Visit: June 18, 2023

🇪🇸 Via Veneto - วีอา เวเนโต้

👨🏻‍🍳 Chef David Andrés - เชฟดาบิด อันเดรียส

Ganduxer 10, Barcelona, 08021, Spain

Tel: (+34) 932 00 72 44

Cuisine

🍴 Classic Cuisine - อาหารคลาสสิค

Country

Spain

MICHELIN Guide

1 MICHELIN Star

Score

16/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับตำนานของนคร Barcelona โดยตัวร้านเปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1967 และสามารถถือครองรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาตั้งแต่ปี 1974 รวมเป็นระยะเวลานานกว่า 49 ปีทำสถิติเป็นห้องอาหารที่ถือครองดาวอันทรงเกียรติมาได้ต่อเนื่องนานที่สุดในประเทศสเปน ส่วนใครที่เป็นคอไวน์ยิ่งต้องตามกันมาชิมเพราะตัวร้านมี Wine Cellar โบราณอยู่ลึกลงไปใต้ดินกว่า 8 เมตรกักเก็บไวน์จำนวนกว่า 10,000 ขวดซึ่งจัดว่ามีปริมาณมากที่สุดแห่งหนึ่งในแคว้น Catalonia กันเลยทีเดียว

          
🎗 [THE PLACE] Josep Monje เกิดในเมืองเล็ก ๆ ในเทือกเขา Pyrenees นามว่า Pobellà วันหนึ่งครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายเข้ามาหางานที่นคร Barcelona โดยในระหว่างนั้นคุณ Josep Monje ถึงกับจำเป็นต้องหลับนอนในโกดังเก็บของของคนรู้จักอยู่พักหนึ่ง ต่อมาวันหนึ่งนักธุรกิจนามว่า Oriol Regàs ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Via Veneto ขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1967 บนถนน Carrer Ganduxer และเริ่มต้นประกาศหาพนักงานประจำร้าน คุณ Josep Monje จึงเดินทางไปสมัครเข้าทำงานในฐานะพนักงานเสิร์ฟก่อนจะขยับตำแหน่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการในช่วงราว ๆ ปี 1970s และกลายมาเป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียวในปี 1982 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2001 กิจการถูกส่งต่อมาสู่ทายาทรุ่นที่ 2 คือคุณ Pere Monje โดยตัวเขาได้สืบต่อปณิธานของคุณพ่อออกมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี ใครที่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวสามารถขับมาหน้าร้านเพื่อให้พนักงานนำรถไปจอดแบบ Valet Parking โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาจะพบกับจุดตรวจสอบการจองที่มีเบื้องหลังคือบาร์ขนาดย่อมสำหรับชงเครื่องดื่ม ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราอลังการในสไตล์ Belle Époque โทนแสงสีส้มจากโคมไฟแขวนผนังสาดส่องมากระทบกับผ้าปูโต๊ะสีชมพูแซลมอนและเครื่องเทเบิ้ลแวร์สีเงิน หลากหลายมุมของร้านสะท้อนกันไปมาผ่านกระจกเงารูปวงรีหลายบานที่แขวนอยู่บนผนัง การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มบุด้วยหนังช่วยให้เรารู้สึกราวกับได้ย้อนอดีตกลับไปสัมผัสบรรยากาศห้องอาหารสุดหรูในช่วงยุค 1970 บางมุมของร้านยังมีเครื่องมือสำหรับเตรียมเมนูประวัติศาสตร์อย่าง Roasted Duck In Its Own Juice “A La Presse” ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะสั่งมาลองชิมกันในวันนี้ด้วยเช่นกัน สุดท้ายคือภาพวาดสีน้ำมันของตัวร้านโดยเฉพาะภาพวาดของศิลปิน Joan Martí แสดงถึงการจัดเสิร์ฟอาหารของท่านประธานให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าห้องรับประทานอาหารหลักจะรองรับลูกค้าได้มากกว่า 50 คนแต่ทางร้านยังเผื่อห้องส่วนตัวที่สำหรับจัดเลี้ยงลูกค้าเพิ่มเติมได้อีก 50 คนเช่นกัน จนถึงปัจจุบันห้องอาหาร Via Veneto ได้รับความไว้วางใจจากเหล่าผู้มีชื่อเสียงมากมายทั้ง Salvador Dalí ที่เคยแวะมาชิมอยู่เป็นประจำ, ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Richard Nixon, นักร้องเสียงโซปราโน Victòria dels Àngels, นักแสดงหนุ่มเจ้าของบทสายลับ James Bonds อย่าง Sean Connery รวมไปถึงผู้กำกับชื่อดังอย่าง Woody Allen นอกจากนี้ตัวร้านยังคงรักษามาตรฐานการเตรียมอาหารและบริการได้อย่างดีเยี่ยมการันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ ทั้ง 🌟 1 MICHELIN Star, 🔆🔆🔆 3 Soles Guía Repsol รวมไปถึงรางวัล National Gastronomy Award ในปี 1984,1994, 2013, 2019 และ 2021 อีกด้วย

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] ห้องอาหาร Via Veneto ปัจจุบันควบคุมโดยเชฟอายุ 36 ปีนามว่า David Andrés ผู้เกิดและเติบโตในเมือง Igualada ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึง Head Chef ให้กับห้องอาหาร ABaC (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Jordi Cruz มานานกว่า 8 ปีก่อนที่เขาจะผันตัวมากุมบังเหียน Via Veneto ต่อจากเชฟ Sergio Humada และเชฟ Carles Tejedor ถึงแม้ในอดีตตัวร้านจะเน้นนำเสนอเมนูสไตล์ฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ในปัจจุบันเมื่อเปิดรายการเมนูออกดูจะพบว่าเชฟ David Andrés นำเสนออาหารคลาสสิคที่มีกลิ่นอายของภูมิภาค Catalonia โดยสอดแทรกเทคนิคการปรุงสมัยใหม่เอาไว้ได้อย่างแนบเนียนในทุก ๆ จาน เราขอแนะนำให้เลือกชิม Great Tasting Menu ที่รวบรวมจานที่ได้รับการรังสรรค์ใหม่ล่าสุดจำนวน 7 จานเข้าไว้ด้วยนำเสนอมาที่ราคาเพียง 145 € เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายการอาหารแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยเราขอปักหมุดให้สั่งสุดยอดเมนูคลาสสิคที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาตั้งแต่ปี 1967 นั่นก็คือ Roasted Duck In Its Own Juice “A La Presse” ซึ่งพนักงานจะมาเตรียมเป็ดและเตรียมกระบวนการกดทับเพื่อรีดน้ำเป็ดให้ดูกันสด ๆ ข้างโต๊ะหรือจะเป็น “Tournedo Rossini” ที่เตรียมมาจากเนื้อวัวสายพันธุ์ที่ดีที่สุดของสเปนจากแคว้น Galicia อย่าง Rubia Gallega ก็อร่อยเลิศไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตามที่พลาดไม่ได้คือไวน์ต่าง ๆ จำนวนกว่า 10,000-20,000 ขวดที่ได้รับการกักเก็บเอาไว้ใต้ดินลึกกว่า 8 เมตร ใครที่เลือกชิม Great Tasting Menu ต้องไม่พลาดการจับคู่ Wine Pairing อันหลากหลายจำนวนกว่า 8 แก้วโดยมีไวน์เด็ดอย่างเช่น Cava Kripta 2015 of Agustí Torelló Mata ซึ่งเป็น Cava ในขวดทรงรักบี้อันเป็นเอกลักษณ์, Red wine Rioja Viña Berceo Gran Reserva 1975 ซึ่งเป็นไวน์แดง Rioja Gran Reserva ที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่ปี 1975 และ Sweet Wine Port Grahams Tawny 10 anys bottle of 4.5l (exclusive for Via Veneto) ซึ่งเป็นไวน์หวานที่เตรียมมาสำหรับห้องอาหาร Via Veneto เท่านั้นรวมอยู่ด้วยซึ่งต้องบอกเลยว่าคุ้มค่าสุด ๆ นอกจากนี้ยังมีไวน์ที่ราคาเริ่มต้นเพียงราว ๆ 30 € อีกหลายรายการแต่ไฮไลท์ของมื้อนี้สำหรับเราคือ Rioja Grand Reserva 1964 ขวดหนึ่งที่ทางร้านตั้งราคาเอาไว้เพียง 180 € เท่านั้น สำหรับอาหารจานที่โดดเด่นในมื้อนี้อย่างเช่น

✨ RED TUNA FROM L’AMETLLA DE MAR AND WILD SEABASS CARPACCIO
(strawberries and beetroot from El Maresme)
คอร์สนี้เชฟได้หยิบยกวัตถุดิบขึ้นชื่อของประเทศสเปนคือปลาทูน่าจากเมือง L’Ametlla de Mar ทางตอนใต้ของนคร Barcelona เชฟแล่มาเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วเสิร์ฟดิบมาแบบ Carpaccio พร้อมกับวางซ้อนกันสลับกับเนื้อปลากระพงเป็นรูปดอกกุหลาบสวยงาม ด้านล่างรองด้วยสตรอว์เบอร์รี่สดจาก El Maresme ทางตอนเหนือของนคร Barcelona ฝานเป็นชิ้น ๆ ยังมีซอสบีทรูทสีแดงสดช่วยเสริมความสดชื่นและตัดความมันของเนื้อปลาได้อย่างลงตัว (16/20)

✨ “TOURNEDO ROSSINI” (beef fillet “rubia gallega” with foie; our historical dish version)
เราขอแนะนำหนึ่งในเมนูประวัติศาสตร์ของห้องอาหาร Via Veneto นั่นก็คือ Rubia Gallega สุดยอดวัวสายพันธุ์พิเศษจากแคว้น Galicia ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน เชฟเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ราดด้วยซอส Jus เข้มข้นขนาบข้างไปด้วยขนมปังย่าง สุดท้ายคือ Gnocchi ที่คลุกเคล้ามากับฟัวกราส์หอมละมุน ถึงจะเป็นเมนูที่ราวกับหลุดมาจากห้องอาหารระดับสูงในยุคโบราณแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารสชาตินั้นอร่อยมากจริง ๆ (17/20)

✨ ROASTED DUCK IN ITS OWN JUICE “A LA PRESSE” (pressed) (min. 2 pers.) (45 € p.p.; 90 €/2 p.p.) (Our greatest classic since 1967)
ห้ามพลาดสุดยอดเมนูที่จัดเสิร์ฟเคียงคู่กับห้องอาหาร Via Veneto มาตั้งแต่ปี 1967 และไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาจนถึงปัจจุบันนั่นก็คือเป็ดย่างที่พนักงานจะมาจบการเตรียมซอสให้ลูกค้าชมกันที่ข้างโต๊ะ ไฮไลท์คือการเตรียมซอส Jus ที่เลียนแบบสไตล์มาจากแถบนคร Rouen ในประเทศฝรั่งเศสแต่ทางร้านนำมาแปลงโดยการเลาะเนื้อและกระดูกของเป็ดใส่เข้าไปในเครื่องอัดสีเงินแล้วหมุนวงล้อเพื่อบีบคั้นน้ำที่ได้จากเลือด, เนื้อ ไปจนถึงไขกระดูกให้รสชาติที่เข้มข้นออกมาผสมกับซอส Jus ที่เตรียมมาไว้แล้วส่วนหนึ่งหรือที่ทางร้านเรียกว่า À La Presse นั่นเอง จานนั้นจึงจัดนำมาลงจาน เนื้อเป็ดนุ่ม หอม เคี้ยวง่ายเข้ากันกับซอสทีแสนเข้มข้น ห้ามพลาดจับคู่กับไวน์แดงดี ๆ สักแก้วบอกเลยว่าอร่อยแบบหาใครเทียบเคียงได้ยาก (17/20)

🎗 [WHY GO] ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมที่มีใจชื่นชอบอาหารคลาสสิคหรือจะเป็นผู้ที่หลงไหลในไวน์คุณภาพสูง (หรือเป็นทั้งคู่) ห้องอาหาร Via Veneto คือคำตอบสำหรับคุณ ราคาอาหารและไวน์ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับทำเลและการบริการที่ไร้รอยต่อจนสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับห้องอาหารระดับสูงของนคร Barcelona อย่าลืมจองล่วงหน้าสัก 1-2 วันเพราะทางร้านไม่รับลูกค้าแบบ Walk-In นั่นเอง

Price :

145 €

Parking :

จอดแบบ Valet Parking หน้าร้าน (ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

Operating Time :

13.00-15.00, 20.00-23.00 ปิดอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารระดับตำนานของนคร Barcelona ที่นำเสนออาหารรสชาติดีควบคู่ไปกับไวน์ชั้นเลิศ

อาหาร :

16

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 GREAT TASTING MENU (145 €, with wine pairing 195 €)

          
Great Menu Appetizers

RED TUNA FROM L’AMETLLA DE MAR AND WILD SEABASS CARPACCIO
(strawberries and beetroot from El Maresme)

COULANT OF WHITE ASPARAGUS FROM NAVARRA WITH CARBONARA AND EGG YOLK

JIG-CAUGHT SQUID STEWED IN THEIR INK WITH IBERIAN AND PEPPER

CHARCOAL-GRILLED WILD TURBOT WITH LEEK AND SHIITAKE CONSOMMÉ

SUCKLING PIG (ROASTED AND BONED) WITH SICILIAN PESTO GNOCCHI (pine nuts, basil and tomatoes)

CHEESES SELECTION OF LOCAL PRODUCERS

CHERRIES WITH SWEET CHOCOLATE & CHERRY, CREAM PUFFS AND KIRSCH MOUSSE (an evocation of the Black Forest cake with cherries from Sant Climent de Lobregat)

Petit Four

📃 SUBSTITUTION

“TOURNEDO ROSSINI” (beef fillet “rubia gallega” with foie; our historical dish version)
FLAMBÉED CRÊPES SUZETTE (10 min.)

📃 À LA CARTE

ROASTED DUCK IN ITS OWN JUICE “A LA PRESSE” (pressed) (min. 2 pers.) (45 € p.p.; 90 €/2 p.p.) (Our greatest classic since 1967)

🇪🇸 Via Veneto – วีอา เวเนโต้

🌟 1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน

🔆🔆🔆 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

🍴 Classic Cuisine – อาหารคลาสสิค

👨🏻‍🍳 Chef David Andrés – เชฟดาบิด อันเดรียส

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับตำนานของนคร Barcelona โดยตัวร้านเปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1967 และสามารถถือครองรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาตั้งแต่ปี 1974 รวมเป็นระยะเวลานานกว่า 49 ปีทำสถิติเป็นห้องอาหารที่ถือครองดาวอันทรงเกียรติมาได้ต่อเนื่องนานที่สุดในประเทศสเปน ส่วนใครที่เป็นคอไวน์ยิ่งต้องตามกันมาชิมเพราะตัวร้านมี Wine Cellar โบราณอยู่ลึกลงไปใต้ดินกว่า 8 เมตรกักเก็บไวน์จำนวนกว่า 10,000 ขวดซึ่งจัดว่ามีปริมาณมากที่สุดแห่งหนึ่งในแคว้น Catalonia กันเลยทีเดียว

Great Menu Appetizers

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเริ่มต้นจาก Olive ที่มีอโรมาหอม ๆ ของน้ำมันมะกอกแตะจมูก ต่อด้วย Patatas Bravas ที่เป็นมันฝรั่งทอดกรอบ เบา หอม ไม่อมน้ำมัน ชิ้นที่สามคือ Salmon Tartare ห่อด้วยแผ่นกรอบ ปิดหัวท้ายด้วยไข่ปลาแซลมอน ชิ้นสุดท้ายคือ Cacao with Foie ที่ผสมผสานรสชาติของช็อกโกแลตกับความครีมมี่ของฟัวกราส์ออกมาได้อย่างลงตัว (15/20)

Great Menu Appetizers

จากนั้นเป็นคิวของ Caprese Salad ที่ทางร้านนำเสนอมาในรูปแบบใหม่ไม่ซ้ำใครตั้งแต่การนำใบเบซอลมาทำเป็นซอร์เบท์ช่วยเรียกความสดชื่น ยังมีมะเขือเทศให้ความฉ่ำ เปรี้ยว และอุมามิ หอยลายให้ความนุ่มหนึบ สุดท้ายคือ “Mini” Homemade Burrata Cheese ที่ขึ้นรูปจากกระบวนการ Spherification และพร้อมจะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยวนั่นเอง (17/20)

RED TUNA FROM L’AMETLLA DE MAR AND WILD SEABASS CARPACCIO
(strawberries and beetroot from El Maresme)

คอร์สนี้เชฟได้หยิบยกวัตถุดิบขึ้นชื่อของประเทศสเปนคือปลาทูน่าจากเมือง L’Ametlla de Mar ทางตอนใต้ของนคร Barcelona เชฟแล่มาเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วเสิร์ฟดิบมาแบบ Carpaccio พร้อมกับวางซ้อนกันสลับกับเนื้อปลากระพงเป็นรูปดอกกุหลาบสวยงาม ด้านล่างรองด้วยสตรอว์เบอร์รี่สดจาก El Maresme ทางตอนเหนือของนคร Barcelona ฝานเป็นชิ้น ๆ ยังมีซอสบีทรูทสีแดงสดช่วยเสริมความสดชื่นและตัดความมันของเนื้อปลาได้อย่างลงตัว (16/20)

COULANT OF WHITE ASPARAGUS FROM NAVARRA WITH CARBONARA AND EGG YOLK

Coulant หรือเค้กอุ่น ๆ เตรียมมาจากหน่อไม้ฝรั่งขาวซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญขึ้นชื่อของแคว้น Navarra ตัวเค้กมีความนุ่มละมุนลิ้น รอบ ๆ คือหน่อไม้ฝรั่งและซอสหน่อไม้ฝรั่งขาวราดด้วยน้ำมันมะกอกนั่นเอง (15/20)

COULANT OF WHITE ASPARAGUS FROM NAVARRA WITH CARBONARA AND EGG YOLK

เมื่อใช้มีดผ่าออกจะพบกับไข่แดง ส่วนของเนื้อหมู และซอสคาร์โบนาร่าที่ไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา เมื่อรับประทานทุกองค์ประกอบจะพบกับมิติความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส อย่างไรก็ตามเราคาดหวังให้ซอสคาร์โบนาร่ามีรสชาติโดดเด่นกว่านี้อีกสักนิดจะลงตัวขึ้นมาก ๆ (15/20)

JIG-CAUGHT SQUID STEWED IN THEIR INK WITH IBERIAN AND PEPPER

หมึกที่จับจากการตกเบ็ดสับเป็นชิ้น ๆ รายล้อมอยู่วงนอกท็อปด้วยชิ้นพริกหวานดองที่เรียกว่า Piparras ตรงกลางคือเนื้อส่วนของเท้าหมูดำไอบีเรียที่คลุกเคล้ากับดีหมึกและพริกไทยจนเข้ากัน ทั้งยังให้อโรมาหอมและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกับหมึกที่อยู่วงนอกได้อย่างลงตัว (17/20)

CHARCOAL-GRILLED WILD TURBOT WITH LEEK AND SHIITAKE CONSOMMÉ

ปลาเทอร์บอทที่ทางร้านนำไปย่างถ่านจนสุกแล้วเสิร์ฟมา 2 ส่วนให้เนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง รอย ๆ คือชิ้นเห็ดชิทาเกะนุ่มหนึบและผักกระเทียมต้นกรอบ ๆ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของซอสเห็ดชิทาเกะที่เทราดมารอบ ๆ จานอีกด้วย (15/20)

SUCKLING PIG (ROASTED AND BONED) WITH SICILIAN PESTO GNOCCHI (pine nuts, basil and tomatoes)

Cochinillo หรือเนื้อลูกหมูที่ยังไม่หย่านมนำไปผ่านการย่างแล้วเลาะกระดูกออกจนหมด เชฟแนะนำให้รับประทานกับ Sicilian Pesto Gnocchi นุ่มหนึบ มันฝรั่งที่เตรียมมาอย่างดี นอกจากนี้ยังมีซอสรสเปรี้ยวหวานที่เตรียมมาจากมะเขือเทศ, เมล็ดสน และใบเบซิลอีกด้วย (15/20)

“TOURNEDO ROSSINI” (beef fillet “rubia gallega” with foie; our historical dish version)

เราได้ขอให้เชฟเปลี่ยน Main Course อีกจานมาเป็นหนึ่งในเมนูประวัติศาสตร์ของห้องอาหาร Via Veneto นั่นก็คือ Rubia Gallega สุดยอดวัวสายพันธุ์พิเศษจากแคว้น Galicia ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน เชฟเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ราดด้วยซอส Jus เข้มข้นขนาบข้างไปด้วยขนมปังย่าง สุดท้ายคือ Gnocchi ที่คลุกเคล้ามากับฟัวกราส์หอมละมุน ถึงจะเป็นเมนูที่ราวกับหลุดมาจากห้องอาหารระดับสูงในยุคโบราณแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารสชาตินั้นอร่อยมากจริง ๆ (17/20)

ROASTED DUCK IN ITS OWN JUICE “A LA PRESSE” (pressed) (min. 2 pers.) (45 € p.p.; 90 €/2 p.p.) (Our greatest classic since 1967)

ห้ามพลาดสุดยอดเมนูที่จัดเสิร์ฟเคียงคู่กับห้องอาหาร Via Veneto มาตั้งแต่ปี 1967 และไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาจนถึงปัจจุบันนั่นก็คือเป็ดย่างที่พนักงานจะมาจบการเตรียมซอสให้ลูกค้าชมกันที่ข้างโต๊ะ (17/20)

ROASTED DUCK IN ITS OWN JUICE “A LA PRESSE” (pressed) (min. 2 pers.) (45 € p.p.; 90 €/2 p.p.) (Our greatest classic since 1967)

ไฮไลท์คือการเตรียมซอส Jus ที่เลียนแบบสไตล์มาจากแถบนคร Rouen ในประเทศฝรั่งเศสแต่ทางร้านนำมาแปลงโดยการเลาะเนื้อและกระดูกของเป็ดใส่เข้าไปในเครื่องอัดสีเงินแล้วหมุนวงล้อเพื่อบีบคั้นน้ำที่ได้จากเลือด, เนื้อ ไปจนถึงไขกระดูกให้รสชาติที่เข้มข้นออกมาผสมกับซอส Jus ที่เตรียมมาไว้แล้วส่วนหนึ่งหรือที่ทางร้านเรียกว่า À La Presse นั่นเอง (17/20)

ROASTED DUCK IN ITS OWN JUICE “A LA PRESSE” (pressed) (min. 2 pers.) (45 € p.p.; 90 €/2 p.p.) (Our greatest classic since 1967)

น้ำ Jus ที่ออกมาจากเครื่องให้รสชาติที่เข้มข้น (17/20)

ROASTED DUCK IN ITS OWN JUICE “A LA PRESSE” (pressed) (min. 2 pers.) (45 € p.p.; 90 €/2 p.p.) (Our greatest classic since 1967)

จานนั้นจึงจัดนำมาลงจาน เนื้อเป็ดนุ่ม หอม เคี้ยวง่ายเข้ากันกับซอสทีแสนเข้มข้น ห้ามพลาดจับคู่กับไวน์แดงดี ๆ สักแก้วบอกเลยว่าอร่อยแบบหาใครเทียบเคียงได้ยาก (17/20)

CHEESES SELECTION OF LOCAL PRODUCERS

คั่นกลางด้วยคอร์สชีสสามอย่างคือ Coulommiers, Castellano และ Mimolet

BREAD AND OLIVE OIL

ขนมปังสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ

CHERRIES WITH SWEET CHOCOLATE & CHERRY, CREAM PUFFS AND KIRSCH MOUSSE (an evocation of the Black Forest cake with cherries from Sant Climent de Lobregat)

สำหรับของหวานทางร้านได้หยิบยกเมนูที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างเค้ก Black Forest นำเสนอมาในรูปแบบใหม่ องค์ประกอบแรกคือมูสของเหล้า Kirsch จับคู่กับครีมพัฟหอมมัน นอกจากนี้ยังมีความขมและหวานของช็อกโกแลต ข้าง ๆ กันคือช็อกโกแลตนุ่มฉ่ำจาก Sant Climent de Lobregat ห่างออกไปไม่ไกลทางทิศตะวันตกของนคร Barcelona นั่นเอง (16/20)

FLAMBÉED CRÊPES SUZETTE (10 min.)

ปิดท้ายด้วย Crêpes Suzette ของหวานสุดคลาสสิคที่มีต้นกำเนิดมาจาก Café de Paris ในราชรัฐโมนาโกเมื่อผู้ช่วยบริกรนามว่า Henri Charpentier กำลังเตรียมของหวานเพื่อจัดเสิร์ฟให้กับเจ้าชายแห่งเวลส์ (ผู้ซึ่งต่อมาได้รับการราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7) แล้วเกิดอุบัติเหตุเมื่อขนมหวานจานนั้นเกิดติดไฟขึ้นมาพร้อมกับให้รสชาริที่อร่อยล้ำไม่เหมือนใคร เมื่อเจ้าชายทรงถามถึงชื่อของอาหารจานนี้นาย Henri Charpentier จึงตอบกลับไปว่า Crêpes Princesse แต่เจ้าชายได้ขอให้เปลี่ยนชื่อเป็น Crêpes Suzette เพื่อเป็นเกียรติแก่สาวชาวฝรั่งเศสที่นั่งร่วมโต๊ะเสวยอยู่ด้วยนั่นเอง เรื่องราวนี้ได้เขียนเอาไว้อย่างละเอียดในหนังสือ “Life à la Henri” นั่นเอง สำหรับที่ห้องอาหาร Via Veneto เชฟจะเตรียมแผ่นแป้งออกมาก่อน จากนั้นจึงนำมาเข้าสู่กระบวนการ Flambéed กับเหล้า Grand Marnier จนไฟลุกให้ลูกค้าชมกันที่ข้าง ๆ โต๊ะ แพนเค้กนุ่ม ๆ มีรสหวานเปรี้ยว และขมปลายของซอสส้มเข้มข้น อร่อยอย่าบอกใครเลยจริง ๆ (15/20)

Petit Four

ยังมี Petit Four ทั้ง 4 อย่างคือ Chocolate Truffle, Lime Jelly, Pistachio Biscuit และ Alfajores ซึ่งเป็นขนมหวานจากประเทศ Argentina มีกลิ่นหอมของมะพร้าวเด่นชัด

รายการเครื่องดื่มแบบสั่งแยก

รายการเครื่องดื่มแบบสั่งแยก

รายการเครื่องดื่มแบบสั่งแยก

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

รายการเครื่องดื่มแพริ่ง

💰 ราคาอาหารและไวน์

🎗 [THE PLACE] Josep Monje เกิดในเมืองเล็ก ๆ ในเทือกเขา Pyrenees นามว่า Pobellà วันหนึ่งครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายเข้ามาหางานที่นคร Barcelona โดยในระหว่างนั้นคุณ Josep Monje ถึงกับจำเป็นต้องหลับนอนในโกดังเก็บของของคนรู้จักอยู่พักหนึ่ง ต่อมาวันหนึ่งนักธุรกิจนามว่า Oriol Regàs ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Via Veneto ขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1967 บนถนน Carrer Ganduxer และเริ่มต้นประกาศหาพนักงานประจำร้าน คุณ Josep Monje จึงเดินทางไปสมัครเข้าทำงานในฐานะพนักงานเสิร์ฟก่อนจะขยับตำแหน่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการในช่วงราว ๆ ปี 1970s และกลายมาเป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียวในปี 1982

กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2001 กิจการถูกส่งต่อมาสู่ทายาทรุ่นที่ 2 คือคุณ Pere Monje โดยตัวเขาได้สืบต่อปณิธานของคุณพ่อออกมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราอลังการในสไตล์ Belle Époque โทนแสงสีส้มจากโคมไฟแขวนผนังสาดส่องมากระทบกับผ้าปูโต๊ะสีชมพูแซลมอนและเครื่องเทเบิ้ลแวร์สีเงิน

หลากหลายมุมของร้านสะท้อนกันไปมาผ่านกระจกเงารูปวงรีหลายบานที่แขวนอยู่บนผนัง

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มบุด้วยหนังช่วยให้เรารู้สึกราวกับได้ย้อนอดีตกลับไปสัมผัสบรรยากาศห้องอาหารสุดหรูในช่วงยุค 1970

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] ห้องอาหาร Via Veneto ปัจจุบันควบคุมโดยเชฟอายุ 36 ปีนามว่า David Andrés ผู้เกิดและเติบโตในเมือง Igualada ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึง Head Chef ให้กับห้องอาหาร ABaC (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Jordi Cruz มานานกว่า 8 ปีก่อนที่เขาจะผันตัวมากุมบังเหียน Via Veneto ต่อจากเชฟ Sergio Humada และเชฟ Carles Tejedor ถึงแม้ในอดีตตัวร้านจะเน้นนำเสนอเมนูสไตล์ฝรั่งเศสคลาสสิคแต่ในปัจจุบันเมื่อเปิดรายการเมนูออกดูจะพบว่าเชฟ David Andrés นำเสนออาหารคลาสสิคที่มีกลิ่นอายของภูมิภาค Catalonia โดยสอดแทรกเทคนิคการปรุงสมัยใหม่เอาไว้ได้อย่างแนบเนียนในทุก ๆ จาน

เราขอแนะนำให้เลือกชิม Great Tasting Menu ที่รวบรวมจานที่ได้รับการรังสรรค์ใหม่ล่าสุดจำนวน 7 จานเข้าไว้ด้วยนำเสนอมาที่ราคาเพียง 145 € เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายการอาหารแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยเราขอปักหมุดให้สั่งสุดยอดเมนูคลาสสิคที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาตั้งแต่ปี 1967 นั่นก็คือ Roasted Duck In Its Own Juice “A La Presse” ซึ่งพนักงานจะมาเตรียมเป็ดและเตรียมกระบวนการกดทับเพื่อรีดน้ำเป็ดให้ดูกันสด ๆ ข้างโต๊ะหรือจะเป็น “Tournedo Rossini” ที่เตรียมมาจากเนื้อวัวสายพันธุ์ที่ดีที่สุดของสเปนจากแคว้น Galicia อย่าง Rubia Gallega ก็อร่อยเลิศไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตามที่พลาดไม่ได้คือไวน์ต่าง ๆ จำนวนกว่า 10,000-20,000 ขวดที่ได้รับการกักเก็บเอาไว้ใต้ดินลึกกว่า 8 เมตร ใครที่เลือกชิม Great Tasting Menu ต้องไม่พลาดการจับคู่ Wine Pairing อันหลากหลายจำนวนกว่า 8 แก้วโดยมีไวน์เด็ดอย่างเช่น Cava Kripta 2015 of Agustí Torelló Mata ซึ่งเป็น Cava ในขวดทรงรักบี้อันเป็นเอกลักษณ์, Red wine Rioja Viña Berceo Gran Reserva 1975 ซึ่งเป็นไวน์แดง Rioja Gran Reserva ที่เก็บเอาไว้ตั้วแต่ปี 1975 และ Sweet Wine Port Grahams Tawny 10 anys bottle of 4.5l (exclusive for Via Veneto) ซึ่งเป็นไวน์หวานที่เตรียมมาสำหรับห้องอาหาร Via Veneto เท่านั้นรวมอยู่ด้วยซึ่งต้องบอกเลยว่าคุ้มค่าสุด ๆ นอกจากนี้ยังมีไวน์ที่ราคาเริ่มต้นเพียงราว ๆ 30 € อีกหลายรายการแต่ไฮไลท์ของมื้อนี้สำหรับเราคือ Rioja Grand Reserva 1964 ขวดหนึ่งที่ทางร้านตั้งราคาเอาไว้เพียง 180 € เท่านั้น

ถึงแม้ว่าห้องรับประทานอาหารหลักจะรองรับลูกค้าได้มากกว่า 50 คนแต่ทางร้านยังเผื่อห้องส่วนตัวที่สำหรับจัดเบี้ยงลูกค้าเพิ่มเติมได้อีก 50 คนเช่นกัน

บางมุมของร้านยังมีเครื่องมือสำหรับเตรียมเมนูประวัติศาสตร์อย่าง Roasted Duck In Its Own Juice “A La Presse” ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะสั่งมาลองชิมกันในวันนี้ด้วยเช่นกัน

ภาพวาดของห้องอาหาร

ภาพวาดในห้องอาหาร

เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาจะพบกับจุดตรวจสอบการจองที่มีเบื้องหลังคือบาร์ขนาดย่อมสำหรับชงเครื่องดื่ม

ใครที่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวสามารถขับมาหน้าร้านเพื่อให้พนักงานนำรถไปจอดแบบ Valet Parking โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

จนถึงปัจจุบันห้องอาหาร Via Veneto ได้รับความไว้วางใจจากเหล่าผู้มีชื่อเสียงมากมายทั้ง Salvador Dalí ที่เคยแวะมาชิมอยู่เป็นประจำ, ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Richard Nixon, นักร้องเสียงโซปราโน Victòria dels Àngels, นักแสดงหนุ่มเจ้าของบทสายลับ James Bonds อย่าง Sean Connery รวมไปถึงผู้กำกับชื่อดังอย่าง Woody Allen นอกจากนี้ตัวร้านยังคงรักษามาตรฐานการเตรียมอาหารและบริการได้อย่างดีเยี่ยมการันตีด้วยรางวัลต่าง ๆ ทั้ง 🌟 1 MICHELIN Star, 🔆🔆🔆 3 Soles Guía Repsol รวมไปถึงรางวัล National Gastronomy Award ในปี 1984,1994, 2013, 2019 และ 2021 อีกด้วย