หน้าแรก » 🇮🇹 Krèsios – เครซิออส
Visit: November 6, 2022
🇮🇹 Krèsios - เครซิออส
👨🏻🍳 Chef Giuseppe Iannotti - เชฟจิยูเซปเป้ อิยานนอตติ
Via San Giovanni, 59, 82037 Telese BN, Italy
Tel: (+39) 082 494 0723
Cuisine
🍴 Creative, Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย
Country
Italy
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
16.5/20
Price
[INTRO] การเดินทางลงใต้มุ่งหน้าสู่ภูมิภาค Campania นี้ต้องยอมรับว่าหนึ่งในไฮไลท์ของทริปคือห้องอาหารที่เพิ่งได้รับรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองใน MICHELIN Guide Italy ปีล่าสุด ด้วยคอนเซปสุดแปลกที่ทีมเชฟทั้งร้านจะจัดเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้าเพียงรอบละ 3 โต๊ะเท่านั้นทำให้ Krèsios คือหนึ่งในร้านมีให้ความเป็นส่วนตัวสูงที่สุดในพื้นที่แถบนี้กันเลยทีเดียว
[THE PLACE] Krèsios ถือกำเนิดขึ้นมาจากการปรับปรุงฟาร์มเฮ้าส์หลังเก่าของครอบครัวเชฟ Giuseppe Iannotti โดยเขาตั้งใจออกแบบให้ภายในอาคารประกอบไปด้วยห้องอาหาร, ร้านขายของและโรงแรมซึ่งจะค่อย ๆ ต่อเติมเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง พื้นที่ด้านหลังเป็นสวนและไร่ไวน์ขนาดใหญ่มองออกไปเห็นเนินเขาเล็ก ๆ โดยรอบ แน่นอนว่าไฮไลท์อยู่ที่ห้องรับประทานอาหารหลักซึ่งประกอบไปด้วยโต๊ะสำหรับรองรับลูกค้าเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น (หรือขยับขยายเพิ่มเติมได้มากที่สุดคือ 4 กลุ่ม) การตกแต่งโดยรวมเป็นไปอย่างเรียบง่าย โต๊ะไม้ทุกตัวไม่มีการปูผ้าสีขาวเฉกเช่นห้องอาหารระดับสูงทั่วไป ห้องครัวมีกระจกใสกั้นสามารถใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาของลูกค้าระหว่างมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ Sommelier ประจำร้านคือคุณ Alfredo Buonanno ผู้ควบตำแหน่งบริกรเสิร์ฟอาหารสามารถแนะนำไวน์และอาหารแต่ละคอร์สได้อย่างมืออาชีพ ก่อนเริ่มมื้ออาหารเราแนะนำเป็นอย่างมากให้เดินลงไปดูใน Wine Cellar เพื่อค้นหาไวน์หาชิมยากจากทั่วทั้งทวีปยุโรปได้อีกด้วย
[THE CHEF] Giuseppe Iannotti เกิดในเมืองเล็ก ๆ อย่าง Telese Terme จังหวัด Benevento ในปี 1982 แต่เดิมตัวเขาตัดสินใจเข้ารับการศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะดรอปออกมาจากมหาวิทยาลัยเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเองในการเป็นเชฟ เขาเปิดห้องอาหาร Krèsios ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมือง Castelvenere ตามมาด้วยร้านขายของ Krèsios Bottega ในเมือง Telese Terme ข้าง ๆ กัน ต่อมาในปี 2011 เชฟ Giuseppe ตัดสินใจควบรวมกิจการทั้งสองเข้าด้วยกันโดยเลือกพื้นที่ฟาร์มเฮ้าส์นอกเมือง Telese Terme ที่ครอบครัวของเขานั้นเป็นเจ้าของอยู่มาปรับปรุงเสียใหม่จนกลายมาเป็นห้องอาหารระดับสูงดังที่เราเห็นกันในวันนี้ ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีสังเกตุได้จากรางวัลต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างเช่น Best Young Chef Award จาก L’Espresso ในปี 2012 ทั้งยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Jeunes Restaurateurs d’Europe (JRE) ในปี 2013 อีกด้วย สำหรับรางวัลระดับโลกนั้นห้องอาหาร Krèsios คว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในคู่มือปกแดงปี 2017 ตามมาด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในคู่มือประจำปี 2022 นั่นเอง
[THE FOOD] เชฟ Giuseppe Iannotti ตั้งใจออกแบบรายการอาหารให้ออกมาในรูปแบบร่วมสมัยและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์นำเสนอมาจำนวนกว่า 20 คอร์สภายใต้ชื่อ Mr. Brown (150 €) เพื่ออุทิศให้กับสุดยอดผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Quentin Tarantino โดยมีจานที่ต้องขอยกมาเล่าให้ฟังตรงนี้สัก 4 จานคือ
คอร์สนี้เชฟได้นำแรงบันดาลใจจากซูชิมาตีความเสียใหม่โดยใช้ Melon แทนข้าวญี่ปุ่นพันล้อมด้วยสาหร่าย ด้านบนคือชิ้นปลา Mackerel โดยรสหวานของ Melon และน้ำส้มสายชูสามารถดึงรสเค็มของชิ้นปลาให้มีมิติมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้าวกรอบที่มีอโรมาของวาซาบิเบา ๆ อีกด้วย (17/20)
คอร์สนี้เชฟนำเสนอ Coniglio หรือเนื้อกระต่ายที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มแต่เคี้ยวหนึบ รอบ ๆ ปรุงรสด้วยซอสพริกหวานให้รสชาติทั้งหวาน เผ็ด และขมได้อย่างมีมิติ เชฟตัดเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบของ Friariello ซึ่งเป็นบล็อคโคลี่ชนิดหนึ่ง ข้างกันคือลูกแพร์หวานฉ่ำโดยเชฟใส่กลิ่นของดอก Chamomile และน้ำส้มสายชูลงไปด้วย (17/20)
สุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่าง Spaghetti allo Scoglio ที่เชฟรังสรรค์ขึ้นโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากเมนูพื้นบ้านที่ประกอบขึ้นมาจากปลาทะเลสด ๆ ที่จับได้ในแต่ละวัน สำหรับห้องอาหาร Krèsios นั้นเชฟจะคัดเลือกหอย หมึก กุ้ง ปู และปลารวมกันกว่า 50 ชนิดซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละช่วงของปีนำมาขอดเกล็ด ล้างเลือด ควักไส้และตาออก จากนั้นเทน้ำมันมะกอกลงในหม้อขนาดใหญ่ ใส่กระเทียมลงไป แล้วนำสัตว์ทะเลใส่ลงในหม้อเรียงทีละชนิด จากนั้นคนไปเรื่อย ๆ ราว 20-30 นาทีเพื่อให้ได้น้ำจากเนื้อและกระดูกรวมกันแล้วใส่น้ำแข็งลงไปจนท่วมหม้อเพื่อเปลี่ยนอุณหภูมิโดยทันที จากนั้นตุ๋นต่อในไฟอ่อน ๆ อีก 7-8 ชั่วโมงจนน้ำเริ่มงวดแล้วค่อยใส่น้ำแข็งลงไปอีกรอบแล้วพักเอาไว้หนึ่งคืนในตู้เย็น วันถัดมาจึงนำหม้อมาตั้งไฟแล้วใส่ Tomato Paste ลงไป จากนั้นเคี่ยวต่ออีก 8-10 ชั่วโมงแล้วใส่น้ำแข็งลงไปอีกครั้งแต่รอบสุดท้ายนี้ให้ติดไฟเอาไว้ตลอดเวลา เคี่ยวจนน้ำสต็อกงวดแล้วกรองออก ส่วนเส้นพาสต้านั่นเชฟเลือกใช้สปาเก็ตตี้นำไปต้มในน้ำเดือดราว 1 นาทีแล้วนำมาต้มต่อในน้ำสต๊อกที่เตรียมเอาไว้จนน้ำซอสเคลือบรอบ ๆ เส้นเป็นสีแดงสดทั้งยังสุกได้ระดับ Al Dente พอดิบพอดี เตรียมใส่จานแล้วเทราดซอสทะเลรสชาติเข้มข้นลงไป จบด้วยการเติมพริกไทยลงไปเล็กน้อยเป็นอันพร้อมเสิร์ฟ (19/20)
[WHY GO] ถึงแม้ทำเลของห้องอาหาร Krèsios จะอยู่ลึกเข้ามาในภูมิภาค Campania ห่างจากกรุง Rome ออกมาราว ๆ 200 กิโลเมตรโดยรถยนต์แต่การเดินทางมาสำหรับเราในวันนี้ถือว่าคุ้มค่า สำหรับใครตั้งใจเดินทางลงใต้ไปยังนคร Naples เราขอแนะนำให้ลองแวะออกนอกเส้นทางสักเล็กน้อยเพื่อสัมผัสอาหารสุดสร้างสรรค์ในราคาย่อมเยา ทั้งยังได้ลิ้มลองไวน์ท้องถิ่นชั้นดีรวมไปถึงไวน์หาชิมยากจากฝรั่งเศสซึ่งได้กลายมาเป็นไฮไลท์ประจำทริปครั้งนี้อีกด้วย
Price :
150 €
Parking :
จอดบริเวณลานกว้างข้างร้าน
Operating Time :
Lunch Wed-Sun 12.45-13.30, Dinner Tue-Sat 20.00-20.45
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดร้านอาหารสุดสร้างสรรค์แห่งภูมิภาค Campania
อาหาร :
16.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 Mr. Brown (150 €)
fermentation
potato and roast chicken
zucchini tagliolini and black truffle perlage
cracker and seaweed butter
melon and mackerel
comté egg
aubergine, miso and raspberry
pork skewer, rose and mustard
foie gras raffaello
pane e pomodoro
percebes impepata
monkfish, fermented plum and black garlic
rabbit, friariello and pear
turbot and caviar
lamb and shiitake mushroom
spaghetti allo scoglio
guinea fowl fagottini
pastina al formaggino
lychee and violet
petits fours
Krèsios – เครซิออส
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
Creative, Contemporary – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย
Chef Giuseppe Iannotti – เชฟจิยูเซปเป้ อิยานนอตติ
Bread
เนิ่มต้นด้วย Grissini และขนมปังท้องถิ่นอย่าง Taralli
fermentation
ในช่วงแรกของ Tasting Menu เชฟจะนำเสนออาหารภายใต้คอนเซป The Field ในที่นี้คือผักดองที่ให้รสชาติเปรี้ยวเบาๆ ทั้งยังมีระดับความกรอบที่แตกต่างกันออกไป (16/20)
potato and roast chicken
ต่อกันด้วยแผ่นหนังไก่ที่เตรียมมาอย่างดีจนมีความกรอบ ฟู หอม เค็มนิด ๆ ไม่เหมือนใคร (16/20)
potato and roast chicken
ข้างกันคือมันฝรั่งกรอบ ภายในบรรจุโฟมมันฝรั่งที่ละมุนจนแทบจะละลายหายไปในปาก (16/20)
zucchini tagliolini and black truffle perlage
Zucchini แล่เป็นชิ้นบาง ๆ จนคล้ายพาสต้าเส้น Tagliolini แต่มีความกรอบโดยองค์ประกอบด้านบนคือ Truffle Caviar ที่จะส่งอโรมาหอมคลุ้งไปทั่วทั้งปาก (15/20)
cracker and seaweed butter
แผ่น Cracker กรอบ ๆ อัดแน่นไปด้วยถั่วหลายชนิดเสิร์ฟมาคู่กับ Seaweed Butter หรือเนยสาหร่ายให้อโรมาที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร (15/20)
melon and mackerel
คอร์สนี้เชฟได้นำแรงบันดาลใจจากซูชิมาตีความเสียใหม่โดยใช้ Melon แทนข้าวญี่ปุ่นพันล้อมด้วยสาหร่าย ด้านบนคือชิ้นปลา Mackerel โดยรสหวานของ Melon และน้ำส้มสายชูสามารถดึงรสเค็มของชิ้นปลาให้มีมิติมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้าวกรอบพร้อมกับอโรมาของวาซาบิเบา ๆ อีกด้วย (17/20)
comté egg
Comté Cheese Ball เสิร์ฟมาร้อน ๆ เนื้อสัมผัสด้านในเบาราวกับปุยนุ่นส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วทั้งปาก (15/20)
aubergine, miso and raspberry
คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนูพื้นบ้านอย่าง Aubergine Parmigiana โดยการนำชิ้นมะเขือนุ่ม ๆ ไปทอดจนได้เนื้อสัมผัสที่ละลายในปาก เชฟเติมแต่งด้วยกลิ่นหอมของ Miso ด้านบนคือองค์ประกอบของ Pesto สีเขียวและ Raspberry สีแดงให้รสเปรี้ยวแทนที่มะเขือเทศแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัว (17/20)
pork skewer, rose and mustard
เนื้อหมูย่างจนสุกแต่ยังคงความนุ่มฉ่ำได้อย่างดี เชฟเสิร์ฟมาแบบติดหนังกรอบเติมแต่งด้วยกลิ่นหอมของกุหลาบและอโรมาเฉพาะตัวของมัสตาร์ดเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ (17/20)
foie gras raffaello
เชฟนำฟัวกราส์เสิร์ฟมาในลักษณะคล้ายช็อกโกแลตแบรนด์ Raffaello เย็น ๆ ด้านในเป็นฟัวกราส์นุ่มละมุนในขณะที่ผิวด้านนอกมีความกรุบจากมะพร้าวเล็กน้อย (15/20)
pane e pomodoro
สำหรับคอร์สขนมปังทางร้านสามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของแคว้น Campania ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
pane e pomodoro
ตัวขนมปังกรอบนอกนุ่มใน ส่วนผิวมีกลิ่นไหม้เกรียมเล็ก ๆ
pane e pomodoro
ข้างกันคือน้ำมันมะกอกและ Concentrated Tomato หรือมะเขือเทศเข้มข้นเสิร์ฟมาในลูกมาเขือเทศอีกทีหนึ่ง ยังมี Wild Oregano สำหรับเติมแต่งกลิ่นลงไปได้อีกด้วย
percebes impepata
Percebes หรือเพรียงทะเลเป็นวัตถุดิบหายากที่เชฟตั้งใจนำเข้ามาจากภูมิภาค Galicia ทางตอนเหนือของประเทศสเปนให้เนื้อสัมผัสที่อยู่ระหว่างความกรอบและความนุ่มละลายในปาก เชฟนำเสนอมาในสไตล์ที่เรียกว่า Impepata ซึ่งเป็นเมนูพื้นบ้านที่ปกติจะเสิร์ฟมาเป็นหอยแมลงภู่กับซุปหอยแมลงภู่แต่เชฟเปลี่ยนมาเสิร์ฟเป็นซุปเพรียงทะเลใสปรุงรสด้วยพริกไทยแทนนั่นเอง (17/20)
monkfish, fermented plum and black garlic
ปลา Monkfish ให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบตามมาตรฐาน ด้านบนท็อปด้วยเจลรสเปรี้ยวทำมาจากบ๊วยดองช่วยชูรสชาติของคำนี้ให้โดดเด่น (17/20)
monkfish, fermented plum and black garlic
ผงสีดำที่โรยอยู่รอบ ๆ เตรียมมาจากกระเทียมดำเสริมอโรมาของคำนี้ให้หอมยิ่งขึ้น (17/20)
rabbit, friariello and pear
คอร์สนี้เชฟนำเสนอ Coniglio หรือเนื้อกระต่ายที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มแต่เคี้ยวหนึบ รอบ ๆ ปรุงรสด้วยซอสพริกหวานให้รสชาติทั้งหวาน เผ็ด และขมได้อย่างมีมิติ เชฟตัดเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบของ Friariello ซึ่งเป็นบล็อคโคลี่ชนิดหนึ่ง ข้างกันคือลูกแพร์หวานฉ่ำโดยเชฟใส่กลิ่นของดอก Chamomile และน้ำส้มสายชูลงไปด้วย (17/20)
turbot and caviar
มาถึงคอร์สที่เชฟนำเสนอองค์ประกอบคลาสสิคกันดูย้างในที่นี้คือปลาเทอร์บอทแล่มาเป็นฟิเลต์ล้อมรอบด้วยซอส Beurre Blanc ให้รสอมเปรี้ยวนิด ๆ ด้านบนท็อปด้วย Caviar ให้รสชาติเค็มกลมกล่อม อย่างไรก็ตามความซับซ้อนอาจจะน้อยไปนิดสำหรับห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars (15/20)
lamb and shiitake mushroom
เนื้อแกะจากเทือกเขา Pyrénées ประเทศสเปนซึ่งมีจุดเด่นคือเนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เคี้ยวสนุกโดยที่ไม่เหนียว เชฟราดด้วยซอส Lamb Jus กลมกล่อม องค์ประกอบสีดำตรงกลางคือเห็ดหอม ครีมสีขาวเตรียมมาจากแก่นตะวัน ครีมสีเขียวเตรียมมาจากอาร์ติโชคนั่นเอง (16/20)
spaghetti allo scoglio
สุดยอดเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่าง Spaghetti allo Scoglio ที่เชฟรังสรรค์ขึ้นโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากเมนูพื้นบ้านที่ประกอบขึ้นมาจากปลาทะเลสด ๆ ที่จับได้ในแต่ละวัน สำหรับห้องอาหาร Krèsios นั้นเชฟจะคัดเลือกหอย หมึก กุ้ง ปู และปลารวมกันกว่า 50 ชนิดซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละช่วงของปีนำมาขอดเกล็ด ล้างเลือด ควักไส้และตาออก จากนั้นเทน้ำมันมะกอกลงในหม้อขนาดใหญ่ ใส่กระเทียมลงไป แล้วนำสัตว์ทะเลใส่ลงในหม้อเรียงทีละชนิด จากนั้นคนไปเรื่อย ๆ ราว 20-30 นาทีเพื่อให้ได้น้ำจากเนื้อและกระดูกรวมกันแล้วใส่น้ำแข็งลงไปจนท่วมหม้อเพื่อเปลี่ยนอุณหภูมิโดยทันที จากนั้นตุ๋นต่อในไฟอ่อน ๆ อีก 7-8 ชั่วโมงจนน้ำเริ่มงวดแล้วค่อยใส่น้ำแข็งลงไปอีกรอบแล้วพักเอาไว้หนึ่งคืนในตู้เย็น วันถัดมาจึงนำหม้อมาตั้งไฟแล้วใส่ Tomato Paste ลงไป จากนั้นเคี่ยวต่ออีก 8-10 ชั่วโมงแล้วใส่น้ำแข็งลงไปอีกครั้งแต่รอบสุดท้ายนี้ให้ติดไฟเอาไว้ตลอดเวลา เคี่ยวจนน้ำสต็อกงวดแล้วกรองออก ส่วนเส้นพาสต้านั่นเชฟเลือกใช้สปาเก็ตตี้นำไปต้มในน้ำเดือดราว 1 นาทีแล้วนำมาต้มต่อในน้ำสต๊อกที่เตรียมเอาไว้จนน้ำซอสเคลือบรอบ ๆ เส้นเป็นสีแดงสดทั้งยังสุกได้ระดับ Al Dente พอดิบพอดี เตรียมใส่จานแล้วเทราดซอสทะเลรสชาติเข้มข้นลงไป จบด้วยการเติมพริกไทยลงไปเล็กน้อยเป็นอันพร้อมเสิร์ฟ (19/20)
guinea fowl fagottini
Fagottini เป็นพาสต้าทรงเกี๊ยวสี่เหลี่ยมที่ทางร้านทำเอง ด้านในบรรจุเนื้อไก่ต๊อกเอาไว้ด้วย ส่วนซอสรอบ ๆ เตรียมมาจาก Crème Fraîche ให้เนื้อสัมผัสที่ข้นเคลือบไปกับพาสต้า เชฟแนะนำให้กินทั้งคำแบบ One Shot ในคำเดียว (18/20)
pastina al formaggino
Pastina แปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Little Pasta ได้จากการนำพาสต้าขนาดจิ๋วหลายชนิดมารวมกันซึ่งปกติแล้วนิยมเตรียมให้เด็ก ๆ กินกัน ในที่นี้เชฟ Giuseppe Iannotti นำนมควายและครีมใส่ลงในกระทะที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส ปิดเตาเพื่อใส่เลมอนและเอ็นไซม์เรนนิน (Rennet) ลงไปพักไว้ 8 ชั่วโมง จากนั้นปรุงเส้นพาสต้าในน้ำเกลือเดือดปริมาณน้อย ๆ เติมชีสลงไป 1 ช้อนโต๊ะแล้วปรุงต่อด้วยวิธีเดียวกับ Risotto ค่อย ๆ เติมน้ำลงไปเมื่อจำเป็น หลังจากผ่านไป 6 นาทีจึงดับไฟแล้วใส่ Parmigiano Cheese ลงไปปริมาณมากพร้อมกับน้ำมันมะกอกอีกเล็กน้อยแล้วตักเสิร์ฟมาในถ้วย Mickey & Minnie ตามสไตล์ของเชฟนั่นเอง (17/20)
lychee and violet
สำหรับของหวานนั้นเชฟเตรียมมาเป็นครีมของลิ้นจี่และดอก Violet ส่งกลิ่นหอมคลุ้งไปทั่วทั้งปากเข้ากันเป็นอย่างดี (17/20)
petits fours
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Petits Fours หลายชนิดเริ่มต้นจาก Chocolate เสิร์ฟมาแบบ ฟู กรอบ เย็นและพร้อมจะละลายในปาก
petits fours
Passionfruit Kombucha เสิร์ฟมาในหลอดทดลองขนาดจิ๋ว
petits fours
ยังมีขนมอีกเซ็ตใหญ่อย่าง Apple Canelé, Salted Caramel and Pistachio Macaron, Raindrop Cake, Cream Mochi, Tarte au Citron, Last Part of Cornetto Ice Cream, Chocolate and Buffalo Milk, Lemon Marshmallow และ Pâte de Fruits
จับคู่ Petits Fours กับกาแฟสักช็อต
ราคาอาหารรวมไวน์
[INTRO] การเดินทางลงใต้มุ่งหน้าสู่ภูมิภาค Campania นี้ต้องยอมรับว่าหนึ่งในไฮไลท์ของทริปคือห้องอาหารที่เพิ่งได้รับรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองใน MICHELIN Guide Italy ปีล่าสุด ด้วยคอนเซปสุดแปลกที่ทีมเชฟทั้งร้านจะจัดเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้าเพียงรอบละ 3 โต๊ะเท่านั้นทำให้ Krèsios คือหนึ่งในร้านมีให้ความเป็นส่วนตัวสูงที่สุดในพื้นที่แถบนี้กันเลยทีเดียว
[THE PLACE] Krèsios ถือกำเนิดขึ้นมาจากการปรับปรุงฟาร์มเฮ้าส์หลังเก่าของครอบครัวเชฟ Giuseppe Iannotti โดยเขาตั้งใจออกแบบให้ภายในอาคารประกอบไปด้วยห้องอาหาร, ร้านขายของและโรงแรมซึ่งจะค่อย ๆ ต่อเติมเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง
แน่นอนว่าไฮไลท์อยู่ที่ห้องรับประทานอาหารหลักซึ่งประกอบไปด้วยโต๊ะสำหรับรองรับลูกค้าเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น (หรือขยับขยายเพิ่มเติมได้มากที่สุดคือ 4 กลุ่ม) การตกแต่งโดยรวมเป็นไปอย่างเรียบง่าย โต๊ะไม้ทุกตัวไม่มีการปูผ้าสีขาวเฉกเช่นห้องอาหารระดับสูงทั่วไป
[THE FOOD] เชฟ Giuseppe Iannotti ตั้งใจออกแบบรายการอาหารให้ออกมาในรูปแบบร่วมสมัยและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์นำเสนอมาจำนวนกว่า 20 คอร์สภายใต้ชื่อ Mr. Brown (150 €) เพื่ออุทิศให้กับสุดยอดผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Quentin Tarantino
[THE CHEF] Giuseppe Iannotti เกิดในเมืองเล็ก ๆ อย่าง Telese Terme จังหวัด Benevento ในปี 1982 แต่เดิมตัวเขาตัดสินใจเข้ารับการศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะดรอปออกมาจากมหาวิทยาลัยเพื่อไล่ตามความฝันของตัวเองในการเป็นเชฟ เขาเปิดห้องอาหาร Krèsios ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมือง Castelvenere ตามมาด้วยร้านขายของ Krèsios Bottega ในเมือง Telese Terme ข้าง ๆ กัน ต่อมาในปี 2011 เชฟ Giuseppe ตัดสินใจควบรวมกิจการทั้งสองเข้าด้วยกันโดยเลือกพื้นที่ฟาร์มเฮ้าส์นอกเมือง Telese Terme ที่ครอบครัวของเขานั้นเป็นเจ้าของอยู่มาปรับปรุงเสียใหม่จนกลายมาเป็นห้องอาหารระดับสูงดังที่เราเห็นกันในวันนี้ ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีสังเกตุได้จากรางวัลต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างเช่น Best Young Chef Award จาก L’Espresso ในปี 2012 ทั้งยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Jeunes Restaurateurs d’Europe (JRE) ในปี 2013 อีกด้วย สำหรับรางวัลระดับโลกนั้นห้องอาหาร Krèsios คว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในคู่มือปกแดงปี 2017 ตามมาด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในคู่มือประจำปี 2022 นั่นเอง
ห้องครัวมีกระจกใสกั้นสามารถใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาของลูกค้าระหว่างมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ Sommelier ประจำร้านคือคุณ Alfredo Buonanno ผู้ควบตำแหน่งบริกรเสิร์ฟอาหารสามารถแนะนำไวน์และอาหารแต่ละคอร์สได้อย่างมืออาชีพ ก่อนเริ่มมื้ออาหารเราแนะนำเป็นอย่างมากให้เดินลงไปดูใน Wine Cellar เพื่อค้นหาไวน์หาชิมยากจากทั่วทั้งทวีปยุโรปได้อีกด้วย
จุดขายของที่ระบึก
ฝั่งทางเข้าร้าน
บริเวณหลังร้าน
สุนัขของเชฟ
พื้นที่ด้านหลังเป็นสวนและไร่ไวน์ขนาดใหญ่มองออกไปเห็นเนินเขาเล็ก ๆ โดยรอบ
พื้นที่หลังร้าน
พื้นที่ไร่ไวน์
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
ฝั่งที่จอดรถ
[WHY GO] ถึงแม้ทำเลของห้องอาหาร Krèsios จะอยู่ลึกเข้ามาในภูมิภาค Campania ห่างจากกรุง Rome ออกมาราว ๆ 200 กิโลเมตรโดยรถยนต์แต่การเดินทางมาสำหรับเราในวันนี้ถือว่าคุ้มค่า สำหรับใครตั้งใจเดินทางลงใต้ไปยังนคร Naples เราขอแนะนำให้ลองแวะออกนอกเส้นทางสักเล็กน้อยเพื่อสัมผัสอาหารสุดสร้างสรรค์ในราคาย่อมเยา ทั้งยังได้ลิ้มลองไวน์ท้องถิ่นชั้นดีรวมไปถึงไวน์หาชิมยากจากฝรั่งเศสซึ่งได้กลายมาเป็นไฮไลท์ประจำทริปครั้งนี้อีกด้วย