Visit: May 22, 2024

🇫🇷 Anne de Bretagne - อาน เดอ เบรอตาญ

👨🏻‍🍳 Chef Mathieu Guibert - เชฟมัธธิว กิลแบร์

Port de Gravette, La Plaine-sur-Mer, 44770, France

Tel: (+33) 2 40 21 54 72

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้น Pays de la Loire โดยเชฟ Mathieu Guibert ได้อาศัยประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตในการถ่ายทอดและร้อยเรียงอาหารออกมาเป็นเมนูต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความแปลกใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ

          
🎗 [THE PLACE] Hôtel Anne de Bretagne เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ตั้งอยู่ ณ เมือง La Plaine sur Mer ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส การเดินทางมาที่นี่โดยรถยนต์ส่วนตัวหากเริ่มต้นจากกรุง Paris อาจใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงครึ่งหรือหากเริ่มต้นจากนคร Bordeaux จะใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง ตัวโรงแรมมีขนาดไม่ใหญ่มากนักมองจากภายนอกเห็นเป็นวิลล่าที่ตกแต่งแบบร่วมสมัย ภายในประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 20 ห้องการันตีด้วยรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนสันทรายสูงหันหน้าออกสู่ท่าเรือ La Gravette และอ่าว Biscay ทำให้ใครที่แวะมายังห้องอาหาร Anne de Bretagne ช่วงมื้อค่ำจะได้สัมผัสกับทัศนียภาพของมหาสมุทรในช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานสามารถสร้างความเชื่อมต่อของผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องรับประทานอาหารหลักกับผู้ที่นั่งอยู่บริเวณเทอเรสได้อย่างไร้รอยต่อ

🎗 [THE CHEF] Mathieu Guibert เกิดในภูมิภาค Pays de Retz โดยมีครอบครัวประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรณ์ เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นเชฟตั้งแต่อายุยังน้อยโดยเขาเริ่มต้นเข้าศึกษาที่ Lycée Hôtelier Sainte-Anne ในเมือง Saint-Nazaire ก่อนจะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับแนวหน้ามากมายอย่างเช่นเชฟ Yannick Alléno ที่ห้องอาหาร Le Meurice (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), เชฟ Christian Le Squer ที่ห้องอาหาร Pavillon Ledoyen (2 MICHELIN Stars), เชฟ Frank Putelat ที่ห้องอาหาร Le Parc Franck Putelat (2 MICHELIN Stars), เชฟ Philippe Mille ที่ห้องอาหาร Domaine des Crayères (2 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 5 ปีจนดำรงตำแหน่งเป็นถึง Sous Chef วันหนึ่งเจ้าของ Hôtel Anne de Bretagne คือคุณ Philippe และ Michèle Vételé ได้ชักชวนให้เขากลับมารับงานเป็นเชฟควบคุมห้องอาหาร Fine Dining ประจำโรงแรมตั้งแต่ปี 2016 ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] อาหารของเชฟ Mathieu Guibert นำเสนอออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีอัตลักษณ์ในตัวเองสูงมาก ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารได้จากรายการแบบ À LA CARTE แต่เราขอแนะนำเซ็ตเมนูซึ่งมีความหลากหลายมากกว่าเริ่มต้นที่ WALK AROUND OUR PAYS DE RETZ (3 COURSES – 65 €) จัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันโดยมีจุดเด่นคือความคุ้มค่า ถัดมาคือ ALCHIMIE (4 COURSES – 110 €, 5 COURSES – 145 €) ที่ผสมผสานวัตถุดิบจากบนชายฝั่งและท้องทะเลเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สุดท้ายคือเซ็ตใหญ่ที่สุดอย่าง QUINTESSENCE (7 COURSES – 205 €) ที่หยิบยก Signature Dish ของเชฟ Mathieu Guibert มาถ่ายทอดโดยอาศัยแรงบัลดาลใจจากวัตถุดิบตามฤดูกาลมาร้อยเรียงเป็นอาหารทั้ง 7 เมนูนั่นเอง อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับของหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Jérémie Bousseau ที่มีความโดดเด่นจนสามารถคว้ารางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide มาครองได้สำเร็จ สำหรับตัวอย่างคอร์สที่โดดเด่นในวันนี้คือ

✨ BOUQUET SHRIMP JUST COOKED
rosabelle potatoes from Juliette, nasturtium coulis of Maud and cardamon infusion
Le Bouquet Breton เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นขึ้นชื่อของแคว้น Brittany เชฟนำเนื้อกุ้งไป Confit จนให้รสชาติที่มีความหวานโดดเด่นควบคู่ไปกับเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน ยังมีมันฝรั่ง Rosabelle จาก Juliette เสิร์ฟมา 2 แบบทั้งส่วนที่หั่นเป็นชิ้นให้เนื้อสัมผัสที่หนึบและสู้ฟันและ Pommes Soufflées ที่มีความกรอบเบา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นสีขาวที่มีอโรมาเฉพาะตัวจาก Cardamom ผสานเข้ากันกับซอส Coulis สีเขียวที่เตรียมมาจาก Garden Nasturtium หรือ Capucine ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ชูความหวานของกุ้งให้โดดเด่นออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

✨ CREAMY RISOTTO WITH HADDOCK
langoustine from Brittany as a carpaccio, M. Beillevaire’s parmesan emulsion
ข้าว Risotto ปรุงมาสุกกำลังดีคลุกเคล้ากันไปกับเนื้อปลา Haddock ด้านบนท็อปด้วยกุ้ง Langoustine เตรียมมาคล้ายกันกับ Carpaccio เนื้อนุ่มหวานฉ่ำ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบและรสเปรี้ยวเบา ๆ ของแอปเปิ้ลเขียว Granny Smith ยังมีความเค็มและหอมของซอส Emulsion ที่เตรียมมาจากชีส Parmesan จาก Maison Beillevaire อีกด้วย (19/20)

✨ JOHN DORY STEAMED WITH COFFEE
Monsieur Poupard’s green asparagus and Macau artichokes, barigoule and local fish soup with coffee
Saint Pierre หรืออีกชื่อหนึ่งคือปลา John Dory ที่เชฟนำไปนึ่งกับกาแฟจนสุกกำลังดีและมีอโรมาหอม ๆ เข้าเนื้อ เชฟเสิร์ฟมากับหน่อไม้ฝรั่งเขียวคุณภาพสูงจาก Monsieur Poupard ที่ผ่านการฝานเปลือกส่วนก้านออกเพื่อลดความกระด้าง นอกจากนี้บริเวณส่วนก้านยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจนเกือบจะใช้คำว่าละลายในปากได้อย่างไม่น่าเชื่อ บริเวณส่วนหัวมีความกรอบพอเหมาะ ข้าง ๆ กันคือ Barigoule มีลักษณะเป็นครีมแก่นตะวันหวานละมุน สุดท้ายพนักงานจะเทราด Cotriade หรือซุปปลาท้องถิ่นที่ใส่อโรมาของกาแฟลงไปด้วย (19/20)

🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานในวันนี้เตรียมออกมาได้อย่างซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้าถึงง่ายทางรสชาติ ราคาอาหารเมื่อเทียบกับคุณภาพวัตถุดิบจัดว่าหาใครเทียบได้ยาก รายการไวน์ที่คัดสรรโดยคุณ Michèle Vételé ซึ่งเป็น Sommelier อาชีพประกอบไปด้วยตัวเลือกมากมายโดยบางขวดนั้นพบว่ามีราคาเกือบจะเทียบเท่ากับราคาตลาดเลยทีเดียว พนักงานให้บริการดีงามไร้ที่ติแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นกันเอง ถึงแม้ตัวร้านจะตั้งอยู่ค่อนข้างไกลห่างออกมาจากกรุง Paris ถึง 450 กิโลเมตรแต่เราขอแนะนำให้เหล่านักเดินทางแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวรายทางอย่างเช่นปราสาทแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Châteaux de la Loire) และเมือง Nantes ก่อนจะแวะมาชิมอาหารที่ Anne de Bretagne ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดเส้นทางของประเทศฝรั่งเศสฝั่งตะวันตกนั่นเอง

Price :

65-205 €

Parking :

จอดบริเวณลานจอดฝั่งตรงข้ามร้าน

Operating Time :

Tue-Sat Lunch 12.15-13.30, Dinner 19.30-21.30, Closed on Sun-Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารที่นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของแคว้น Pays de la Loire ผสมผสานกับเทคนิคระดับสูงของเชฟออกมาได้อย่างน่าทึ่ง

อาหาร :

18

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

2/5

Map

📃 ALCHIMIE (5 COURSES - 145 €)

          
OYSTER OF GILLARDEAU FAMILY
iced in sorbet, cold with cauliflower, warm in mariniere, hot with curry and cumin

SPIDER CRAB WITH CITRUS FRUIT
Ossetra caviar and Maud’s brocoli cream, consomme as a jelly with tonka bean

BOUQUET SHRIMP JUST COOKED
rosabelle potatoes from Juliette, nasturtium coulis of Maud and cardamon infusion

CREAMY RISOTTO WITH HADDOCK
langoustine from Brittany as a carpaccio, M. Beillevaire’s parmesan emulsion

JOHN DORY STEAMED WITH COFFEE
Monsieur Poupard’s green asparagus and Macau artichokes, barigoule and local fish soup with coffee

PINEAPPLE FRUITY MARMALADE
plain and creamy aloe vera, green juice sorbet, confit ginger

OR

COCONUT SWEETNESS IN A LIGHT MOUSSE
tangy pomegranate confit, praline and crunchy almond and coconut

🇫🇷 Anne de Bretagne – อาน เดอ เบรอตาญ

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵️🏵️🏵️🏵️ 17/20 Gault&Millau – 17/20 โก&มีโย

🍫 Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ

🍴 Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Mathieu Guibert – เชฟมัธธิว กิลแบร์

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้น Pays de la Loire โดยเชฟ Mathieu Guibert ได้อาศัยประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตในการถ่ายทอดและร้อยเรียงอาหารออกมาเป็นเมนูต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความแปลกใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ

OYSTER OF GILLARDEAU FAMILY
iced in sorbet, cold with cauliflower, warm in mariniere, hot with curry and cumin

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยสุดยอดหอยนางรมของตระกูล Gillardeau ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับโลกของแคว้น Brittany เชฟนำเสนอมาใน 4 รูปแบบและ 4 อุณหภูมิที่แตกต่างกันเริ่มต้นจากซ้ายไปขวาคือซอร์เบท์หอยนางรมเพียงครึ่งหนึ่งก่อนโดยตัวซอร์เบท์มีเนื้อสัมผัสเนียนละมุน มีอโรมาของทะเล มีอุณหภูมิเย็นจัด และไม่มีกลิ่นคาว ถัดมาคือหอยนางรมที่จับคู่กับเจลลี่กะหล่ำดอกหนึบ ๆ นิด ๆ ให้อุณหภูมิที่เย็น ถัดมาคือหอยนางรมเสิร์ฟมาในซอส Mariniere ที่เกลซด้วยไวน์ขาวให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ เสิร์ฟมาอุ่น ๆ สุดท้ายคือหอยนางรมเสิร์ฟมากับซอสที่มีส่วนผสมของเครื่องแกงและขมิ้นให้รสชาติและอโรมาที่ค่อนข้างแรงและอุณหภูมิที่ร้อนกว่าจานอื่น ๆ จากนั้นปิดท้ายด้วยซอร์เบท์อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ หลังจากชิมมาครบทุกจานแล้วจะพบว่ารสชาติของซอร์เบท์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด (17/20)

SPIDER CRAB WITH CITRUS FRUIT
Ossetra caviar and Maud’s brocoli cream, consomme as a jelly with tonka bean

คอร์สนี้คือปูแมงมุมสด ๆ มีรสชาติหวานและกลิ่นที่หอมโดดเด่นจับคู่กับความหวานและครีมมี่ของบล็อคโคลี่ที่เตรียมมาในลักษณะของ Bavarois หรือครีมเนื้อเนียน ด้านบนท็อปด้วยเจลลี่ถั่วตองกาและออสซีตร้าคาเวียร์จาก Maison Petrossian ให้กลิ่นอายของทะเลและรสชาติเค็มเพียงเบา ๆ (18/20)

BOUQUET SHRIMP JUST COOKED
rosabelle potatoes from Juliette, nasturtium coulis of Maud and cardamon infusion

Le Bouquet Breton เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นขึ้นชื่อของแคว้น Brittany เชฟนำเนื้อกุ้งไป Confit จนให้รสชาติที่มีความหวานโดดเด่นควบคู่ไปกับเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน ยังมีมันฝรั่ง Rosabelle จาก Juliette เสิร์ฟมา 2 แบบทั้งส่วนที่หั่นเป็นชิ้นให้เนื้อสัมผัสที่หนึบและสู้ฟันและ Pommes Soufflées ที่มีความกรอบเบา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นสีขาวที่มีอโรมาเฉพาะตัวจาก Cardamom ผสานเข้ากันกับซอส Coulis สีเขียวที่เตรียมมาจาก Garden Nasturtium หรือ Capucine ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ชูความหวานของกุ้งให้โดดเด่นออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

CREAMY RISOTTO WITH HADDOCK
langoustine from Brittany as a carpaccio, M. Beillevaire’s parmesan emulsion

ข้าว Risotto ปรุงมาสุกกำลังดีคลุกเคล้ากันไปกับเนื้อปลา Haddock ด้านบนท็อปด้วยกุ้ง Langoustine เตรียมมาคล้ายกันกับ Carpaccio เนื้อนุ่มหวานฉ่ำ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบและรสเปรี้ยวเบา ๆ ของแอปเปิ้ลเขียว Granny Smith ยังมีความเค็มและหอมของซอส Emulsion ที่เตรียมมาจากชีส Parmesan จาก Maison Beillevaire อีกด้วย (19/20)

JOHN DORY STEAMED WITH COFFEE
Monsieur Poupard’s green asparagus and Macau artichokes, barigoule and local fish soup with coffee

Saint Pierre หรืออีกชื่อหนึ่งคือปลา John Dory ที่เชฟนำไปนึ่งกับกาแฟจนสุกกำลังดีและมีอโรมาหอม ๆ เข้าเนื้อ เชฟเสิร์ฟมากับหน่อไม้ฝรั่งเขียวคุณภาพสูงจาก Monsieur Poupard ที่ผ่านการฝานเปลือกส่วนก้านออกเพื่อลดความกระด้าง นอกจากนี้บริเวณส่วนก้านยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจนเกือบจะใช้คำว่าละลายในปากได้อย่างไม่น่าเชื่อ บริเวณส่วนหัวมีความกรอบพอเหมาะ ข้าง ๆ กันคือ Barigoule มีลักษณะเป็นครีมแก่นตะวันหวานละมุน สุดท้ายพนักงานจะเทราด Cotriade หรือซุปปลาท้องถิ่นที่ใส่อโรมาของกาแฟลงไปด้วย (19/20)

BREAD AND BUTTER

พนักงานจะเสิร์ฟขนมปังที่ทำมาจากแป้งที่บดด้วยโรงโม่ (Millstine Flour) ให้เนื้อสัมผัสที่โดดเด่นจับคู่มากับเนยคุณภาพสูงจาก Maison Beillevaire ซึ่งเป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อของแคว้น Normandie และมีรสเค็มของเกลือจาก Noirmoutier ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญในแคว้น Brittany

PINEAPPLE FRUITY MARMALADE
plain and creamy aloe vera, green juice sorbet, confit ginger

ของหวานจานนี้คือสับปะรดเสิร์ฟมาในรูปแบบของแยมรองด้านล่างด้วยครีมขิงภายในองค์ประกอบทรงกลม ด้านบนคือแผ่นบิสกิตกรอบ รอบ ๆ คือว่านหางจระเข้เสิร์ฟมาใน 2 รูปแบบที่แตกต่างกันคือเสิร์ฟมาแบบธรรมชาติและครีมทรงกลม สุดท้ายคือซอร์เบท์สีเขียวที่ผสานเซเลอรี่, แอปเปิ้ล Granny Smith, มะนาว และแตงกวาลงไปด้วยกันช่วยสร้างความสดชื่นได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

COCONUT SWEETNESS IN A LIGHT MOUSSE
tangy pomegranate confit, praline and crunchy almond and coconut

มะพร้าวเสิร์ฟมาเป็นมูสรสหวานและหอมรองด้านล่างด้วยฐาน Praline ที่เตรียมมาจากถั่วอัลมอนด์และมะพร้าว ยังมีองค์ประกอบของเนื้อมะพร้าวที่เสริมด้วยอโรมาของพริกไทยเพียงเบา ๆ และเมล็ดทับทิม ข้าง ๆ กันคือทับทิมที่ผ่านการกงฟีมาเสิร์ฟมาเป็น Mousseline และ Sorbet ช่วยสร้างความเปรี้ยวและสดชื่นให้กับจานได้ดีมาก ๆ (19/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วยขนมหวาน Biscuit with Kiwi and Mint Flavour, Strawberry with Cottage Cheese and Kumquat Pepper และ Chocolate with Hazelnut and Tonka Beans

รายการไวน์ในวันนี้

💰 ราคา 355 €

🎗 [THE PLACE] Hôtel Anne de Bretagne เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ตั้งอยู่ ณ เมือง La Plaine sur Mer ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส

การเดินทางมาที่นี่โดยรถยนต์ส่วนตัวหากเริ่มต้นจากกรุง Paris อาจใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงครึ่งหรือหากเริ่มต้นจากนคร Bordeaux จะใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง

ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนสันทรายสูงหันหน้าออกสู่ท่าเรือ La Gravette และอ่าว Biscay ทำให้ใครที่แวะมายังห้องอาหาร Anne de Bretagne ช่วงมื้อค่ำจะได้สัมผัสกับทัศนียภาพของมหาสมุทรในช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

🎗 [THE CHEF] Mathieu Guibert เกิดในภูมิภาค Pays de Retz โดยมีครอบครัวประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรณ์ เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นเชฟตั้งแต่อายุยังน้อยโดยเขาเริ่มต้นเข้าศึกษาที่ Lycée Hôtelier Sainte-Anne ในเมือง Saint-Nazaire ก่อนจะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับเชฟระดับแนวหน้ามากมายอย่างเช่นเชฟ Yannick Alléno ที่ห้องอาหาร Le Meurice (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), เชฟ Christian Le Squer ที่ห้องอาหาร Pavillon Ledoyen (2 MICHELIN Stars), เชฟ Frank Putelat ที่ห้องอาหาร Le Parc Franck Putelat (2 MICHELIN Stars), เชฟ Philippe Mille ที่ห้องอาหาร Domaine des Crayères (2 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 5 ปีจนดำรงตำแหน่งเป็นถึง Sous Chef

วันหนึ่งเจ้าของ Hôtel Anne de Bretagne คือคุณ Philippe และ Michèle Vételé ได้ชักชวนให้เขากลับมารับงานเป็นเชฟควบคุมห้องอาหาร Fine Dining ประจำโรงแรมตั้งแต่ปี 2016 ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] อาหารของเชฟ Mathieu Guibert นำเสนอออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีอัตลักษณ์ในตัวเองสูงมาก ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารได้จากรายการแบบ À LA CARTE แต่เราขอแนะนำเซ็ตเมนูซึ่งมีความหลากหลายมากกว่าเริ่มต้นที่ WALK AROUND OUR PAYS DE RETZ (3 COURSES – 65 €) จัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันโดยมีจุดเด่นคือความคุ้มค่า ถัดมาคือ ALCHIMIE (4 COURSES – 110 €, 5 COURSES – 145 €) ที่ผสมผสานวัตถุดิบจากบนชายฝั่งและท้องทะเลเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สุดท้ายคือเซ็ตใหญ่ที่สุดอย่าง QUINTESSENCE (7 COURSES – 205 €) ที่หยิบยก Signature Dish ของเชฟ Mathieu Guibert มาถ่ายทอดโดยอาศัยแรงบัลดาลใจจากวัตถุดิบตามฤดูกาลมาร้อยเรียงเป็นอาหารทั้ง 7 เมนูนั่นเอง

อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับของหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Jérémie Bousseau ที่มีความโดดเด่นจนสามารถคว้ารางวัล Passion Dessert จาก MICHELIN Guide มาครองได้สำเร็จ

กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานสามารถสร้างความเชื่อมต่อของผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องรับประทานอาหารหลักกับผู้ที่นั่งอยู่บริเวณเทอเรสได้อย่างไร้รอยต่อ

ตัวโรงแรมมีขนาดไม่ใหญ่มากนักมองจากภายนอกเห็นเป็นวิลล่าที่ตกแต่งแบบร่วมสมัย

ภายในประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 20 ห้องการันตีด้วยรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key

🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานในวันนี้เตรียมออกมาได้อย่างซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งความเข้าถึงง่ายทางรสชาติ ราคาอาหารเมื่อเทียบกับคุณภาพวัตถุดิบจัดว่าหาใครเทียบได้ยาก รายการไวน์ที่คัดสรรโดยคุณ Michèle Vételé ซึ่งเป็น Sommelier อาชีพประกอบไปด้วยตัวเลือกมากมายโดยบางขวดนั้นพบว่ามีราคาเกือบจะเทียบเท่ากับราคาตลาดเลยทีเดียว พนักงานให้บริการดีงามไร้ที่ติแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นกันเอง

ถึงแม้ตัวร้านจะตั้งอยู่ค่อนข้างไกลห่างออกมาจากกรุง Paris ถึง 450 กิโลเมตรแต่เราขอแนะนำให้เหล่านักเดินทางแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวรายทางอย่างเช่นปราสาทแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์ (Châteaux de la Loire) และเมือง Nantes ก่อนจะแวะมาชิมอาหารที่ Anne de Bretagne ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดเส้นทางของประเทศฝรั่งเศสฝั่งตะวันตกนั่นเอง

ตัวอาคารทั้งหมด

บรรยากาศริมทะเลอันกว้างใหญ่