หน้าแรก » 🇮🇹 Santa Elisabetta – ซานต้า อีลิซาเบ็ตต้า
Visit: November 14, 2023
🇮🇹 Santa Elisabetta - ซานต้า อีลิซาเบ็ตต้า
👨🏻🍳 Chef Rocco De Santis - เชฟร็อคโค่ ดี ซานติส
piazza Santa Elisabetta 3, Florence, 50122, Italy
Tel: (+39) 055 273 7673
Cuisine
🍴 Creative, Mediterranean Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน
Country
Italy
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ตั้งอยู่ในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของนคร Florence ด้วยอายุเกือบ 1,500 ปีทำให้มื้ออาหารในหอคอย Torre della Pagliazza ซึ่งเคยถูกใช้งานเป็นทั้งป้อมปราการและคุกนักโทษหญิงมีความพิเศษไปกว่าห้องอาหารอื่น ๆ ในแคว้น Tuscany อย่างชัดเจน
[THE PLACE] Torre della Pagliazza หรือ The Straw Tower (หอคอยกองฟาง) เป็นอาคารที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในพื้นที่ประวัติศาสตร์ใจกลางนคร Florence ด้วยรูปทรงแบบ Semi-circular ทำให้ตัวอาคารมีลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างไปจากหอคอยอื่น ๆ ที่มักมีลักษณะเป็นทรงกระบอกแบบเต็มวง เรื่องราวของหอคอยนี้ต้องเล่าย้อนไปในใน ค.ศ. 476 ที่อาณาจักร Roman ฝั่งตะวันตกล่มสลายลง ผู้คนจำนวนมากได้อพยพออกจากเมือง Florence จนเหลือประชากรในเมืองเพียงราว ๆ 1,000 คนเท่านั้น กำแพงเมืองที่ก่อสร้างโดยชาว Roman เดิมมีอาณาเขตที่กว้างจนเกินไปยากต่อการดูแลเป็นเหตุให้ชาวเมือง Florentine ซึ่งขณะนั้นขึ้นตรงต่ออาณาจักร Byzantine ตัดสินใจสร้างกำแพงเมืองชุดที่ 2 ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 541-544 ซึ่งตรงกับยุคสงคราม Gothic War ต่อมาในช่วงยุคศตวรรษที่ 10 ได้มีการก่อสร้างโบสถ์ St. Michael’s Church ขึ้นใกล้ ๆ โดยตัวหอคอยได้ถูกปรับปรุงให้ใช้งานเป็นหอระฆังประจำโบสถ์ หลังจากนั้นตัวโบสถ์ได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปอีกหลายครั้งคือ San Michele alle Trombe, Church of Santa Maria della Visitazione และสุดท้ายคือ Church of Santa Elisabetta ต่อมาในช่วงยุคศตวรรษที่ 13 ตัวหอคอยได้ถูกปรับปรุงให้เป็นคุกสำหรับนักโทษหญิงและโดยส่วนมากเป็นผู้ต้องโทษคดีสถานเบาอย่างเช่นหญิงที่ปฏิเสธการแต่งงานกับชายที่ทางครอบครัวจัดหามาให้เป็นต้น นักโทษหญิงเหล่านี้จะใช้กองฟางมาสร้างเป็นเตียงนอนจนกลายมาเป็นชื่อเล่นของหอคอย Torre della Pagliazza หรือ The Straw Tower ในปัจจุบัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1785 พื้นที่โบสถ์ทั้งหมดได้รับการถ่ายโอนมาเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงยุคศตวรรษที่ 18-19 ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงเพื่อใช้เป็นโรงแรมถึง 3 แห่งโดยโรงแรมสุดท้ายคือ Giglio Hotel ซึ่งได้สร้างอาคารใหม่ล้อมรอบหอคอยทั้งหมด หลังจาก Giglio Hotel ปิดทำการลงตัวหอคอยได้ถูกทิ้งร้างมาจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1980 องกรณ์ National Insurance Institute ได้บูรณะและซ่อมแซมโครงสร้างทั้งหมดพร้อมกับรื้อ Giglio Hotel ออกเผยให้เห็นโครงสร้างของหอคอยเกือบทั้งหมดอีกครั้ง ปัจจุบัน Hotel Brunelleschi ได้รับสิทธิในการพัฒนาพื้นที่และดำเนินกิจการโดยมีมีตำแหน่งตั้งอยู่ห่างจาก Cathedral of Santa Maria del Fiore เพียงราว ๆ 150 เมตรเท่านั้น พื้นที่ชั้น G ฝั่งหอคอยได้รับการปรับปรุงให้เป็นห้องอาหาร Osteria della Pagliazza ซึ่งมีความแคชวลและเข้าถึงง่ายในขณะที่ชั้น 1 ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดหรือขึ้นลิฟต์มาถูกใช้งานเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Santa Elisabetta ที่เราแวะมาชิมกันในวันนี้นั่นเอง
[THE CHEF] Rocco De Santis เกิดในปี 1979 ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Penta di Fisciano ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Salerno แคว้น Campania ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี หลังจากเลือกเส้นทางการเป็นเชฟเขาเริ่มต้นทำงานในห้องอาหาร Torre del Saracino (2 MICHELIN Stars) ต่อด้วยการร่วมงานกับ Hotel Eden ในกรุง Rome หลังจากนั้นเขาออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติมที่ห้องอาหาร Georges Blanc (3 MICHELIN Stars) ในประเทศฝรั่งเศสและเรียนรู้งานเกี่ยวกับการจัดการครัวต่อด้วย Domaine de Châteauvieux (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเนื้อสัตว์ การเตรียมน้ำสต๊อก และการเตรียมซอส งานถัดมาคือการร่วมงานในตำแหน่ง Junior Sous-chef ที่ Byblos Art Hotel ในนคร Verona ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟผู้ระดับโลกอีกมากมายอย่างเช่น Andrea Aprea, Luca Mazzola และ Pierfranco Ferrara หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาได้รับตำแหน่งเป็น Executive Chef ให้กับห้องอาหาร Il Vistamare ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย วันหนึ่งในปี 2017 เขาได้รับการติดต่อจาก Hotel Brunelleschi และมอบหมายโปรเจคสำคัญในการควบคุมงานครัวของทางโรงแรมทั้งหมด ห้องอาหาร Santa Elisabetta ได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในเดือนพฤศจิกายน 2019 (MICHELIN Guide 2020 Edition) และเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในเดือนพฤศจิกายน 2020 (MICHELIN Guide 2021 Edition)
[THE FOOD] เชฟ Rocco De Santis อาศัยรากเหง้าของตัวเองในการรังสรรค์อาหารสไตล์ Mediterranean ออกมาให้มีความคิดสร้างสรรค์และแปลกใหม่ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าเมนูต่าง ๆ มักจะเอนเอียงไปทางอาหารทะเลเป็นหลัก ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ทั้งหมด 3 รูปแบบคือ Traces of Innovation (199 €) ประกอบไปด้วยอาหารทะเลจำนวน 5 คอร์สซึ่งบ่งบอกถึงรากเหง้าของเชฟ Rocco De Santis ซึ่งเกิดและเติบโตในภูมิภาค Campania ถัดมาคือ In-Contaminazione (219 €) ประกอบไปด้วยเมนูคลาสสิคประจำร้านจำนวน 7 คอร์สและสุดท้ายคือ Chef Experience (239 €) ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 9 คอร์สซึ่งผสมผสานคอร์สย่อยก่อนหน้านี้เข้าด้วยกันตามใจเชฟนั่นเอง รายการไวน์มีให้เลือกอย่างหลากหลายในราคาที่จับต้องได้ ส่วนคอร์สที่เราประทับใจมีมากมายจนต้องหยิบมาแปะไว้ตรงนี้ถึง 4 จานคือ
ปลาไหลทะเลท้องถิ่นจาก Mare Argentario ย่างมาจนให้เนื้อสัมผัสละมุนคล้ายสำลีละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วยซอสยากิโทริแบบญี่ปุ่นให้ความหวานเข้มข้น ด้านบนคือองค์ประกอบของถั่วอัลมอนด์เสิร์ฟมาในรูปแบบ Crumbs และแผ่น Chip กรอบ ๆ ฝั่งขวามือคือ Tosazu Gel หรือเจลที่เตรียมมาจากน้ำส้มสายชู Tosazu, Tarragon Sauce และซอสสีขาวที่เตรียมมาจากอัลมอนด์ (18/20)
สุดยอดเมนูที่สร้างความประทับใจให้กับเราได้มากที่สุดจานหนึ่งคือ Spaghetti ที่เตรียมขึ้นมาจากธัญพืชโบราณโดยมีกลิ่นหอมจากเบอร์กามอท เชฟนำไปปรุงในเนยที่ผสมผสานสาหร่าย 2 ชนิดคือสาหร่าย Nobu Wakame จากญี่ปุ่นและสาหร่าย Spirulina ท้องถิ่นของแคว้น Tuscany เชฟบาลานซ์กลิ่นออกมาได้อย่างโดดเด่นและน่าสนใจโดยไม่มีกลิ่นเขียวของสาหร่ายแสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป ด้านบนท็อปด้วย Panko หรือเกล็ดขนมปังของญี่ปุ่น, Bottarga ที่เตรียมมาจากไข่ปลาทูน่าและหอยเม่นช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส อุมามิ และความครีมมี่ออกมาได้อย่างลงตัว (18/20)
สุดยอด Signature Dish เป็นเมนูเดียวที่ไม่เคยถูกถอดออกตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านโดยเชฟ Rocco De Santis ได้รังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาในขณะที่เขาทำงานอยู่กับเชฟ Gennaro Esposito ณ ห้องอาหาร Torre del Saracino เขาได้นำปลา Red Mullet มาวางประกบด้วยขนมปัง Saffron จนแลดูคล้ายกันกับแซนวิชปลา เมื่อแรกเคี้ยวเราจะสัมผัสได้ถึงความกรอบของขนมปัง Saffron ในขณะที่เนื้อปลาละมุนจนสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ชัดเจนและลงตัว ฝั่งขวามือคือ Pesto ที่เตรียมมาจากลูกเกดและเมล็ดสนเท่านั้นโดยไร้ซึ่งใบ Basil มาเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ยังมี Red Onion Gel ให้ความหวานและ Aglione Gel ซึ่งเป็นกระเทียมท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อในแถบนคร Siena จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Bisque ที่เตรียมมาจากปลา Red Mullet ตัดด้วยความฉุนที่ได้จาก Parsley Oil โดยจานนี้เป็นการแสดงออกถึงรากเหง้าชาว Campanian ของเชฟ Rocco De Santis แต่เติมแต่งด้วยซอสสไตล์ Livornese ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
ของหวานจานหลักเป็นเมนูที่อาศัยทรัฟเฟิลเป็นองค์ประกอบสำคัญ องค์ประกอบทรงสามเหลี่ยมคือพราลีนที่เตรียมมาจากถั่วฮาเซลนัทโดยเชฟได้ Infused อโรมาของ White Truffle ลงไปด้วย ด้านบนคือสปองเค้กกรอบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมของ Black Truffle ยังมีไอศกรีมโยเกิร์ตนมควายที่ Infused ด้วย White Truffle แล้วแปะด้วยแผ่น White Truffle ที่ด้านบน ตรงกลางคือซอส Dark Chocolate ที่มีอโรมาของ Truffle เช่นกัน อย่างไรก็ตามองค์ประกอบเดียวที่มีอโรมาของเห็ดพอร์ชินี่โดยไม่มีอโรมาของ Truffle ใส่มาด้วยคือเมอแรงก์ชิ้นจิ๋วนั่นเอง (20/20)
Price :
199-239 €
Parking :
จอดรถนอกเขต ZTL ที่ Parcheggio Beccaria
Operating Time :
12:30-14:00, 19:30-22:00 ปิดวันอาทิตย์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในนคร Florence
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 IN-CONTAMINAZIONE (219 €)
Amuse Bouche: Audacity, Innovation, territory
Eel, Yakitori, Tosazu, Almond, Tarragon
Duck breast, cabbage, plum and hoisin sauce
Algae butter Spaghetti pasta with Bergamot, sea Urchins and tuna Bottarga
Pasta stuffed with Oxtail, Chimichurri, Mushrooms gravy and Capers
Red Mullet in Saffron Bread crust “2015”
Pigeon breast, Jerusalem Artichoke, Annurca apple tatin, Teriaky gelèe
Pre – Dessert
Santa Elisabetta – ซานต้า อีลิซาเบ็ตต้า
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
Creative, Mediterranean Cuisine – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน
Chef Rocco De Santis – เชฟร็อคโค่ ดี ซานติส
[INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ตั้งอยู่ในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของนคร Florence ด้วยอายุเกือบ 1,500 ปีทำให้มื้ออาหารในหอคอย Torre della Pagliazza ซึ่งเคยถูกใช้งานเป็นทั้งป้อมปราการและคุกนักโทษหญิงมีความพิเศษไปกว่าห้องอาหารอื่น ๆ ในแคว้น Tuscany อย่างชัดเจน
Amuse Bouche: Audacity, Innovation, territory
เริ่มต้นด้วย Amuse Bouche เสิร์ฟมามากถึง 5 อย่าง (17/20)
Amuse Bouche: Audacity, Innovation, territory
ชิ้นแรกคือ Cigar ที่เตรียมมาจากมะกอกดำ ด้านในสอดไส้ชีสนมแพะ ด้านบนท็อปด้วยเจลยูซุ (17/20)
Amuse Bouche: Audacity, Innovation, territory
ถัดมาคือคือหอยนางรมดองใน Timut Pepper นอกจากนี้ยังมีงาขาวและงาดำรวมไปถึงน้ำมันมะกอกที่มีกลิ่นหอมอโรมาติคเสริมด้วยความเปรี้ยวของมะเขือเทศตรงกลาง (17/20)
Amuse Bouche: Audacity, Innovation, territory
Chawanmushi หรือไข่ตุ๋นญี่ปุ่นเข้มข้นทั้งยังมีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเสิร์ฟมากับหอยเชลล์ (17/20)
Amuse Bouche: Audacity, Innovation, territory
Gin Tonic เสิร์ฟมาแบบไม่มีแอลกอฮอล์ให้ความเปรี้ยวสดชื่นจับคู่กับ Pop Rocks ที่มีเสียงเป๊าะแป๊ะในปากเคี้ยวสนุก (17/20)
Amuse Bouche: Audacity, Innovation, territory
ปิดท้ายด้วย Fake Cherry หรือเชอร์รี่ปลอมที่แท้จริงแล้วคือ Chicken Liver Pate เกลซด้านนอกด้วยเชอร์รี่นั่นเอง (17/20)
The Bread
ขนมปังเสิร์ฟมาชุดใหญ่มีทั้ง Grissini, crackers aromatized with tomato and Pamigiano cheese, Bread stuffed with walnut and saffron, Taralli, Focaccia topped with lardo di Colonnata
The Bread
เชฟยังมี EVO Biologico จากแคว้น Tuscany เสิร์ฟมาให้ด้วย
Eel
Eel, Yakitori, Tosazu, Almond, Tarragon
ปลาไหลทะเลท้องถิ่นจาก Mare Argentario ย่างมาจนให้เนื้อสัมผัสละมุนคล้ายสำลีละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วยซอสยากิโทริแบบญี่ปุ่นให้ความหวานเข้มข้น ด้านบนคือองค์ประกอบของถั่วอัลมอนด์เสิร์ฟมาในรูปแบบ Crumbs และแผ่น Chip กรอบ ๆ ฝั่งขวามือคือ Tosazu Gel หรือเจลที่เตรียมมาจากน้ำส้มสายชู Tosazu, Tarragon Sauce และซอสสีขาวที่เตรียมมาจากอัลมอนด์ (18/20)
Duck
Duck breast, cabbage, plum and hoisin sauce
คอร์สเป็ดเสิร์ฟมาคู่กันถึง 2 ส่งน (15/20)
Duck
Duck breast, cabbage, plum and hoisin sauce
เนื้อเป็ดส่วนอกเสิร์ฟมากับองค์ประกอบของซอสฮอยซินและซอสบ๊วยให้กลิ่นอายของความเป็นเอเชีย ในจานยังมีกะหล่ำปลีและกะหล่ำปลีดำ จากนั้นพนักงานจะเทราด Duck Jus ลงไปนั่นเอง (15/20)
Duck
Duck breast, cabbage, plum and hoisin sauce
ข้างกันยังมีขนมปังกรอบนอกนุ่มในเติมแต่งรสชาติด้วยแยมส้มและชิ้นเนื้อเป็ด (15/20)
Spaghetti “Tirrena” ancient grains
Algae butter Spaghetti pasta with Bergamot, sea Urchins and tuna Bottarga
สุดยอดเมนูที่สร้างความประทับใจให้กับเราได้มากที่สุดจานหนึ่งคือ Spaghetti ที่เตรียมขึ้นมาจากธัญพืชโบราณโดยมีกลิ่นหอมจากเบอร์กามอท เชฟนำไปปรุงในเนยที่ผสมผสานสาหร่าย 2 ชนิดคือสาหร่าย Nobu Wakame จากญี่ปุ่นและสาหร่าย Spirulina ท้องถิ่นของแคว้น Tuscany เชฟบาลานซ์กลิ่นออกมาได้อย่างโดดเด่นและน่าสนใจโดยไม่มีกลิ่นเขียวของสาหร่ายแสดงออกมาโดดเด่นจนเกินไป ด้านบนท็อปด้วย Panko หรือเกล็ดขนมปังของญี่ปุ่น, Bottarga ที่เตรียมมาจากไข่ปลาทูน่า และหอยเม่นช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส อุมามิ และความครีมมี่ออกมาได้อย่างลงตัว (18/20)
Autumn intrusion
Pasta stuffed with Oxtail, Chimichurri, Mushrooms gravy and Capers
จานนี้เชฟตั้งใจออกแบบเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงโดยนำเสนอมาเป็น Raviolo พาสต้าทรงเกี๊ยวสอดไส้หางวัวให้รสชาติที่เข้มข้น ข้าง ๆ กันคือเห็ดพอร์ชินี่ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันไปกับตัวเกี๊ยว นอกจากนี้ยังมีซอส Chimichurri และอโรมาหอม ๆ ของ Black Truffle จานนี้จบด้วยการเทราดซอส Jus ของเห็ดพอร์ชินี่ลงไปนั่นเอง (17/20)
Red Mullet
Red Mullet in Saffron Bread crust “2015”
สุดยอด Signature Dish เป็นเมนูเดียวที่ไม่เคยถูกถอดออกตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านโดยเชฟ Rocco De Santis ได้รังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาในขณะที่เขาทำงานอยู่กับเชฟ Gennaro Esposito ณ ห้องอาหาร Torre del Saracino เขาได้นำปลา Red Mullet มาวางประกบด้วยขนมปัง Saffron จนแลดูคล้ายกันกับแซนวิชปลา เมื่อแรกเคี้ยวเราจะสัมผัสได้ถึงความกรอบของขนมปัง Saffron ในขณะที่เนื้อปลาละมุนจนสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ชัดเจนและลงตัว ฝั่งขวามือคือ Pesto ที่เตรียมมาจากลูกเกดและเมล็ดสนเท่านั้นโดยไร้ซึ่งใบ Basil มาเป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ยังมี Red Onion Gel ให้ความหวานและ Aglione Gel ซึ่งเป็นกระเทียมท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อในแถบนคร Siena จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Bisque ที่เตรียมมาจากปลา Red Mullet ตัดด้วยความฉุนที่ได้จาก Parsley Oil โดยจานนี้เป็นการแสดงออกถึงรากเหง้าชาว Campanian ของเชฟ Rocco De Santis แต่เติมแต่งด้วยซอสสไตล์ Livornese ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Homemade Bread with chestnut, coffee, dark chocolate and pumpkin
หลังจบคอร์สปลาพนักงานแนะนำให้ล้างปากด้วยขนมปังที่มีความหวานของเกาลัด ความขมและหอมของกาแฟและดาร์คช็อกโกแลตก่อนเข้าสู่คอร์สถัดไป
Pigeon
Pigeon breast, Jerusalem Artichoke, Annurca apple tatin, Teriaky gelèe
ส่วนอกของนกพิราบเสิร์ฟมากับเยรูซาเล็มอาร์ติโชคใน 2 รูปแบบและเนื้อสัมผัส ฝั่งขวามือคือ Annurca Apple ซึ่งเป็นแอปเปิ้ลขึ้นชื่อจากแถบนคร Naples ในแคว้น Campania โดยเชฟเตรียมมาในลักษณะของ Tatin นอกจากนี้ยังมีจุดสีเข้มที่เตรียมมาจาก Teriyaki Sauce อีกด้วย (17/20)
ส่วนใครที่ไม่ชอบนกพิราบทางร้านสามารถเปลี่ยนมาเป็นเนื้อวัวได้เช่นกัน
Pre – Dessert
ล้างปากด้วย Dark Chocolate Crispy จับคู่มากับ Red Fruit Jelly ที่ด้านล่าง ไฮไลท์คือการใส่องค์ประกอบของ Aromatized Spirulina ซึ่งเป็นสาหร่ายกลิ่นแรงมากประโยชน์ลงมาด้วย ด้านบนตกแต่งด้วย Dark Chocolate Decoration ถึงแม้องค์ประกอบจะดูค่อนข้างแปลกและมีองค์ประกอบที่ดูเข้ากันช็อกโกแลตได้ยากอย่างสาหร่ายสไปรูลิน่าแต่เชฟสามารถนำเสนอรสชาติและกลิ่นออกมาให้เชื่อมอาหารคาวและอาหารหวานได้อย่างไม่น่าเชื่อ (18/20)
Truffle season
Praline Hazelnut creamy, Truffle Hazelnut crunchy sponge, Buffalo Yogurt Ice Cream with white Truffle infusion
ของหวานจานหลักเป็นเมนูที่อาศัยทรัฟเฟิลเป็นองค์ประกอบสำคัญ องค์ประกอบทรงสามเหลี่ยมคือพราลีนที่เตรียมมาจากถั่วฮาเซลนัทโดยเชฟได้ Infused อโรมาของ White Truffle ลงไปด้วย ด้านบนคือสปองเค้กกรอบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมของ Black Truffle ยังมีไอศกรีมโยเกิร์ตนมควายที่ Infused ด้วย White Truffle แล้วแปะด้วยแผ่น White Truffle ที่ด้านบน ตรงกลางคือซอส Dark Chocolate ที่มีอโรมาของ Truffle เช่นกัน อย่างไรก็ตามองค์ประกอบเดียวที่มีอโรมาของเห็ดพอร์ชินี่โดยไม่มีอโรมาของ Truffle ใส่มาด้วยคือเมอแรงก์ชิ้นจิ๋วนั่นเอง (20/20)
Petit – fours
ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วมากมายคือ Crystal Bread with Dark Chocolate and Alchermes Liquor, Lolipop with Honey and Chocolate, Cookie with Pear stuffed with Pear Compote, White Choaolate with Lemon and Caper และ Macaron with Apricot and Dark Chocolate
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
ราคา 523 €
[THE FOOD] เชฟ Rocco De Santis อาศัยรากเหง้าของตัวเองในการรังสรรค์อาหารสไตล์ Mediterranean ออกมาให้มีความคิดสร้างสรรค์และแปลกใหม่ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าเมนูต่าง ๆ มักจะเอนเอียงไปทางอาหารทะเลเป็นหลัก ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ทั้งหมด 3 รูปแบบคือ Traces of Innovation (199 €) ประกอบไปด้วยอาหารทะเลจำนวน 5 คอร์สซึ่งบ่งบอกถึงรากเหง้าของเชฟ Rocco De Santis ซึ่งเกิดและเติบโตในภูมิภาค Campania ถัดมาคือ In-Contaminazione (219 €) ประกอบไปด้วยเมนูคลาสสิคประจำร้านจำนวน 7 คอร์สและสุดท้ายคือ Chef Experience (239 €) ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 9 คอร์สซึ่งผสมผสานคอร์สย่อยก่อนหน้านี้เข้าด้วยกันตามใจเชฟนั่นเอง รายการไวน์มีให้เลือกอย่างหลากหลายในราคาที่จับต้องได้
[THE CHEF] Rocco De Santis เกิดในปี 1979 ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Penta di Fisciano ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Salerno แคว้น Campania ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี หลังจากเลือกเส้นทางการเป็นเชฟเขาเริ่มต้นทำงานในห้องอาหาร Torre del Saracino (2 MICHELIN Stars) ต่อด้วยการร่วมงานกับ Hotel Eden ในกรุง Rome หลังจากนั้นเขาออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติมที่ห้องอาหาร Georges Blanc (3 MICHELIN Stars) ในประเทศฝรั่งเศสและเรียนรู้งานเกี่ยวกับการจัดการครัวต่อด้วย Domaine de Châteauvieux (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเนื้อสัตว์ การเตรียมน้ำสต๊อก และการเตรียมซอส งานถัดมาคือการร่วมงานในตำแหน่ง Junior Sous-chef ที่ Byblos Art Hotel ในนคร Verona ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟผู้ระดับโลกอีกมากมายอย่างเช่น Andrea Aprea, Luca Mazzola และ Pierfranco Ferrara หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาได้รับตำแหน่งเป็น Executive Chef ให้กับห้องอาหาร Il Vistamare ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย วันหนึ่งในปี 2017 เขาได้รับการติดต่อจาก Hotel Brunelleschi และมอบหมายโปรเจคสำคัญในการควบคุมงานครัวของทางโรงแรมทั้งหมด ห้องอาหาร Santa Elisabetta ได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในเดือนพฤศจิกายน 2019 (MICHELIN Guide 2020 Edition) และเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในเดือนพฤศจิกายน 2020 (MICHELIN Guide 2021 Edition)
[THE PLACE] Torre della Pagliazza หรือ The Straw Tower (หอคอยกองฟาง) เป็นอาคารที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในพื้นที่ประวัติศาสตร์ใจกลางนคร Florence ด้วยรูปทรงแบบ Semi-circular ทำให้ตัวอาคารมีลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างไปจากหอคอยอื่น ๆ ที่มักมีลักษณะเป็นทรงกระบอกแบบเต็มวง
เรื่องราวของหอคอยนี้ต้องเล่าย้อนไปในใน ค.ศ. 476 ที่อาณาจักร Roman ฝั่งตะวันตกล่มสลายลง ผู้คนจำนวนมากได้อพยพออกจากเมือง Florence จนเหลือประชากรในเมืองเพียงราว ๆ 1,000 คนเท่านั้น กำแพงเมืองที่ก่อสร้างโดยชาว Roman เดิมมีอาณาเขตที่กว้างจนเกินไปยากต่อการดูแลเป็นเหตุให้ชาวเมือง Florentine ซึ่งขณะนั้นขึ้นตรงต่ออาณาจักร Byzantine ตัดสินใจสร้างกำแพงเมืองชุดที่ 2 ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 541-544 ซึ่งตรงกับยุคสงคราม Gothic War ต่อมาในช่วงยุคศตวรรษที่ 10 ได้มีการก่อสร้างโบสถ์ St. Michael’s Church ขึ้นใกล้ ๆ โดยตัวหอคอยได้ถูกปรับปรุงให้ใช้งานเป็นหอระฆังประจำโบสถ์ หลังจากนั้นตัวโบสถ์ได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปอีกหลายครั้งคือ San Michele alle Trombe, Church of Santa Maria della Visitazione และสุดท้ายคือ Church of Santa Elisabetta
ต่อมาในช่วงยุคศตวรรษที่ 13 ตัวหอคอยได้ถูกปรับปรุงให้เป็นคุกสำหรับนักโทษหญิงและโดยส่วนมากเป็นผู้ต้องโทษคดีสถานเบาอย่างเช่นหญิงที่ปฏิเสธการแต่งงานกับชายที่ทางครอบครัวจัดหามาให้เป็นต้น นักโทษหญิงเหล่านี้จะใช้กองฟางมาสร้างเป็นเตียงนอนจนกลายมาเป็นชื่อเล่นของหอคอย Torre della Pagliazza หรือ The Straw Tower ในปัจจุบัน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1785 พื้นที่โบสถ์ทั้งหมดได้รับการถ่ายโอนมาเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงยุคศตวรรษที่ 18-19 ตัวอาคารได้รับการปรับปรุงเพื่อใช้เป็นโรงแรมถึง 3 แห่งโดยโรงแรมสุดท้ายคือ Giglio Hotel ซึ่งได้สร้างอาคารใหม่ล้อมรอบหอคอยทั้งหมด
หลังจาก Giglio Hotel ปิดทำการลงตัวหอคอยได้ถูกทิ้งร้างมาจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1980 องกรณ์ National Insurance Institute ได้บูรณะและซ่อมแซมโครงสร้างทั้งหมดพร้อมกับรื้อ Giglio Hotel ออกเผยให้เห็นโครงสร้างของหอคอยเกือบทั้งหมดอีกครั้ง
ปัจจุบัน Hotel Brunelleschi ได้รับสิทธิในการพัฒนาพื้นที่และดำเนินกิจการโดยมีมีตำแหน่งตั้งอยู่ห่างจาก Cathedral of Santa Maria del Fiore เพียงราว ๆ 150 เมตรเท่านั้น พื้นที่ชั้น G ฝั่งหอคอยได้รับการปรับปรุงให้เป็นห้องอาหาร Osteria della Pagliazza ซึ่งมีความแคชวลและเข้าถึงง่ายในขณะที่ชั้น 1 ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดหรือขึ้นลิฟต์มาถูกใช้งานเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Santa Elisabetta ที่เราแวะมาชิมกันในวันนี้นั่นเอง
มุมมองของหอคอยมองจากภายนอก
[WHY GO] Santa Elisabetta เป็นห้องอาหารระดับสูงที่ดีที่สุดในนคร Florence ด้วยเทคนิคเฉพาะตัวที่สามารถแสดงออกได้ถึงรากเหง้าของตัวเชฟ Rocco De Santis เองทำให้อาหารในวันนี้มีอัตลักษณ์ชัดเจน ทั้งยังเข้าถึงได้ง่ายและมีรสชาติอร่อยได้โดยไม่ต้องตีความ ตัวอาคารเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ราคาอาหารและไวน์จัดว่าสมเหตุสมผล ทีมบริกรให้บริการอย่างมืออาชีพและเป็นกันเอง เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวและมองหาห้องอาหารในรูปแบบ Fine Dining ปักหมุดร้านนี้เอาไว้เป็นที่แรก ๆ รับรองว่าจะสร้างความประทับใจให้กับทุก ๆ คนได้อย่างแน่นอน