หน้าแรก » 🇫🇷 Auberge de l’Ill – อูแบร์จ เดอ ลีล
Visit: November 17, 2023
🇫🇷 Auberge de l'Ill - อูแบร์จ เดอ ลีล
👨🏻🍳 Chef Marc Haeberlin - เชฟมาร์ค แฮเบอร์ลิน
2 rue de Collonges au Mont d'Or, 68970 Illhaeusern
Tel: (+33) 3 89 71 89 00
Cuisine
🍴 Classic Cuisine - อาหารคลาสสิค
Country
France
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของประเทศฝรั่งเศส เชฟ Marc Haeberlin สืบสานกิจการต่อจากคุณพ่อคือเชฟ Paul Haeberlin โดยดึงเอาวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มานำเสนอได้อย่างน่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้ตัวร้านยังมีทัศนียภาพอันสวยงามของต้นไม้ในสวนและโค้งแม่น้ำ Ill สร้างความประทับใจให้กับเหล่านักชิมทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม
[THE PLACE] Auberge de l’Ill เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Alsace โดยตัวร้านตังอยู่ในเมือง Illhaeusern ห่างออกมาจากเมือง Colmar ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว ๆ 17 กิโลเมตร ชื่อร้านแปลตรงตัวได้ว่า ”Houses along the Ill” อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ติดกันกับฟาร์มและมุมโค้งของแม่น้ำ Ill พอดิบพอดี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนโดยพื้นที่แรกเรียกว่า Salle à manger ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกำมะหยี่ สักหลาด และผ้าพิมพ์ลายแบรนด์ Hermès การเลือกใช้งาน Origami รูปผีเสื้อและนกฮัมมิงเบิร์ดช่วยเสริมความมีชีวิตชีวาให้ลูกค้าที่นั่งในบริเวณนี้ ถัดมาคือฝั่ง Veranda มีลักษณะเป็นพื้นที่กั้นด้วยกระจก Murano ยื่นเข้าไปในบริเวณสวนริมแม่น้ำราวกับเป็นตัวเชื่อมทุกคนเข้ากันกับธรรมชาติโดยรอบ บนเพดานตกแต่งด้วย Stainless Steel รับหน้าที่สะท้อนภาพของต้นไม้และสายน้ำอันพริ้วไหว ลึกเข้ามาเป็น Pièce Alsacienne ที่ประกอบไปด้วยภาพวาดของแลนสเคปอันสวยงาม สุดท้ายคือห้อง Pigeonier ที่ตกแต่งด้วยไม้และสีโทนอบอุ่นทั้งยังสามารถใช้เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการจัดอีเว้นต์ส่วนตัวได้อีกด้วย สำหรับใครที่มองหาห้องพักสำหรับพักผ่อนหลังจบมื้ออาหารสามารถจอง 1 ใน 18 ห้องพักของ Hôtel des Berges ที่ได้รับการขยับขยายต่อเติมออกมาจากฝั่งห้องอาหารตั้งแต่ปี 1992 พร้อมกันกับกระท่อมชาวประมงที่เรียกกันว่า Matelote นั่นเอง
[THE CHEF] ประวัติของห้องอาหาร Auberge de l’Ill ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Frédéric ผู้ประกอบอาชีพเป็นชาวนาและคุณ Frédérique ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวโดยทั้งคู่ได้ซื้อต่อโรงแรมและคาเฟ่เล็ก ๆ ในปี 1882 ใช้ชื่อว่า L’Arbre Vert หรือแปลตรงตัวได้ว่า The Green Inn นำเสนออาหารอย่างง่ายจำพวก Fried Fish, Chantilly Meringue และ Fruit Tart และกลับมีรสชาติอร่อยจนเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนท้องถิ่นรวมไปถึงหนึ่งในลูกค้าประจำอย่างคุณ Peugeot เจ้าของบริษัทรถยนต์ชื่อดังของฝรั่งเศส อีกด้วย กิจการส่งต่อมาให้ลูกชายคือคุณ Frédéric (หรือ Fritz ตั้งชื่อตามบิดา) และภรรยาคือคุณ Marthe Oberlin ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวอาหารหวาน ทั้งคู้ให้กำเนิดบุตรชายคนโตนามว่า Jean-Pierre Haeberlin ประกอบอาชีพเป็นศิลปินและบุตรชายคนเล็กนามว่า Paul Haeberlin ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส Paul Haeberlin ในวัย 14 ปีได้เริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟโดยการเข้าฝึกงานที่ Hôtel de la Pépinière ในเมือง Ribeauvillé โดยมีอาจารย์คนสำคัญคือเชฟ Edouard Weber ผู้เคยเป็นเชฟในราชสำนักรัสเซีย จากนั้นเขาเดินทางมายังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Rôtisserie Périgourdine ของพี่น้อง Rouzier และห้องอาหาร Poccardi ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเชฟ Paul Harberlin ได้เข้าร่วมกองทัพภายใต้การนำของนายพล Charles de Gaulle และมีความจำเป็นต้องวางมือไปจากวงการอาหารอยู่พักใหญ่ ทั้งนี้ผลพวงจากสมครามเป็นเหตุให้โรงแรม L’Arbre Vert ได้ถูกทำลายลงในปี 1945 ก่อนจะถูกสร้างขึ้นใหม่และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Auberge de l’Ill นั่นเอง ตัวร้านได้รัยรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 1952 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1957 และ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 1967 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2019 สำหรับมุมชีวิตส่วนตัวนของเชฟ Paul Haeberlin นั้นเขามีบุตรสองคนคือ Marc และ Danièle Haeberlin โดยตัวเขาได้ส่งมอบกิจการให้กับ Marc ผู้รับหน้าที่เป็นเชฟและ Danièle ผู้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา สำหรับเชฟ Marc Haeberlin เขาจบการศึกษาจาก l’École Hôtelière หรือโรงเรียนการโรงแรมในนคร Strasbourg ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Jean และ Pierre Troisgros, René Lasserre, Gaston Lenôtre, Helmut Gietz รวมไปถึง Paul Bocuse อีกด้วย
[THE FOOD] เชฟ Marc Haeberlin ร่วมงานกับเชฟ Paul Haeberlin มาตั้งแต่ปี 1976 เขานำเสนออาหารในสไตล์ Classic โดยมีทั้งจาน Signature Dish ที่สืบทอดมาจากคุณพ่อและจานที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มาครั้งแรกเราขอแนะนำอย่างมากให้เลือกจองในช่วงเวลากลางวันพุธ-อาทิตย์เพื่อลิ้มลอง Menu Tradition (177 €) ซึ่งประกอบไปด้วยสุดยอดเมนูสุดคลาสสิคของภูมิภาค Alsace อย่าง Goose Foie Gras Terrine และเมนูที่กลายมาเป็นตำนานของวงการของอาหารฝรั่งเศสอย่าง Salmon Soufflé « Auberge de l’Ill » ให้เหล่านักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันทั้งสิ้น 4 คอร์ส นอกจากนี้ผู้ร่วมโต๊ะแต่ละคนสามารถเลือกจานที่แตกต่างกันได้อีกด้วย ส่วนใครที่อยากสัมผัสเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ล่าสุดสามารถเลือกสั่ง Menu Haeberlin (240 €) นำเสนออาหารมาจำนวน 6 คอร์สโดยมีวัตถุดิบพรีเมี่ยมอย่างเช่น Kaviari Caviar, Breton Lobster และ Venison รวมอยู่ด้วย ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Menu dégustation Végétal (215 €) จำนวน 6 คอร์ส ส่วนลูกค้าคนใดที่มีอายุไม่เกิน 35 ปีและไม่อยากเลือกคอร์สที่มีราคาสูงทางร้านยังมี Menu Formule Jeunes (145 €) ประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 4 คอร์สให้นักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันในราคาสมเหตุสมผล สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่ได้รวบรวมเมนูเด็ดมากมายเช่น Le lievre à la royale “Paul Haeberlin” รวมไปถึงเมนูระดับตำนานอย่างเช่น La truffe sous la cendre ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟ Paul Bocuse ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนูซุปก้องโลกอย่าง Soupe aux truffes noires VGE Valéry Giscard d’Estaing ให้ได้ลองชิมกันอีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ที่ราคาสมเหตุสมผล ทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะของไวน์แต่ละชนิดได้อย่างละเอียด ตัวอย่างอาหารที่เราชื่นชอบในวันนี้คือ
Foie Gras Terrine เป็นเมนูยอดนิยมประจำภูมิภาค Alsace ทั้งยังเป็นเมนูคลาสสิคดั้งเดิมของห้องอาหาร Auberge de l’Ill อีกด้วย เชฟเสิร์ฟมาเป็นเทอร์รีนตับห่านเนื้อเนียนละมุนในปริมาณถึง 2 ช้อนให้ความครีมมี่ หอม มัน ไร้ซึ่งกลิ่นคาวแม้แต่น้อยตัดกันกับความกรอบนอกนุ่มในของขนมปัง Langhopf ได้อย่างลงตัว ข้าง ๆ กันคือ Seasonal Compote คล้ายกันกับ Berawecka หรือเค้กผลไม้ท้องถิ่นโดยเชฟได้เตรียมมาจากผลไม้แห้งอย่างเช่นแอปริคอตให้รสเปรี้ยวหวานตัดกัน นอกจากนี้ยังมีขนมปังย่างมาให้ผิวกรอบด้านนอกเพียงเล็กน้อย (17/20)
Salmon Soufflé « Auberge de l’Ill » เป็นเมนูระดับตำนานของเชฟ Paul Harberlin เชฟเสิร์ฟฟิเลท์ของปลาแซลมอนมา รอบ ๆ คือ Mousseline ที่มีส่วนผสมของเนื้อปลาและไข่ขาวให้เรื้อสัมผัสที่นุ่ม ฟู ละมุนลิ้น ทั้งนี้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างของทั้งคู่สามารถสร้างมิติที่ละเอียดอ่อนและมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ จากนั้นราดด้วยซอสครีมที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำสต๊อกปลา, จันทน์เทศ (Nutmeg) และไวน์ขาว Reisling แห่งแคว้น Alsace ให้ความหอมมันและเปรี้ยวเบา ๆ จากเลมอน อีกฝั่งหนึ่งคือมะเขือเทศสับหยาบช่วยเติมแต่งรสชาติเปรี้ยวตัดกันอย่างลงตัว ข้างกันยังมี Fleurons มีลักษณะเป็นพัฟแพสทรี่เสิร์ฟมาเป็นรูปใบไม้สวยงาม ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่า 60 ปีแต่เมนู Salmon Soufflé จานนี้ยังคงโดดเด่นและหาใครเทียบเคียงได้ยากไปอีกนานเท่านาน (19/20)
เชฟอาหารหวาน Pascal Haingue ได้ออกแบบของหวานโดยใช้ Macaé Chocolate จากประเทศบราซิลเสิร์ฟมาในหลากหลายเนื้อสัมผัสให้ทั้งความละมุนและกรุบกรอบควบคู่ไปกับถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmont ประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาในลักษณะของพราลีนดั้งเดิม (18/20)
Price :
177-240 €
Parking :
จอดรถที่หน้าห้องอาหารหรือโรงแรม Auberge de l'Ill
Operating Time :
12:00-14:00, 19:00-21:00 Closed on Mon-Tue
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Alsace ที่โดดเด่นทั้งอาหาร บรรยากาศ และราคาที่จับต้องได้
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 MENU TRADITION (177 €)
Auberge de l’Ill – อูแบร์จ เดอ ลีล
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
![]()
Membre de l’Académie Gault&Millau – สมาชิกของสมาคมโก&มีโย
Classic Cuisine – อาหารคลาสสิค
Chef Marc Haeberlin – เชฟมาร์ค แฮเบอร์ลิน
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของประเทศฝรั่งเศส เชฟ Marc Haeberlin สืบสานกิจการต่อจากคุณพ่อคือเชฟ Paul Haeberlin โดยดึงเอาวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มานำเสนอได้อย่างน่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้ตัวร้านยังมีทัศนียภาพอันสวยงามของต้นไม้ในสวนและโค้งแม่น้ำ Ill สร้างความประทับใจให้กับเหล่านักชิมทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเนื้อปูหวาน ๆ ท็อปด้วย Mayonnaise หอม มัน เปรี้ยวนิด ๆ และชิ้นเฟนเนลกรอบ ๆ (18/20)
Bread and Butter
ขนมปัง Gugelhof เสิร์ฟมาในรูปแบบเค็ม ด้านในเป็นโรสแมรี่ ด้านบนท็อปด้วยผิวฟักทอง ข้างกันคือเนยจืดและเนยเค็ม
La terrine de foie gras d’oie servie à la cuillère, confit aux fruits de saison et Langhopf toasté
Foie Gras Terrine เป็นเมนูยอดนิยมประจำภูมิภาค Alsace ทั้งยังเป็นเมนูคลาสสิคดั้งเดิมของห้องอาหาร Auberge de l’Ill อีกด้วย เชฟเสิร์ฟมาเป็นเทอร์รีนตับห่านเนื้อเนียนละมุนในปริมาณถึง 2 ช้อนให้ความครีมมี่ หอม มัน ไร้ซึ่งกลิ่นคาวแม้แต่น้อยตัดกันกับความกรอบนอกนุ่มในของขนมปัง Langhopf ได้อย่างลงตัว (17/20)
La terrine de foie gras d’oie servie à la cuillère, confit aux fruits de saison et Langhopf toasté
ข้าง ๆ กันคือ Seasonal Compote คล้ายกันกับ Berawecka หรือเค้กผลไม้ท้องถิ่นโดยเชฟได้เตรียมมาจากผลไม้แห้งอย่างเช่นแอปริคอตให้รสเปรี้ยวหวานตัดกัน นอกจากนี้ยังมีขนมปังย่างมาให้ผิวกรอบด้านนอกเพียงเล็กน้อย (17/20)
Le homard Breton, chou fleur, pomme verte et céleri
กุ้งล็อบสเตอร์จากแคว้น Brittany เนื้อสัมผัสกรอบเด้งสู้ฟัน ด้านล่างรองด้วยเซเลอรี่และแอปเปิ้ลเขียวช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี รอบ ๆ คือครีมกะหล่ำดอกและกะหล่ำดอกดองให้รสเปรี้ยวและฉุนนิด ๆ บาลานซ์กันได้อย่างลงตัว (17/20)
Le saumon soufflé « Auberge de l’Ill »
Salmon Soufflé « Auberge de l’Ill » เป็นเมนูระดับตำนานของเชฟ Paul Harberlin เชฟเสิร์ฟฟิเลท์ของปลาแซลมอนมา รอบ ๆ คือ Mousseline ที่มีส่วนผสมของเนื้อปลาและไข่ขาวให้เรื้อสัมผัสที่นุ่ม ฟู ละมุนลิ้น ทั้งนี้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างของทั้งคู่สามารถสร้างมิติที่ละเอียดอ่อนและมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ จากนั้นราดด้วยซอสครีมที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำสต๊อกปลา, จันทน์เทศ (Nutmeg) และไวน์ขาว Reisling แห่งแคว้น Alsace ให้ความหอมมันและเปรี้ยวเบา ๆ จากเลมอน อีกฝั่งหนึ่งคือมะเขือเทศสับหยาบช่วยเติมแต่งรสชาติเปรี้ยวตัดกันอย่างลงตัว ข้างกันยังมี Fleurons มีลักษณะเป็นพัฟแพสทรี่เสิร์ฟมาเป็นรูปใบไม้สวยงาม (19/20)
Le saumon soufflé « Auberge de l’Ill »
ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่า 60 ปีแต่เมนู Salmon Soufflé จานนี้ยังคงโดดเด่นและหาใครเทียบเคียงได้ยากไปอีกนานเท่านาน (19/20)
Le filet de bar, brocoli et noisettes du Piémont, vierge automnale
ปลา Sea Bass เสิร์ฟมาเป็นฟิเลท์ เชฟนำไปย่างจนหนังกรอบ ด้านล่างรองด้วยบล็อคโคลี่และถั่ววอลนัทจากแคว้น Piedmont ในประเทศอิตาลี รอบ ๆ คือซอสครีม (16/20)
Le carré d’agneau (France) rôti, carottes croustillantes et estragon
Agneau de l’Aveyron หรือเนื้อลูกแกะจากแถบ Aveyron ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศฝรั่งเศส เชฟเลือกใช้ส่วนซี่โครงเสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะเพื่อคงไว้ซึ่งความฉ่ำของเนื้อแกะ ข้างกันคือแครอทเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งชิ้นแครอท, Purée และ Croustillant ด้านบนยังมีทาร์รากอนเติมแต่งสีสันของจานให้ดูน่าลิ้มลองมากยิ่งขึ้น (17/20)
La noix de ris de veau, « mulltascha » aux cèpes et échalotes confites
Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัวเสิร์ฟมาชิ้นใหญ่ เนื้อสัมผัสมีความกรอบนอกนุ่มใน เชฟราดด้วยซอส Sweetbread รสชาติเข้มข้น ข้างกันคือ Candied Shallot เสิร์ฟมาในลักษณะของ Purée ยังมีองค์ประกอบของ Maultaschen มีลักษณะเป็นแป้งพาสต้าทรงเกี๊ยวที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบ Swabia ด้านบนคือเห็ด Porcini และ Porcini Emulsion (17/20)
Bread and Butter
นอกจากนี้ยังมีขนมปัง Baguette และ Pain au Blé Noir เสิร์ฟมาแบบแบ่งครึ่ง
Le gâteau de pomme tiède façon Tatin, jus de coing d’Alsace et glace à la vanille de Tahiti
เค้กแอปเปิ้ลเสิร์ฟมาในสไตล์ของ Applr Tatin ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลาย จากนั้นราดด้วยซอส Jus ที่เตรียมมาจากผลควิ้นซ์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ให้รสชาติออกเปรี้ยว จากนั้นบาลานซ์โทนของอุณหภูมิและรสชาติด้วยความหอมและเย็นของไอศกรีมวานิลลาตาฮิติ (18/20)
Le chocolat Macaé du Brésil en textures, noisettes du Piémont en praliné à l’ancienne
เชฟอาหารหวาน Pascal Haingue ได้ออกแบบของหวานโดยใช้ Macaé Chocolate จากประเทศบราซิลเสิร์ฟมาในหลากหลายเนื้อสัมผัสให้ทั้งความละมุนและกรุบกรอบควบคู่ไปกับถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmont ประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาในลักษณะของพราลีนดั้งเดิม (18/20)
Petit-four
รายการ Petit-four ประกอบไปด้วย Chocolate Infused with Ginger and Lime, French Choux with Tahiti Vanilla Cream, Dark Chocolate และ Mango and Passionfruit Pâte de Fruits
Le gâteau d’anniversaire
สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบเค้กที่มีกลิ่นหอมของกาแฟให้อีก 1 จาน
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
ราคา 449 €
[THE CHEF] ประวัติของห้องอาหาร Auberge de l’Ill ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Frédéric ผู้ประกอบอาชีพเป็นชาวนาและคุณ Frédérique ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวโดยทั้งคู่ได้ซื้อต่อโรงแรมและคาเฟ่เล็ก ๆ ในปี 1882 ใช้ชื่อว่า L’Arbre Vert หรือแปลตรงตัวได้ว่า The Green Inn นำเสนออาหารอย่างง่ายจำพวก Fried Fish, Chantilly Meringue และ Fruit Tart และกลับมีรสชาติอร่อยจนเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนท้องถิ่นรวมไปถึงหนึ่งในลูกค้าประจำอย่างคุณ Peugeot เจ้าของบริษัทรถยนต์ชื่อดังของฝรั่งเศส อีกด้วย กิจการส่งต่อมาให้ลูกชายคือคุณ Frédéric (หรือ Fritz ตั้งชื่อตามบิดา) และภรรยาคือคุณ Marthe Oberlin ผู้ประกอบอาชีพเป็นแม่ครัวอาหารหวาน ทั้งคู้ให้กำเนิดบุตรชายคนโตนามว่า Jean-Pierre Haeberlin ประกอบอาชีพเป็นศิลปินและบุตรชายคนเล็กนามว่า Paul Haeberlin ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเชฟระดับตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส Paul Haeberlin ในวัย 14 ปีได้เริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟโดยการเข้าฝึกงานที่ Hôtel de la Pépinière ในเมือง Ribeauvillé โดยมีอาจารย์คนสำคัญคือเชฟ Edouard Weber ผู้เคยเป็นเชฟในราชสำนักรัสเซีย จากนั้นเขาเดินทางมายังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Rôtisserie Périgourdine ของพี่น้อง Rouzier และห้องอาหาร Poccardi ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเชฟ Paul Harberlin ได้เข้าร่วมกองทัพภายใต้การนำของนายพล Charles de Gaulle และมีความจำเป็นต้องวางมือไปจากวงการอาหารอยู่พักใหญ่ ทั้งนี้ผลพวงจากสมครามเป็นเหตุให้โรงแรม L’Arbre Vert ได้ถูกทำลายลงในปี 1945 ก่อนจะถูกสร้างขึ้นใหม่และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Auberge de l’Ill นั่นเอง ตัวร้านได้รัยรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 1952 ต่อด้วยการเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1957 และ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 1967 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2019 สำหรับมุมชีวิตส่วนตัวนของเชฟ Paul Haeberlin นั้นเขามีบุตรสองคนคือ Marc และ Danièle Haeberlin โดยตัวเขาได้ส่งมอบกิจการให้กับ Marc ผู้รับหน้าที่เป็นเชฟและ Danièle ผู้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา
สำหรับเชฟ Marc Haeberlin เขาจบการศึกษาจาก l’École Hôtelière หรือโรงเรียนการโรงแรมในนคร Strasbourg ทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมากมายอย่างเช่น Jean และ Pierre Troisgros, René Lasserre, Gaston Lenôtre, Helmut Gietz รวมไปถึง Paul Bocuse อีกด้วย
[THE FOOD] เชฟ Marc Haeberlin ร่วมงานกับเชฟ Paul Haeberlin มาตั้งแต่ปี 1976 เขานำเสนออาหารในสไตล์ Classic โดยมีทั้งจาน Signature Dish ที่สืบทอดมาจากคุณพ่อและจานที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มาครั้งแรกเราขอแนะนำอย่างมากให้เลือกจองในช่วงเวลากลางวันพุธ-อาทิตย์เพื่อลิ้มลอง Menu Tradition (177 €) ซึ่งประกอบไปด้วยสุดยอดเมนูสุดคลาสสิคของภูมิภาค Alsace อย่าง Goose Foie Gras Terrine และเมนูที่กลายมาเป็นตำนานของวงการของอาหารฝรั่งเศสอย่าง Salmon Soufflé « Auberge de l’Ill » ให้เหล่านักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันทั้งสิ้น 4 คอร์ส นอกจากนี้ผู้ร่วมโต๊ะแต่ละคนสามารถเลือกจานที่แตกต่างกันได้อีกด้วย ส่วนใครที่อยากสัมผัสเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ล่าสุดสามารถเลือกสั่ง Menu Haeberlin (240 €) นำเสนออาหารมาจำนวน 6 คอร์สโดยมีวัตถุดิบพรีเมี่ยมอย่างเช่น Kaviari Caviar, Breton Lobster และ Venison รวมอยู่ด้วย ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Menu dégustation Végétal (215 €) จำนวน 6 คอร์ส ส่วนลูกค้าคนใดที่มีอายุไม่เกิน 35 ปีและไม่อยากเลือกคอร์สที่มีราคาสูงทางร้านยังมี Menu Formule Jeunes (145 €) ประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 4 คอร์สให้นักชิมรุ่นใหม่ได้ลิ้มลองกันในราคาสมเหตุสมผล สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่ได้รวบรวมเมนูเด็ดมากมายเช่น Le lievre à la royale “Paul Haeberlin” รวมไปถึงเมนูระดับตำนานอย่างเช่น La truffe sous la cendre ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟ Paul Bocuse ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนูซุปก้องโลกอย่าง Soupe aux truffes noires VGE Valéry Giscard d’Estaing ให้ได้ลองชิมกันอีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ที่ราคาสมเหตุสมผล ทีม Sommelier สามารถแนะนำลักษณะของไวน์แต่ละชนิดได้อย่างละเอียด
ฝั่ง Veranda มีลักษณะเป็นพื้นที่กั้นด้วยกระจก Murano ยื่นเข้าไปในบริเวณสวนริมแม่น้ำราวกับเป็นตัวเชื่อมทุกคนเข้ากันกับธรรมชาติโดยรอบ บนเพดานตกแต่งด้วย Stainless Steel รับหน้าที่สะท้อนภาพของต้นไม้และสายน้ำอันพริ้วไหว ลึกเข้ามาเป็น Pièce Alsacienne ที่ประกอบไปด้วยภาพวาดของแลนสเคปอันสวยงาม สุดท้ายคือห้อง Pigeonier ที่ตกแต่งด้วยไม้และสีโทนอบอุ่นทั้งยังสามารถใช้เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการจัดอีเว้นต์ส่วนตัวได้อีกด้วย
ภายในห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนโดยพื้นที่แรกเรียกว่า Salle à manger ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกำมะหยี่ สักหลาด และผ้าพิมพ์ลายแบรนด์ Hermès การเลือกใช้งาน Origami รูปผีเสื้อและนกฮัมมิงเบิร์ดช่วยเสริมความมีชีวิคชีวาให้ลูกค้าที่นั่งในบริเวณนี้
[THE PLACE] Auberge de l’Ill เป็นห้องอาหารระดับตำนานของภูมิภาค Alsace โดยตัวร้านตังอยู่ในเมือง Illhaeusern ห่างออกมาจากเมือง Colmar ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว ๆ 17 กิโลเมตร ชื่อร้านแปลตรงตัวได้ว่า ”Houses along the Ill” อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ติดกันกับฟาร์มและมุมโค้งของแม่น้ำ Ill พอดิบพอดี
ภาพของมุมโค้งแม่น้ำ Ill
บริเวณรับรองลูกค้า
hef Marc Haeberlin
ภายในห้องอาหาร
ภาพของเชฟระะดับตำนานหลายท่าน
ลายเซ็นต์ของผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ
ลายเซ็นต์ของผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ
ลายเซ็นต์ของผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ
ภาพของเชฟ Paul Haeberlin
หนังสือต่าาง ๆ
หนังสือต่าง ๆ
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
![]()
Membre de l’Académie Gault&Millau – สมาชิกของสมาคมโก&มีโย
รอบ ๆ ห้องอาหาร
บริเวณหน้าห้องอาหาร
[WHY GO] Auberge de l’Ill โดดเด่นด้วยเมนูอาหารสไตล์คลาสสิคควบคู่ไปกับทัศนียภาพอันสวยงาม ทีมบริการให้การบริการลูกค้าทุกคนได้อย่างไร้ที่ติและยิ้มแย้มทำให้ประสบการณ์ตลอดมื้ออาหารไม่รู็สึกเกร็งจนเกินไป รายการไวน์มีให้เลือกจากหลากหลายพื้นที่ ราคาจัดว่าคุ้มค่าและจับต้องได้จากลูกค้าทุกกลุ่ม เราขอปักหมุด Auberge de l’Ill ให้เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่เหล่านักชิมที่มีใจรักในอาหารฝรั่งเศสควรเดินทางมาลิ้มลองให้ได้สักครั้งในชีวิต
สำหรับใครที่มองหาห้องพักสำหรับพักผ่อนหลังจบมื้ออาหารสามารถจอง 1 ใน 18 ห้องพักของ Hôtel des Berges ที่ได้รับการขยับขยายต่อเติมออกมาจากฝั่งห้องอาหารตั้งแต่ปี 1992 พร้อมกันกับกระท่อมชาวประมงที่เรียกกันว่า Matelote นั่นเอง