Visit: November 18, 2023

🇮🇹 D'O - โด

👨🏻‍🍳 Chef Davide Oldani - เชฟดาวิเด โอลดานี่

piazza della Chiesa 14, loc. San Pietro all'Olmo, Cornaredo, 20007, Italy

Tel: (+39) 02 936 2209

Cuisine

🍴 Creative, Italian Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลีร่วมสมัย

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อน เชฟชาวอิตาลีชื่อดัง Davide Oldani ต้องการดึงดูดเหล่านักชิมมายังเมืองบ้านเกิดของตัวเองและสร้างหลักปรัชญาและแบรนด์ Cucina Pop ขึ้นมาโดยนำเสนออาหารคุณภาพสูงโดยอาศัยวัตถุดิบที่ดีที่สุดภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ปัจจุบันเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอิตาลีผู้นำเสนออาหารภายใต้หลักแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน

          
🎗 [THE PLACE] D’O ตั้งอยู่ในเมือง Cornaredo ห่างออกมาจากใจกลางเมือง Milan ราว 19 กิโลเมตรสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ ลูกค้าสามารถจอดรถได้ ณ ลานจอดขนาดใหญ่บริเวณปากซอยก่อนถึงร้าน ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยโดย 2 ใน 3 โดดเด่นด้วยทัศนียภาพของจตุรัส Piazza della Chiesa ต้นเอล์ม และโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานช่วยเสริมให้บรรยากาศในห้องรับประทานอาหารแลดูกลืนไปกับพื้นที่ภายนอก หากใครโชคดีอาจได้นั่งข้างกันกับห้องครัวโดยลูกค้าสามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา โต๊ะอาหารทุกตัวถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นโต๊ะไม้กลมไร้ซึ่งผ้าปู ด้านล่างมีช่องเล็ก ๆ สำหรับเก็บอุปกรณ์อย่างเช่นกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์มือถือ เก้าอี้ไม้ทรงประหลาดมีพื้นที่สำหรับวางแขนเพียงข้างขวาฝั่งเดียว ระหว่างมื้ออาหารลูกค้าสามารถพบเห็นเครื่องมือแปลก ๆ ที่เชฟ Davide Oldani เป็นผู้ออกแบบด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นจาน แก้วน้ำ แก้วไวน์ที่มีขอบแก้วต่างระดับกันเพื่อให้ผู้ดื่มไม่เสีย Eye Contact กับผู้ร่วมโต๊ะอาหารคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์แฟลทแวร์บนโต๊ะอาหารโดยชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Passepartout มีลักษณะเป็นช้อนที่สามารถตักซุป ตัดอาหาร และสามารถใช้เป็นส้อมในชิ้นเดียวกัน

🎗 [THE CHEF] Davide Oldani ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นประกอบอาชีพเป็นนักฟุตบอลอาชีพก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเป็นเชฟโดยการร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าหลายคนทั้ง Gualtiero Marchesi, Albert Roux, Alain Ducasse และ Pierre Hermé ต่อมาในปี 2003 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร D’O ขึ้นที่เมือง Cornaredo บ้านเกิดโดยคำว่า D’O นอกจากจะเป็นคำย่อของชื่อเชฟ Davide Oldani เองแล้วเขาเองก็ได้ให้ความหมายอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปอีกด้วยเช่นคำแปลจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าเส้นทางที่ถูกต้อง คำว่าทำในภาษาอังกฤษ และการให้ในภาษาอิตาลี ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองในปี 2004 ในปร 2016 เขาตัดสินใจย้ายตำแหน่งร้านมายังจตุรัส Piazza della Chiesa นอกเมือง Milan เพื่อให้มีพื้นที่ในการขยับขยายโปรเจคต่าง ๆ ในอนาคตรงมไปถึง Ristorante Olmo ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของจตุรัสด้วยเช่นกัน ในปี 2020 ห้องอาหาร D’O ได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars พ่วงด้วยรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star อันเนื่องมาจากปรัชญาและความตั้งใจในการนำเสนออาหารแบบยั่งยืนของเชฟนั่นเอง

🎗 [THE FOOD] อาหารที่ D’O เตรียมออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบและรสชาติจากฝั่งเอเชียเข้าไปผสมผสานกับอาหารอิตาลีร่วมสมัยอยู่ค่อนข้างมาก เชฟ Davide Oldani ยังคงแฝงปรัญชาและหลักการเกี่ยวกับความยั่งยืนลงมาในอาหารของเขาอย่างชัดเจน รายการเมนูมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยในวันที่เราไปนั้นเราได้เลือกชิม Menu Armonia (180 €) ซึ่งจัดว่าค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารที่ได้รับ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายจาก iPad ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผลแต่เราขอแนะนำให้ลองเปิดดูดี ๆ อาจจะพบไวน์ที่ราคาถูกกว่าร้านไวน์ทั่วไปได้เลยเหมือนกัน ส่วนคอร์สอาหารที่เตรียมออกมาได้อย่างน่าสนใจคือ

✨ Langoustine tail papillotes, shiso, espelette pepper and Franciacorta vinegar gelled (chef Robuchon)
เริ่มต้นคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟ Davide Oldani อาศัยเมนู En papillote croustillante au basilic อันโด่งดังของเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับมาปรับใหม่โดยการนำส่วนหางของกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมากับ Espalette Pepper จากทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสช่วยชูความหวานของกุ้งและอโรมาโดยรวมให้หอมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีใบ Shiso จากญี่ปุ่น รอบ ๆ คือ Filo Pastry ที่ผ่านการทอดกรอบไม่อมน้ำมัน องค์ประกอบสุดท้ายคือเจลลี่ที่นำ Franciacorta ซึ่งเป็น Sparkling Wine ของประเทศอิตาลีไปทำเป็นน้ำส้มสายชูนั่นเอง (17/20)

✨ Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli rice
Risotto จานนี้เชฟเลือกใช้ข้าว Carnaroli หุงกับเนยและชีสนมแพะ Capreggio จากแคว้น Piedmonte ให้กลิ่นฉุนและค่อนข้างโดดเข้ากันกับอโรมาของ Preserved Black Truffle สับละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง ข้าง ๆ กันคือเทอร์นิปผัดเสิร์ฟมาคู่กันกับเกล็ดขนมปัง พนักงานแนะนำให้เทหม้อเทอร์นิปลงไปใน Risotto แล้วคลุกให้เข้ากัน (17/20)

✨ Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce…
นก Partridge แดงเป็นนกในกลุ่มนกกระทา เชฟคัดเลือกส่วนอกนำมานึ่งจนสุก ตัวซอสเตรียมมาจากนกเองผสมผสานไปกับมะกอก Taggiasca ให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นที่หอมโดดเด่น นอกจากนี้ยังมีเห็ดและผักบรูนัวส์หรือหั่นเต๋ามาช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีอีกด้วย ด้านบนคือแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากเห็ดเช่นกัน ข้างกันคือขนมปังฟูกรอบราดด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่มีรสชาติของชีส ตรงกลางคือ Fillet หรือเนื้อนก Patridge แดงหมักกับเกลือและน้ำตาล ด้านบนคือผักกาด Romaine วางมาคู่กับซอส 2 ชนิดคือ Mayonnaise Emulsion และ Acidic Raspberries Emulsion ให้รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ (16/20)

🎗 [WHY GO] D’O เป็นห้องอาหารมาตรฐานสำหรับระดับ 2 MICHELIN Stars แต่สิ่งที่น่าประทับใจนอกเหนือไปจากนั้นคือราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบ Milan และความตั้งใจอันแน่วแน่ของเชฟ Davide Oldani อย่างไรก็ตามขั้นตอนการจองเป็นไปค่อนข้างลำบากเพราะในเวปไซต์มีแต่ภาษาอิตาลีทั้งยังมีห้องอาหารอื่น ๆ ของเชฟให้กดจองได้อีกจนอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการจองได้ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่สนใจส่งอีเมลล์ไปสอบถามกับทางร้านโดยตรงเพราะตัวเชฟเปิดรับจองโต๊ะเพียง 3 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น

Price :

180-225 €

Parking :

จอดรถ ณ ลานจอดปากทางเข้าร้าน

Operating Time :

12.00-14.30, 19.30-21.30 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารเชิงสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดเชิงอนุรักษ์และส่งเสริมความยั่งยืนของเชฟ Davide Oldani

อาหาร :

16

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 MENU ARMONIA (180 €)

          
Buckwheat tartlet, salmon trout, cashew nuts and finger lime

Extra virgin olive oil candle and mushroom waffle

Pani puri, burnt lemon, salt-cured sardine

Orange Negroni

***

Langoustine tail papillotes, shiso, espelette pepper and Franciacorta vinegar gelled (chef Robuchon)

Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compote

Cuttlefish scarpetta in black, cauliflower in giardiniera and Kaviari Osetra caviar

Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli rice

Black ruff fillet, hydroponic emulsion with extra virgin olive oil, fennel silked with coriander, cedar and potato net

Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce…

…then salt-cured fillet, “Caesar salad” and silky acidic raspberries

Find the real one: Graukase cheese and celeriac jam

Pear tart, scent of citrus fruits, yogurt and hazelnuts

***

chocolate sable

Japanese cheesecake with tonka bean flavour

Mou soldino trousers

S-leaves of speculos and vanilla custard cream

📃 SUBSTITUTION

Beef cheek, potato rosti, radish and Bordeaux sauce

Chestnut cake, cassis and Ocoa chocolate

🇮🇹 D’O – โด

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍀 MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก

🍴 Creative, Italian Contemporary – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลีร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Davide Oldani – เชฟดาวิเด โอลดานี่

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยขอวว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาชุดใหญ่

Buckwheat tartlet, salmon trout, cashew nuts and finger lime

ทาร์ตเล็ตจิ๋วที่ทำมาจากบัควีท ด้านในบรรจุเนื้อปลาแซลมอนเทร้าต์หมักและความเปรี้ยวที่ได้จากคาเวียร์มะนาวนิ้วมือ (15/20)

Extra virgin olive oil candle and mushroom waffle

ปิดท้ายด้วยเทียนไขที่เตรียมมาจากน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นจากแถบ Puglia ผสมผสานเข้ากันกับขี้ผึ้งและอโรมาของใบไทม์ ส่วนตัวขนมปังวาฟเฟิลเสิร์ฟมากับ Duxxelle เห็ด พนักงานแนะนำให้นำน้ำมันมะกอกเติมลงไปในช่องที่ว่างของวาฟเฟิลนั่นเอง (15/20)

Pani puri, burnt lemon, salt-cured sardine

Pani Puri สไตล์อินเดีย แป้งเบา บาง กรอบ ด้านในมี Compote ของเลมอนไหม้ ด้านบนท็อปด้วยสาหร่ายและปลาซาดีนที่ผ่านกระบวนการบ่มในเกลือให้รสชาติเค็มกลมกล่อม (15/20)

Orange Negroni

คอร์สนี้เชฟได้หยิบยกค็อกเทลล์ Negroni มาปรับรูปแบบการเสิร์ฟใหม่ในลักษณะของเจลลี่ เชฟให้ชิมเฉพาะเจลลี่ที่เสียบไม้อยู่โดยเจลลี่ด้านล่างมีเอาไว้สำหรัยตกแต่งจานเท่านั้น รสชาติมีความขมสดชื่นในสไตล์ของค็อกเทลล์ (15/20)

Langoustine tail papillotes, shiso, espelette pepper and Franciacorta vinegar gelled (chef Robuchon)

เริ่มต้นคอร์สแรกเป็นจานที่เชฟ Davide Oldani อาศัยเมนู En papillote croustillante au basilic อันโด่งดังของเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับมาปรับใหม่โดยการนำส่วนหางของกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมากับ Espalette Pepper จากทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสช่วยชูความหวานของกุ้งและอโรมาโดยรวมให้หอมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีใบ Shiso จากญี่ปุ่น รอบ ๆ คือ Filo Pastry ที่ผ่านการทอดกรอบไม่อมน้ำมัน องค์ประกอบสุดท้ายคือเจลลี่ที่นำ Franciacorta ซึ่งเป็น Sparkling Wine ของประเทศอิตาลีไปทำเป็นน้ำส้มสายชูนั่นเอง (17/20)

Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compote

เชฟปรุงสุกโดยใช้น้ำซุปปลาปรุงเเต่งรสชาติด้วยมะขามและซีอิ๊วในขณะที่ตัวหอยยังคงติดอยู่กับฝา (16/20)

Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compote

จานนี้เชฟเสิร์ฟหอยเชลล์ยักษ์จากมหาสมุทร Atlantic มาใต้ฝาหอย (16/20)

Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compote

เชฟแนะนำให้รับประทานชิ้นหอยเปล่า ๆ ก่อนแล้วค่อยรับประทานหอยคู่กันกับ Compote แอปเปิ้ล-ยูซุอีกทีหนึ่ง ส่วนกลีบดอกไม้ที่วางท็อปมาด้านบนคือ Apple Blossom (16/20)

Scallop on the shell, soy infusion, apple and yuzu compote

หลังจากนั้นจึงดื่มน้ำซุปใสตามไปอีกทีเพื่อล้างปาก (16/20)

Cuttlefish scarpetta in black, cauliflower in giardiniera and Kaviari Osetra caviar

จานนี้มีองค์ประกองสำคัญคือหมึกจิ๋วและหมึกกระดองนุ่มหนึบ ด้านล่างสุดเป็น Royale หรือ Flan ที่มีส่วนผสมของหมึกดำส่งกลิ่นหอมทันทีที่ตักเข้าปาก (17/20)

Cuttlefish scarpetta in black, cauliflower in giardiniera and Kaviari Osetra caviar

ยังมีกะหล่ำดอกชิ้นจิ๋วเสิร์ฟมาในสไตล์ Giardiniera หรือการดองให้ความกรึบและรสชาติที่ค่อนข้างเปรี้ยวเข้ากันกับความฉุนของอีมัลชั่นผักชีลาวและความเค็มของ Kaviari Oscetra Caviar สุดท้ายด้านบนปิดด้วยแผ่นบาง ๆ นุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากหมึกนึ่ง (17/20)

Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli rice

Risotto จานนี้เชฟเลือกใช้ข้าว Carnaroli หุงกับเนยและชีสนมแพะ Capreggio จากแคว้น Piedmonte ให้กลิ่นฉุนและค่อนข้างโดดเข้ากันกับอโรมาของ Preserved Black Truffle สับละเอียดได้อย่างน่าทึ่ง (17/20)

Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli rice

ภาพแสดงข้าว Risotto (17/20)

Turnip greens, Capreggio cheese, preserved black truffle and Carnaroli rice

ข้าง ๆ กันคือเทอร์นิปผัดเสิร์ฟมาคู่กันกับเกล็ดขนมปัง พนักงานแนะนำให้เทหม้อเทอร์นิปลงไปใน Risotto แล้วคลุกให้เข้ากัน (17/20)

Black ruff fillet, hydroponic emulsion with extra virgin olive oil, fennel silked with coriander, cedar and potato net

ปลา Black Ruff แล่เป็นชิ้น Fillet ย่างจนสุก ด้านบนท็อปด้วยแผ่นตาข่ายที่เตรียมมาจากมันฝรั่งให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับชิ้นปลา ด้านล่างที่เตรียมมาจากครีมเฟนเนล แครอท และผักชี เชฟเติมแต่งรสเปรี้ยวด้วยเลมอนดิบแล่บาง จากนั้นพนักงานจะเทราดอีมัลชั่นสีส้มที่เตรียมมาจากมะเขือเทศไฮโดรโพนิคลงไปให้ความเปรี้ยวและอุมามิ (15/20)

Black ruff fillet, hydroponic emulsion with extra virgin olive oil, fennel silked with coriander, cedar and potato net

พนักงานเสิร์ฟมาคู่กันกับขนมปัง Grissini with Olive Oil ans Sea Salt (15/20)

Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce…

นก Partridge แดงเป็นนกในกลุ่มนกกระทา เชฟคัดเลือกส่วนอกนำมานึ่งจนสุก (16/20)

Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce…

ตัวซอสเตรียมมาจากนกเองผสมผสานไปกับมะกอก Taggiasca ให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นที่หอมโดดเด่น นอกจากนี้ยังมีเห็ดและผักบรูนัวส์หรือหั่นเต๋ามาช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีอีกด้วย ด้านบนคือแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากเห็ดเช่นกัน (16/20)

Steamed red partridge breast, oven-baked Taggiasca olive sauce…

ข้างกันคือขนมปังฟูกรอบราดด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย (16/20)

…then salt-cured fillet, “Caesar salad” and silky acidic raspberries

ด้านล่างเป็นขนมปังกรอบที่มีรสชาติของชีส ตรงกลางคือ Fillet หรือเนื้อนก Patridge แดงหมักกับเกลือและน้ำตาล ด้านบนคือผักกาด Romaine วางมาคู่กับซอส 2 ชนิดคือ Mayonnaise Emulsion และ Acidic Raspberries Emulsion ให้รสชาติออกเปรี้ยวเบา ๆ (16/20)

Beef cheek, potato rosti, radish and Bordeaux sauce

สำหรับใครที่ไม่นิยมทานนกทางร้านได้จัดเตรียมเมนูพิเศษสุดคลาสสิคมาให้ชิมกัน แก้มวัวที่เชฟนำไป Slow-cooked จนสุกเพื่อคงความนุ่มและฉ่ำเอาไว้ได้อย่างพอเหมาะ จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กันกับ Bordelaise Sauce หรือซอสไวน์แดงคลาสสิคที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบนคร Bordeaux ในประเทศฝรั่งเศส ข้างกันคือ Rösti มันฝรั่งและแรดิช รสชาติจัดว่าดีงามในแบบที่ควรจะเป็น (15/20)

Beef cheek, potato rosti, radish and Bordeaux sauce

ทางร้านเสิร์ฟมาคู่กับ Fougasse ขนมปังเหนียวนุ่มสำหรับใช้ปาดซอสได้ดี (15/20)

…then vegetables, “Caesar salad” and silky acidic raspberries

ส่วนที่สองของเมนคอร์สเชฟจะเสิร์ฟมาเป็นผักแทนที่เนื้อนกนั่นเอง (15/20)

Find the real one: Graukase cheese and celeriac jam

สำหรับคอร์สชีสมีกิมมิคเล็ก ๆ ให้ผู้ชิมลองมองหาชีสที่แท้จริงซึ่งก็คือชิ้นตรงกลางนั่นเอง ตัวชีสมีชื่อว่า Graukase จากภูมิภาค Südtirol ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีโดยชีสชิ้นนี้ผ่านการบ่มมานาน 20-30 วัน (15/20)

Find the real one: Graukase cheese and celeriac jam

ฝั่งซ้ายมือคือ Celeriac Mousse ที่ขึ้นรูปเป็น Emmental Cheese ให้รสชาติหวานพอเหมาะ ฝั่งขวามือคือขนมปัง Soft Bread ที่ผ่านการนึ่งแล้วย่างจากนั้นนำไปจุ่มลงใน Parmesan Broth แล้วขึ้นรูปเป็น Parmesan Cheese นั่นเอง นอกจากนี้พนักงานยังเสิร์ฟGrissini with cacao and sugar มาให้รับประทานสลับกันไปอีกด้วย (15/20)

Pear tart, scent of citrus fruits, yogurt and hazelnuts

ของหวานจานหลักคือ Hazelnut Soft Cake เสิร์ฟมาคู่กันกับลูกแพร์ในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสเสริมด้วยความเปรี้ยวของผลไม้จำพวกซิตรัส ตรงกลางคือไอศกรีมโยเกิร์ต ส่วนริมขอบจานคือ Chantilly Cream หอมมันที่มีส่วนผสมของ Vanilla Bourbon (17/20)

Chestnut cake, cassis and Ocoa chocolate

เค้กเกาลัดเกลซด้านนอกด้วยดาร์คช็อกโกแลต จับคู่มากับไอศกรีมเกาลัดเผา นอกจากนี้ยังมี Crispy Custard Cream เชฟตัดด้วยรสเปรี้ยวของซอสแบล็คเคอร์แรนท์ (16/]0)

Mignardises

รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้

💰 ราคา 415 €

🎗 [INTRO] ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อน เชฟชาวอิตาลีชื่อดัง Davide Oldani ต้องการดึงดูดเหล่านักชิมมายังเมืองบ้านเกิดของตัวเองและสร้างหลักปรัชญาและแบรนด์ Cucina Pop ขึ้นมาโดยนำเสนออาหารคุณภาพสูงโดยอาศัยวัตถุดิบที่ดีที่สุดภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ปัจจุบันเขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอิตาลีผู้นำเสนออาหารภายใต้หลักแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืน

🎗 [THE CHEF] Davide Oldani ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นประกอบอาชีพเป็นนักฟุตบอลอาชีพก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเป็นเชฟโดยการร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าหลายคนทั้ง Gualtiero Marchesi, Albert Roux, Alain Ducasse และ Pierre Hermé ต่อมาในปี 2003 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร D’O ขึ้นที่เมือง Cornaredo บ้านเกิดโดยคำว่า D’O นอกจากจะเป็นคำย่อของชื่อเชฟ Davide Oldani เองแล้วเขาเองก็ได้ให้ความหมายอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปอีกด้วยเช่นคำแปลจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าเส้นทางที่ถูกต้อง คำว่าทำในภาษาอังกฤษ และการให้ในภาษาอิตาลี ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมและคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองในปี 2004 ในปร 2016 เขาตัดสินใจย้ายตำแหน่งร้านมายังจตุรัส Piazza della Chiesa นอกเมือง Milan เพื่อให้มีพื้นที่ในการขยับขยายโปรเจคต่าง ๆ ในอนาคตรงมไปถึง Ristorante Olmo ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของจตุรัสด้วยเช่นกัน ในปี 2020 ห้องอาหาร D’O ได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars พ่วงด้วยรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star อันเนื่องมาจากปรัชญาและความตั้งใจในการนำเสนออาหารแบบยั่งยืนของเชฟนั่นเอง

🎗 [THE FOOD] อาหารที่ D’O เตรียมออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบและรสชาติจากฝั่งเอเชียเข้าไปผสมผสานกับอาหารอิตาลีร่วมสมัยอยู่ค่อนข้างมาก เชฟ Davide Oldani ยังคงแฝงปรัญชาและหลักการเกี่ยวกับความยั่งยืนลงมาในอาหารของเขาอย่างชัดเจน

รายการเมนูมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยในวันที่เราไปนั้นเราได้เลือกชิม Menu Armonia (180 €) ซึ่งจัดว่าค่อนข้างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารที่ได้รับ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายจาก iPad ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผลแต่เราขอแนะนำให้ลองเปิดดูดี ๆ อาจจะพบไวน์ที่ราคาถูกกว่าร้านไวน์ทั่วไปได้เลยเหมือนกัน

🎗 [THE PLACE] ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยโดย 2 ใน 3 โดดเด่นด้วยทัศนียภาพของจตุรัส Piazza della Chiesa ต้นเอล์ม และโบสถ์เก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17

กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานช่วยเสริมให้บรรยากาศในห้องรัยประทานอาหารแลดูกลืนไปกับพื้นที่ภายนอก

โต๊ะอาหารทุกตัวถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นโต๊ะไม้กลมไร้ซึ่งผ้าปู ด้านล่างมีช่องเล็ก ๆ สำหรับเก็บอุปกรณ์อย่างเช่นกระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์มือถือ เก้าอี้ไม้ทรงประหลาดมีพื้นที่สำหรับวางแขนเพียงข้างขวาฝั่งเดียว

ระหว่างมื้ออาหารลูกค้าสามารถพบเห็นเครื่องมือแปลก ๆ ที่เชฟ Davide Oldani เป็นผู้ออกแบบด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นจาน แก้วน้ำ แก้วไวน์ที่มีขอบแก้วต่างระดับกันเพื่อให้ผู้ดื่มไม่เสีย Eye Contact กับผู้ร่วมโต๊ะอาหารคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์แฟลทแวร์บนโต๊ะอาหารโดยชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Passepartout มีลักษณะเป็นช้อนที่สามารถตักซุป ตัดอาหาร และสามารถใช้เป็นส้อมในชิ้นเดียวกัน

หากใครโชคดีอาจได้นั่งข้างกันกับห้องครัวโดยลูกค้าสามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา

ป้ายร้าน

ประตูร้าน

D’O ตั้งอยู่ในเมือง Cornaredo ห่างออกมาจากใจกลางเมือง Milan ราว 19 กิโลเมตรสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ ลูกค้าสามารถจอดรถได้ ณ ลานจอดขนาดใหญ่บริเวณปากซอยก่อนถึงร้าน

🎗 [WHY GO] D’O เป็นห้องอาหารมาตรฐานสำหรับระดับ 2 MICHELIN Stars แต่สิ่งที่น่าประทับใจนอกเหนือไปจากนั้นคือราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบ Milan และความตั้งใจอันแน่วแน่ของเชฟ Davide Oldani อย่างไรก็ตามขั้นตอนการจองเป็นไปค่อนข้างลำบากเพราะในเวปไซต์มีแต่ภาษาอิตาลีทั้งยังมีห้องอาหารอื่น ๆ ของเชฟให้กดจองได้อีกจนอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการจองได้ เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่สนใจส่งอีเมลล์ไปสอบถามกับทางร้านโดยตรงเพราะตัวเชฟเปิดรับจองโต๊ะเพียง 3 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น