หน้าแรก » 🇪🇸 Mugaritz – มูการิทซ์
Visit: June 22, 2023
🇪🇸 Mugaritz - มูการิทซ์
👨🏻🍳 Chef Andoni Luis Aduriz - เชฟอันโดนี ลุยส์ อาดูริซ
Aldura Aldea 20 - Otzazulueta Baserria, Errenteria, 20100, Spain
Tel: (+34) 943 52 24 55
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Spain
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
15/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Mugaritz สถานที่ที่ผสมผสานระหว่างอาหาร, ศิลปะ และปรัชญาเข้าไว้ด้วยกันจนได้รับการกล่าวถึงและสร้างข้อถกเถียงให้กับผู้ที่แวะมาเยี่ยมเยียนจากทั่วโลก ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่และคาดไม่ถึงตั้งแต่การดูดน้ำนมจากเต้าเพื่อระลึกถึงหญิงสาวผู้เป็นแม่, การเทหอยนางรมรวมไปกับแชมเปญเพื่อเสียดสีอาหารชั้นสูงไปจนถึงการดูดกิ่งไทม์แช่แข็งชวนนึกถึงช่วงเช้าของฤดูใบไม้ผลิ
Price :
253 €
Parking :
จอดข้างร้าน
Operating Time :
Lunch Wed-Sun 12.30-17.00, Dinner Wed-Sat 20.00-23.00, Closed on Mon
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารที่ผสมผสานอาหารเข้ากับศิลปะและหลักปรัชญาได้อย่างลงตัว
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 SEASON 2023 (XXV) (253 €) From April 29th to October 29th.
Mugaritz – มูการิทซ์
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Andoni Luis Aduriz – เชฟอันโดนี ลุยส์ อาดูริซ
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Mugaritz สถานที่ที่ผสมผสานระหว่างอาหาร, ศิลปะ และปรัชญาเข้าไว้ด้วยกันจนได้รับการกล่าวถึงและสร้างข้อถกเถียงให้กับผู้ที่แวะมาเยี่ยมเยียนจากทั่วโลก ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่และคาดไม่ถึงตั้งแต่การดูดน้ำนมจากเต้าเพื่อระลึกถึงหญิงสาวผู้เป็นแม่, การเทหอยนางรมรวมไปกับแชมเปญเพื่อเสียดสีอาหารชั้นสูงไปจนถึงการดูกกิ่งไทม์แช่แข็งชวนนึกถึงช่วงเช้าของฤดูใบไม้ผลิ
SEASON 2023 (XXV) (253 €)
From April 29th to October 29th.
Bouquet: Frosted thyme
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยช่อดอกไม้ที่ประกอบขึ้นจากกิ่งไทม์แช่แข็ง (รวมไปถึงภาชนะที่ใช้รองเช่นกัน) โดยเชฟ Aduritz ตั้งใจสื่อถึงอากาศหนาวในช่วงเช้าของฤดูใบไม้ผลิในภูมิภาค Basque Country วิธีสัมผัสให้ใช้ปากรูดกิ่งไทม์เพื่อซึมซับอโรมาและกลิ่นเฉพาะตัว ทั้งยังช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีมาก ๆ (15/20)
Fortuna: mille-feuille of abundance
คอร์สนี้เชฟนำใบสนมาเรียงซ้อนกันเป็น Mille-Feuille แลดูคล้ายลูกสน จากนั้นเชื่อมด้วยความหอมมันของ Cottage Cheeseและอโรมาหอม ๆ ของ Pink Peoper นั่นเอง (16/20)
Bunch: chives and butter
คอร์สนี้เชฟตั้งใจสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะขององค์ประกอบย่อยแต่ละองค์ประกอบเมื่อหลายองค์ประกอบย่อยแต่ละอย่างมารวมกัน เริ่มจากการต้นหอมซอยมาเรียงกันเป็นแผ่นทรงกลมกรอบ ๆ ตรงกลางคือเนยมัน ๆ เลมอนดองให้ราบมอมเปรี้ยว และคาเวียร์ให้รสชาติออกเค็ม เมื่อรับประทานด้วยกันแล้วก็พบว่าเข้ากันได้อย่างน่าแปลก (15/20)
Ama
Ama เป็นภาษา Basque แปลว่ามารดา เชฟ Aduriz ตั้งใจออกแบบคอร์สนี้โดยใช้แบบพิมพ์จากเต้านมของหญิงสาวอายุ 20 ปีเพื่อระลึกถึงหญิงผู้เป็นมารดาจากทั่วทุกมุมโลก วิธีสัมผัสกับคอร์สนี้ให้เปิดผ้าขาวบางที่เปรอะน้ำนมออกมาและดูดด้วยปากเพื่อซึมซับถึงน้ำนมที่ผสมผสานนมแกะเข้ากันกับกลิ่นหอมของกาแฟนั่นเอง (15/20)
Paintbrush: asparagus and garum
คอร์สนี้เชฟนำเสนอหน่อไม้ฝรั่งขาวที่ฝานตรงส่วนต้นให้บานออกคล้ายแปรงทาสี ข้างกันคือ Garum ที่มีกลิ่นหอมของกระเทียม วิธีรับประทานให้ใช้แปรงหน่อไม้ฝรั่งขาวทาซอสให้ทั่วจาน (หรือจิ้มซอสนั่นเอง) เป็นอันพร้อมชิม อย่างไรก็ตามชิ้นหน่อไม้ฝรั่งยังความกรอบอยู่ค่อนข้างมาก (14/20)
Harmony: sea sips
จานนี้เชฟตั้งใจสื่อ (หรือเสียดสี) ถึงความหรูหราโดยใช้ 2 องค์ประกอบที่แสดงถึงความหรูหราอย่างแชมเปญ (แบรนด์เดียวกับที่เราเลือกมาดื่มกับอาหารในวันนี้) และหอยนางรม Baby Oyster โดยเชฟได้ผสมทั้ง 2 องค์ประกอบคือของเหลว (แชมเปญ) และของแข็งที่ต้องเคี้ยว (หอยนางรม) ให้รับประทานพร้อมกันไปเลย เราพบว่ากลิ่นคาวเบา ๆ ของหอยนางรมได้ผสานเข้ากันกับแชมเปญอย่างเห็นได้ชัด (13/20)
Bestiary of oysters
จานนี้เชฟได้นำเห็ดนางรมที่ผ่านการดองในน้ำหอยนางรมแท้ ๆ นำมาเตรียมให้มีรูปร่างคล้ายกับหอยนางรมอีกทีหนึ่ง (14/20)
Wrapped up: codfish bonbon
คอร์สนี้เชฟได้หยิบยก Bon Bon ซึ่งปกติเป็นของหวานมาปรับรูปแบบการเสิร์ฟให้เป็นอาหารคาวโดยการใช้ผักปวยเล้งมาห่อชั้นนอกไว้ ตรงกลางคือ Bacalao al Pil Pil หรือเนื้อปลาค็อดและเครื่องในปลาค็อดจับคู่กับซอสปิลปิล ด้านนอกคือซอสที่เตรียมมาจากไวน์ Pedro Ximénez ให้รสชาติที่เข้มข้นและเมล็ดลูกเกดนั่นเอง (17/20)
Origin: seeds an eggs
ยังมีฝักวานิลลาปลอมที่เตรียมขึ้นมาจากเมล็ดวานิลลาและไข่ปลาให้ความหอมมันไม่เหมือนใคร (14/20)
Misfits: fried sea cucumber
ปลิงทะเลที่เชฟนำไปทอด ด้านบนท็อปด้วยเฟนเนล ซอสสีเหลืองเองก็เตรียมมาจากปลิงทะเลผสมผสานกับซิตรัสและสมุนไพรเช่นกัน อย่างไรก็ตามชิ้นปลิงให้เนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างเหนียวจนรับประทานได้ยากสังเกตจากปริมาณอาหารที่เหลือกลับไปเกินกว่าครึ่งจานทุกโต๊ะ ซึ่งน่าเสียดายเพราะตัวซอสให้รสชาติที่พอใช้ได้ นอกจากนี้เรายังพบเศษทรายเล็กน้อยในตัวปลิงจนต้องส่งคืนไปอีกด้วย (12/20)
Tenderness: beef hump in sauce
เนื้อโหนกวัวที่เชฟนำไปปรุงโดยใช้วิธีเดียวกันกับ Pastrami แล้วค่อยนำมารมควันก่อนจะฝานมาบาง ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่หนึบสู้ฟันแต่ไม่เหนียวจนเกินไป น้ำซอสตรงกลางเตรียมมาจากน้ำสต๊อกวัว หัวหอมผัด และเห็ดป่าให้รสชาติเข้มข้น วิธีรับประทานให้ใช้มื้อพันม้วนชิ้นเนื้อแล้วหยิบเข้าปากได้เลย (14/20)
Gut feelings: sweetbreads and watercress
Sweetbreads เตรียมโดยใช้วิธีการปรุงในอุณหภูมิต่ำก่อนจี่บนกระทะจนผิวด้านนอกกรอบ เนื้อด้านในนุ่มฉ่ำ รอบ ๆ คือ Sweetbread ของวัวเตรียมให้มีลักษณะคล้ายครูตองกรอบ ๆ รอบ ๆ เคลือบด้วยซอสอีมัลชั่นที่เตรียมขึ้นมาจากปลาค็อดและเนื้อวัว ส่วนด้านบนท็อปด้วยผัก Watercress ตามธรรมชาติ (16/20)
Face to face: the skin I live in
อีกหนึ่งคอร์สที่เป็นที่วิพากษ์วิจารย์กันมากคือ Face to face: the skin I live in มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ หนึบ ๆ เตรียมมาจาก Cider เคลือบมาบนแบบรูปใบหน้ามนุษย์ การเข้าถึงคอร์สนี้ทำได้โดยใช้มือฉีกแผ่นบาง ๆ นี้จิ้มลงในซอสสีส้มเตรียมขึ้นมาจากไส้กรอก Chorizo และ Salchichón ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัวรวมไปถึงครูตองกรอบ ๆ โดยเชฟ Aduriz ตั้งใจออกแบบคอร์สนี้มาเพื่อให้เราแต่ละคนได้ทำความรู้จักกับตัวของตัวเองนั่นเอง (14/20)
Memories of the future: sweet vigor
คอร์สนี้เชฟได้หยิบยกอาหารหวานพื้นบ้านของภูมิภาค Basque Country อย่าง Leche de Vaca หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Cuajada มาทำเป็นอาหารคาว เชฟนำนมไปปรุงให้สุกในเตาอบนานถึง 16 ชั่วโมง ด้านบนคือซอสที่เตรียมมาจากลูกแกะให้รสชาติที่เข้มข้นชวนนึกถึงซุปไก่สกัดอยู่เหมือนกัน (15/20)
Memories of the future: sweet vigor
ข้างกันคือ Pan Negro ซึ่งเป็นขนมปังที่แช่ลงไปในไวน์แดงจนชุ่ม จากนั้นนำไปอบในเตาอบจนได้เนื้อสัมผัสที่น่าพึงพอใจ (15/20)
Serenity: fishing for flavor
ปลาเนื้อขาวที่เชฟแล่มาเป็นฟิเลท์แล้วนึ่งจนสุกให้เนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างเฟิร์ม ด้านบนราดด้วยซอสที่มีลักษณะคล้ายกันกับ Peanut Butter แต่เปลี่ยนจากการใช้ถั่วลิสงมาเป็นถั่วอัลมอนด์แทน ยังมีน้ำมันที่อาศัยส่วนต่าง ๆ ของตัวปลามาใช้ผสมผสานกันกับเครื่องเทศจนหอม สุดท้ายคือองค์ประกอบของดอกไม้ที่ทางร้านเก็บมาใหม่ ๆ ในทุก ๆ เช้าอีกด้วย (15/20)
White tuna belly tucked in dahlias
ข้างกันคือส่วนท้องของปลาทูน่าให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มกว่าจานแรกเสิร์ฟมากับดอก Dahlias สีสันสวยงาม (13/20)
From nose to tail: norwegian lobster
คอร์สนี้เชฟเลือกใช้กุ้งล็องกูสทีนให้รสหวานจากธรรมชาติ ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบที่มีส่วนผสมของเส้น Fideua ปรุงสุกในน้ำซุปหมูก่อนจะทำให้ขึ้นรูปเป็นเจลลี่นุ่มเฟิร์ม (15/20)
From nose to tail: norwegian lobster
อีกมุมหนึ่งของคอร์สนี้ (15/20)
Pasture: shape and depth
องค์ประกอบรูปน้องหมูเตรียมขึ้นมาจากไส้กรอก Chorizo อีกชิ้นบริเวณขอบจานคือเนื้อหมูส่วน Sirloin ที่ผ่านการปรุงสักในอุณหภูมิต่ำหรือซูวีแล้วค่อยนำมารมควันต่อจนหหอม จากนั้นจบด้วยการนำไปหมักในมิโสะให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มแต่ยังคงความเฟิร์มอยู่นั่นเอง สุดท้ายคือเห็ด Amanita เสิร์ฟมากับซอสของซีซ่าสลัดแล้วท็อปด้านบนด้วย Tagete หรือ Marigold นั่นเอง (15/20)
Ritual: piña colada
ของหวานจานแรกคือ Piña Colada ที่ผ่านการตีความออกมาในรูปแบบใหม่ เชฟนำสับปะรดไปหมักในหัวเชื้อรา Kōji นาน 4 วันเพื่อเปลี่ยนแปลงรสชาติและเนื้อสัมผัส (16/20)
Ritual: piña colada
จากนั้นหั่นมาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน (16/20)
Ritual: piña colada
พนักงานเสิร์ฟมาคู่กับ Ron Zacapa Centenario ซึ่งเป็นเหล้ารัมชื่อดังที่ Alejandro Burgaleta ผู้เป็น 1 ใน 4 Master Blender นำอ้อยไปผ่านกระบวนการหมักหมักบ่มในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 2,300 เมตร (High Altitude) ณ เมือง Guatemala ในประเทศเม็กซิโก วิธีรับประทานคอร์สนี้คือการชิมชิ้นสับปะรดสลับไปกับเหล้ารัมเพื่อก่อเกิดรสชาติของ Piña Colada ขึ้นในปากของเรา (16/20)
Ritual: piña colada
พนักงานจะเทรินมาให้ในแก้วไวน์ (16/20)
Candy: gluten ball
สุดท้ายคือ Sugus ขนมหวานที่พันม้วนมาในเชือก เคี้ยวสนุก เพลินไม่เบา (13/20)
Candy: gluten ball
กว่าจะได้ชิมต้องแกะออกมาจากม้วนเชือกเสียก่อน (13/20)
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
ราคา 611.05 €
[THE FOOD] เชฟ Aduriz นำเสนออาหาร Basque โดยรักษาสมดุลระหว่างสไตล์ Avant-Garde และ Traditional ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
ใครที่เป็นคอไวน์ก็ต้องเปิดใจไม่แพ้กันเพราะทางร้านมีรายการไวน์ที่ใช้ชื่อว่า Vis Vis นำเสนอจำนวนไวน์ที่เลือกได้ตามใจชอบอย่างจำกัด
อย่างไรก็ตามไฮไลท์ของร้านคือการเลือกไวน์จากภาพวาดต่าง ๆ ที่ได้รวบรวมเอาไว้เป็นหนังสือและเมื่อลูกค้ากำหนดราคาให้กับทีม Sommelier พวกเขาจะคัดสรรไวน์คุณภาพดีที่เหมาะกับภาพวาดที่เราได้เลือกเอาไว้นั่นเอง
แน่นอนว่าการนำเสนออาหารแบบนี้มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูงดังจะเห็นได้จากคำวิจารย์ในเชิงลบจากลูกค้ามากมายแต่เชฟ Aduriz กลับตอบโต้แค่เพียงว่า “ไม่มีใครหรอกที่จะเดินทางไปอิยิปต์โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะพบกับสถานที่ใดบ้าง”
[THE PLACE] Mugaritz ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Errenteria ห่างออกมาจากเมือง San Sebastian ราว ๆ 10 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ นี้เขาได้นำเสนอ Tasting Menu ในรูปแบบที่ค่อนข้างสุดโต่งเพื่อสร้างประสบการณ์ที่นอกเหนือไปจากรสชาติและเทคนิคในแบบที่เหล่านักชิมอาจคุ้นเคยกัน
ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งแบบเรียบง่าย กระจกใสรอบด้านช่วยให้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในช่วงกลางวัน
ผนังและเพดานไม้ช่วยเสริมให้บรรยากาศดูหรูหรามากยิ่งขึ้น โต๊ะทุกตัวตกแต่งด้วยงานศิลป์รูปจานที่แตกหรือไม่สมบูรณ์บ่งบอกถึงสิ่งที่เราจะได้พบเจอตลอดมื้อนี้ได้เป็นอย่างดี
เชฟ Aduriz ยังนิยาม Mugaritz ให้เป็นสถานที่ที่มากกว่าห้องอาหารสังเกตได้จากการที่เขาปลดป้ายคำว่า Restaurante (Restaurant) ออกไปเมื่อหลายปีก่อน
[THE CHEF] Andoni Luis Aduriz เกิดในปี 1971 ที่เมือง San Sebastian แห่งภูมิภาค Basque Country เขาเริ่มต้นเข้าศึกษาที่โรงเรียนการอาหารแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นักในช่วงแรกเป็นเหตุให้เขาเบนความสนใจมาที่อาหารรูปแบบ New Basque Cuisine โดยการเข้าทำงานที่ El Bulli (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Ferran Adrià หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในฐานะ Head Chef ให้กับห้องอาหาร Martín Berasategui (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) อยู่พักหนึ่ง เชฟ Aduriz ในวัย 27 ปีตัดสินใจสานต่อความฝันของตัวเองโดยการเปิดห้องอาหาร Mugaritz ในปี 1998
ในช่วงแรก Mugaritz จัดเสิร์ฟอาหารเฉพาะมื้อกลางคืนให้กับลูกค้าที่จองโต๊ะมาล่วงหน้าเท่านั้น (ถึงแม้บางวันห้องอาหารจะว่างและแทบไม่มีลูกค้าตาม) ตัวร้านสามารถคว้ารางรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองตั้งแต่ปี 2006 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีรางวัลอื่น ๆ อย่างเช่น ![]()
![]()
3 Soles จาก Guía Repsol และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสถาบัน Basque Culinary Center อีกด้วย
เขาอาศัยคำว่า Muga ซึ่งเป็นภาษา Basque แปลว่าพรมแดนอันเนื่องมาจากตัวร้านตั้งอยู่ระหว่างเมือง Errenteria และเมือง Astigarraga ทั้งยังใช้สื่อถึงขอบเขตที่คร่อมระหว่างการรับรู้ทางกายภาพและการรับรู้เชิงอุปมาได้เช่นกัน ส่วนคำว่า -ritz นั้นได้มาจากคำว่า Haritza ซึ่งแปบว่าต้นโอ้คซึ่งเติบโตอยู่ในอาณาบริเวณร้านนั่นเอง
ข้างกันกับลานจอดรถคือสวนขนาดใหญ่ที่เชฟ Aduriz ใช้สำหรับปลูกสมุนไพรต่าง ๆ ที่เขาประสบพบเจอระหว่างการท่องเที่ยวเพื่อค้นหาแรงบันดาลในแล้วนำเข้ามาจากทั่วทุกมุมโลก
พื้นที่บริเวณนอกตัวอาคารเต็มไปด้วยต้นมะเดื่อฝรั่งมากมายภายใต้ร่มเงาของต้นโอ๊คขนาดใหญ่อายุเกินกว่า 100 ปีเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นมื้ออาหารในวันที่อากาศเป็นใจ
[WHY GO] เชฟ Andoni Luis Aduriz ยังคงยึดมั่นในแนวทางการนำเสนออาหารของตัวเองอย่างแน่วแน่และพา Mugaritz ก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 25 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากจบมื้ออาหารเราสามารถพูดได้ว่าประสบการณ์ที่ Mugaritz คือ Love or Hate คือชอบมาก ๆ หรืออาจจะไม่ชอบจนถึงขั้นไม่อยากกลับมาอีก สำหรับบุคคลทั่วไปที่มองหาร้านอาหารที่รับประทานง่ายโดยไม่ต้องตีความก็สามารถมองข้าม Mugaritz ไปได้เลยแต่ในทางกลับกันใครที่มองหาห้องอาหารที่มีอัตลักษณ์ในตัวเองสูง ทั้งยังสามารถผสมผสานงานศิลปะและหลักปรัชญาเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียนก็สามารถเดินทางมาไกลถึง Basque Country เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่มีเพียงห้องอาหารไม่กี่แห่งเท่านั้นในโลกจะหยั่งถึง อย่าลืมเช็คเวลาเปิด-ปิดด้วยเพราะห้องอาหารเปิดทำการเพียงปีละ 6 เดือนเท่านั้น