Visit: September 17, 2022

🇳🇱 Parkheuvel - พาร์คเฮอโฟล

👨🏻‍🍳 Chef Erik van Loo - เชฟอีริค ฟาน ลู

Heuvellaan 21, Rotterdam, 3016 GL, Netherlands

Tel: (+31) 10 436 07 66

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

Netherlands

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารแห่งแรกในประเทศเนเธอแลนด์ที่สร้างประวัติศาสตร์ในการคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 ภายใต้การควบคุมของเชฟระดับตำนานอย่างเชฟ Cees Helder ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวร้านจะตกมาอยู่ในความควบคุมของเชฟ Erik van Loo แต่อาหารที่นี่ยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ตัวเราเองเคยแวะมาเยี่ยมเยียนห้องอาหารแห่งนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018 และประทับใจกับสุดยอด Signature Dish อย่าง Bresse Chicken Ravioli จนตั้งใจกลับมาชิมอีกครั้งในคราวนี้นั่นเอง

          

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Parkheuvel ตั้งอยู่ใน Het Park ใจกลางกรุง Rotterdam ไม่ไกลกันกับหอชมวิว Euromast และแม่น้ำ Maas อันโด่งดัง ในปี 1988 สถาปนิคคือคุณ Henk Klunder ตั้งใจออกแบบตัวอาคารหรือ Pavillon ให้มีลักษณะเป็นทรงกลมสีขาวสไตล์โมเดิร์น ภายในได้รับการปรับโฉมใหม่ในรูปแบบที่ภรรยาของเชฟอธิบายเอาไว้ว่าเป็น Cosy Art-Deco โดยใช้สีโทนอุ่น บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์จำนวนมาก ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสโค้งรับไปกับตัวอาคารช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่งไม่อึดอัดตา ด้านนอกเป็นพื้นที่ส่วนเทอเรสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของแม่น้ำ Maas พร้อมด้วยเรือน้อยใหญ่ที่สัญจรไปมาอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรก Cees Helder เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star กับห้องอาหาร Villa Rozenrust และ Le Chevalier ก่อนจะย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Parkheuvel ในเวลาต่อมา ในระหว่างนั้นตัวเขาสามารถนำ Parkheuvel ในการคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1990 ต่อด้วยการยกระดับเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์คนแรกที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2006 ที่เชฟ Cees Helder ตัดสินใจวางมือและขายกิจการต่อให้กับเชฟชาวเมือง Zuid-Limburg ผู้เติบโตมาในครอบครัวของพ่อค้าเนื้อในเมือง Mechelen อย่าง Erik van Loo ถึงตัวเขาจะเคยพาห้องอาหาร De Zwethheul ในการคว้ารางวัล 2 MICHELIN Stars มาก่อนแต่เส้นทางในช่วงแรกนั้นค่อนข้างยากลำบากอยู่พอสมควร Parkheuvel ถูกลดระดับให้กลายมาเป็นห้องอาหาร 🌟 1 MICHELIN Star ทันทีในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับกลับมาสู่ตำแหน่ง 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้งตั้งแต่ปี 2009 มาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่อาศัยเทคนิคการปรุงสไตล์ฝรั่งเศสทั้งยังแฝงบุคลิคและตัวตนของเชฟลงไปในอาหารแต่ละจานได้อย่างชัดเจน จุดเด่นคงหนีไม่พ้นการเตรียมซอสหลากหลายหลากหลายชนิดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนตัวเขาได้รับสมญานามว่า Master of Sauce แห่งประเทศเนเธอแลนด์กันเลยทีเดียว เชฟ Erik และลูกชาย Juliën van Loo ได้ร่วมกันออกแบบ Tasting Menu ตั้งแต่ชุดเล็กไปจนถึงชุดใหญ่ตามจำนวนคอร์สตั้งแต่ Four Course Menu (125 €), Five Course Menu (145 €), Six Course Menu (160 €) และ Eight Course Menu (180 €) ราคานี้ได้รวมน้ำเปล่าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ สำหรับเมนูที่โดดเด่นจนต้องยกมาเล่าตรงนี้อย่างเช่น

✨ Lobster
calamansi | horseradish | lemonjam
เมนูแรกใน Tasting Menu ชุดหลักคือกุ้งล็อบสเตอร์นำเสนอมาในหบากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือ Horseradish Cream ให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัว ด้านบนคือองค์ประกอบของส้ม Calamansi เตรียมมาเป็น Jelly นุ่มหนึบและ Lemon Jam ทั้งคู่ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ตัดกันกับความหวานของล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว เชฟเลือกเพิ่มความสดชื่นด้วย Mint Dust ใส่มาด้านบนรวมไปถึง Calamansi Foam ที่ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)

✨ Bresse Chicken 1992
ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce
เมนู Signature Dish ประจำร้านที่เปรียบเสมือนรักแรกพบของเรากับห้องอาหาร Parkheuvel แห่งนี้เมื่อครั้งได้แวะมาชิมในปี 2018 คือจานคลาสสิคที่เชฟ Erik van Loo คิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 1992 หรือกว่า 30 ปีก่อน องค์ประกอบตรงกลางคือ Raviolo ชิ้นโตที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบคล้ายแผ่นเกี๊ยวสไตล์จีน ด้านในสอดไส้ Poulet de Bresse ซึ่งเป็นเนื้อไก่ที่ว่ากันว่ามีคุณภาพสูงที่สุดในโลกเตรียมมาในลักษณะของ Ragout องค์ประกอบล่างคือ Mashed Wild Mushroom นุ่มเนียนละมุน ส่วนด้านบนคือกุ้ง Langoustine และหอมซอยให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ จากนั้นจบด้วยการเทราด Lobster Cream Sauce อุ่น ๆ รสชาติเข้มข้นแบบครบ ๆ ทั้งมันและเค็มเชื่อมรสชาติและความกลมกล่อมเข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นเมนูที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราในการเดินทางมาครั้งนี้เลยทีเดียว (19/20)

✨ Strawberry
basil | crème suisse | honey-thyme ice | yuzu
ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Strawberry ที่เชฟฝานเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับ Strawberry Gel สีแดงสด, Yuzu Gel ให้รสเปรี้ยวที่พอเหมาะและ Basil Gel สีเขียวเข้ม องค์ประกอบรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านในสอดไส้ Strawberry Cremeaux โดยมีองค์ประกอบของ Basil อยู่บริเวณใจกลางด้านในสุด อโรมาเฉพาะตัวของ Basil ช่วยบาลานซ์ความเปรี้ยวของ Strawberry ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป Honey-Thyme Ice Cream สีเหลืองนวลช่วยเรียกความสดชื่นและเสริมรสชาติหวานที่ขาดหายไป ด้านบนคือแผ่นกรอบทำมาจาก Strawberry ช่วยเติมเต็มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)

🎗 [WHY GO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับตำนานของนคร Rotterdam ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ราคาอาหารที่เริ่มต้นเพียง 125 € ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับบรรยากาศ คุณภาพอาหาร และวัตถุดิบ นอกจากนี้เหล่า Sommelier สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับจุดบกพร่องอาจต้องยกให้กับการบริการที่ค่อนข้างล่าช้าไม่ต่างกันกับครั้งที่เราแวะมาในช่วงต้นปี 2018 เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่แวะมาท่องเที่ยวยังเมืองหลวงเก่าแห่งแดนกังหันลมลองหาเวลาแวะมาชมทัศนียภาพมุมกว้างของเมืองบนหอคอย Euromast แล้วจึงแวะมายังห้องอาหารซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนั่นเอง

Price :

125-180 €

Parking :

จอดหน้าร้านในสวน Het Park

Operating Time :

จันทร์, พุธ-เสาร์ 12.00-15.00 และ 18.00-22.00; อาทิตย์ 12.30-16.00; ปิดวันอังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารสไตล์โมเดิร์นผู้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของประเทศเนเธอแลนด์

อาหาร :

17.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

3/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 MENU’S VAN PATRON CUISINIER ERIK VAN LOO (8 COURSE - 180 €)

          

Amuse-Bouche

Lobster

calamansi | horseradish | lemonjam

Gooseliver

beetroot | pinot gris

North Sea Turbot

squid | lime leaf | fennel | golden beet | perle imperial caviar

Chanterelles

quail egg | parmesan | truffle

Bresse Chicken 1992

ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce

Saddle of Venison
cherries | oxheart cabbage | vanilla | marrow | almond | umeboshi
OR
Wagyu Beef A4 (30 € Supplement)

oxheart cabbage | longpepper gravy | pommes soufflé | perle imperial caviar

Chaource

banana bread | puffed rye | truffle | honey-pecan

Strawberry

basil | crème suisse | honey-thyme ice | yuzu

Mignardises

📃 SUBSTITUTION
Mango

almond | bergamot | sorrel | pernod

Parkheuvel’s Snickers ©

chocolate | peanut | caramel | nougatine

🇳🇱 Parkheuvel – พาร์คเฮอโฟล

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵 17.5/20 Gault&Millau – 17.5/20 โก&มีโย

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Erik van Loo – เชฟอีริค ฟาน ลู

Amuse-Bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่างเริ่มต้นด้วย Meringue of Dashi กรอบ ๆ ละลายในปาก เต็มเต็มด้วยความนุ่มละมุนของเนื้อปลาทูน่ารวมไปถึง Jelly ที่เตรียมมาจาก Soya Sauce และ Yuzu ถัดมาคือ Celeriac Cylinder ย่างในสไตล์บาบีคิว ด้านในสอดไส้เนื้อลูกวัวท็อปด้านบนด้วย Madeira Jelly ช่วยเพิ่มรสชาติที่ขาดหายไปและบาลานซ์โทนของ Celeriac ไม่ให้โดดจนเกินไป สุดท้ายคือ Carrot Tartelette บางกรอบ ด้านในบรรจุ Green Salad ประกอบไปด้วยถั่ว แตงกวา และผักอื่น ๆ ท็อปด้านบนสุดด้วย Green Curry Mosse อย่างไรก็ตามตัวมูสแกงให้อโรมาที่แตกต่างออกไปจากต้นตำรับอยู่บ้าง (18/20)

Amuse-Bouche

จากนั้นพนักงานนำเสิร์ฟ Veal Tartare หรือทาทาร์เนื้อลูกวัวสับจนเกือบละเอียดให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Piccadilly ให้รสเปรี้ยวและ Mustard Foam ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว (18/20)

Lobster
calamansi | horseradish | lemonjam

เมนูแรกใน Tasting Menu ชุดหลักคือกุ้งล็อบสเตอร์นำเสนอมาในหบากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านล่างคือ Horseradish Cream ให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัว ด้านบนคือองค์ประกอบของส้ม Calamansi เตรียมมาเป็น Jelly นุ่มหนึบและ Lemon Jam ทั้งคู่ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ตัดกันกับความหวานของล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว (18/20)

Lobster
calamansi | horseradish | lemonjam

เชฟเลือกเพิ่มความสดชื่นด้วย Mint Dust ใส่มาด้านบนรวมไปถึง Calamansi Foam ที่ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)

Gooseliver
beetroot | pinot gris

จากนั้นคือ Gioseliver หรือฟัวกราส์ตับห่านเนื้อเนียนละมุน ชิ้นแรกเคลือบด้านนอกด้วยไวน์ขาว Pinot Gris ในขณะที่อีกชิ้นหนึ่งเคลือบด้วย Beetroot จนได้สีแดงเข้มสวยงาม ด้านล่างรองด้วย Sweet & Sour Beetroot ให้รสชาติทั้งหวานและเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ของฟัวกราส์ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป (17/20)

Gooseliver
beetroot | pinot gris

องค์ประกอบตรงกลางคือ Sweet & Sour Beetroot และเมล็ดทับทิมกรอบช่วบเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (17/20)

North Sea Turbot
squid | lime leaf | fennel | golden beet | perle imperial caviar

จานถัดมาคือปลา Turbot จากทะเลเหนือเนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง เชฟนำเสนอมาคู่กับ Red Beetroot สีแดงแบบปกติและ Golden Beetroot สีเหลืองแล่เป็นชิ้นบาง ๆ น้ำซอสทำมาจากตัวปลาเสริมด้วยอโรมาเฉพาะตัวของ Saffron ยังมีความนุ่มหนึบของชิ้นหมึก ด้านบนคือ Perle Imperial Caviar ให้รสชาติเค็มอุมามิ ถือเป็นเมนูปลาที่มีองค์ประกอบอันหลากหลายแต่ทุกประกอบหสานรสชาติเข้ากันได้เป็นอย่างดี (17/20)

Chanterelles
quail egg | parmesan | truffle

เห็ด Chanterelles เสิร์ฟมากับ Parmesan Cheese Foam ให้ความเค็มและหอมตามธรรมชาติเสริมด้วยความนุ่มละมุนจากการเตรียมมาเป็นโฟม ยังมี Cooked Quail Egg หรือไข่นกกระทาที่เมื่อตัดออกจะมีไข่แดงไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา ด้านบนท็อปด้วย Mushroom Cream Sauce และ Black Truffle หอมๆ พนักงานยังวางซอสเอาไว้ให้ที่โต๊ะสำหรับลูกค้าได้เติมเพิ่มเองอีกด้วย (17/20)

Bresse Chicken 1992
ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce

เมนู Signature Dish ประจำร้านที่เปรียบเสมือนรักแรกพบของเรากับห้องอาหาร Parkheuvel แห่งนี้เมื่อครั้งได้แวะมาชิมในปี 2018 คือจานคลาสสิคที่เชฟ Erik van Loo คิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 1992 หรือกว่า 30 ปีก่อน องค์ประกอบตรงกลางคือ Raviolo ชิ้นโตที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบคล้ายแผ่นเกี๊ยวสไตล์จีน ด้านในสอดไส้ Poulet de Bresse ซึ่งเป็นเนื้อไก่ที่ว่ากันว่ามีคุณภาพสูงที่สุดในโลกเตรียมมาในลักษณะของ Ragout (19/20)

Bresse Chicken 1992
ravioli | langoustines | wild mushroom | lobster sauce

องค์ประกอบล่างคือ Mashed Wild Mushroom นุ่มเนียนละมุน ส่วนด้านบนคือกุ้ง Langoustine และหอมซอยให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ จากนั้นจบด้วยการเทราด Lobster Cream Sauce อุ่น ๆ รสชาติเข้มข้นแบบครบ ๆ ทั้งมันและเค็มเชื่อมรสชาติและความกลมกล่อมเข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นเมนูที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราในการเดินทางมาครั้งนี้เลยทีเดียว (19/20)

Saddle of Venison
cherries | oxheart cabbage | vanilla | marrow | almond | umeboshi

เมนู Main Course จานแรกคือเนื้อกวางท้องถิ่นจากแถบตอนกลางของประเทศเนเธอแลนด์มีเรื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวสู้ฟันแต่ไม่ถึงกับเหนียว เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือส่วนหลัง ด้านบนท็อปด้วยอัลมอนด์และเจลลี่สีแดงทำมาจากเชอร์รี่ให้รสชาติเปรี้ยวที่พอเหมาะมาตัดกับ Venison Jus รสชาติเข้มข้นที่เชฟผสมเหล้า Chartreuse จากฝรั่งเศสลงไปด้วยเล็กน้อย ข้างกันคือผักกาด Oxheart Cabbage, เชอร์รี่และครีมสีเหลืองนวลทำมาจากถั่วฮาเซลนัท, Kohralbi ท็อปด้วยหัวหอมและเมล็ดมัสตาร์ดที่ได้สีแดงจากเชอร์รี่ และ Caleriac Cream ตัดด้วยกลิ่นของ Green Herb Oil ตรงกลาง (17/20)

Wagyu Beef A4 (30 € Supplement)
oxheart cabbage | longpepper gravy | pommes soufflé | perle imperial caviar

เนื้อวัว Wagyu ระดับ A4 นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเนื้อนุ่มละลายในปากท็อปด้านบนด้วย Pommes Souffflé ฟู เบา กรอบ ข้างกันคือผักกาด Oxheart Cabbage, เยรูซาเล็มอาร์ติโชค, หน่อไม้ฝรั่ง และ Souffflé มันฝรั่งขนาดจิ๋วท็อปด้วยหัวหอมและเมล็ดมัสตาร์ด ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดซอส Gravy ทำมาจากดีปลีนำเข้ามาจากนคร Naples ให้กลิ่นที่ลดทอนความมันของเนื้อวัว Wagyu ได้อย่างพอเหมาะ (17/20)

Wagyu Beef A4 (30 € Supplement)
oxheart cabbage | longpepper gravy | pommes soufflé | perle imperial caviar

คอร์สเนื้อยังจัดเสิร์ฟมาคู่กับ Perle Imperial Caviar อีกด้วย (17/20)

Chaource
banana bread | puffed rye | truffle | honey-pecan

ล้างปากด้วยคอร์สชีสโดยเชฟใช้ชีส Chaource นำเข้าจากฝรั่งเศส ด้านล่างรองด้วย Banana Bread ให้ลักษณะที่คล้ายเค้กกล้วยหอมรสหวานตัดเนื้อสัมผัสกันกับ Honey-Pecan Nut หรือถั่วพีแคนเคลือบน้ำผึ้ง ด้านบนท็อปด้วย Black Truffle ให้ Earthy Aroma มาช่วยบาลานซ์กลื่นเฉพาะตัวของชีสนั่นเอง (16/20)

Madeleine

ยังมีขนม Madeleine หอม ๆ ให้รับประทานก่อนเข้าสู่อาหารหวานจานหลัก

Strawberry
basil | crème suisse | honey-thyme ice | yuzu

ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Strawberry ที่เชฟฝานเป็นชิ้นบาง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับ Strawberry Gel สีแดงสด, Yuzu Gel ให้รสเปรี้ยวที่พอเหมาะและ Basil Gel สีเขียวเข้ม องค์ประกอบรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านในสอดไส้ Strawberry Cremeaux โดยมีองค์ประกอบของ Basil อยู่บริเวณใจกลางด้านในสุด อโรมาเฉพาะตัวของ Basil ช่วยบาลานซ์ความเปรี้ยวของ Strawberry ไม่ให้แสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป Honey-Thyme Ice Cream สีเหลืองนวลช่วยเรียกความสดชื่นและเสริมรสชาติหวานที่ขาดหายไป ด้านบนคือแผ่นกรอบทำมาจาก Strawberry ช่วยเติมเต็มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)

Parkheuvel’s Snickers ©
chocolate | peanut | caramel | nougatine

เราได้ลองชิม Signature Dessert ประจำร้านคือ Parkheuvel’s Snickers © ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟนำขนมยอดฮิตอย่าง Snickers มาตีความใหม่ในรูปแบบของตัวเอง ฝั่งซ้ายมือคือแท่ง Snickers Bar ที่เตรียมมาเป็น Nougatine โดยมีส่วนผสมของคาราเมลและถั่วลิสงให้รสหวานและความกรอบ ด้านบนคือ Dark Chocolate Cremeaux เข้มข้น ลดทอนด้วยความสดชื่นและหอมมันจาก Peanut Butter Ice Cream เสิร์ฟมาฝั่งขวามือนั่นเอง (18/20)

Mango
almond | bergamot | sorrel | pernod

ของหวานอีกจานคือมะม่วงสุกเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและองค์ประกอบทั้งไอศกรีมมะม่วงท็อปด้านบนด้วยความเปรี้ยวของ Pernod ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ที่ทำมาจากโปยกั๊กรวมไปถึงแผ่น Crisp กรอบ ๆ และเจล ทั้งหมดให้ระดับรสชาติเปรี้ยวหวานที่แตกต่างกัน ด้านล่างรองด้วย Almond Cream และ Praline ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (17/20)

Mango
almond | bergamot | sorrel | pernod

นอกจากนี้ยังมี Mango Soufflé อุ่น ๆ เสิร์ฟมาให้แยกต่างหากอีกด้วย (17/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วย Mignardises เริ่มจากขนม Nougat ที่มีส่วนผสมของถั่วพิสตาชิโอ้และถั่วฮาเซลนัท ขนม Cannelés de Bordeaux ที่เตรียมมาจาก Dark Rum ด้านในสอดไส้ Cream of Advocaat ทำมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของประเทศเนเธอร์แลนด์ ยังมีองค์ประกอบของไข่แดงและ Blueberries ที่ฝานเป็นชิ้นอยู่ด้านบน สุดท้ายคือ Danoontje มีลักษณะเป็นขนมโยเกิร์ตที่วางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในประเทศเนเธอแลนด์แต่เชฟนำเสนอมาในรูปแบบใหม่ในลักษณะของ Peach Bonbon ที่จะแตกระเบิดออกในปากอีกด้วย

💰 ราคา 475 € สำหรับ 2 คน

Table Settings

🎗 [INTRO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารแห่งแรกในประเทศเนเธอแลนด์ที่สร้างประวัติศาสตร์ในการคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 ภายใต้การควบคุมของเชฟระดับตำนานอย่างเชฟ Cees Helder ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวร้านจะตกมาอยู่ในความควบคุมของเชฟ Erik van Loo แต่อาหารที่นี่ยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบไม่เสื่อมคลาย

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร Parkheuvel ตั้งอยู่ใน Het Park ใจกลางกรุง Rotterdam ไม่ไกลกันกับหอชมวิว Euromast และแม่น้ำ Maas อันโด่งดัง

ในปี 1988 สถาปนิคคือคุณ Henk Klunder ตั้งใจออกแบบตัวอาคารหรือ Pavillon ให้มีลักษณะเป็นทรงกลมสีขาวสไตล์โมเดิร์น

ภายในได้รับการปรับโฉมใหม่ในรูปแบบที่ภรรยาของเชฟอธิบายเอาไว้ว่าเป็น Cosy Art-Deco โดยใช้สีโทนอุ่น บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์จำนวนมาก

ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสโค้งรับไปกับตัวอาคารช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่งไม่อึดอัดตา

ด้านนอกเป็นพื้นที่ส่วนเทอเรสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของแม่น้ำ Maas พร้อมด้วยเรือน้อยใหญ่ที่สัญจรไปมาอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรก Cees Helder เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star กับห้องอาหาร Villa Rozenrust และ Le Chevalier ก่อนจะย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Parkheuvel ในเวลาต่อมา ในระหว่างนั้นตัวเขาสามารถนำ Parkheuvel ในการคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1990 ต่อด้วยการยกระดับเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1995 ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์คนแรกที่คว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 2002 อีกด้วย

กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2006 ที่เชฟ Cees Helder ตัดสินใจวางมือและขายกิจการต่อให้กับเชฟชาวเมือง Zuid-Limburg ผู้เติบโตมาในครอบครัวของพ่อค้าเนื้อในเมือง Mechelen อย่าง Erik van Loo ถึงตัวเขาจะเคยพาห้องอาหาร De Zwethheul ในการคว้ารางวัล 2 MICHELIN Stars มาก่อนแต่เส้นทางในช่วงแรกนั้นค่อนข้างยากลำบากอยู่พอสมควร Parkheuvel ถูกลดระดับให้กลายมาเป็นห้องอาหาร 🌟 1 MICHELIN Star ทันทีในปี 2007 ก่อนจะเลื่อนระดับกลับมาสู่ตำแหน่ง 🌟🌟 2 MICHELIN Stars อีกครั้งตั้งแต่ปี 2009 มาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่อาศัยเทคนิคการปรุงสไตล์ฝรั่งเศสทั้งยังแฝงบุคลิคและตัวตนของเชฟลงไปในอาหารแต่ละจานได้อย่างชัดเจน จุดเด่นคงหนีไม่พ้นการเตรียมซอสหลากหลายหลากหลายชนิดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนตัวเขาได้รับสมญานามว่า Master of Sauce แห่งประเทศเนเธอแลนด์กันเลยทีเดียว

รางวัลต่าง ๆ

เชฟ Erik และลูกชาย Juliën van Loo ได้ร่วมกันออกแบบ Tasting Menu ตั้งแต่ชุดเล็กไปจนถึงชุดใหญ่ตามจำนวนคอร์สตั้งแต่ Four Course Menu (125 €), Five Course Menu (145 €), Six Course Menu (160 €) และ Eight Course Menu (180 €) ราคานี้ได้รวมน้ำเปล่าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ

🎗 [WHY GO] Parkheuvel เป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับตำนานของนคร Rotterdam ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ราคาอาหารที่เริ่มต้นเพียง 125 € ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับบรรยากาศ คุณภาพอาหาร และวัตถุดิบ นอกจากนี้เหล่า Sommelier สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ได้อย่างเหมาะสม สำหรับจุดบกพร่องอาจต้องยกให้กับการบริการที่ค่อนข้างล่าช้าไม่ต่างกันกับครั้งที่เราแวะมาในช่วงต้นปี 2018

เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่แวะมาท่องเที่ยวยังเมืองหลวงเก่าแห่งแดนกังหันลมลองหาเวลาแวะมาชมทัศนียภาพมุมกว้างของเมืองบนหอคอย Euromast แล้วจึงแวะมายังห้องอาหารซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนั่นเอง