเพื่อปรุงแต่งรสชาติด้วย ด้านบนท็อปด้วยฟัวกราส์ตับเป็ดสด ๆ ที่ปรุงแต่งด้วยอโรมาของน้ำแอปเปิ้ลและไซเดอร์ ทั้งยังให้มาแบบล้นจาน ข้าง ๆ กันคือมันฝรั่งบดที่มีเนื้อสัมผัสเนียนละมุนและหัวหอมใหญ่ที่ผ่านการเกลซด้วยไวน์ขาว Boedeaux จานนี้จบด้วยการโรยเกลือลงไปเล็กน้อยก่อนจะเทราดซอสสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของไวน์ Madeira, Bordeaux, Armangac และเห็ดทรัฟเฟิลอีกเล็กน้อยลงไปในจาน (16/20)

Wild regional salmon from ”Adour“,
with pink berries and star anise seeds,
Local green asparagus from ”Le Barp“, mayonnaise and peas,
Morels stuffed with chard, shad-sorrel sauce.

ปลาแซลมอนป่าท้องถิ่นจับจากเมือง Adour จับคู่กับแซลมอนที่สับเป็น Tartare สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ ด้านบนยังมีองค์ประกอบของ Pink Beries และเมล็ดโปยกั๊ก ข้าง ๆ กันคือหน่อไม้ฝรั่งท้องถิ่นจากเมือง Le Barp จับคู่กับความกรอบขอวถั่วพิสตาชิโอ้ ความหวานของถั่ว และรสชาติของซอส Mayonnaise จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสที่เตรียมมาจากปลาลงไปอีกทีหนึ่ง (17/20)

Wild regional salmon from ”Adour“,
with pink berries and star anise seeds,
Local green asparagus from ”Le Barp“, mayonnaise and peas,
Morels stuffed with chard, shad-sorrel sauce.

อีกฝั่งหนึ่งคือเห็ดโมเรลเคี้ยวหนึบที่ยัดไส้ด้วยใบ Chard จากนั้นเชฟจึงราดด้วยซอสที่เตรียมมาจาก Sorrel ลงไป (17/20)

Bread

ขนมปังที่เตรียมเองในโรงแรมโดยทีม Pastry โดยใช้แป้งออร์แกนิคเสิร์ฟมากัยเนยโฮมเมดมัสตาร์ดและเนยน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นและสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ

Pre-dessert

ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วย Candied Apple โดยเชฟนำเสนอลูกแอปเปิ้ลจาก Limousin ที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มจนเกือบละลายในปาก ทั้งยังให้รสหวานและขมบาลานซ์กันอย่างไร้ที่ติ เชฟจับคู่มากับถั่วฮาเซลนัทกรอบ ๆ จาก Limousin เช่นกัน ข้าง ๆ กันคือช็อกโกแลตโฟมจาก Rhone Valley ให้เนื้อสัมผัสที่ครีมมี่และรสชาติที่ไม่เข้มข้นจนเกินไป (18/20)

Strawberry…
Cooked in their own juices, seasoned with Voatsiperifery pepper,
Garnished with an herbaceous honey jam,
Sorbet and foam with fresh herbs.

ห้ามพลาดที่จะเหลือท้องเอาไว้สำหรับของหวานที่จัดเตรียมโดยเชฟ Antony Prunet โดยในที่นี้เชื้อนำเสนอสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นที่กำลัง In Season ออกมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสตั้งแต่สตรอว์เบอร์รี่ดอง (Pickled) สตรอว์เบอร์รี่สด (Fresh) และสุดท้ายคือสตรอว์เบอร์รี่ที่ผ่านการเผา (Roasted) และปรุงในน้ำสตรอว์เบอร์รี่ก่อนจะปรุงแต่งด้วยอโรมาเฉพาะตัวของพริกไทย Voatsiperifery นอกจากนี้ยังมีความสดขื่นที่ได้จาก Fresh Herbs Sorbet และความกรอบของอับมอนด์บิสกิต จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำสตรอว์เบอร์รี่ที่ปรุงแต่งด้วยอโรมาของพริกไทย Voatsiperifery ลงไปข้าง ๆ กันกับโฟมสมุนไพรสดที่ Infused ด้วยความหอมหวานของไวน์ Sauternes (20/20)

Vanilla…
Vanilla crème brûlée, Jumbo grapes soaked with rum JM,
Caramelized crips,
Grilled Mexico’s vanilla ice cream and foam.

จานนี้คือวานิลลาที่มีผิวชั้นนอกเป็น Caramelized Crisp กรอบ ๆ ยังมีองค์ประกอบของวานิลลาเครมบรูเล่, ไอศกรีมวานิลลา และโฟมที่เตรียมมาจากวานิลลาย่างจากประเทศ Mexico ด้านบนท็อปด้วยองุ่นยักษ์ที่ผ่านการแช่ในเหล้า Rhum J.M ให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวทั้งยังช่วยหนึบเชื่อม เนื้อสัมผัสความกรอบของแผ่น Crisp และความนุ่มละมุนของไอศครีมและโฟมเข้าด้วยกัน (18/20)

สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมีช็อกโกแลตมอบให้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีขนมและผลไม้ติดไม้ติดมือกลับมาบ้านให้อีกคนละกล่อง

🍷 รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคา 430 €

🎗 [THE PLACE] Louis Gaume เป็นนักธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังโครงการณ์สำคัญมากมาย หนึ่งในนั้นคือการสร้าง Hôtel Haïtza ในปี 1930 โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ในเมือง Pyla-sur-Mer ไม่ไกลกันจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Grande Dune du Pilat ซึ่งเป็นสันทรายที่มีขนาดสูงที่สุดในทวีปยุโรปทำให้ตัวโรงแรมได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังแถบ Arcachon

กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2016 คู่สามี-ภรรยาคือคุณ Sophie และ William Techoueyres ได้จ้างวานให้สถาปนิคชื่อดังอย่าง Philippe Starck ทำการปรับปรุงโรงแรมและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Hôtel Ha(a)ïtza โดยยังคงไว้ซึ่งความหมายดั้งเดิมของ Haïtza ซึ่งเป็นภาษา Basque ที่แปลว่าก้อนหินนั่นเอง

ในส่วนของห้องอาหาร Le Skiff Club ได้รับการตกแต่งแบบเรียบง่ายและดูเป็นกันเองมากกว่าห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไป

ภายในแลดูคล้ายกับ Yacht Club สังเกตจากหมวกและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่แขวนประดับเอาไว้บนผนังและเพดาน

นอกจากนี้ในโรงแรมยังห้องอาหารอื่น ๆ ในโรงแรมไม่ว่าจะเป็น Café Ha(a)ïtza ที่ยังคงมีเจ้าของเป็น Groupe-Gaume, The Ha(a)ïtza Brasserie และ Pâtisserie de Famille ที่เปรียบเสมือนสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบอาหารหวานซึ่งรังสรรค์โดยเชฟของหวานมากความสามารถอย่าง Alexandre Blay อีกด้วย

ตัวอาคารถูกถ่ายทอดออกมาโดยใช้สถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Basque Architecture และก่อสร้างโดยใช้ก้อนอิฐ Sand-Lime Bricks ที่สร้างขึ้นโดยโรงงานของคุณ Gaume ใน Parentis-en-Born

จนถึงปัจจุบัน Hôtel Ha(a)ïtza มีโอกาสเปิดประตูต้อนรับลูกค้าคนสำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็น ตระกูล Rothschild, ครอบครัว Michelin, นักแสดงหญิง Annabella, แฟชั่นดีไซน์เนอร์ Jeanne Lanvin รวมไปถึงนักร้อง-นักแสดงอย่าง Charles Trenet และ Yves Montand

🎗 [THE CHEF] Stéphane Carrade เติบโตมาโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำฟาร์มในแถบเทือกเขา Pyrenees หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมใน Bordeaux-Talence เขาเดินทางไปต่อยอดการศึกษาที่กรุง London และเดินทางมาฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับเชฟ Jean Bardé ในเมือง Tours หลังจากนั้นเขาได้รับตำแหน่งให้คุมห้องอาหาร Chez Ruffet ในเมือง Jurançon ทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร La Guérinière และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในขณะนั้นต่อด้วยงานในโรงแรม Grand Hôtel de Bordeaux ในปี 2014 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้จนถึงจุดหนึ่งเขาตัดสินใจเดินทางมารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟให้กับ Le Skiff Club จนสามารถการันตีด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2020 และ 🍀 MICHELIN Green Star มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากเชฟ Stéphane Carrade ยังรับหน้าที่ควบคุมอีกหนึ่งห้องอาหารคือ Maison Ruffet – Villa Navarre (🌟 1 MICHELIN Star) ในเมือง Pau เช่นกัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Stéphane Carrade ตั้งใจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทั้งปลา ผัก สมุนไพน สัตว์ทั้งตัว และผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายย่อยในท้องที่ได้อย่างน่าประทับใจ การเลือกสั่งอาหารที่ Le Skiff Club นั้นง่ายมากเพียงแค่คุณระบุจำนวนคอร์สที่ต้องการโดยมีราคาคือ 2 Courses – 170 €, 3 Courses 215 € และ 4 Courses – 260 € หลังจากนั้นพนักงานจะมีรายการเมนูที่แบ่งหมวดหมู่ออกเป็น Entrée, Plats และ Dessert ให้ลูกค้าได้เลือกกันได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นการเลือกเมนคอร์สทุกจานหรือของหวานทุกจานก็ย่อมได้ รายการไวน์ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีทั้งยังมีให้เลือกในหลายระดับราคา

🎗 [WHY GO] Le Skiff Club เป็นตัวอย่างที่ดีของห้องอาหาร Fine Dining ที่สามารถนำเสนออาหารระดับสูงออกมาได้ภายใต้บรรยากาศอันแสนสบาย ทั้งตัวร้านยังให้อิสระกับเหล่านักชิมในการเลือกเมนูได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่ของอาหารและจำนวนคอร์ส สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตั้งต้นการเดินทางจากนคร Bordeaux โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขอแนะนำให้ทำการจองก่อนล่วงหน้าโดยตัวร้านเปิดทำการทุกวันในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 19.30-21.00 น. นั่นเอง