หน้าแรก » 🇫🇷 Villa René Lalique – วีล่า เรอเน ลาลีค
Visit: November 25, 2023
🇫🇷 Villa René Lalique - วีล่า เรอเน ลาลีค
👨🏻🍳 Chef Paul Stradner - เชฟพอล ชทราทนาร์
18 rue Bellevue, Wingen-sur-Moder, 67290, France
Tel: (+33) 3 88 71 98 98
Cuisine
🍴 Creative, Modern Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น
Country
France
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่มีตำแหน่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจังหวัด Bas-Rhin ภูมิภาค Grand Est ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ตัวร้านยังเป็นคฤหาสถ์เก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ของนักอัญมณีและคริสตัลชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lalique ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอีกด้วย
Price :
190-260 €
Parking :
จอดรถที่ Villa René Lalique
Operating Time :
Thu-Mon; Lunch 12.00-13.00, Dinner 19.30-20.45, Closed on Tue-Wed
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารฝรั่งเศสระดับสูงในแคว้น Alsace ที่มีบรรยากาศของการตกแต่งด้วย Lalique Crystal สุดหรูหรา
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 4-STEP WALTZ (220 €)
Villa René Lalique – วีล่า เรอเน ลาลีค
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
17/20 Gault&Millau – 17/20 โก&มีโย
Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
Creative, Modern Cuisine – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น
Chef Paul Stradner – เชฟพอล ชทราทนาร์
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining ที่มีตำแหน่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในจังหวัด Bas-Rhin ภูมิภาค Grand Est ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ตัวร้านยังเป็นคฤหาสถ์เก่าอายุเกินกว่า 100 ปี ของนักอัญมณีและคริสตัลชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lalique ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอีกด้วย
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Crispy Potato หรือมันฝรั่งกรอบ ด้านในบรรจุ Rilette ปลาเทร้าต์ให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียดคล้ายสำลีท็อปด้านบนด้วยไข่ปลาเทร้าต์อีกทีหนึ่ง คำที่สองคือ Like a Picon Bière เป็นเมนูที่เชฟอาศัยแรงบันดาลใจ เชฟนำเสนอมูสที่มีรสชาติขมวางมาข้างกันกับเชอร์เบทที่ทำมาจากเบียร์ ด้านบนท็อปด้วยขนมปัง Bretzel ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ นั่นเอง สุดท้ายคือ Kirchtagssuppe ซึ่งเป็นซุปที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศ Austria บ้านเกิดของเชฟโดดเด่นด้วยความนุ่มของเนื้อไก่ผสมผสานไปกับอโรมาหอม ๆ ของแซฟฟรอนและซินนามอนให้รสชาติที่เข้มข้น อร่อยมาก ๆ (17/20)
PERFECT EGG
MUSTARD – GHERKIN – CAPERS – SPINACH – TARRAGON
เริ่มต้นที่สุดยอด Signature Dish ประจำร้านอย่าง Perfect Egg โดยเชฟนำเสนอไข่แดงปรุงให้สุกพอเหมาะที่อุณหภูมิ 62 องศาเซลเซียสด้านบนคือ Shallot หรือหอมแดง รอบ ๆ คือ Mustard Cloud ให้อโรมาฉุนเฉพาะตัว ด้านล่างรองด้วยผักปวยเล้งและเคเปอร์ โทนของรสชาติออกไปทางเปรี้ยวเพื่อให้ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี (17/20)
BEETROOT SYMPHONY
คอร์สนี้เชฟนำเสนอองค์ประกอบอันหลากหลายของบีทรูท (18/20)
BEETROOT SYMPHONY
ฝั่งซ้ายมือคือ Crispy Red Beetroot ตรงกลางคือเนื้อวัวให้ Earthy Aroma เด่นชัด ถัดมาตรงกลางคือ Raw Beetroot หรือบีทรูทดิบเสิร์ฟมากับ Double Cream รอบ ๆ คือซุปที่เตรียมมาจากเนื้อและบีทรูทเช่นกัน (18/20)
BEETROOT SYMPHONY
สุดท้ายคือองค์ประกอบของบีทรูทและแอปเปิ้ลเขียวท็อปด้วยมูสของบีทรูทแดง ด้านบนคือไอศกรีมนมแพะ เชฟยังขูด Raifort ลงไปที่ด้านบนให้ความฉุนช่วยเรียกความสดชื่นและล้างปากได้ลงตัวอย่างน่าตกใจ (18/20)
DUCK FOIE GRAS
BUTTON MUSHROOMS – LEMONCURD – BRIOCHE
เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยฟัวกราส์ตับเป็ดซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของภูมิภาค Alsace เตรียมมาในลักษณะของรอแยลเนื้อเนียนละมุน จากนั้นวางองค์ประกอบล้อมรอบด้วยเห็ดกระดุมฝานเป็นชิ้นบาง ๆ วางเรียงต่อกันช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (18/20)
DUCK FOIE GRAS
BUTTON MUSHROOMS – LEMONCURD – BRIOCHE
นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของเลมอนเคิร์ดให้รสเปรี้ยวซิตรัสมาตัดกันกับความครีมมี่ของฟัวกราส์ รอบ ๆ คือผงพาสลีย์สีเขียวมีกลิ่นเฉพาะตัวทั้งยังตกแต่งสีสันของจานให้สวยงามมากขึ้น (18/20)
DUCK FOIE GRAS
BUTTON MUSHROOMS – LEMONCURD – BRIOCHE
วิธีรับประทานให้ทาฟัวกราส์ลงบนขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ เข้ากันดีสุด ๆ (18/20)
ARCTIC CHAR FROM SPARSBACH
MARINATED RAW AND SMOKED – QUETSCHE
Arctic Char จากฟาร์มในเมือง Sparsbach เสิร์ฟมา 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือเนื้อปลาดิบที่ผ่านกระบวนการหมักเสิร์ฟมากับแอปเปิ้ลเขียวหั่นเต๋าช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส อีกส่วนหนึ่งคือเนื้อปลาที่ผ่านรมควันจนได้เนื้อสัมผัสที่เฟิร์มมากยิ่งขึ้น ด้านบนคือเจลที่เตรียมมาจาก Quetsche Plum ซึ่งเป็นพืชในตระกูลบ๊วยให้รสชาติออกเปรี้ยวตัดด้วยเนื้อสัมผัสของหนังปลา รอบ ๆ คือครีมซอสหอมมันตัดด้วยความฉุนเบา ๆ ของน้ำมันสมุนไพร (17/20)
INTERMEZZO
คั่นกลางด้วยที่มีความสดชื่นของเมลอนแห้ง 2 ระดับ ด้านบนคือเชอร์เบท์ของไวน์หวานท้องถิ่น ยังมีองค์ประกอยของถั่วเพิ่มความกรอบและน้ำมันช่วยเพิ่มความ Oily ได้เล็กน้อย
SCALLOP
SQUASH – KIMCHI
คอร์สนี้เป็นองค์ประกอบของหอยเชลล์และกิมจิ (16/20)
SCALLOP
SQUASH – KIMCHI
พนักงานแนะนำให้เริ่มต้นด้วยมินิทาโก้สีดำ ตรงกลางบรรจุเนื้อหอยเชลล์ดิบที่มีความเปรี้ยวเบา ๆ ของซิตรัส (16/20)
SCALLOP
SQUASH – KIMCHI
หอยเชลล์ที่ปรุงสุกกับเนยแล่มาเป็นชิ้น ๆ องค์ประกอบตรงกลางเตรียมมาจาก Potimaron มีลักษณะหวานคล้ายกันกับฟักทองน้ำเต้าที่เราคุ้นเคยกัน จากนั้นตกแต่งรสชาติด้วยกิมจิในสไตล์ของเอเชีย (16/20)
SALMON TROUT FROM SPARSBACH
SAFFRON FROM ALSACE – PROPOLIS – STUFFED BUEWESPAETZLE – MUSHROOMS
ปลาเทร้าต์จากเมือง Sparsbach ปรุงให้ได้ระดับด้วยอุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียสเพื่อให้เนื้อสัมผัสยังคงไว้ซึ่งความฉ่ำและเนียน ข้าง ๆ กันคือ Buewespaetzle ซึ่งเป็นพาสต้ามันฝรั่งท้องถิ่นที่เชฟปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ด้านในสอดไส้เห็ดและไข่ปลาเทร้าต์สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ซับซ้อน ส่วนซอสสีเหลืองมีส่วนผสมของแซฟฟรอนจากแถบ Alsace ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว ด้านล่างของจานคือ Propolis หรือกาวชันผึ้งให้รสชาติขมเบา ๆ นั่นเอง (18/20)
BREAD AND BUTTER
ตลอดมื้อพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังหลายชนิดทั้ง Baguette, Potato Bread และ Cerial Bread มาคู่กันกับเนย นอกจากนี้ยังมีเมล็ดธัญพืชและครีมฟักทอง
CAPPUCCINO POTATO – BLACK TRUFFEL
ล้างปากด้วยคาปูชิโน่มันฝรั่งให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนักพอสมควร ทั้งยังมีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิลอีกด้วย
JERSIAIS BEEF MIRABEAU
OLIVE – ANCHOVY – SHALLOT
เนื้อวัวสายพันธุ์ Jersey เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ข้าง ๆ คือ Beef Jus ช่วยเพิ่มความเข้มข้น (16/20)
JERSIAIS BEEF MIRABEAU
OLIVE – ANCHOVY – SHALLOT
นอกจากนี้เชฟยังเลือกในสไตล์ Mirabeau หมายความว่าต้องมีอีก 2 องค์ประกอบหลักคือมะกอกและแองโชวี่นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของครีมมะเขือเทศและชิ้นหอมแดงรวมไปถึงบล็อคโคลี่ป่าอีกด้วย (16/20)
JERSIAIS BEEF MIRABEAU
OLIVE – ANCHOVY – SHALLOT
ข้างกันคือการผสมผสานรสชาติของเนื้อวัวเข้ากันกับมันฝรั่งและพริกหวานเขียว (16/20)
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS
CONFIT PEPPER – SWEET PAPRIKA SAUCE – YOUNG SALAD SHOOTS – DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT
ส่วนขาหน้าของกระต่ายที่ผ่านการ Confit ในอุณหภูมิต่ำนานถึง 16 ชั่วโมงจนนุ่มและเคี้ยวง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความสู้ฟันที่พอเหมาะ (18/20)
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS
CONFIT PEPPER – SWEET PAPRIKA SAUCE – YOUNG SALAD SHOOTS – DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT
จากนั้นจึงราดด้วยซอสที่มีความฉุนของพริกหวานให้รสชาติและกลิ่นที่คล้ายคลึงกันกับ Goulash องค์ประกอบของ Double Cream และด้านบนท็อปด้วยครูตองกรอบ ๆ (18/20)
RABBIT SHOULDER CONFIT FOR 16 HOURS
CONFIT PEPPER – SWEET PAPRIKA SAUCE – YOUNG SALAD SHOOTS – DRIED AND SMOKED SADDLE OF RABBIT
จานข้าง ๆ กันคือ Young Fresh Salad เสิร์ฟมากับส่วน Saddle หรือหลังของกระต่ายที่ผ่านการรมควันจนเคี้ยวหนึบและให้รสชาติที่เข้มข้น ด้านบนคือ Poached Egg ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)
PRE-DESSERT
ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยซูคินี่ช่วยเรียกความสดชื่นและองค์ประกอบที่ให้รสชาติขมของส้ม ด้านบนท็อปด้วยครีมโยเกิร์ต เมล็ดซูคินี่ และไอศกรีมซูคินี่
KRIEGSHEIM PEAR
„PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY – BRIOCHE
Kriegsheim Pear จับคู่กับเบียร์จาก Blüeme Brewery และรสชาติของ Fromage Blanc เสิร์ฟในลักษณะของครีม (20/20)
KRIEGSHEIM PEAR
„PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY – BRIOCHE
นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของขนมปังบริยอช เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วย Petit Muesli กรอบ ๆ (20/20)
KRIEGSHEIM PEAR
„PETIT MUESLI” BEER FROM THE BLÜEME BREWERY – BRIOCHE
ข้างกันคือ Beignet รองด้วยไซรัปเบียร์ ด้านบนท็อปด้วยเจลซิตรัสเสริมรสชาติเปนี้ยวเบา ๆ ได้อย่างกลมกล่อม (20/20)
HAZELNUT
HAZELNUT – BLACKCURRANT – TOASTED VANILLA
จานนี้เชฟนำเสนอถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmonte ประเทศอิตาลีนำเสนอมาในหลากหลายองค์ประกอบทั้ง Sorbet, Crocanti, Ganache ผสมผสานกับวานิลลาคั่ว และเจลลี่ (20/20)
CHOCOLATE
ใครที่ไปในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบ Chocolate เสิร์ฟมาในกล่องสี่เหลี่ยมจิ๋วเป็นของขวัญกลับบ้านด้วย
PETIT FOURS
ปิดท้ายด้วยขนมหวานหลากหลายอย่างคือ Chestnut Honey Madeleine, Chocolate and Coffee, Puff Pastry with Cream and Fig, Gianduja Chocolate with Hazelnut สัดท้ายคือ William Pear Sherbet
รายการไวน์ในวันนี้
ราคา 547 €
Table Settings
[THE PLACE] René Jules Lalique เป็นนักอัญมณีและนักออกแบบแก้วคริสตัลที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส เขาจบการศึกษาจาก Crystal Palace School of Art Sydenham ในกรุง London ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างอัญมณีผู้ออกแบบผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่างเช่น Cartier และ Boucheron
หลังจากที่เขาเปิดร้านอัญมณีเป็นของตัวเอง ณ ย่าน Opéra ในกรุง Paris เขาได้รังสรรค์ผลงานระดับ Masterpiece มากมายโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากชนบทในประเทศฝรั่งเศสรวมไปถึงลวดลายธรรมชาติแบบญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามเส้นทางที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนงานหลักมาเป็นนักออกแบบคริสตัลและเครื่องแก้วสไตล์ Art Deco แบรนด์ Lalique ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดยมีผลงานในการออกแบบขวดน้ำหอมให้กับ François Coty ก่อนขยับขยายศูนย์ผลิตเครื่องแก้วไปยังเมือง Combs-la-Ville ในปี 1909 ต่อด้วยศูนย์ผลิตในเมือง Wingen-sur-Moder ในปี 1921 และเป็นเมืองหลังนี่เองที่ René Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อคฤหาสถ์ขนาดใหญ่ในปี 1920 สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนของเขากับครอบครัวในช่วงที่มีความจำเป็นต้องเดินทางมายังเมือง Wingen-sur-Moder นั่นเอง นอกเหนือไปจากนี้เขายังฝากผลงานอันประเมินมูลค่าไม่ได้เอาไว้มากมายอย่างเช่นการออกแบบเสาแก้วในห้องรับประทานอาหารหลักและ Grand Salon ในเรือรบ SS Normandie รวมไปถึงการตกแต่งด้วยแก้วภายใน St Matthew’s Church ณ หมู่เกาะ Channel Island จนได้รับสมญานามว่า Glass Church อีกด้วย
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ในปัจจุบันตัดสินใจเข้าซื้อต่อคฤหาสถ์รวมไปถึงพื้นที่สำหรับปรับปรุงเป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์
ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน
มื้อกลางคืนที่นี่โดดเด่นด้วยแสงไฟที่สะท้อนออกมาจากคริสตัลแชนเดอเลียร์สุดหรูส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าสีขาว แก้วน้ำ, แก้วไวน์ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ราคาสูงช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคน
ภายในตกแต่งในสไตล์ Avant-garde สังเกตได้จากเสาหินทราย Vosges สีแดง ผนังทั้ง 3 ฝั่งกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานมองออกไปเห็นสวนขนาด 6 เอเคอร์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายทั้งไฮเดรนเยีย, ต้นเกาลัด, ต้นเบิร์ช, ต้นบีช, ต้นโอ๊ค ต้นสน และต้นซีดาร์สีน้ำเงินแลดูร่มรื่นตาในช่วงมื้อกลางวัน
ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่และเชื่อมกับบ้านหลังเดิมด้วยทางเดินกระจก สถาปนิคชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่า Mario Botta ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
อีกฝั่งหนึ่งเป็นตู้สำหรับจัดแสดงถ้วยคริสตัล, แก้วไวน์คริสตัล และอุปกรณ์อย่าง Carafe ซึ่งใช้เสิร์ฟลูกค้าจริงในห้องรับประทานอาหารหลักอีกด้วย
[THE CHEF] Paul Stradner เป็นเชฟมากฝีมือชาวออสเตรีย ตัวเขาเกิดในปี 1981 ณ ฟาร์มชนบทใกล้ ๆ กับเมือง Graz ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค Styria เมื่อมีอายุได้ 15 ปีเขาตัดสินใจไปฝึกงานที่ห้องอาหารท้องถิ่นในเมือง Graz ชื่อว่า Luttenberger นานถึง 4 ปี ต่อด้วยงานในโรงแรมชั้นนำคือ Hotel Linde ในเมือง Maria Wörth และ Hotel Arlberg ใน Lech am Arlberg อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคือการเดินทางไปทำงานที่ Hotel Traube Tonbach ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Silberberg และ Schwarzwaldstube (3 MICHELIN Stars) อยู่นานถึง 7 ปีตั้งแต่ตำแหน่ง Chef Tournant ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามตำแหน่งต่าง ๆ, Poissonier รับผิดชอบในการเตรียมปลา, Entremetier รับผิดชอบเกี่ยวกับการเตรียมซุป ไข่ รวมไปถึงผักและ Saucier รับผิดชอบเกี่ยวกับการขึ้นซอส หลังจากนั้นเขาย้ายไปรับงานในตำแหน่ง Sous Chef กับเชฟ Jean Georges Klein ที่ห้องอาหาร L’Arnsbourg (3 MICHELIN Stars) อยู่นาน 3 ปี
หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาได้ย้ายไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับ Brenners Park Restaurant (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ ต่อในปี 2017 เชฟ Jean Georges Klein ผู้ย้ายมารับตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Villa René Lalique ในช่วงแรกได้ชักชวนเชฟ Paul Stradner ให้มาร่วมงานกันเพื่อรักษารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ก่อนที่จะผลักดันให้เขากลายมาเป็น Head Chef แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
Lalique Crystal
Lalique Crystal
[THE FOOD] เชฟ Paul Stradner สามารถแสดงออกถึงความเป็น Perfectionist ของเขาและตัวตนของเขาซึ่งเป็นชาว Styria ผ่านลงมาทางอาหารทุก ๆ จานได้อย่างน่าประทับใจ บางจานมีการผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเข้ากันกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปในขณะที่บางจานผ่านการรังสรรค์ด้วยไอเดียใหม่ ๆ จนได้ออกมาเป็นเมนูที่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting ได้หลากหลายรูปแบบเริ่มตั้งแต่ 3-STEP WALTZ (160 €) นำเสนออาหารจำนวน 3 คอร์สมาพร้อมกับคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมอีกบางส่วน ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนยังเลือกเมนูที่แตกต่างกันได้ ถัดมาคือ 4-STEP WALTZ (220 €) นำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สซึ่งจะเพิ่มเติมอาหารจานหลักมาให้อีก 1 คอร์สและคอร์สคั่นกลางเพิ่มเติมขึ้นมาเมื่อเทียบกันกับเซ็ตเมนูชุดเล็ก สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า MENU RENE LALIQUE (260 €) นำเสนอมาในรูปแบบเดียวที่จำนวน 7 คอร์ส อย่าลืมเผื่อท้องเอาไว้สำหรับสุดยอดอาหารหวานที่คิดค้นโดยเชฟ Nicolas Multon
สำหรับรายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาดพอสมควร
สำหรับโรงแรม Villa René Lalique ออกแบบโดย Lady Tina Green และเพื่อนนักธุรกิจคือคุณ Pietro Mingarelli ประกอบไปด้วยห้อง Suites จำนวน 6 ห้องตั้งชื่อตามรูปแบบคริสตัล Lalique ทั้ง 6 ชนิดคือ Hirondelles (Swallows), Rose, Zeila Panther, Dahlia, Dragon และ Woman Mask
[WHY GO] อาหารของเชฟ Paul Stradner เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผ่านการออกแบบมาอย่างปราณีต บางคอร์สอาจต้องใช้ความคิดและการตีความรสชาติที่แปลกใหม่จนเราอาจแนะนำให้เหล่านักชิมลองทำความคุ้นเคยกับรสชาติอาหารฝรั่งเศสจากฝั่งประเทศเยอรมนีและออสเตรียมาก่อน ราคาอาหารและไวน์จัดว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้านและโรงแรม ทีมบริกรตลอดสามารถยกระดับบรรยากาศและความสุนทรีย์ตลอดมื้ออาหารออกมาได้อย่างไร้ที่ติ
ด้วยความที่ตำแหน่งของร้านอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ต่าง ๆ เราจึงขอแนะนำให้เริ่มต้นการเดินทางจากนคร Strasbourg ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถยนต์หรือจากนคร Metz ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ได้เช่นกัน สำหรับใครที่เหลือเวลาอย่าลืมแวะไปชม Musée Lalique ซึ่งใช้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ Lalique Crystal หาชมยากและตั้งอยู่ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น