Visit: May 31, 2024

🇫🇷 La Grand'Vigne - Les Sources de Caudalie - ลา กรอง‘วินเย - เล โซซ เด โคดาลี

👨🏻‍🍳 Chef Nicolas Masse - เชฟนิกอลา มาซ

Chemin de Smith-Haut-Lafitte, Martillac, 33650, France

Tel: (+33) 5 57 83 83 83

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

18/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ ณ ไร่ไวน์ในภูมิภาค Aquitaine ตัวร้านรายล้อมด้วยบรรยากาศสุดผ่อนคลายของโรงแรมหรูระดับ 🗝️🗝️🗝️ 3 MICHELIN Keys ทั้งยังนำเสนออาหารออกมาได้อย่างซับซ้อนและเข้าถึงง่ายจนกลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา

          

🎗 [THE PLACE] Les Sources de Caudalie เป็นสุดยอดโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เพิ่งคว้ารางวัล 🗝️🗝️🗝️ 3 MICHELIN Keys มาครองได้ในปี 2024 โดยคำว่า Caudalie (ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่าหาง) เป็นหน่วยที่ใช้สำหรับวัดระยะเวลาของรสสุดท้ายของไวน์ที่ยังค้างอยู่ในปากหลังดื่มนั่นเอง ด้วยทำเลในเมือง Martillac ห่างออกมาจากนคร Bordeaux เพียง 20 นาทีโดยรถยนต์แต่กลับได้บรรยากาศอันเงียบสงบแบบชนบททำให้โรงแรมแห่งนี้ได้รับความนิยมและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อขับรถผ่านถนนเล็ก ๆ เข้ามาจะพบกับตัวอาคารอันสวยงามที่ตั้งอยู่ใจกลางของไร่ไวน์ระดับ Grand Cru Classé อายุกว่า 600 ปีอย่าง Château Smith Haut-Lafitte ซึ่งเป็นไร่ไวน์ที่มีระบบการดูแลแบบ Manual อย่างเช่นการรดน้ำจากคนบนหลังม้า หลังจากนำรถเข้าจอดลูกค้าจำเป็นจะต้องเดินผ่านอาคารสปาซึ่งโดดเด่นด้วย Vinothérapie หรือการใช้ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดองุ่นซึ่งเต็มไปด้วยสาร Polyphenols มีสรรพคุณในการการบำรุงผิวและชลอวัย ห้องรับประทานอาหารทั้ง 2 แห่งคือ La Grand’Vigne และ La Table du Lavoir ตั้งอยู่ไม่ไกลกันกับแผนกต้อนรับโดยมี Le French Paradox เป็นพื้นที่บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม สำหรับ La Grand’Vigne เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Nouvelle-Aquitaine ตัวอาคารมีลักษณะเป็นกลาสเฮ้าส์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เทียบเท่ากันกับอายุของเตาฟืนในห้องรับประทานอาหารหลัก ภายในได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโทนสีคาร์บอน ผนังกั้นด้วยกระจกใสเผยให้เห็นหงษ์ที่ว่ายอยู่กลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ใจกลางโรงแรมจนกลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญตลอดมื้ออาหาร นอกจากนี้ยังมีบริเวณเทอเรสสำหรับให้ลูกค้าได้เดินออกไปพักผ่อนชมวิวหรือแม้กระทั่งเริ่มต้นมื้ออาหารในบริเวณนี้ได้อีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Nicolas Masse เกิดในปี 1972 ที่เมือง Cherbourg เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟที่ Casino de Deauville เป็นระยะเวลาสั้น ๆ แล้วจึงย้ายไปร่วมงานกับโรงแรม Sofitel ในเมือง Cherbourg บ้านเกิด หลังจากนั้นเขาเดินทางไปยังเมือง Les Baux-de-Provence เพื่อร่วมงานกับเชฟ Alain Lamaison ที่ห้องอาหาร La Cabro d’Or ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเครือ Baumanière (เจ้าของห้องอาหาร L’Oustau de Baumanière – 2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ต่อด้วยการออกเดินทางไปยังประเทศอังกฤษเพื่อร่วมงานกับโรงแรม The Landmark ณ กรุง London และ La Villa Belrose ตามลำดับ หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงได้รับข้อเสนอให้ย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร Rosewood ของโรงแรม Grand Hôtel de Saint-Jean-de-Luz ในภูมิภาค French Basque Country ในปี 2002 และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 2007 ต่อมาในปี 2009 เขาได้รับข้อเสนอจาก Les Sources de Caudalie ในการย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร La Grand’Vigne จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2010 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2015 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Nicolas Masse นำเสนอเซ็ตเมนูที่ใช้ชื่อว่า Journey Through The “Terre de Vignes” จำนวน 5 Steps (185 €) และ 7 Steps (235 €) โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นมากมายไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้จากสวนออร์แกนิคของทางร้านรวมไปถึงเนื้อสัตว์, ปลา และผลิตภัณฑ์จากนมจากฟาร์มของทางร้านหรือผู้ผลิตในภูมิภาค Aquitaine อีกด้วย อาหารทุกจานนำเสนอออกมาในสไตล์โมเดิร์นโดยใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Anthony Chenoz ซึ่งการันตีด้วยรางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide นั้นมีความโดดเด่นไม่เป็นสองรองใคร รายการไวน์มีให้เลือกอย่างเกินกว่า 16,000 ขวดในราคาที่เหมาะสม ส่วนเมนูที่น่าสนใจในวันนี้ได้แก่

✨ Balade au potager Millésime 2017
Poivrade artichoke, tarragon barigoule

สำหรับคอร์สแรกเชฟนำเสนอ Poivrade Artichoke หรืออาร์ติโชคม่วงจากสวน เชฟคว้านเนื้อตรงใจกลางออกแล้วใส่ Swiss Chard เข้าไปด้านใน จากนั้นเตรียมผิวส่วนนอกให้มีความกรอบ คอร์สนี้จบด้วยการเทราดซอส Artichoke Barigoule ซอสสุดครีมมี่และมีรสเปรี้ยวเบา ๆ ที่ผสมผสานใจอาร์ติโชคและทาร์รากอนเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีส่วนในการป้องกันไม่ให้อาร์ติโชคเกิดกระบวนการ Browning จากอากาศอีกด้วย (18/20)

✨ Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit

หน่อไม้ฝรั่งขาวจากแถบ Gironde อบมาอุ่น ๆ โดยมีอโรมาของใบ Nasturtium (Capucine), พริกไทย Timut และเปลือกส้ม จสกนั้นพนักงานจึงนำมาจัดลงจาน ข้าง ๆ กันคือซอร์เบท์หน่อไม้ฝรั่งขาวโดยเชฟเลือกใช้ส่วนต้นและใบที่เหลือมาเตรียมเพื่อไม้ให้เสียของ ด้านล่างรองด้วย Vinegar ที่มีส่วนผสมของพริกไทย Timut เช่นกันช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี ด้านบนท็อปด้วยใบ Nasturtium สด สุดท้ายคือน้ำมันสีเขียวสดที่ผสมผสานใบ Nasturtium เข้ากันกับผักหลายชนิดโดยมีรสเปรี้ยวที่ได้จากส้มโอ, ส้ม และเลมอนมาช่วยผสานองค์ประกอบหลักอื่น ๆ เข้าด้วยกันและเติมแต่งรสชาติของจานให้สมบูรณ์แบบ (18/20)

✨ Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas

ของหวานที่ดีที่สุดจานหนึ่งที่เราได้ชิมมาในรอบปีนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างสตรอว์เบอร์รี่และวิปปิ้งครีม เชฟเสิร์ฟสตรอว์เบอร์รี่คุณภาพสูงสายพันธุ์ Magnum จากฟาร์มในเมือง Etcelu ภูมิภาค French Basque Country ซึ่งกำลัง In Season อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ชิ้นสตรอว์เบอร์รี่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มจนแทบละลายในปาก ข้าง ๆ กันคือ Cream Cheese สด ๆ หอมมันที่ใส่มาเพื่อชวนระลึกถึงวิปปิ้งครีม จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสตรอว์เบอร์รี่รดชาติเปี้ยวลงไป ในจานยังมีใบถั่วที่มีความฉุนเฉพาะตัวจับคู่มากับกรานิต้าและซอร์เบท์ถั่วเย็นชื่นใจ ข้าง ๆ กันคือถั่วปลอมที่ทำเลียนแบบขึ้นมาให้ความกรอบและรสชาติหวานเบา ๆ ไร้ที่ติ (20/20)

🎗 [WHY GO] La Grand’Vigne – Les Sources de Caudalie เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่นำเสนอบรรยากาศที่เป็นทางการและเต็มไปด้วยหรูหราแต่ยังคงรายล้อมด้วยทัศนียภาพที่ผ่อนคลายและอากาศอันแสนบริสุทธิ์ พนักงานทุกคนให้บริการได้อย่างไรที่ติและตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้ในเชิงลึกทุกคอร์ส ราคาอาหารจัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับตำแหน่งและสถานที่ จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ตัวร้านเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่จองได้ยากที่สุดในแถบนี้โดยเราขอแนะนำให้ลองทำการจองผ่านเวปไซต์ก่อน หากไม่ได้รับการยืนยันจึงค่อยโทรไปยังแผนกต้อนรับเพื่อขอยืนยันการจองและอาจต้องลองติดต่อไปหลายครั้ง อย่าลืมเผื่อระยะเวลาในการจองเอาไว้สัก 2-3 เดือนเพื่อการันตีโต๊ะที่มักถูกจองเต็มในทุก Service

Price :

185-235 €

Parking :

จอดที่โรงแรม Les Sources de Caudalie

Operating Time :

Lunch Sat-Sun 12.15-21.15, Dinner Wed-Sun 19.30-21.15, Closed on Mon-Tue

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารที่ผสมผสานวัตถุดิบจากภูมิภาค Aquitaine ออกมาเป็นเซ็ตเมนูที่สมบูรณ์แบบ

อาหาร :

18

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 JOURNEY THROUGH THE “TERRE DE VIGNES” (185 €)

          
Balade au potager Millésime 2017

Poivrade artichoke, tarragon barigoule

Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024

Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit

Le sable et la roche Primeur 2024

John Dory “à la nacre”, Carrot and Cockles

Les Landes et les Pyrénées Primeur 2024

Pyrenees milk-fed lamb, Landes Asparagus and Bazas black Garlic

Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024

Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas

🇫🇷 La Grand’Vigne – Les Sources de Caudalie – ลา กรอง‘วินเย – เล โซซ เด โคดาลี

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau – 17/20 โก&มีโย

🍫 Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Nicolas Masse – เชฟนิกอลา มาซ

🍾 รายการเครื่องดื่มในวันนี้

Amuse-bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Infusion from The Garden เป็นน้ำที่ใส่อโรมาของสมุนไพรต่าง ๆ จากสวนไม่ว่าจะเป็นใบ Sage, ใบมิ้นต์ และน้ำผึ้ง (17/20)

Amuse-bouche

ถัดมาคือ Tartelette ขนาดจิ๋วจับคู่มากับความกรอบของ Daikon Radish ด้านในมีครีมที่ Infused ด้วยอโรมาของดอกไม้จากสวน ด้านบนคือดอกหอมและดอก Elderflower และเมล็ดมัสตาร์ดเพียงเล็กน้อย ข้าง ๆ กันคือผักเซเลอรี่เสิร์ฟมาในลักษณะของ Pâte de Fruits ให้รสชาติหวานนิด ๆ และเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวง่ายจนเกือบละลายในปาก (17/20)

Amuse-bouche

มาถึง Signature Amuse-bouche ประจำร้านมีลักษณะคล้ายกับจุกคอร์กไวน์ ผิวชั้นนอกบางกรอบในขณะที่ฟัวกราส์ตรงกลางมีความละมุนลิ้น ด้านในบรรจุโฟมฟัวกราส์และองุ่นที่ผ่านการดองในเหล้าท้องถิ่น Pineau des Charentes ให้รสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม (17/20)

Organic bread and butter

ทางร้านนำเสนอขนมปังออร์แกนิคที่เตรียมขึ้นมาจากเมล็ดธัญพืชออร์แกนิคโดยมี Supplier เป็นเบเกอกรี่ชื่อดังในนคร Bordeaux จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กันกับเนยท้องถิ่นจากแถบ Bordeaux ผสมผสานกับเมล็ดเฟนเนลจากสวน

Balade au potager Millésime 2017
Poivrade artichoke, tarragon barigoule

เริ่มต้นคอร์สแรกเชฟนำเสนอ Poivrade Artichoke หรืออาร์ติโชคม่วงจากสวน เชฟคว้านเนื้อตรงใจกลางออกแล้วใส่ Swiss Chard เข้าไปด้านใน จากนั้นเตรียมผิวส่วนนอกให้มีความกรอบ (18/20)

Balade au potager Millésime 2017
Poivrade artichoke, tarragon barigoule

คอร์สนี้จบด้วยการเทราดซอส Artichoke Barigoule ซอสสุดครีมมี่และมีรสเปรี้ยวเบา ๆ ที่ผสมผสานใจอาร์ติโชคและทาร์รากอนเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีส่วนในการป้องกันไม่ให้อาร์ติโชคเกิดกระบวนการ Browning จากอากาศอีกด้วย (18/20)

Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit

หน่อไม้ฝรั่งขาวจากแถบ Gironde อบมาอุ่น ๆ โดยมีอโรมาของใบ Nasturtium (Capucine), พริกไทย Timut และเปลือกส้ม จสกนั้นพนักงานจึงนำมาจัดลงจาน (18/20)

Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit

ข้าง ๆ กันคือซอร์เบท์หน่อไม้ฝรั่งขาวโดยเชฟเลือกใช้ส่วนต้นและใบที่เหลือมาเตรียมเพื่อไม้ให้เสียของ ด้านล่างรองด้วย Vinegar ที่มีส่วนผสมของพริกไทย Timut เช่นกันช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี ด้านบนท็อปด้วยใบ Nasturtium สด (18/20)

Asparagus Albus en croûte de sel Primeur 2024
Gironde white asparagus, nasturtium and citrus fruit

สุดท้ายคือน้ำมันสีเขียวสดที่ผสมผสานใบ Nasturtium เข้ากันกับผักหลายชนิดโดยมีรสเปรี้ยวที่ได้จากส้มโอ, ส้ม และเลมอนมาช่วยผสานองค์ประกอบหลักอื่น ๆ เข้าด้วยกันและเติมแต่งรสชาติของจานให้สมบูรณ์แบบ (18/20)

Le sable et la roche Primeur 2024
John Dory “à la nacre”, Carrot and Cockles

ปลา John Dory จากนคร Saint Jean-de-Luz เสิร์ฟมาเป็นชิ้นฟิเลท์ เชฟนำไปผ่ายกระบวนการ Cold Confit กับน้ำมันสมุนไพรแล้วเสิร์หมาในรูปแบบที่เรียกว่า À La Nacre หรือ Mother of Pearl ซึ่งก็คือสีรุ้งที่เกิดขึ้นอย่างสวยงามบนเนื้อปลา ฝั่งขวามือคือแครอทปลอมที่ได้จากการผสมผสาน Purée แครอทเข้ากันกับส้ม จากนั้นนำไปแช่ในน้ำแครอทเพื่อเตรียมรสชาติให้เข้มข้น จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสนมที่มีส่วนผสมของสนให้อโรมาเฉพาะตัว ทั้งยังมีหอยลายเคี้ยวหนึบช่วยเพิ่มมิติทางเนื่อสัมผัสและอโรมาของทะเลได้อีกด้วย (18/20)

Les Landes et les Pyrénées Primeur 2024
Pyrenees milk-fed lamb, Landes Asparagus and Bazas black Garlic

เนื้อลูกแกะที่ยังไม่หย่านมเป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับโลกจากแถบเทือกเขา Pyrenees ทั้งยังเป็น Milk-fed Lamb เพียงแหล่งเดียวที่ได้รับการป้องกันและควบคุมด้วย IGP ในประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย เชฟเสิร์ฟส่วนซี่โครงและชิ้นฟิเลท์ย่างมาสุกกำลังดีสังเกตได้จากความฉ่ำและนุ่มของเนื้อแกะ นอกจากนี้ยังมีส่วนท้องที่ผ่านการกงฟีแล้วเสิร์ฟมาคู่กันกับหน่อไม้ฝรั่งซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของภูมิภาค Landes ที่ย่างมาสุกกำลังดี ข้าง ๆ กันคือครีมถั่วพิสตาชิโอ้เสริมรสชาติหวานที่พอเหมาะ อีกฝั่งหนึ่งคือซอส Lamb Jus ที่เชฟ Infused อโรมาของมิ้นต์ลงไปด้วยเพื่อเบรกรสชาติไม่ให้เข้มโดดจนเกินไปสุดท้ายคือ Condiments ที่ผสมผสานหน่อไม้ฝรั่งเขียว, ถั่วพิสตาชิโอ, มิ้นต์, ผักชี และกระเทียมดำจากเมือง Bazas เข้าไว้ด้วยกัน (18/20)

Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas

ของหวานที่ดีที่สุดจานหนึ่งที่เราได้ชิมมาในรอบปีนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างสตรอว์เบอร์รี่และวิปปิ้งครีม (20/20)

Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas

เชฟเสิร์ฟสตรอว์เบอร์รี่คุณภาพสูงสายพันธุ์ Magnum จากฟาร์มในเมือง Etcelu ภูมิภาค French Basque Country ซึ่งกำลัง In Season อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ชิ้นสตรอว์เบอร์รี่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มจนแทบละลายในปาก ข้าง ๆ กันคือ Cream Cheese สด ๆ หอมมันที่ใส่มาเพื่อชวนระลึกถึงวิปปิ้งครีม จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสตรอว์เบอร์รี่รดชาติเปี้ยวลงไป ในจานยังมีใบถั่วที่มีความฉุนเฉพาะตัวจับคู่มากับกรานิต้าและซอร์เบท์ถั่วเย็นชื่นใจ (20/20)

Fraise et Caviar du jardin Primeur 2024
Etcelu farm Strawberries, Mint and Peas

ข้าง ๆ กันคือถั่วปลอมที่ทำเลียนแบบขึ้นมาให้ความกรอบและรสชาติหวานเบา ๆ ไร้ที่ติ (20/20)

Special Dessert

สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะเสิร์ฟ Canelé มาให้ด้วย

Special Dessert

เมื่อผ่าออกมาจะพบกับองค์ประกอบอันหลากหลายทั้งบิสกิตกรอบที่มีส่วนผสมของเหล้ารัมชวนนึกถึงเมนูต้นตำรับ โฟมวานิลลาเย็นชื่นใจ คาราเมลเข้มข้น และเปลือกช็อกโกแลตกรอบ ๆ ด้านนอก

Mignardises

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยไอศกรีมขี้ผึ้งราดด้วยน้ำผึ้งของทางร้านและ Honey Vinegar ด้านบนท็อปด้วยเกสรสด ยัง ๆ กันคือบิสกิตน้ำผึ้งกริบ ๆ สำหรับวางลงบนไอศกรีมช่วยเพิ่มมิติความกรอบ สุดท้ายคือช็อกโกแลตบอลเข้มข้น

💰 ราคา 457 €

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ในไร่ในภูมิภาค Aquitaine ตัวร้านรายล้อมด้วยบรรยากาศสุดผ่อนคลายของโรงแรมหรูระดับ 🗝️🗝️🗝️ 3 MICHELIN Keys ทั้งยังนำเสนออาหารออกมาได้อย่างซับซ้อนและเข้าถึงง่ายจนกลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา

🎗 [THE CHEF] Nicolas Masse เกิดในปี 1972 ที่เมือง Cherbourg เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟที่ Casino de Deauville เป็นระยะเวลาสั้น ๆ แล้วจึงย้ายไปร่วมงานกับโรงแรม Sofitel ในเมือง Cherbourg บ้านเกิด หลังจากนั้นเขาเดินทางไปยังเมือง Les Baux-de-Provence เพื่อร่วมงานกับเชฟ Alain Lamaison ที่ห้องอาหาร La Cabro d’Or ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเครือ Baumanière (เจ้าของห้องอาหาร L’Oustau de Baumanière – 2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ต่อด้วยการออกเดินทางไปยังประเทศอังกฤษเพื่อร่วมงานกับโรงแรม The Landmark ณ กรุง London และ La Villa Belrose ตามลำดับ หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงได้รับข้อเสนอให้ย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร Rosewood ของโรงแรม Grand Hôtel de Saint-Jean-de-Luz ในภูมิภาค French Basque Country ในปี 2002 และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 2007

ในปี 2009 เขาได้รับข้อเสนอจาก Les Sources de Caudalie ในการย้ายมาเป็นหัวหน้าเชฟให้กับห้องอาหาร La Grand’Vigne จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2010 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2015 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับ La Grand’Vigne เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Nouvelle-Aquitaine ตัวอาคารมีลักษณะเป็นกลาสเฮ้าส์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เทียบเท่ากันกับอายุของเตาฟืนในห้องรับประทานอาหารหลัก

ภายในได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโทนสีคาร์บอน ผนังกั้นด้วยกระจกใสเผยให้เห็นหงษ์ที่ว่ายอยู่กลางบ่อน้ำขนาดใหญ่ใจกลางโรงแรมจนกลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญตลอดมื้ออาหาร

นอกจากนี้ยังมีบริเวณเทอเรสสำหรับให้ลูกค้าได้เดินออกไปพักผ่อนชมวิวหรือแม้กระทั่งเริ่มต้นมื้ออาหารในบริเวณนี้ได้อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] เชฟ Nicolas Masse นำเสนอเซ็ตเมนูที่ใช้ชื่อว่า Journey Through The “Terre de Vignes” จำนวน 5 Steps (185 €) และ 7 Steps (235 €) โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นมากมายไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้จากสวนออร์แกนิคของทางร้านรวมไปถึงเนื้อสัตว์, ปลา และผลิตภัณฑ์จากนมจากฟาร์มของทางร้านหรือผู้ผลิตในภูมิภาค Aquitaine อีกด้วย อาหารทุกจานนำเสนอออกมาในสไตล์โมเดิร์นโดยใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาหารหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Anthony Chenoz ซึ่งการันตีด้วยรางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide นั้นมีความโดดเด่นไม่เป็นสองรองใคร

รายการไวน์มีให้เลือกอย่างเกินกว่า 16,000 ขวดในราคาที่เหมาะสม

Le French Paradox เป็นพื้นที่บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม

🎗 [WHY GO] La Grand’Vigne – Les Sources de Caudalie เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่นำเสนอบรรยากาศที่เป็นทางการและเต็มไปด้วยหรูหราแต่ยังคงรายล้อมด้วยทัศนียภาพที่ผ่อนคลายและอากาศอันแสนบริสุทธิ์ พนักงานทุกคนให้บริการได้อย่างไรที่ติและตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารได้ในเชิงลึกทุกคอร์ส ราคาอาหารจัดว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับตำแหน่งและสถานที่ จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ตัวร้านเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่จองได้ยากที่สุดในแถบนี้โดยเราขอแนะนำให้ลองทำการจองผ่านเวปไซต์ก่อน หากไม่ได้รับการยืนยันจึงค่อยโทรไปยังแผนกต้อนรับเพื่อขอยืนยันการจองและอาจต้องลองติดต่อไปหลายครั้ง อย่าลืมเผื่อระยะเวลาในการจองเอาไว้สัก 2-3 เดือนเพื่อการันตีโต๊ะที่มักถูกจองเต็มในทุก Service

🎗 [THE PLACE] Les Sources de Caudalie เป็นสุดยอดโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เพิ่งคว้ารางวัล 🗝️🗝️🗝️ 3 MICHELIN Keys มาครองได้ในปี 2024 โดยคำว่า Caudalie (ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่าหาง) เป็นหน่วยที่ใช้สำหรับวัดระยะเวลาของรสสุดท้ายของไวน์ที่ยังค้างอยู่ในปากหลังดื่มนั่นเอง ด้วยทำเลในเมือง Martillac ห่างออกมาจากนคร Bordeaux เพียง 20 นาทีโดยรถยนต์แต่กลับได้บรรยากาศอันเงียบสงบแบบชนบททำให้โรงแรมแห่งนี้ได้รับความนิยมและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

ห้องรับประทานอาหารทั้ง 2 แห่งคือ La Grand’Vigne และ La Table du Lavoir ตั้งอยู่ไม่ไกลกันกับแผนกต้อนรับ

ทางเข้าโรงแรม

เมื่อนำรถเข้าจอดลูกค้าจำเป็นจะต้องเดินผ่านอาคารสปาซึ่งโดดเด่นด้วย Vinothérapie หรือการใช้ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดองุ่นซึ่งเต็มไปด้วยสาร Polyphenols มีสรรพคุณในการการบำรุงผิวและชลอวัย

เมื่อขับรถผ่านถนนเล็ก ๆ เข้ามาจะพบกับตัวอาคารอันสวยงามที่ตั้งอยู่ใจกลางของไร่ไวน์ระดับ Grand Cru Classé อายุกว่า 600 ปีอย่าง Château Smith Haut-Lafitte ซึ่งเป็นไร่ไวน์ที่มีระบบการดูแลแบบ Manual อย่างเช่นการรดน้ำจากคนบนหลังม้า