หน้าแรก » 🇪🇸 Azurmendi – อาซูเมนดี้ (2020)
Visit: February 18, 2020
🇪🇸 Azurmendi - อาซูเมนดี้ (2020)
👨🏻🍳 Chef Eneko Atxa - เชฟอีเนโก แอตซา
Barrio Leguina, s/n, 48195 Larrabetzu, BI, Spain
Tel: +34 944 55 88 66
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
Country
Spain
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
19.5/20
Price
Azurmendi ห้องอาหารชั้นนำระดับ 3 ดาวมิชลินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตัวร้านตั้งอยู่ในเมือง Larrabetzu ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Bilbao ประมาณ 15 นาที เสิร์ฟเมนูอาหารสเปนท้องถิ่นประจำเเคว้น Basque Country ที่ถูกนำมาปรับปรุงใหม่โดยเทคนิคชั้นสูง กล่าวได้ว่าในบรรดาร้านอาหารที่เราเคยทานมา Azurmendi เป็นห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่เราประทับใจมากจนต้องให้คะเเนนเต็มกับอาหารมากกว่าครึ่งของเซ็ตเมนูเลยทีเดียว
อาหารที่นี่ควบคุมโดย Eneko Atxa เชฟมากพรสวรรค์ที่ก้าวเข้าสู่สายอาชีพเชฟตั้งเเต่อายุ 15 ปี หลังจากเรียนจบจาก Catering College of Leoia ในเมือง Biscay ก็ได้เข้าทำงานในร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน Lasarte ของสุดยอดเชฟชาวสเปนแห่งยุคอย่างเชฟ Martín Berasategui ก่อนที่จะย้ายมาทำงานที่ห้องอาหารชื่อดังอย่าง Etxebarri และ Andra Mari ตามลำดับ ท้ายที่สุดในปี 2005 เชฟจึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองคือ Azurmendi ที่บริเวณเนินเขาชานเมืองข้างๆกันกับ Gorka Izagirre Bodega (ซึ่งเป็นโรงบ่มไวน์ของเชฟ Eneko เอง) ก่อนที่จะย้ายไปสร้างใหม่ที่บริเวณยอดของเนินเขาลูกเดิมในปี 2012 (ส่วนบริเวณเดิมแทนที่ด้วยห้องอาหารชื่อเดียวกับเชฟคือ Eneko และได้รางวัล 1 ดาวมิชลิน)
สำหรับร้าน Azurmendi ใหม่มีปรัชญาในการออกแบบโดยผสมผสานอาหารรสเลิศ, ศิลปะ, ธรรมชาติ และความยั่งยืนซึ่งเป็นจุดเด่นของร้าน Azurmendi เข้าไว้ด้วยกัน สังเกตได้จากการทำผนังร้านให้เป็นอาคารกระจกเกือบทั้งหลังโดยผสมผสานการก่อสร้างยุคใหม่เข้ากับธรรมชาติบนยอดเขาได้อย่างกลมกลืน ภายในถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนคือ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว สวนขนาดย่อม ห้องสูบซิการ์ เเละห้องทานอาหารหลัก ภายในร้านถูกจัดการโดยเทคโนโลยีชั้นสูงตามหลักการความยั่งยืนหรือ Sustainability เช่น การกักเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวนและเรือนกระจก การออกแบบร้านอาหารให้มีผนังเป็นกระจกหันเข้าหาแสงอาทิตย์ยามบ่ายเพื่อลดความต้องการในการใช้ไฟฟ้า การนำลมเย็นมาหมุนเวียนภายในเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ภายในบริเวณอาคารได้ปลูกต้นไม้เอาไว้มากกว่า 800 ต้นเพื่อลดปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ ใครที่ทานอาหารเสร็จเเล้วห้ามพลาดที่จะเเวะไปชมบริเวณชั้นบนสุดของร้านซึ่งถูกจัดให้เป็น Greenhouse โดยเชฟได้เพาะพืชเเละผลไม้นานาชนิดเอาไว้ใช้กับอาหารที่จัดเสิร์ฟในร้าน นอกจากนี้ยังมีส่วนของ Germoplasm Bank หรือธนาคารกักเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นที่ถูกคัดโดยชาวไร่เอาไว้จำนวนมากอีกด้วย
มื้ออาหารที่นี่เริ่มต้นทันทีหลังจากลูกค้าเดินเข้าประตูร้าน ภายในถูกจัดเเต่งให้เป็นสวนนั่งเล่นขนาดเล็ก พนักงานจะเริ่มเเนะนำร้านอาหารพร้อมมอบตะกร้าไม้ซึ่งภายในมีอาหารว่าง 4 อย่างให้ลองชิมเรียกว่า ~WELCOMING PICNIC~ ถัดมาพนักงานจะนำลูกค้าเดินเข้าไปในห้องครัวขนาดใหญ่ของร้านเรียกว่า ~THE KITCHEN~ ภายในมีทีมเชฟมากกว่า 20 คนกำลังจัดเตรียมอาหารให้ลูกค้า ณ จุดนี้เองพนักงานนำเสิร์ฟอาหารว่างอีก 3 อย่างรวมไปถึงสุดยอดเมนูที่เคยปฏิวัติวงการอาหารโมเลกุลของสเปนอย่าง Truffled egg โดยพนักงานจะทำให้ดูกันสดๆตั้งเเต่เริ่มจนถึงนำเสิร์ฟเลยทีเดียว ถัดมาคือส่วนของ ~THE GREENHOUSE~ เป็นเรือนกระจกที่เชฟจำลองมาจากเเหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ที่ชั้นดาดฟ้าของทางร้านพร้อมเมนูอาหารว่างอีก 4 อย่างให้เราได้ชิมกัน สุดท้ายคือเซ็ทเมนูที่จัดเสิร์ฟในห้องทานอาหารหลัก หรือ ~THE BALCONY~ ภายในมีโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาว มีโคมไฟระย้าส่องจากบนเพดานเพื่อให้เเสงสว่าง ไฮไลท์คือวิวจากมุมสูงที่มองผ่านกระจกบานใหญ่ออกไปเห็นทางหลวงและภูเขาใหญ่น้อยมากมายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค Basque Country สวยงามมากจริงๆ
ลูกค้าสามารถเลือกทานเซ็ตเมนูได้ 2 อย่างคือ “Erroak” ที่แปลว่า “ราก” เป็นคลาสสิคเมนูที่เชฟเคยรังสรรค์เอาไว้เเละถูกจัดให้เป็นเมนูขึ้นหิ้งของทางร้าน หรือจะเป็น “Adarrak” ที่แปลว่า “กิ่ง” เป็นเมนูที่เชฟคิดค้นขึ้นใหม่มาล่าสุด ทั้งสองเมนูมีราคาเท่ากันคือคนละ 220 € โดยเราขอแนะนำให้เลือกทานเมนู Adarrak เนื่องจากเป็นเมนูที่เชฟใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมทั้งชีวิตคิดค้นขึ้นมาล่าสุด การมาทานอาหารที่นี่ให้ประสบการณ์ราวกับการเรียนรู้อาหารสเปนในภูมิภาค Basque Country อาหารทุกจานจัดอยู่ในเกณฑ์ดีเลิศและแฝงไปด้วยความเรียบง่าย บางคอร์สเเม้จะมีวัตถุดิบเพียงน้อยนิดเเต่สามารถรังสรรค์ออกมาเป็นจานที่น่าสนใจ การบริการอยู่ในระดับไร้ที่ติกระทั่งในหมู่ร้านอาหารชั้นนำของโลกด้วยกัน พนักงานเสิร์ฟประจำโต๊ะชวนเราคุยเล่นตลอดเวลาและเป็นกันเองมากๆ เชฟ Eneko จะเดินออกมาเพื่อพูดคุยกับลูกค้าเป็นระยะ เรานั่งทานอาหารที่นี่ร่วม 5 ชั่วโมงครึ่ง แต่กลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมากๆ
Price :
220€/คน
Parking :
จอดรถในร้านอาหาร
Operating Time :
อังคาร-พฤหัส 13.00-14.00, ศุกร์-เสาร์ 13.00-14.00 และ 20.00-22.00 , ปิดอาทิตย์-จันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ทุกอย่างไร้ที่ติ Azurmendi เป็นร้านอาหารเเรกตั้งเเต่รีวิวมาที่เราให้คะเเนน “ความประทับใจโดยรวม 20/20” เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกอย่างไร้ข้อกังขา
อาหาร :
19.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 Adarrak - The Branches (220 €/p) The latest plates of Eneko Atxa engage the diner into a seasonal experience for the five senses.
~WELCOMING PICNIC~
Hibiscus
~THE KITCHEN~
Our vermouth “marianito”
~THE GREENHOUSE~
AUTUMN LEAF
~THE BALCONY~
MUSHROOMS PRALINÉ / BEANS / ”LIMÓN GRASS” / SEA TXAKOLI
OYSTER, olive and olive oil
SHRIMP, vegetable juice and frozen tomato
Roasted EGGPLANT, anchovy, caviar and legume broth
Roasted and peeled LOBSTER, juice, coffee butter, and purple onion from Zalla
Cod “KOKOTXA”, flower and garlic soup
Flame roasted red mullet
Grilled red mullet, red peppers juice on charcoal, and parsley
POULTRY infusion, flowers and herbs
“Castañeta”, Idiazabal cheese bonbon, pesto and white truffle
Stewed tail
BERRIES, strawberries, tomato and wasabi
APPLE, yogurt, rocket and frozen cider
CHESTNUT, chocolate and PX
Azurmendi – อาซูเมนดี้
![]()
![]()
3 Michelin Star – 3 ดาวมิชลิน
Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟมากพรสวรรค์ Eneko Atxa
~WELCOMING PICNIC~
มื้ออาหารที่นี่เริ่มต้นทันทีหลังจากลูกค้าเดินเข้าประตูร้าน ภายในถูกจัดเเต่งให้เป็นสวนนั่งเล่นขนาดเล็ก พนักงานจะเริ่มเเนะนำร้านอาหารพร้อมมอบตะกร้าไม้ซึ่งภายในมีอาหารว่าง 4 อย่างให้ลองชิมเรียกว่า ~WELCOMING PICNIC~
~WELCOMING PICNIC~
กล่องปิคนิคที่ทางร้านนำเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยขนาดเล็ก 3 อย่างและรีเฟรชเชอร์อีก 1 อย่างคือ Piquillo ice cream, Smoked fish brioche, Tartar of “Ibérico” และ Hibiscus
Piquillo ice cream
เริ่มต้นที่ Barbecue pepper sorbet เป็นไอศกรีมสีส้มแสดทำจากพริกปิฆีโย่ เป็นพริกหวานที่เติบโตในแถบตอนเหนือของประเทศสเปน มีรสหวานเเละกลิ่นหอมเฉพาะตัว ไร้ซึ่งความเผ็ด หน้าตาดูคล้ายจะงอยปากนก ตัวซอร์เบท์มีเนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ ทานเเล้วช่วยให้รู้สึกสดชื่นพร้อมทั้งกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี (19/20)
Smoked fish brioche
ถัดมาคือขนมปังบริยอชแซนวิชนุ่มๆ ตรงกลางมีครีมสีขาวๆ กลิ่นหอม ทำมาจากแองโชวี่ที่นำไปรมควัน ความนุ่มของขนมปังจับคู่กับความเนียน นวล ของครีมแองโชวี่ได้อย่างดี สุดยอดมากๆ (20/20)
Tartar of “Ibérico”
ทีเด็ดของตะกร้าปิคนิคอยู่ที่ชิ้นนี้เลย … ทาทาร์เนื้อหมูดำ Secreto Iberico ซึ่งถูกยกให้เป็นแฮมที่ดีที่สุดในโลก เสิร์ฟมาแบบ ”ดิบ” มีเนื้อสัมผัสนุ่ม ละมุนลิ้น ตอนเคี้ยวจะได้กลิ่น Nutty aroma คล้ายถั่วจากการที่หมูถูกเลี้ยงมาด้วยลูกโอ้กตลอดชีวิต และเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของแฮมที่ทำมาจากหมูดำอิเบอริโก้ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของวาซาบิเล็กน้อยช่วยลดทอนความมันจากเนื้อหมูลงไปจนอยู่ในระดับพอเหมาะ ตอนที่ทานเข้าไปถึงกับต้องร้องว้าวออกมาเลยทีเดียว (20+/20)
ปล. เนื้อหมูอิเบอริโก้สามารถทานดิบได้ เเละมีเสิร์ฟทั่วไปเป็นปกติตั้งเเต่ร้านอาหารริมทางจนถึงร้านอาหารระดับติดดาวมิชลิน
Hibiscus
ปิดท้ายด้วยรีเฟรชเชอร์ล้างปากเป็นน้ำสีแดงสดทำมาจากดอกชบาใส่มาในขวดแก้วขนาดจิ๋ว มีรสเปรี้ยวอมหวานช่วยดับคาวอาหารคำก่อนหน้าทั้งหมด (20/20)
~WELCOMING PICNIC~
~WELCOMING PICNIC~ เริ่มต้นทันทีหลังจากลูกค้าเดินเข้าประตูร้าน ภายในถูกจัดเเต่งให้เป็นสวนนั่งเล่นขนาดเล็ก พนักงานจะเริ่มเเนะนำร้านอาหารพร้อมมอบตะกร้าไม้ซึ่งภายในมีอาหารว่าง 4 อย่าง
Txakoli
นอกจากนี้พนักงานยังนำเสิร์ฟ Welcome drink เป็น Basque White Wine อย่างชาโคลี่ ซึ่งเป็นไวน์ขาวท้องถิ่นปี 2018 ที่ทางร้านปลูกองุ่นเเละหมักไวน์เองในไร่ข้างๆร้าน ตัวไวน์คุณภาพสูงมากจริงๆ (20/20)
~THE KITCHEN~
หลังจากจบอาหารทานเล่นทั้ง 4 อย่างพนักงานจะพาเราเดินเข้าสู่บริเวณครัว ภายในมีพนักงานจำนวนมากกล่าวทักทายลูกค้าพร้อมกัน (นึกถึงร้านอาหารญี่ปุ่นตะโกนต้อนรับลูกค้าเวลาเดินเข้าร้าน)
“Corn talo” and chorizo
อาหารคอร์สแรกในห้องครัวเริ่มต้นจากเมนูอาหารทานเล่นพื้นบ้านของ Basque country อย่าง Sarteneko เป็นจานที่รวมองค์ประกอบอาหารพื้นบ้านสองอย่างเข้าด้วยกัน อย่างเเรกคือ Corn Talo อาหารริมทางที่เก่าแก่ที่สุดใน Basque country เป็นแผ่นกรอบทำจากแป้งข้าวโพด เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับ Chorizo หรือไส้กรอกสเปน เเต่สำหรับร้าน Azurmendi ได้นำมาปรับปรุงใหม่โดยการใส่ลูกเล่นโมเลกุลเข้าไปด้วย ก่อนเสิร์ฟพนักงานจะใช้ถ่านร้อนๆจี้เข้าไปที่ด้านบน ความกรอบและกลิ่นหอมของของข้าวโพดผสานเข้ากับรสเค็มอ่อนๆของโชริโซ่ได้อย่างดีเยี่ยม (19/20)
Truffled egg
Truffled Egg หรือชื่อเต็มว่า Our Hens Egg, Cooked Inside Out หนึ่งในเมนูระดับพระกาฬของเชฟ Eneko Atxa เป็นเมนู Signature ชูโรงของห้องอาหาร Azurmendi และเป็นหนึ่งในเมนูที่เป็นกระเเสปากต่อปากในหมู่นักชิมตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะโดยปกติเล้วอาหารโมเลกุลมักมีวัตถุดิบจำนวนมาก มีเทคนิคการปรุงที่ซับซ้อน มีการผสมผสานของสารเคมีมากมายเพิ่อดึงความว้าวออกมาให้ได้มากที่สุด ตรงกันข้ามกับไข่ทรัฟเฟิลจานนี้ซึ่งเป็นอาหารโมเลกุลที่เรียบง่าย ใช้เทคนิคในการปรุงไม่มาก แต่แฝงด้วยความคิดสร้างสรรค์ และมีความซับซ้อนทางรสชาติสูงมากๆ (20/20)
Truffled egg
วิธีทำเริ่มมาจากการนำไข่ไก่ออร์แกนิคดิบๆ ที่ได้มาจากเเม่ไก่เลี้ยงแบบปล่อยซึ่งในที่นี้เป็นฟาร์มของทางร้านเอง ตอกลงไปในถ้วยแล้วกรองเฉพาะส่วนไข่แดงมาวางบนช้อนขนาดพอดีคำ (20/20)
Truffled egg
นำไซริ้งฉีดยาเจาะรูเล็กๆด้านบนและดูดบางส่วนของไข่แดงออกมา จากนั้นดูดซุปทรัฟเฟิลร้อนๆใส่ลงไปแทนในปริมาณใกล้เคียงกัน ซุปร้อนๆจะทำให้ไข่แดง “สุกจากข้างในออกมาข้างนอก” มีการเปลี่ยนของสีไข่จากแดงเข้มจนเป็นสีส้มอ่อน เราเรียกเทคนิคนี้ว่า “Cooked Inside Out” จากนั้นตั้งทิ้งไว้จนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะเเล้วเสิร์ฟให้ทานทันที (20/20)
Truffled egg
ตอนทานเข้าไปไข่แดงพร้อมซุปทรัฟเฟิลอุ่นๆจะเเตกระเบิดออกมาในปาก เราจะรับรู้ได้ถึงความข้นและครีมมี่ของไข่แดงผสานกับกลิ่นดินซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเห็ดทรัฟเฟิลเข้ากันอย่างลงตัวจนใครก็ตามที่ได้ลิ้มลองต้องร้องว้าวออกมาดังๆ
เมนูที่ใช้วัตถุดิบหลักเพียงสองอย่างเเต่มีรสชาติที่ซับซ้อน มี Wow Factor สูงมากๆสมกับที่เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดแม้กระทั่งในบรรดาห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินด้วยกัน (20/20)
Our vermouth “marianito”
ถัดมาคือมาเรียนิโต้ ค็อกเทลชื่อดังทำมาจากเวอร์มุธ ซึ่งเป็นฟอร์ติไฟด์ไวน์ที่มีต้นตำรับมาจาก Basque country ทางเหนือของสเปน โดยสำหรับเวอชั่นพิเศษของทางร้าน จัดเสิร์ฟมาในหลอดแก้วทรงสูง ด้านบนเป็น Citric foam มีผงสีดำทำจากมะกอกดำช่วยเพิ่มกลิ่นเเละอโรม่าขณะดื่มเข้าไป พนักงานเเนะนำให้ดื่มทั้งช็อตในครั้งเดียว แม้จะเป็นแอลกอฮอล์ แต่รสชาติค่อนข้างเบา ไม่แรงนัก มีจุดประสงค์เพื่อล้างปากก่อนที่พนักงานจะพาออกจากส่วนของครัว (19/20)
~THE KITCHEN~
ถึงเวลาบอกลาในห้องครัว เเต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะที่ห้องทานอาหารหลักก็สามารถมองเห็นครัวผ่านกระจกใสได้อย่างชัดเจน
~THE GREENHOUSE~
ถัดมาพนักงานจะพาลูกค้าเดินเข้าชมส่วนของ Green House โดยภายในเป็นสวนปลูกผักขนาดย่อส่วนมาจากสวนที่ชั้นดาดฟ้าของทางร้าน ภายในจะมีทั้งหมด 4 stations โดยจะจัดเสิร์ฟเมนูอาหารที่เเตกต่างกันออกไป
Smoked salmon roe
อาหารคอร์สแรกในส่วนของ Green House เริ่มต้นด้วยไข่ปลาแซลมอนรมควันที่พนักงานนำไข่ปลาทั้งยวงเปิดให้เราได้ชมและลองสัมผัสกลิ่นหอมที่เกิดจากการรมควัน สุดยอดมากๆ (20+/20)
Smoked salmon roe
ไข่ปลาแซลมอนถูกรมควันด้วยฟางจนมีกลิ่นหอม มีสีส้มเข้มสวยงาม มีเนื้อสัมผัสเหนียวหนึบขึ้นมามากกว่าไข่ปลาแซลมอนทั่วไป ด้านล่างมีองค์ประกอบของ Pickled citrus jelly โดยเชฟนำผลไม้ซิตรัสรสเปรี้ยวหลายอย่าง เช่น ส้มมือ มะนาว เลมอน ส้ม มาดองกับหนังของปลาแซลมอนเอาไว้ในขวดโหลจนเกิดเป็น Brine สูตรลับของทางร้าน จากนั้นจึงนำมาขึ้นรูปเป็นเจลลี่เพื่อใส่ลงมาที่ก้นถ้วยให้ทานคู่กันกับไข่ปลาแซลมอนรมควัน
ตอนทานให้ตักจากก้นถ้วยเพื่อให้ติดเจลลี่มาด้วย ตักเข้าปากจะรับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยวของเจลลี่เเละความมันเฉพาะตัวของไข่ปลาเซลมอน … ส่วนของเนื้อสัมผัสของไข่ปลาเคี้ยวหนึบมากกว่าไข่ปลาทั่วๆไปที่ไม่ผ่านการรมควัน ความหนึบของเจลลี่ที่ต่างไปจากไข่ปลาทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสขึ้นมาในปาก … สุดท้ายที่เด่นชัดสุดๆคือกลิ่นหอมของไข่ปลาแซลมอนรมควันฟางที่อบอวลอยู่ในปาก เสริมด้วยกลิ่นอ่อนๆของผลไม้รสเปรี้ยว จัดเป็นจานที่ทำออกมาได้อย่างซับซ้อนเเละน่าทึ่งมากๆ (20+/20)
Smoked salmon roe
ขวดดองน้ำ Brine ภายในมีองค์ประกอบของผลไม้รสเปรี้ยวหลายอย่าง เช่น ส้มมือ มะนาว เลมอน ส้ม
Fermented apple
ถัดมาคือน้ำแอปเปิ้ลที่หมักในถังไม้เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นใส่สมุนไพรบางอย่างลงไปด้วยทำให้มีกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตัวน้ำซุปมีรสเปรี้ยวกลมกล่อม มีความซ่าเบาๆคล้ายแอปเปิ้ลไซเดอร์เเต่กลมกล่อมมากกว่า (19/20)
Mussel infusion-Algue origami
คอร์สถัดไปถึงกับมีควันพวยพุ่งออกมาจากหม้อเลยทีเดียว !!!
Algue origami
จุดที่สามทางร้านนำเสิร์ฟอาหารสองอย่างคือโอริกามิรูปเรือทำมาจากสาหร่ายแห้ง เพียงเคี้ยวเบาๆ สาหร่ายกรอบจะเเตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ มีรสเค็มอุมามิ มีกลิ่นหอมช่วยให้อยากอาหารเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ห้องทานอาหารหลัก (18/20)
Mussel infusion
ถ้วยข้างๆกันคือซุปที่ทำมาจากหอยแมลงภู่ พนักงานเล่าว่าในช่วงปลายปีเป็นช่วงที่หอยเเมลงภู่มีคุณภาพสูงที่สุดในแถบ Basque Country ตัวซุปมีกลิ่นหอมของทะเล มีกลิ่นหอยเเมลงภู่เพียงเบาๆ รสชาติเข้มข้น (คล้ายบิสก์) มีความกลมกล่อม ไม่มีกลิ่นคาวปนมาเเม้เเต่น้อย ขนาดคนไม่ชอบหอยแมลงภู่ยังต้องยกคะเเนน 20 เต็มให้ เเละถือเป็นหนึ่งในซุปที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมาเลยทีเดียว (20+/20)
Rose Kaipiritxa
สุดท้ายคือเมนูคลาสสิคอย่าง Rose Kaipiritxa เป็นเมนูที่พบได้ในร้านอาหารของเชฟ Eneko Atxa เกือบทุกร้าน ทั้งที่กรุงโตเกียวเเละในเมืองบิลเบา เชฟเสิร์ฟวางมาบนต้นมอสชนิดที่ไม่กลัวเปื้อน รับประกันว่าสะอาด ทานได้จริงๆ (20/20)
Rose Kaipiritxa
ฟิงเกอร์ฟู้ดทรงกลมสีเเดงเสิร์ฟมาบนต้นบอนไซ ทำมาจากเสาวรส ไวน์ และ infused ด้วยไวน์ TXAKOLI ที่เราได้ชิมที่หน้าร้าน ทอปด้านบนด้วยดอกไม้ทานได้เก็บจากสวนที่ชั้นดาดฟ้าของร้าน ตอนทานลูกกลมจะเเตกระเบิดออกในปากพร้อมน้ำค็อกเทลรสเปรี้ยวด้านในที่เเตกอกมา ทานเเล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ (20/20)
~THE GREENHOUSE~
ถึงเวลาเตรียมตัวเดินเข้าสู่ห้องทานอาหารหลักเเล้ว
~THE BALCONY~
สุดท้ายคือเซ็ทเมนูที่จัดเสิร์ฟในห้องทานอาหารหลัก หรือ ~THE BALCONY~ ภายในมีโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาว มีโคมไฟระย้าส่องจากบนเพดานเพื่อให้เเสงสว่าง ไฮไลท์คือวิวจากมุมสูงที่มองผ่านกระจกบานใหญ่ออกไปเห็นทางหลวงและภูเขาใหญ่น้อยมากมายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค Basque Country สวยงามมากจริงๆ
AUTUMN LEAF
หลังจากย้ายมานั้งบนโต๊ะเราจะพบกับใบไม้สีแดงวางอยู่ หากไม่สังเกตุก็อาจนึกได้ว่าเป็นของตกแต่งโต๊ะเเต่เเท้จริงแล้ว ใบไม้สีเเดงคืออาหารทานเล่นภายใต้คอนเซปฤดูใบไม้ร่วงทำมาจากมะเขือเทศ มีรสเปรี้ยวอุมามิ เเถมยังดูคล้ายใบไม้จริงๆเสียด้วย (17/20)
MUSHROOMS PRALINÉ
อาหารอย่างเป็นทางการจานเเรกของคอร์ส Adarrak คือ Mushrooms in different textures เป็นพราลีนทำจากเห็ด และขึ้นรูปเป็นทรงเห็ด ตอนหยิบทานจะติดผงด้านล่างขึ้นมาด้วย เนื้อสัมผัสพราลีนนุ่มลิ้นมากๆ มีกลิ่นหอมของเห็ดเเต่ไม่มีรสขมปนมาเลย ตอนเคี้ยวมีเนื้อสัมผัสเบา เเทบจะละลายในปาก น่าทึ่งมากที่เชฟนำเห็ดมาทำเป็นพราลีนแบบนี้ได้ แถมยังอร่อยอีกด้วย (19/20)
BEANS
อีกหนึ่งจานที่เราถึงกับทึ่งเมื่อได้ชิมรสชาติคือจานที่ขื่อว่า “ถั่ว” … จานธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เมล็ดทรงกลมที่ลอยอยู่ด้านบนนั้นไม่ใช่เมล็ดถั่วเเต่อย่างใด เเต่เป็นผักนานาชนิดเเละเนื้อหมูที่นำไป cooked กับถั่ว เเล้วนำมาขึ้นรูปเป็นทรงถั่วอีกทีหนึ่ง มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเกือบคล้ายสาคูและมีรสชาติที่เเตกต่างกันออกไป … เเต่ตัวถั่วจริงๆอยู่ที่น้ำซอสสีน้ำตาลเข้มนี้เองซึ่งเป็นไฮไลท์ของจานนี้เลย ซอสมีกลิ่นหอมของถั่ว มีรสชาติเข้มข้น มีรสเค็มนำ เเต่ไม่มากเกินไปอร่อยมากๆ เราไม่คิดเลยว่าวัตถุดิบหลักคือ ”ถั่ว” จะทำซุปออกมาได้ดีเลิศขนาดนี้ (20+/20)
”LIMÓN GRASS”
ถัดมาคืออีกจานที่เราร้องว้าวเมื่อได้ชิม (เดี๋ยวจะมีตามมาอีกหลายว้าวเลยล่ะ) พนักงานเสิร์ฟเเนะนำว่าชื่อของเมนูนี้คือ ลิมอน-กราส์ … ไม่ใช่เลมอนกราสที่แปลว่าตะไคร้ … แต่คือ ลิมอน-กราส์ เพราะวัตถุดิบหลักของคอร์สนี้คือเลมอน (อ่านเเบบสเปน) เเละฟัวกราส์นั่นเอง
ภายในลูกมะนาวที่ถูกตัดส่วนบนออก ด้านล่างเป็นฟัวกราส์มูสเนื้อเนียน มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม ด้านบนเป็นน้ำไซรัปทำจากมะนาวมีรสเปรี้ยวนำ ตัดกับความครีมมี่ของตับห่านได้อย่างลงตัว (20/20)
SEA TXAKOLI
ปิดท้ายคอร์สแรกด้วยไวน์ Txakoli ซึ่งเป็นไวน์เดียวกับ Welcome Drink ที่นำเสิร์ฟครั้งเเรกตอนเราเดินเข้ามาในร้าน เเต่คอร์สนี้ทางร้านใส่สาหร่ายลงไปด้วย เนื่องจากเป็นไวน์ขาว มีรสชาติไม่แรงมากนัก ตอนทานจะรู้สึกได้ว่ารสขมของไวน์หายไปเกือบหมดเหลือเเต่รสหวานของสาหร่าย นอกจากนี้การใส่สาหร่ายลงไปทำให้มีกลิ่นของทะเลขึ้นมาเพียงเบาๆ ช่วยดับเลี่ยนอาหารจานก่อนหน้านี้ได้อย่างดี (20/20)
MILK BREAD
ถัดมาทางร้านจะนำเสิร์ฟขนมปังนมจาก Juan Zabala’s farmhouse ตัวขนมปังนุ่ม หอมกลิ่นนม กัดเเล้วข้างในเบาเหมือนฟองน้ำ ทานคู่กันกับน้ำมันมะกอกจากภูมิภาค La Rioja ที่ปกติจะขึ้นชื่อในเรื่องของไวน์ชั้นเลิศ หรือจะทานเปล่าๆก็อร่อยไม่แพ้กัน (19/20)
OYSTER, olive and olive oil
จานถัดมาเชฟตั้งใจให้รสชาติของทะเลกระเเทกเข้ามาที่ต่อมรับรสของคนทาน พอดีกับช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่หอยนางรมคุณภาพดีที่สุด เชฟจึงเลือกเสิร์ฟเป็น Oyster in two services ตามคอนเซป West and East โดย First service เป็น Natural Oyster หรือหอยนางรมสด เชฟนำไปลวก (blanch) ในน้ำร้อนเภียงระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที จากนั้นนำมากแช่ในน้ำเย็นเพื่อให้เนื้อหอยคงความเด้งสู้ฟัน ซึ่งเป็นลักษณะที่ดีของหอยนางรม ข้างๆกันคือหอยนางรมหั่นเเว่น ตัวหอยทำออกมาดีมากจริงๆ ไร้ซึ่งกลิ่นคาว เนื้อสัมผัสนุ่มเด้ง ทานคู่กับ Olive and olive oil in defferent textures มีทั้งซอร์เบท์เเละพูเรน้ำมันมะกอก ของเหลวด้านล่างทำจากลูกมะกอกและน้ำมันมะกอกเข้ากันได้กับหอยนางรมสดๆได้อย่างเพอร์เฟค (19/20)
OYSTER, olive and olive oil
อีกส่วนหนึ่งคือ Second service คือ Oyster Tempura ที่เชฟจะนำหอยนางรม Gillardeau มาทอดในน้ำมันมะกอกแบบเทมปุระ ผิวแป้งด้านนอกมีสีเหลืองสวย กรอบ ไม่อมน้ำมัน ตรงกันข้ามกับเนื้อหอยนุ่มๆด้านในทำให้เกิดมิติทางรสชาติ ข้างกันคือ Seaweed sauce ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมทะเลให้กับจาน ด้านบนคือใบ Oyster leaf รองด้านล่างด้วย Concentrated wakame สีเขียวอ่อนทำมาจากสาหร่ายวากาเมะ ถือเป็นจานที่มีวัตถุดิบไม่มาก เเต่ทำรสชาติออกมาได้ว้าวมากจริงๆ (20/20)
SHRIMP, vegetable juice and frozen tomato
ถัดมาคือ Marinated shrimps หรือกุ้งขาว เนื้อ “เด้ง” มาก มีรสหวานบ่งบอกถึงความสดของเนื้อกุ้งได้อย่างดี วางมาบน vegetables gel เป็นเจลลี่ทำจากผักหลายชนิด มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ทรงกลมข้างๆตัวกุ้งคือ Shrimp emulsion ส่วนเกล็ดน้ำเเข็งด้านบนคือกรานิต้าทำจากน้ำมะเขือเทศ มีรสเปรี้ยวอุมามิซึ่งนอกจากจะให้รสชาติที่เเตกต่างเเล้วยังช่วยทำให้รสหวานธรรมชาติของเนื้อกุ้งเด่นขึ้นมาเป็นเท่าทวีคูณ ข้างกันคือดอกไม้ทานได้จากเรือนกระจกบริเวณชั้นบนสุดของร้านช่วยตกแต่งจานให้สวยงามมากยิ่งขึ้น (20/20)
Loaf bread
Hogaza คือขนมปัง Sourdough พื้นบ้านของประเทศสเปน มีถิ่นกำเนิดจากแคว้น Zamora y León ทางร้านได้มาจากเมือง Mungia ทำการหมักโดยใช้วิธี Double fermentation จนมีผิวด้านนอกกรอบ แต่เนื้อขนมปังยังคงความนุ่ม มีรสเปรี้ยวอ่อนๆ ถือเป็นซาวโดที่ดี (17/20)
Roasted EGGPLANT, anchovy, caviar and legume broth
ถัดมาคือองค์ประกอบของอาหารจานถัดไปอย่าง Beluga caviar
Roasted EGGPLANT, anchovy, caviar and legume broth
ส่วนพระเอกของจานอย่าง Roasted eggplant หรือมะเขือเผา พนักงานจะมาผ่ากันให้ดูตรงหน้าเรานี่เลย
Roasted EGGPLANT, anchovy, caviar and legume broth
หลังจากนำมารวมกันจะไปอาหารจานถัดไปคือ Roasted Aubergine & Eggplant เริ่มจากองค์ประกอบแรกคือ Roasted Eggplant ที่ย่างมาสุกกำลังดี พนักงานจะคัดเฉพาะส่วนบริเวณที่เนื้อนุ่ม หวาน ทานเเล้วมีกลิ่นหอมจากการย่าง ด้านล่างคือสตูว์ทำจาก chickpea หรือถั่วลูกไก่ที่เชฟนำไปรีดัคชั่นเป็นระยะเวลากว่า 48 ชั่วโมงจนงวด มีสีคล้ายคาราเมล มีรสชาติเข้มข้น ถัดมาคือ Emulsion สองสี เริ่มจากสีดำทำจากผิวของมะเขือเผา (Skin of Roasted Aubergine) ทอปด้านบนด้วย Beluga caviar ส่วนสีขาวคือ Anchovy Emulsion ทอปด้านบนด้วย Anchovy ชิ้นเล็กๆที่ได้มาจากเมือง Bermeo โดย Bermeo Anchovy เป็นสินค้าท้องถิ่นที่สำคัญของภูมิภาค Basque Country ทำจากปลาขนาดเล็กที่จับมาจาก Bay of Biscay ด้านบนคือคือใบ Mizuna leaf มีรสชาติเเละเนื้อสัมผัสคล้าย Baby rocket เพิ่มความสดชื่นเล็กน้อยให้กับจาน (20+/20)
Roasted and peeled LOBSTER, juice, coffee butter, and purple onion from Zalla
หากนำล็อบสเตอร์ทั้งตัวไปย่าง ส่วนหางกุ้งมักจะ overcook และเเข็ง เชฟจึงเเก้ปัญหาโดยการตัดเฉพาะ 1/4 นับจากปลายหายกุ้งมาทำเป็น Lobster tartare มีรสชาติหวานฉ่ำจากธรรมชาติ ด้านบนคือโฟมทำจาก Coffee Butter มีกลิ่นหอมเนยเเละกาแฟ บอกตามตรงดูจากหน้าตาไม่คิดว่าจะอร่อย เเต่พอลองทานเเล้วขอบอกเลยว่ากาแฟกับเนยเเละล็อบสเตอร์เป็นวัตถุดิบที่เข้าคู่กันอย่างลงตัวมากๆ สุดยอดจริงๆ (20/20)
Roasted and peeled LOBSTER, juice, coffee butter, and purple onion from Zalla
จานถัดมาเพียงเเค่ยกมาวางบนโต๊ะ เราถึงกับต้องร้องว้าวออกมาดังๆถึงความสวยงามของจานนี้ ![]()
Roasted and peeled LOBSTER, juice, coffee butter, and purple onion from Zalla
นี่คือจานที่นำ 3/4 ของกุ้งนับจากส่วนหัวเชฟนำไปย่างจนสุกพอดี เนื้อกุ้งเด้งสู้ฟัน มีรสหวานธรรมชาติ ทานกับครีมสีชมพูคือ Lobster Emulsion ด้านบนคือ Crispy Lobster ส่วนน้ำสีแดงด้านล่างคือ Lobster Juice ทานคู่กับ Pickled Purple Onion หรือหอมแดงดองซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อจาก Zalla เมืองเล็กๆในหุบเขาของเเคว้น Basque Country รสเปรี้ยวเบาๆของหอมแดงดองช่วยชูความหวานของเนื้อล็อบสเตอร์ให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น เเต่ไม่มีกลิ่นของหอมแดงเจือปนเข้ามาเลย สุดยอดจริงๆ
จานนี้เป็นอีกหนึ่งจานที่เเสดงถึงศักยภาพของห้องอาหารชั้นนำระดับ 3 ดาวมิชลิน เชฟสามารถทำองค์ประกอบที่หลากหลายจากวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว มีความเรียบง่าย สวยงาม และยังได้ผลลัพธ์ออกมาน่าประทับใจ (20/20)
Cod “KOKOTXA”, flower and garlic soup
หากให้เรานึกถึงอาหารพื้นเมืองของภูมิภาค Basque Country ซึ่งเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกมาหนึ่งจาน บอกเลยว่าต้องยกให้กับ Kokotxa (Cococha) Al Pil-Pil หรือโคคอทช่า อัล ปิลปิล เป็นสตูว์พื้นบ้านที่ทำมากจากส่วน “คางของปลาค็อดหรือปลาเฮก” ทานกับซอสปิลปิล เป็นซอสเขียวพื้นเมืองที่มีความหนึบ และหนืดจากเจลาตินที่ได้จากกระดูกอ่อนของปลา เคลือบไปบนเนื้อคางของปลาค็อดอีกทีหนึ่ง
แต่วำหรับเวอร์ชั่นของ Azurmendi แน่นอนว่าต้องนำอาหารพื้นเมืองที่เป็นความภาคภูมิใจของชาว Basque Country มายกระดับให้อร่อยเลิศขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
Cod “KOKOTXA”, flower and garlic soup
เริ่มจากฝั่งของโคคอทช่า เชฟนำส่วนคางของปลาค็อดไปโพชในน้ำมันมะกอก จากนั้นนำไปคลุกเคล้ากับ Pil Pil Sauce เป็นซอสที่มีความหนืดจากเจลาตินที่ได้จากคางปลาค็อดผสมกับน้ำมันมะกอก ทอปด้านบนด้วยหน่อไม้ฝรั่งและดอกกระเทียม (Garlic flower) ที่จากสวนในเรือนกระจกบนชั้นดาดฟ้าของร้านนี่เอง
ส่วนคางของปลาค็อดมีเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ มีความนุ่ม เเต่ไม่นิ่มซะทีเดียว มีความเด้งสู้ฟัน เเต่ไม่เเข็ง ซอสปิลปิลมีความหนืดเล็กน้อย เเต่ไม่ถึงกับเหนียวเป็นสไลม์ มีกลิ่นหอมของกระเทียมและเนื้อปลา อร่อยสุดๆ (20/20)
Cod “KOKOTXA”, flower and garlic soup
เริ่มจากฝั่งของโคคอทช่า เชฟนำส่วนคางของปลาค็อดไปโพชในน้ำมันมะกอก จากนั้นนำไปคลุกเคล้ากับ Pil Pil Sauce เป็นซอสที่มีความหนืดจากเจลาตินที่ได้จากคางปลาค็อดผสมกับน้ำมันมะกอก ทอปด้านบนด้วยหน่อไม้ฝรั่งและดอกกระเทียม (Garlic flower) ที่จากสวนในเรือนกระจกบนชั้นดาดฟ้าของร้านนี่เอง
ส่วนคางของปลาค็อดมีเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ มีความนุ่ม เเต่ไม่นิ่มซะทีเดียว มีความเด้งสู้ฟัน เเต่ไม่เเข็ง ซอสปิลปิลมีความหนืดเล็กน้อย เเต่ไม่ถึงกับเหนียวเป็นสไลม์ มีกลิ่นหอมของกระเทียมและเนื้อปลา อร่อยสุดๆ (20/20)
RED MULLET in two services:
Flame roasted red mullet
Grilled red mullet, red peppers juice on charcoal, and parsley
ถัดมาคือปลาเร้ดมัลเลทที่จัดเสิร์ฟเเยกเป็นสองคอร์ส
ส่วนเเรกคือเนื้อปลาย่างด้วยไฟเเรง ผิวด้านบนเกรียมเล็กน้อยทำให้มีความกรอบ เเต่ภายในยังคงนุ่ม ฉ่ำ มีกลิ่นหอมพร้อมด้วยรสหวานธรรมชาติของเนื้อปลา ไร้ซึ่งรสขมจากการไหม้ เสิร์ฟมาบนก้างปลาดูไม่เหมือนใคร … บอกเลยว่าตอนเเรกเมื่อดูจากหน้าตา เราคิดเลยว่าสงสัยจานนี้คะเเนนอาจจะดรอปลงไป เพราะดูไม่พลิกแพลงคล้ายกับปลาย่างธรรมดา เเต่เราคิดผิด !!!
ทีเด็ดที่ทำให้ปลาชิ้นนี้อร่อยจนเรายกคะเเนน 20/20 ให้คือซอสสีน้ำตาลเข้มที่เคลือบเนื้อปลาอยู้ด้านบน มีรสหวานคล้ายซอสเทอริยากิของญี่ปุ่น กลมกล่อม มีกลิ่นหอม เข้ากันกับรสหวานธรรมชาติของเนื้อปลาสุดๆ ขนาดปลาย่างราดซอสยังทำให้เราว้าวได้ จานนี้เรายอมรับในฝีมือเชฟ Eneko เลยครับ ดีงามอย่างไม่น่าเชื่อ (20+/20)
RED MULLET in two services:
Flame roasted red mullet
Grilled red mullet, red peppers juice on charcoal, and parsley
สำหรับ Second Service ของคอร์สนี้ เป็นฟิลเลท์ของปลาเรดมัลเลท โรยด้วยเกลือและพริกไทยแดง ย่างมาแบบหนังกรอบ หอมกลิ่นพริกไทย ข้างกันคือพูเรทำจากพาสลีย์ เสิร์ฟให้ทานกับ Marinated Grape หรือองุ่นขาวปอกเปลือก มีรสหวาน ทานสลับกับเนื้อปลา เข้ากันได้ดี (19/20)
POULTRY infusion, flowers and herbs
ถัดมาคือ Infusion หรือซุปทำจากเนื้อไก่ ผสมกับผัก, ดอกไม้ และสมุนไพรนานาชนิดที่ได้มาจากเรือนกระจกที่ชั้นบนสุดของร้าน
พนักงานจะนำมาต้มต่อหน้าเราขณะทานคอร์สปลาเพื่อนำเสิร์ฟหลังจบคอร์สปลาเเละก่อนเข้าคอร์สเนื้อ (20/20)
POULTRY infusion, flowers and herbs
ซุปไก่บ้านๆผสมกับสมุนไพรเข้มข้น มีรสเค็มนำ มีกลิ่นหอมแอบคล้ายยาจีน เเต่ยังคงความกลมกล่อม ช่วยล้างปากจากอาหารคาวได้ดี (20/20)
Iberian PORK:
“Castañeta”, Idiazabal cheese bonbon, pesto and white truffle
จานสุดท้ายสำหรับอาหารคาวในค่ำคืนนี้คือหมูดำไอบีเรียที่ถูกนำมาทำเป็นเมนูพื้นบ้านอย่าง Castañeta ทานคู่กับบอนบอนทรงกลมสองสี สีขาวทำจากอิดีอาซาบัลซึ่งเป็นชีสท้องถิ่นของภูมิภาค Basque Country ส่วนสีเขียวทำมาจากเปสโต้หรือใบเบซิล ทอปด้านบนด้วยไวท์ทรัฟเฟิลสไลด์ เนื้อหมูดำไอบีเรียมีเนื้อสัมผัสนุ่มลิ้นมากๆ เเละยังมีกลิ่นหอมถั่วซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อหมูชนิดนี้เข้ากันกับกลิ่นของชีส, ใบเบซิลในซอสเปสโต้ เเละกลิ่นของไวท์ทรัฟเฟิลได้เป็นอย่างดี (20/20)
Iberian PORK:
Stewed tail
อีกส่วนหนึ่งที่เสิร์ฟมาพร้อมกันคือสตูว์หางหมูนำมาทำเป็นโครเก็ตกรอบด้านล่าง อัดเเน่นด้วยรสชาติเเละกลิ่นหอมของหมูดำแบบเข้มข้น พนักงานเเนะนำให้ทานส่วนนี้ก่อนเเล้วจึงทานองค์ประกอบส่วนบนคือหนังหมูกรอบ (20/20)
Corn Bread
ถัดมาพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังข้าวโพดจากเมือง Mungia มีความร่วน เคี้ยวกรอบมากกว่าขนมปังชนิดอื่น (18/20)
BERRIES, strawberries, tomato and wasabi
ขนมหวานจานเเรกคือ Red Fruits หรือเบอร์รี่นานาชนิด นำมาทำเป็นเจลลี่ด้านล่างเเละซอสด้านบน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของสตรอว์เบอรี่ มะเขือเทศ ตัดรสด้วยไอศกรีมวาซาบิที่มีรสเผ็ดเบาๆ เเต่มีกลิ่นของวาซาบิตัดกับกลิ่นของเบอร์รี่เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถือว่าทำออกมาได้แปลกเเละน่าสนใจมากๆ (19/20)
APPLE, yogurt, rocket and frozen cider
อาหารหวานคอร์สถัดมาถูกแบ่งออกเป็นสองจาน อย่างเเรกเสิร์ฟมาคล้ายเครื่องดื่มทำมาจากเเอปเปิ้ลเขียว ใบร็อคเก็ต เเละทอปด้านบนด้วยสไปซ์เบาๆ รสชาติคล้ายน้ำแอปเปิ้ลผสมผัก ทานเเล้วรู้สึกสดชื่น (18/20)
APPLE, yogurt, rocket and frozen cider
ส่วนอีกจานคือแอปเปิ้ลทาร์ต ทานคู่กับไอศกรีมโยเกิร์ต ทอปด้านบนด้วย Frozen cider ขนาบข้างด้วย Apple in different preparation แน่นอนว่าแอปเปิ้ลกับโยเกิร์ตเป็นการจับคู่คลาสสิคอยู่เเล้ว รสเปรี้ยวหวานของเเอปเปิ้ลทำให้เกิดมิติทางรสชาติกับโยเกิร์ต แอปเปิ้ลทาร์ตมีความหวาน หอม ถือว่าทำออกมาได้ดี เเต่ยังไม่ว้าวเทียบกับจานอื่นๆที่ผ่านมา (17/20)
CHESTNUT, chocolate and PX
อาหารหวานจานสุดท้ายคือ Chestnut in different textures มีองค์ประกอบหลักคือเกาลัดในรูปแบบที่เเตกต่างกัน เริ่มจากเค้กเกาลัดด้านล่าง ทรงกลมด้านบนมีส่วนผสมของเกาลัด, ช็อกโกแลต เเละ Pedro Ximénez หรือ PX เป็นเชอร์รี่ไวน์รสหวานจากทางตอนใต้ของสเปนทำมาจากองุ่นชือเดียวกัน แผ่นกรอบทำจากไวน์ เเละไอศกรีมสีขาวทำจากเกาลัดผมกับนม เค้กเกาลัดมีรสหวาน เนื้อเนียน กลิ่นหอม ทานกับไอศกรีมที่มีกลิ่นหอมนมเบาๆ ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างดี (18/20)
Petits fours
ปิดท้ายด้วยเปอตีส์โฟว์ที่นำเสนอมาเป็นเซ็ทขนาดใหญ่ (18/20)
Petits fours
ขนมเปอตีส์โฟว์รสชาติใช้ได้ประกอบด้วย White chocolate and basil lolipop, Hazelnut, Redfruit and mint macaron, Mango and curry jelly, Strawberry and back pepper jelly, Lime chocolate and smoked black tea, Marchmellow, Red wine chocolate (18/20)
Coffee
ห้ามพลาดที่จะลองชิม Filtered coffee หรือกาแฟดริปคุณภาพสูงที่ร้านเสิร์ฟคู่กับเปอตีส์โฟว์
Coffee
ตัวอย่างกาแฟจาก Hondurus ที่เราเลือกชิม มีความเข้มระดับปานกลาง
Coffee
โดยพนักงานจะบดกาแฟกันสดๆ จากนั้นนำมาเทน้ำร้อนผ่านกระดาษกรองที่บนโต๊ะเราเลย
Coffee
ทางร้านมีกาแฟให้เลือกจากอ่อนไปเข้มคือ Nicaragua, Hondurus, Ethiopia เราเลือกทานกาแฟ Hondurus เเม้ทางร้านจะบอกว่ามีความเข้มปานกลางเเต่สำหรับเราถือว่าเข้มมาก จะทานเปล่าๆหรือทานเเบบใส่นมหรือน้ำตาลก็ได้
ราคา 455,99 € หรือประมาณ 15,600 บาท/2คน
ก่อนออกจากร้านพนักงานจะมอบสมุดเมนูพร้อมถุงบรรจุถั่ว Tear Peas เป็นที่ระลึกกับลูกค้าทุกคน
ห้องทานอาหารหลัก หรือ ~THE BALCONY~ ภายในมีโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาว มีโคมไฟระย้าส่องจากบนเพดานเพื่อให้เเสงสว่าง
ไฮไลท์คือวิวจากมุมสูงที่มองผ่านกระจกบานใหญ่ออกไปเห็นทางหลวงและภูเขาใหญ่น้อยมากมายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค Basque Country สวยงามมากจริงๆ
ห้องสูบซิก้า
ภายในห้องทานอาหารหลัก
ห้องเก็บไวน์ มีไวน์ท้องถิ่นมากมายให้เลือก
สำหรับร้าน Azurmendi ใหม่มีปรัชญาในการออกแบบโดยผสมผสานอาหารรสเลิศ, ศิลปะ, ธรรมชาติ และความยั่งยืนซึ่งเป็นจุดเด่นของร้าน Azurmendi เข้าไว้ด้วยกัน สังเกตได้จากการทำผนังร้านให้เป็นอาคารกระจกเกือบทั้งหลังโดยผสมผสานการก่อสร้างยุคใหม่เข้ากับธรรมชาติบนยอดเขาได้อย่างกลมกลืน
สำหรับร้าน Azurmendi ใหม่มีปรัชญาในการออกแบบโดยผสมผสานอาหารรสเลิศ, ศิลปะ, ธรรมชาติ และความยั่งยืนซึ่งเป็นจุดเด่นของร้าน Azurmendi เข้าไว้ด้วยกัน สังเกตได้จากการทำผนังร้านให้เป็นอาคารกระจกเกือบทั้งหลังโดยผสมผสานการก่อสร้างยุคใหม่เข้ากับธรรมชาติบนยอดเขาได้อย่างกลมกลืน
ด้านบนมี Germoplasm Bank หรือธนาคารกักเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นที่ถูกคัดโดยชาวไร่เอาไว้จำนวนมากอีกด้วย
ส่วนของ Greenhouse ที่ชั้นบนสุดของร้านโดยเชฟได้เพาะพืชเเละผลไม้นานาชนิดเอาไว้ใช้กับอาหารที่จัดเสิร์ฟในร้าน
Germoplasm Bank จะอยู่ติดกับส่วนของ Greenhouse
![]()
![]()
3 Michelin Star – 3 ดาวมิชลิน
สิ่งสุดท้ายที่เราจะบอกก่อนจบรีวิวนี้ก็คือ การเลือกให้คะเเนน “ความประทับใจโดยรวม 20/20” เป็นร้านแรกตั้งเเต่ที่เพจเราทำรีวิวมาไม่ใช่สิ่งที่เกินจริงเเต่อย่างใด อาหาร, เทคนิค รวมไปถึงการนำเสนอล้วนดีงามไร้ที่ติเเม้กระทั่งในหมู่ร้านอาหาร 3 ดาวมิชลินด้วยกัน ความทรงจำต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างมื้ออาหารที่ Azurmendi สามารถประทับตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเราไปนานเท่านาน