หน้าแรก » 🇫🇷 La Grand’Vigne – Les Sources de Caudalie – ลา กรอง‘วินเย – เล โซซ เด โคดาลี
Visit: May 31, 2024
🇫🇷 La Grand'Vigne - Les Sources de Caudalie - ลา กรอง‘วินเย - เล โซซ เด โคดาลี
👨🏻🍳 Chef Nicolas Masse - เชฟนิกอลา มาซ
Chemin de Smith-Haut-Lafitte, Martillac, 33650, France
Tel: (+33) 5 57 83 83 83
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น
Country
France
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ ณ ไร่ไวน์ในภูมิภาค Aquitaine ตัวร้านรายล้อมด้วยบรรยากาศสุดผ่อนคลายของโรงแรมหรูระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Keys ทั้งยังนำเสนออาหารออกมาได้อย่างซับซ้อนและเข้าถึงง่ายจนกลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา
[THE PLACE] Les Sources de Caudalie เป็นสุดยอดโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เพิ่งคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Keys มาครองได้ในปี 2024 โดยคำว่า Caudalie (ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่าหาง) เป็นหน่วยที่ใช้สำหรับวัดระยะเวลาของรสสุดท้ายของไวน์ที่ยังค้างอยู่ในปากหลังดื่มนั่นเอง ด้วยทำเลในเมือง Martillac ห่างออกมาจากนคร Bordeaux เพียง 20 นาทีโดยรถยนต์แต่กลับได้บรรยากาศอันเงียบสงบแบบชนบททำให้โรงแรมแห่งนี้ได้รับความนิยมและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อขับรถผ่านถนนเล็ก ๆ เข้ามาจะพบกับตัวอาคารอันสวยงามที่ตั้งอยู่ใจกลางของไร่ไวน์ระดับ Grand Cru Classé อายุกว่า 600 ปีอย่าง Château Smith Haut-Lafitte ซึ่งเป็นไร่ไวน์ที่มีระบบการดูแลแบบ Manual อย่างเช่นการรดน้ำจากคนบนหลังม้า หลังจากนำรถเข้าจอดลูกค้าจำเป็นจะต้องเดินผ่านอาคารสปาซึ่งโดดเด่นด้วย Vinothérapie หรือการใช้ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดองุ่นซึ่งเต็มไปด้วยสาร Polyphenols มีสรรพคุณในการการบำรุงผิวและชลอวัย ห้องรับประทานอาหารทั้ง 2 แห่งคือ La Grand’Vigne และ La Table du Lavoir ตั้งอยู่ไม่ไกลกันกับแผนกต้อนรับโดยมี Le French Paradox เป็นพื้นที่บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม สำหรับ La Grand’Vigne เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Nouvelle-Aquitaine ตัวอาคารมีลักษณะเป็นกลาสเฮ้าส์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เทียบเท่ากันกับอายุของเตาฟืนในห้องรับประทานอาหารหลัก ภายในได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโทนสีคาร์บอน ผนังกั้นด้วยกระจกใสเผยให้เห็นหงษ์ที่ว่ายอยู่กลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ใจกลางโรงแรมจนกลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญตลอดมื้ออาหาร นอกจากนี้ยังมีบริเวณเทอเรสสำหรับให้ลูกค้าได้เดินออกไปพักผ่อนชมวิวหรือแม้กระทั่งเริ่มต้นมื้ออาหารในบริเวณนี้ได้อีกด้วย
[THE CHEF] Nicolas Masse เกิดในปี 1972 ที่เมือง Cherbourg เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟที่ Casino de Deauville เป็นระยะเวลาสั้น ๆ แล้วจึงย้ายไปร่วมงานกับโรงแรม Sofitel ในเมือง Cherbourg บ้านเกิด หลังจากนั้นเขาเดินทางไปยังเมือง Les Baux-de-Provence เพื่อร่วมงานกับเชฟ Alain Lamaison ที่ห้องอาหาร La Cabro d’Or ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเครือ Baumanière (เจ้าของห้องอาหาร L’Oustau de Baumanière – 2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ต่อด้วยการออกเดินทางไปยังประเทศอังกฤษเพื่อร่วมงานกับโรงแรม The Landmark ณ กรุง London และ La Villa Belrose ตามลำดับ หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงได้รับข้อเสนอให้ย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร Rosewood ของโรงแรม Grand Hôtel de Saint-Jean-de-Luz ในภูมิภาค French Basque Country ในปี 2002 และสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 2007 ต่อมาในปี 2009 เขาได้รับข้อเสนอจาก Les Sources de Caudalie ในการย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร La Grand’Vigne จนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2010 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2015 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] เชฟ Nicolas Masse นำเสนอเซ็ตเมนูที่ใช้ชื่อว่า Journey Through The “Terre de Vignes” จำนวน 5 Steps (185 €) และ 7 Steps (235 €) โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นมากมายไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้จากสวนออร์แกนิคของทางร้านรวมไปถึงเนื้อสัตว์, ปลา และผลิตภัณฑ์จากนมจากฟาร์มของทางร้านหรือผู้ผลิตในภูมิภาค Aquitaine อีกด้วย อาหารทุกจานนำเสนอออกมาในสไตล์โมเดิร์นโดยใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Anthony Chenoz ซึ่งการันตีด้วยรางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide นั้นมีความโดดเด่นไม่เป็นสองรองใคร รายการไวน์มีให้เลือกอย่างเกินกว่า 16,000 ขวดในราคาที่เหมาะสม ส่วนเมนูที่น่าสนใจในวันนี้ได้แก่
สำหรับคอร์สแรกเชฟนำเสนอ Poivrade Artichoke หรืออาร์ติโชคม่วงจากสวน เชฟคว้านเนื้อตรงใจกลางออกแล้วใส่ Swiss Chard เข้าไปด้านใน จากนั้นเตรียมผิวส่วนนอกให้มีความกรอบ คอร์สนี้จบด้วยการเทราดซอส Artichoke Barigoule ซอสสุดครีมมี่และมีรสเปรี้ยวเบา ๆ ที่ผสมผสานใจอาร์ติโชคและทาร์รากอนเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีส่วนในการป้องกันไม่ให้อาร์ติโชคเกิดกระบวนการ Browning จากอากาศอีกด้วย (18/20)
หน่อไม้ฝรั่งขาวจากแถบ Gironde อบมาอุ่น ๆ โดยมีอโรมาของใบ Nasturtium (Capucine), พริกไทย Timut และเปลือกส้ม จสกนั้นพนักงานจึงนำมาจัดลงจาน ข้าง ๆ กันคือซอร์เบท์หน่อไม้ฝรั่งขาวโดยเชฟเลือกใช้ส่วนต้นและใบที่เหลือมาเตรียมเพื่อไม้ให้เสียของ ด้านล่างรองด้วย Vinegar ที่มีส่วนผสมของพริกไทย Timut เช่นกันช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี ด้านบนท็อปด้วยใบ Nasturtium สด สุดท้ายคือน้ำมันสีเขียวสดที่ผสมผสานใบ Nasturtium เข้ากันกับผักหลายชนิดโดยมีรสเปรี้ยวที่ได้จากส้มโอ, ส้ม และเลมอนมาช่วยผสานองค์ประกอบหลักอื่น ๆ เข้าด้วยกันและเติมแต่งรสชาติของจานให้สมบูรณ์แบบ (18/20)
ของหวานที่ดีที่สุดจานหนึ่งที่เราได้ชิมมาในรอบปีนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างสตรอว์เบอร์รี่และวิปปิ้งครีม เชฟเสิร์ฟสตรอว์เบอร์รี่คุณภาพสูงสายพันธุ์ Magnum จากฟาร์มในเมือง Etcelu ภูมิภาค French Basque Country ซึ่งกำลัง In Season อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ชิ้นสตรอว์เบอร์รี่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มจนแทบละลายในปาก ข้าง ๆ กันคือ Cream Cheese สด ๆ หอมมันที่ใส่มาเพื่อชวนระลึกถึงวิปปิ้งครีม จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสตรอว์เบอร์รี่รดชาติเปี้ยวลงไป ในจานยังมีใบถั่วที่มีความฉุนเฉพาะตัวจับคู่มากับกรานิต้าและซอร์เบท์ถั่วเย็นชื่นใจ ข้าง ๆ กันคือถั่วปลอมที่ทำเลียนแบบขึ้นมาให้ความกรอบและรสชาติหวานเบา ๆ ไร้ที่ติ (20/20)
Price :
185-235 €
Parking :
จอดที่โรงแรม Les Sources de Caudalie
Operating Time :
Lunch Sat-Sun 12.15-21.15, Dinner Wed-Sun 19.30-21.15, Closed on Mon-Tue
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารที่ผสมผสานวัตถุดิบจากภูมิภาค Aquitaine ออกมาเป็นเซ็ตเมนูที่สมบูรณ์แบบ
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 JOURNEY THROUGH THE “TERRE DE VIGNES” (185 €)
Poivrade artichoke, tarragon barigoule
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit
John Dory “à la nacre”, Carrot and Cockles
Pyrenees milk-fed lamb, Landes Asparagus and Bazas black Garlic
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas
La Grand’Vigne – Les Sources de Caudalie – ลา กรอง‘วินเย – เล โซซ เด โคดาลี![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน![]()
![]()
![]()
17/20 Gault&Millau – 17/20 โก&มีโย
Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น
Chef Nicolas Masse – เชฟนิกอลา มาซ
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Infusion from The Garden เป็นน้ำที่ใส่อโรมาของสมุนไพรต่าง ๆ จากสวนไม่ว่าจะเป็นใบ Sage, ใบมิ้นต์ และน้ำผึ้ง (17/20)
Amuse-bouche
ถัดมาคือ Tartelette ขนาดจิ๋วจับคู่มากับความกรอบของ Daikon Radish ด้านในมีครีมที่ Infused ด้วยอโรมาของดอกไม้จากสวน ด้านบนคือดอกหอมและดอก Elderflower และเมล็ดมัสตาร์ดเพียงเล็กน้อย ข้าง ๆ กันคือผักเซเลอรี่เสิร์ฟมาในลักษณะของ Pâte de Fruits ให้รสชาติหวานนิด ๆ และเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวง่ายจนเกือบละลายในปาก (17/20)
Amuse-bouche
มาถึง Signature Amuse-bouche ประจำร้านมีลักษณะคล้ายกับจุกคอร์กไวน์ ผิวชั้นนอกบางกรอบในขณะที่ฟัวกราส์ตรงกลางมีความละมุนลิ้น ด้านในบรรจุโฟมฟัวกราส์และองุ่นที่ผ่านการดองในเหล้าท้องถิ่น Pineau des Charentes ให้รสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม (17/20)
Organic bread and butter
ทางร้านนำเสนอขนมปังออร์แกนิคที่เตรียมขึ้นมาจากเมล็ดธัญพืชออร์แกนิคโดยมี Supplier เป็นเบเกอกรี่ชื่อดังในนคร Bordeaux จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กันกับเนยท้องถิ่นจากแถบ Bordeaux ผสมผสานกับเมล็ดเฟนเนลจากสวน
Balade au potager Millésime 2017
Poivrade artichoke, tarragon barigoule
เริ่มต้นคอร์สแรกเชฟนำเสนอ Poivrade Artichoke หรืออาร์ติโชคม่วงจากสวน เชฟคว้านเนื้อตรงใจกลางออกแล้วใส่ Swiss Chard เข้าไปด้านใน จากนั้นเตรียมผิวส่วนนอกให้มีความกรอบ (18/20)
Balade au potager Millésime 2017
Poivrade artichoke, tarragon barigoule
คอร์สนี้จบด้วยการเทราดซอส Artichoke Barigoule ซอสสุดครีมมี่และมีรสเปรี้ยวเบา ๆ ที่ผสมผสานใจอาร์ติโชคและทาร์รากอนเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีส่วนในการป้องกันไม่ให้อาร์ติโชคเกิดกระบวนการ Browning จากอากาศอีกด้วย (18/20)
Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit
หน่อไม้ฝรั่งขาวจากแถบ Gironde อบมาอุ่น ๆ โดยมีอโรมาของใบ Nasturtium (Capucine), พริกไทย Timut และเปลือกส้ม จสกนั้นพนักงานจึงนำมาจัดลงจาน (18/20)
Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit
ข้าง ๆ กันคือซอร์เบท์หน่อไม้ฝรั่งขาวโดยเชฟเลือกใช้ส่วนต้นและใบที่เหลือมาเตรียมเพื่อไม้ให้เสียของ ด้านล่างรองด้วย Vinegar ที่มีส่วนผสมของพริกไทย Timut เช่นกันช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี ด้านบนท็อปด้วยใบ Nasturtium สด (18/20)
Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit
สุดท้ายคือน้ำมันสีเขียวสดที่ผสมผสานใบ Nasturtium เข้ากันกับผักหลายชนิดโดยมีรสเปรี้ยวที่ได้จากส้มโอ, ส้ม และเลมอนมาช่วยผสานองค์ประกอบหลักอื่น ๆ เข้าด้วยกันและเติมแต่งรสชาติของจานให้สมบูรณ์แบบ (18/20)
Le sable et la roche Primeur 2024
John Dory “à la nacre”, Carrot and Cockles
ปลา John Dory จากนคร Saint Jean-de-Luz เสิร์ฟมาเป็นชิ้นฟิเลท์ เชฟนำไปผ่ายกระบวนการ Cold Confit กับน้ำมันสมุนไพรแล้วเสิร์หมาในรูปแบบที่เรียกว่า À La Nacre หรือ Mother of Pearl ซึ่งก็คือสีรุ้งที่เกิดขึ้นอย่างสวยงามบนเนื้อปลา ฝั่งขวามือคือแครอทปลอมที่ได้จากการผสมผสาน Purée แครอทเข้ากันกับส้ม จากนั้นนำไปแช่ในน้ำแครอทเพื่อเตรียมรสชาติให้เข้มข้น จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสนมที่มีส่วนผสมของสนให้อโรมาเฉพาะตัว ทั้งยังมีหอยลายเคี้ยวหนึบช่วยเพิ่มมิติทางเนื่อสัมผัสและอโรมาของทะเลได้อีกด้วย (18/20)
Les Landes et les Pyrénées Primeur 2024
Pyrenees milk-fed lamb, Landes Asparagus and Bazas black Garlic
เนื้อลูกแกะที่ยังไม่หย่านมเป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับโลกจากแถบเทือกเขา Pyrenees ทั้งยังเป็น Milk-fed Lamb เพียงแหล่งเดียวที่ได้รับการป้องกันและควบคุมด้วย IGP ในประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย เชฟเสิร์ฟส่วนซี่โครงและชิ้นฟิเลท์ย่างมาสุกกำลังดีสังเกตได้จากความฉ่ำและนุ่มของเนื้อแกะ นอกจากนี้ยังมีส่วนท้องที่ผ่านการกงฟีแล้วเสิร์ฟมาคู่กันกับหน่อไม้ฝรั่งซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของภูมิภาค Landes ที่ย่างมาสุกกำลังดี ข้าง ๆ กันคือครีมถั่วพิสตาชิโอ้เสริมรสชาติหวานที่พอเหมาะ อีกฝั่งหนึ่งคือซอส Lamb Jus ที่เชฟ Infused อโรมาของมิ้นต์ลงไปด้วยเพื่อเบรกรสชาติไม่ให้เข้มโดดจนเกินไปสุดท้ายคือ Condiments ที่ผสมผสานหน่อไม้ฝรั่งเขียว, ถั่วพิสตาชิโอ, มิ้นต์, ผักชี และกระเทียมดำจากเมือง Bazas เข้าไว้ด้วยกัน (18/20)
Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas
ของหวานที่ดีที่สุดจานหนึ่งที่เราได้ชิมมาในรอบปีนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างสตรอว์เบอร์รี่และวิปปิ้งครีม (20/20)
Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas
เชฟเสิร์ฟสตรอว์เบอร์รี่คุณภาพสูงสายพันธุ์ Magnum จากฟาร์มในเมือง Etcelu ภูมิภาค French Basque Country ซึ่งกำลัง In Season อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ชิ้นสตรอว์เบอร์รี่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มจนแทบละลายในปาก ข้าง ๆ กันคือ Cream Cheese สด ๆ หอมมันที่ใส่มาเพื่อชวนระลึกถึงวิปปิ้งครีม จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสตรอว์เบอร์รี่รดชาติเปี้ยวลงไป ในจานยังมีใบถั่วที่มีความฉุนเฉพาะตัวจับคู่มากับกรานิต้าและซอร์เบท์ถั่วเย็นชื่นใจ (20/20)
Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas
ข้าง ๆ กันคือถั่วปลอมที่ทำเลียนแบบขึ้นมาให้ความกรอบและรสชาติหวานเบา ๆ ไร้ที่ติ (20/20)
Special Dessert
สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะเสิร์ฟ Canelé มาให้ด้วย
Special Dessert
เมื่อผ่าออกมาจะพบกับองค์ประกอบอันหลากหลายทั้งบิสกิตกรอบที่มีส่วนผสมของเหล้ารัมชวนนึกถึงเมนูต้นตำรับ โฟมวานิลลาเย็นชื่นใจ คาราเมลเข้มข้น และเปลือกช็อกโกแลตกรอบ ๆ ด้านนอก
Mignardises
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยไอศกรีมขี้ผึ้งราดด้วยน้ำผึ้งของทางร้านและ Honey Vinegar ด้านบนท็อปด้วยเกสรสด ยัง ๆ กันคือบิสกิตน้ำผึ้งกริบ ๆ สำหรับวางลงบนไอศกรีมช่วยเพิ่มมิติความกรอบ สุดท้ายคือช็อกโกแลตบอลเข้มข้น
ราคา 457 €
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ในไร่ในภูมิภาค Aquitaine ตัวร้านรายล้อมด้วยบรรยากาศสุดผ่อนคลายของโรงแรมหรูระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Keys ทั้งยังนำเสนออาหารออกมาได้อย่างซับซ้อนและเข้าถึงง่ายจนกลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา
[THE CHEF] Nicolas Masse เกิดในปี 1972 ที่เมือง Cherbourg เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟที่ Casino de Deauville เป็นระยะเวลาสั้น ๆ แล้วจึงย้ายไปร่วมงานกับโรงแรม Sofitel ในเมือง Cherbourg บ้านเกิด หลังจากนั้นเขาเดินทางไปยังเมือง Les Baux-de-Provence เพื่อร่วมงานกับเชฟ Alain Lamaison ที่ห้องอาหาร La Cabro d’Or ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเครือ Baumanière (เจ้าของห้องอาหาร L’Oustau de Baumanière – 2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ต่อด้วยการออกเดินทางไปยังประเทศอังกฤษเพื่อร่วมงานกับโรงแรม The Landmark ณ กรุง London และ La Villa Belrose ตามลำดับ หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงได้รับข้อเสนอให้ย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร Rosewood ของโรงแรม Grand Hôtel de Saint-Jean-de-Luz ในภูมิภาค French Basque Country ในปี 2002 และสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 2007
ในปี 2009 เขาได้รับข้อเสนอจาก Les Sources de Caudalie ในการย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร La Grand’Vigne จนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2010 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2015 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับ La Grand’Vigne เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Nouvelle-Aquitaine ตัวอาคารมีลักษณะเป็นกลาสเฮ้าส์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เทียบเท่ากันกับอายุของเตาฟืนในห้องรับประทานอาหารหลัก
ภายในได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโทนสีคาร์บอน ผนังกั้นด้วยกระจกใสเผยให้เห็นหงษ์ที่ว่ายอยู่กลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ใจกลางโรงแรมจนกลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญตลอดมื้ออาหาร
นอกจากนี้ยังมีบริเวณเทอเรสสำหรับให้ลูกค้าได้เดินออกไปพักผ่อนชมวิวหรือแม้กระทั่งเริ่มต้นมื้ออาหารในบริเวณนี้ได้อีกด้วย
[THE FOOD] เชฟ Nicolas Masse นำเสนอเซ็ตเมนูที่ใช้ชื่อว่า Journey Through The “Terre de Vignes” จำนวน 5 Steps (185 €) และ 7 Steps (235 €) โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นมากมายไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้จากสวนออร์แกนิคของทางร้านรวมไปถึงเนื้อสัตว์, ปลา และผลิตภัณฑ์จากนมจากฟาร์มของทางร้านหรือผู้ผลิตในภูมิภาค Aquitaine อีกด้วย อาหารทุกจานนำเสนอออกมาในสไตล์โมเดิร์นโดยใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Anthony Chenoz ซึ่งการันตีด้วยรางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide นั้นมีความโดดเด่นไม่เป็นสองรองใคร
รายการไวน์มีให้เลือกอย่างเกินกว่า 16,000 ขวดในราคาที่เหมาะสม
Le French Paradox เป็นพื้นที่บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม
[WHY GO] La Grand’Vigne – Les Sources de Caudalie เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่นำเสนอบรรยากาศที่เป็นทางการและเต็มไปด้วยหรูหราแต่ยังคงรายล้อมด้วยทัศนียภาพที่ผ่อนคลายและอากาศอันแสนบริสุทธิ์ พนักงานทุกคนให้บริการได้อย่างไรที่ติและตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้ในเชิงลึกทุกคอร์ส ราคาอาหารจัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับตำแหน่งและสถานที่ จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ตัวร้านเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่จองได้ยากที่สุดในแถบนี้โดยเราขอแนะนำให้ลองทำการจองผ่านเวปไซต์ก่อน หากไม่ได้รับการยืนยันจึงค่อยโทรไปยังแผนกต้อนรับเพื่อขอยืนยันการจองและอาจต้องลองติดต่อไปหลายครั้ง อย่าลืมเผื่อระยะเวลาในการจองเอาไว้สัก 2-3 เดือนเพื่อการันตีโต๊ะที่มักถูกจองเต็มในทุก Service
[THE PLACE] Les Sources de Caudalie เป็นสุดยอดโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เพิ่งคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Keys มาครองได้ในปี 2024 โดยคำว่า Caudalie (ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่าหาง) เป็นหน่วยที่ใช้สำหรับวัดระยะเวลาของรสสุดท้ายของไวน์ที่ยังค้างอยู่ในปากหลังดื่มนั่นเอง ด้วยทำเลในเมือง Martillac ห่างออกมาจากนคร Bordeaux เพียง 20 นาทีโดยรถยนต์แต่กลับได้บรรยากาศอันเงียบสงบแบบชนบททำให้โรงแรมแห่งนี้ได้รับความนิยมและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง
ห้องรับประทานอาหารทั้ง 2 แห่งคือ La Grand’Vigne และ La Table du Lavoir ตั้งอยู่ไม่ไกลกันกับแผนกต้อนรับ
ทางเข้าโรงแรม
เมื่อนำรถเข้าจอดลูกค้าจำเป็นจะต้องเดินผ่านอาคารสปาซึ่งโดดเด่นด้วย Vinothérapie หรือการใช้ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดองุ่นซึ่งเต็มไปด้วยสาร Polyphenols มีสรรพคุณในการการบำรุงผิวและชลอวัย
เมื่อขับรถผ่านถนนเล็ก ๆ เข้ามาจะพบกับตัวอาคารอันสวยงามที่ตั้งอยู่ใจกลางของไร่ไวน์ระดับ Grand Cru Classé อายุกว่า 600 ปีอย่าง Château Smith Haut-Lafitte ซึ่งเป็นไร่ไวน์ที่มีระบบการดูแลแบบ Manual อย่างเช่นการรดน้ำจากคนบนหลังม้า