Visit: February 13, 2023

🇨🇭 RICO'S - ริโค่ส์

👨🏻‍🍳 Chef Rico Zandonella - เชฟริโค่ ซานโดเนลล่า

Seestrasse 160, 8700 Küsnacht, Switzerland

Tel: (+41) 44 910 07 15

Cuisine

Modern Cuisine, Mediterranean Cuisine

Country

Switzerland

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟ Rico Zandonella ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Zürich ด้วยการนำเสนออาหารระดับสูงประกอบกันไปกับการตกแต่งร้านที่มีสีสันสะดุดตาทำให้ RICO’S ยืนหยัดเคียงคู่กับนคร Zürich มาได้อย่างยาวนาน

          
🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร RICO’S ตั้งอยู่ในเมือง Küsnacht ริมทะเลสาบ Zürich ห่างจากเขตเมืองเก่านคร Zürich ออกมาเพียง 8 กิโลเมตร ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1873 ทั้งยังเคยถูกใช้งานเป็น Art Gallery อีกด้วย ลูกค้าสามารถนำรถดเข้าจอดได้ที่ลานจอดเล็ก ๆ ข้างร้าน เมื่อเดินอ้อมมาฝั่งริมถนนจะพบกับประตูทางเข้านำเราไปสู่ห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งออกมาในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างมีสไตล์ เฟอร์นิเจอร์หลากสีสัน, รูปปั้นหน้าตาประหลาด รวมไปจนถึงการจัดวางเลย์เอ้าท์ภายในช่วยบ่งบอกกับนักชิมทุกคนถึงตัวร้านที่เคยใช้ชื่อว่า Kunststuben หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า The Art Room ได้อย่างชัดเจน

🎗 [THE CHEF] Rico Marcel Zandonella เกิดในปี 1961 ณ เมือง Ascona ทางตอนใต้ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ครั้นมีอายุได้ 14 ปีเขาเริ่มต้นฝึกงานกับเชฟ Horst Petermann ที่ Hotel Ascolago ต่อด้วยห้องอาหาร Suvretta ใน St. Moritz หลังจากนั้นในปี 1979 เขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Au Crocodile (3 MICHELIN Stars) ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Émile Jung ก่อนจะย้ายมายังห้องอาหาร Agnes Amberg ในนคร Zurich หลังจากสั่งสมประสบการณ์จนแน่นเขากลับมาร่วมงานกับเชฟ Horst Petermann ที่ห้องอาหาร Kunststuben (2 MICHELIN Stars) ตั้งแต่ปี 1981 ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้นกว่า 30 ปี หลังจากที่เชฟ Petermann เกษียรตัวเองในปี 2011 เชฟ Rico Zandonella จึงเข้าควบคุมกิจการและเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น Rico’s Kunststuben พร้อมกับรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาได้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Rico Zandonella ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบจากแถบ Mediterranean ออกมาในรูปแบบโมเดิร์นโดยตรึงราคาให้เข้าถึงได้ง่ายและมีความคุ้มค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เราขอแนะนำ Lunch Menu นำเสนอมาในเฉพาะวันพุธ-ศุกร์ (ไม่รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์) ที่ราคา 2 Courses (58 CHF) และ 3 Courses (68 CHF) เมื่อคำนวณออกมาแล้วพบว่าแทบจะไม่แตกต่างกับห้องอาหารระดับกลางทั่ว ๆ ไป ส่วนเรานั้นเลือกชิม Degustation Menu ที่รวบรวมเมนูเด็ดและเมนูตามฤดูกาลนำเสนอมาที่ราคา 3 Courses (140 CHF), 4 Courses (175 CHF), 5 Courses (190 CHF), 6 Courses (210 CHF), 7 Courses (245 CHF) และ 8 Courses (265 CHF) สำหรับใครที่ไปกัน 2 คนสามารถเลือกจำนวนคอร์สที่ 4 Courses (175 CHF) แล้วเลือกอาหารที่แตกต่างกันเพื่อสลับกันชิมก็ได้เช่นกัน รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่ไม่สูงนัก ส่วนตัวอย่างจานที่เตรียมออกมาได้ดีมาก ๆ อย่างเช่น

✨ Rico’s sandwich of roasted orange – brioche, foie gras with Callebaut – chocolate and beef tartare – praline
ขนมปัง Orange Brioche กรอบนอกนุ่มใน องค์ประกอบแรกฝั่งซ้ายมือคือ Foie Gras Terrine หรือเทอร์รีนตับห่านที่เตรียมมาอย่างดีสังเกตจากความเนียนและละมุนที่สัมผัสได้ทันที่ตั้งแต่ขั้นตอนการใช้มีดตัด ด้านบนคือองค์ประกอบของช็อกโกแลตแบรนด์ Callebaut จากประเทศเบลเยี่ยมจับคู่กับรสชาติของเชอร์รี่และเกลือเพียงเล็กน้อย ถัดมาคือตับห่านที่จี่บนกระทะจนสุกได้ที่ให้ความกรอบของผิวนอกเป็นเลเยอร์บาง ๆ ในขณะที่ข้างในให้ความครีมมี่ไร้ที่ติ ถัดมาคือ Beef Tartare สับละเอียดจนเนื้อสัมผัสเนียนละมุนห่อด้วยต้นหอมจีนช่วยแต่งกลิ่นของ Tartare ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ฝั่งขวามือสุดคือไอศกรีมตับห่านให้ความหอม มัน และครีมมี่โดยไร้ซึ่งกลิ่นของเหล็กมารบกวนข้อดีอื่น ๆ แม้แต่น้อยนั่นเอง (18/20)

✨ Quadrato of tuna with vegetables – Panzanella, olive – tapenade and vinaigrette pointism
หนึ่งในเมนูที่สวยงามที่สุดในค่ำคืนนี้คือ Tuna Quadrato หรือปลาทูน่าส่วน Toro แล่เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมบาง ๆ จับคู่กับซอสหลายอย่างเริ่มต้นจาก Salsa Verde สีเขียวอ่อน, Spiced Oil สีเขียวเข้ม, ซอส Beetroot สีแดง และซอสน้ำผึ้งสีเหลืองอ่อน จากนั้นเติมแต่งด้วยอโรมาของ Olive Tapenade (18/20)

✨ Taglerini with wild caught prawns, tomato – jam and three-lemon – sabayon
พาสต้าเส้น Taglerini โฮมเมดจับคู่กับกุ้งตัวเขื่องปรุงมาสุกพอเหมาะให้เนื้อสัมผัสที่เด้งสู้ฟัน เชฟจับคู่รสชาติกับองค์ประกอบรอบ ๆ อย่างซอส Sabayon ที่มีส่วนผสมของเลมอน 3 อย่างให้รสเปรี้ยวและอโรมาของความเป็นซิตรัสที่ลงตัวเสริมกันกับความเปรี้ยวอีกมิติหนึ่งของแยมมะเขือเทศได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

🎗 [WHY GO] เชฟ Rico Zandonella นำเสนออาหารสไตล์ Mediterranean ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ทุกจานใช้เทคนิคการปรุงระดับสูงแต่กลับสามารถนำเสนอรสชาติออกมาได้เข้าถึงง่ายจากลูกค้าทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างคุ้มค่าสำหรับมาตรฐานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พนักงานและทีม Sommelier ให้บริการลูกค้าอย่างทั่วถึงและเป็นกันเอง สำหรับเพื่อน ๆ ที่แวะมาท่องเที่ยวที่นคร Zürich ก็เดินทางด้วยรถเมล์หรือรถรางสาธารณะมาชิมกันได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Price :

58-265 CHF

Parking :

จอดบริเวณลานจอดข้างร้าน

Operating Time :

12.00-14.00, 19.00-22.00 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารที่นำเสนอวัตถุดิบจากทะเล Mediterranean ออกมาในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างสร้างสรรค์ภายใต้การตกแต่งร้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อาหาร :

17.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 DEGUSTATION MENU 3 Courses (140 CHF), 4 Courses (175 CHF), 5 Courses (190 CHF), 6 Courses (210 CHF), 7 Courses (245 CHF) and 8 Courses (265 CHF)

          
Amuse-bouche

Rico’s sandwich of roasted orange – brioche, foie gras with Callebaut – chocolate and beef tartare – praline

Quadrato of tuna with vegetables – Panzanella, olive – tapenade and vinaigrette pointism

Celery – apple – vanilla – soup with crispy scallop on seaweed salad

Skrei on spiced lentils with spinach – sphere and curry – emulsion

Taglerini with wild caught prawns, tomato – jam and three-lemon – sabayon

Duo of Bresse – Pigeon and Breton poussin with corn – texture, red wine – pearl onions and albufera sauce

Citrus composition with passion fruit – sorbet

Eduardo’s Banana Split

Petits-fours

🇨🇭 RICO’S – ริโค่ส์

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵️🏵 18/20 Gault&Millau – 18/20 โก&มีโย

🍴 Modern Cuisine, Mediterranean Cuisine – อาหารโมเดิร์น, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน

👨🏻‍🍳 Chef Rico Zandonella – เชฟริโค่ ซานโดเนลล่า

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟ Rico Zandonella ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Zürich ด้วยการนำเสนออาหารระดับสูงประกอบกันไปกับการตกแต่งร้านที่มีสีสันสะดุดตาทำให้ RICO’S ยืนหยัดเคียงคู่กับนคร Zürich มาได้อย่างยาวนาน

Amuse-bouche

เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างโครขนาดจิ๋วที่บรรจุ Beetroot Cream และ Beetroot Cosucous ช่วยสร้างเนื้อสัมผัสที่แตกต่างก่อนจะตัดรสด้วยองค์ประกอบของ Kumquat ซิตรัสท็อปอยู่ด้านบน (16/20)

Rico’s sandwich of roasted orange – brioche, foie gras with Callebaut – chocolate and beef tartare – praline

ขนมปัง Orange Brioche กรอบนอกนุ่มใน องค์ประกอบแรกฝั่งซ้ายมือคือ Foie Gras Terrine หรือเทอร์รีนตับห่านที่เตรียมมาอย่างดีสังเกตจากความเนียนและละมุนที่สัมผัสได้ทันที่ตั้งแต่ขั้นตอนการใช้มีดตัด ด้านบนคือองค์ประกอบของช็อกโกแลตแบรนด์ Callebaut จากประเทศเบลเยี่ยมจับคู่กับรสชาติของเชอร์รี่และเกลือเพียงเล็กน้อย ถัดมาคือตับห่านที่จี่บนกระทะจนสุกได้ที่ให้ความกรอบของผิวนอกเป็นเลเยอร์บาง ๆ ในขณะที่ข้างในให้ความครีมมี่ไร้ที่ติ ถัดมาคือ Beef Tartare สับละเอียดจนเนื้อสัมผัสเนียนละมุนห่อด้วยต้นหอมจีนช่วยแต่งกลิ่นของ Tartare ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ฝั่งขวามือสุดคือไอศกรีมตับห่านให้ความหอม มัน และครีมมี่โดยไร้ซึ่งกลิ่นของเหล็กมารบกวนข้อดีอื่น ๆ แม้แต่น้อย (18/20)

Quadrato of tuna with vegetables – Panzanella, olive – tapenade and vinaigrette pointism

หนึ่งในเมนูที่สวยงามที่สุดในค่ำคืนนี้คือ Tuna Quadrato หรือปลาทูน่าส่วน Toro แล่เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมบาง ๆ จับคู่กับซอสหลายอย่างเริ่มต้นจาก Salsa Verde สีเขียวอ่อน, Spiced Oil สีเขียวเข้ม, ซอส Beetroot สีแดง และซอสน้ำผึ้งสีเหลืองอ่อน จากนั้นเติมแต่งด้วยอโรมาของ Olive Tapenade (18/20)

Quadrato of tuna with vegetables – Panzanella, olive – tapenade and vinaigrette pointism

องค์ประกอบข้างกันคือ Panzanella หรือสลัดสไตล์อิตาลีจากภูมิภาค Ticino ทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบขึ้นจากผักหลากหลายชนิดนั่นเอง (17/20)

Celery – apple – vanilla – soup with crispy scallop on seaweed salad

ถัดมาเป็นเมนูซุปเสิร์ฟมา 2 จานย่อย (18/20)

Celery – apple – vanilla – soup with crispy scallop on seaweed salad

คอร์สซุปในวันนี้เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของแอปเปิ้ลและเซเลอรี่ให้ความเปรี้ยวผสมผสานไปกับความนวลโดยมีกลิ่นหอมของวานิลลาเสริมอยู่อย่างกลมกล่อม (18/20)

Celery – apple – vanilla – soup with crispy scallop on seaweed salad

ข้างกันคือสลัดสาหร่ายทะเลแห้งจับคู่กับหอยเชลล์ยักษ์จากประเทศฝรั่งเศสอบมาแบบกรอบนอกนุ่มใน (18/20)

Skrei on spiced lentils with spinach – sphere and curry – emulsion

Skrei หรือปลาค็อดจากประเทศนอร์เวย์เนื้อนุ่มแต่ยังคงมีความสู้ฟันอยู่เล็กน้อย ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบของถั่ว Lentils ท็อปด้านบนด้วย Sphere ทรงกลมที่ได้สีเขียวมาจากผักปวยเล้ง เชฟเลือกจับคู่กับซอส Emulsion ที่ได้สีเหลืองและอโรมาหอม ๆ ของเครื่องแกงออกมาได้อย่างพอเหมาะ (17/20)

Taglerini with wild caught prawns, tomato – jam and three-lemon – sabayon

พาสต้าเส้น Taglerini โฮมเมดจับคู่กับกุ้งตัวเขื่องปรุงมาสุกพอเหมาะให้เนื้อสัมผัสที่เด้งสู้ฟัน เชฟจับคู่รสชาติกับองค์ประกอบรอบ ๆ อย่างซอส Sabayon ที่มีส่วนผสมของเลมอน 3 อย่างให้รสเปรี้ยวและอโรมาของความเป็นซิตรัสที่ลงตัวเสริมกันกับความเปรี้ยวอีกมิติหนึ่งของแยมมะเขือเทศได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

Duo of Bresse – Pigeon and Breton poussin with corn – texture, red wine – pearl onions and albufera sauce

คอร์สนี้เชฟให้ชื่อว่า Duo of Bresse อันเนื่องมาจากวัตถุดิบหลักของจานคือเนื้อนกพิราบและเนื้อไก่ซึ่งเป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อของเมือง Bresse ในประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ด้านล่างรองด้วย Polenta ข้าวโพดนุ่ม ๆ และป็อบคอร์นกรอบ ๆ นอกจากนี้ยังมีหอมแดงหองในไวน์แดงให้ความกรอบและไข่ไก่ Onsen ที่พร้อมจะแตกไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา สำหรับซอสนั้นเชฟเลือกนำแชมเปญไป Reduction หรือเคี่ยวจนงวดจับคู่มากับ Port Wine Jus รสชาติเข้มข้น (17/20)

Bread

ขนมปังสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ

Citrus composition with passion fruit – sorbet

ของหวานจานแรกคือการนำเสนอผลไม้นำพวกซิตรัสออกมาในหลากหลายรูปแบบเริ่มองค์ประกอบฝั่งซ้ายมือคือซอร์เบท์เสาวรสท็อปด้านบนด้วยมาการองสีเขียวเตรียมมาจากถั่วพิสตาชิโอ้ ตรงกลางคือ Orange Sphere ทรงกลมบรรจุมูสส้มนุ่ม ๆ สุดท้ายคือเลมอนที่พันม้วนกับครีมเป็นโรลขนาดจิ๋วนั่นเอง (17/20)

Eduardo’s Banana Split

Banana Split ที่เชฟนำเสนอมาในรูปแบบใหม่ตั้งแต่ช็อกโกแลตเค้กด้านล่างจับคู่กับซอร์เบท์ช่วยเรียกความสดชื่น ข้างกันคือชิ้นกล้วยและครีมอัลมอนด์ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสช็อกโกแลตร้อน ๆ ลงไปในจานเป็นอันพร้อมเสิร์ฟ (17/20)

Petits-fours

ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋ว 4 อย่างคือ Cheesecake, Chocolate Truffle, Mango Jelly และ Pistachio with Dark Chocolate

รายการไวน์ในมื้อนี้

รายการไวน์ในมื้อนี้

หลังจากที่เชฟ Petermann เกษียรตัวเองในปี 2011 เชฟ Rico Zandonella จึงเข้าควบคุมกิจการและเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น Rico’s Kunststuben พร้อมกับรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาได้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

💰 ราคา 473 CHF

🎗 [THE CHEF] Rico Marcel Zandonella เกิดในปี 1961 ณ เมือง Ascona ทางตอนใต้ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ครั้นมีอายุได้ 14 ปีเขาเริ่มต้นฝึกงานกับเชฟ Horst Petermann ที่ Hotel Ascolago ต่อด้วยห้องอาหาร Suvretta ใน St. Moritz หลังจากนั้นในปี 1979 เขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Au Crocodile (3 MICHELIN Stars) ซึ่งในขณะนั้นควบคุมโดยเชฟ Émile Jung ก่อนจะย้ายมายังห้องอาหาร Agnes Amberg ในนคร Zurich หลังจากสั่งสมประสบการณ์จนแน่นเขากลับมาร่วมงานกับเชฟ Horst Petermann ที่ห้องอาหาร Kunststuben (2 MICHELIN Stars) ตั้งแต่ปี 1981 ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้นกว่า 30 ปี

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร RICO’S ตั้งอยู่ในเมือง Küsnacht ริมทะเลสาบ Zürich ห่างจากเขตเมืองเก่านคร Zürich ออกมาเพียง 8 กิโลเมตร

ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งออกมาในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างมีสไตล์

🎗 [WHY GO] เชฟ Rico Zandonella นำเสนออาหารสไตล์ Mediterranean ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ทุกจานใช้เทคนิคการปรุงระดับสูงแต่กลับสามารถนำเสนอรสชาติออกมาได้เข้าถึงง่ายจากลูกค้าทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างคุ้มค่าสำหรับมาตรฐานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พนักงานและทีม Sommelier ให้บริการลูกต้าอย่างทั่วถึงและเป็นกันเอง

เฟอร์นิเจอร์หลากสีสัน, รูปปั้นหน้าตาประหลาด รวมไปจนถึงการจัดวางเลย์เอ้าท์ภายในช่วยบ่งบอกกับนักชิมทุกคนถึงตัวร้านที่เคยใช้ชื่อว่า Kunststuben หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า The Art Room ได้อย่างชัดเจน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Rico Zandonella ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบจากแถบ Mediterranean ออกมาในรูปแบบโมเดิร์นโดยตรึงราคาให้เข้าถึงได้ง่ายและมีความคุ้มค่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เราขอแนะนำ Lunch Menu นำเสนอมาในเฉพาะวันพุธ-ศุกร์ (ไม่รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์) ที่ราคา 2 Courses (58 CHF) และ 3 Courses (68 CHF) เมื่อคำนวณออกมาแล้วพบว่าแทบจะไม่แตกต่างกับห้องอาหารระดับกลางทั่ว ๆ ไป ส่วนเรานั้นเลือกชิม Degustation Menu ที่รวบรวมเมนูเด็ดและเมนูตามฤดูกาลนำเสนอมาที่ราคา 3 Courses (140 CHF), 4 Courses (175 CHF), 5 Courses (190 CHF), 6 Courses (210 CHF), 7 Courses (245 CHF) และ 8 Courses (265 CHF) สำหรับใครที่ไปกัน 2 คนสามารถเลือกจำนวนคอร์สที่ 4 Courses (175 CHF) แล้วเลือกอาหารที่แตกต่างกันเพื่อสลับกันชิมก็ได้เช่นกัน ส่วนรายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาที่ไม่สูงนัก

สำหรับเพื่อน ๆ ที่แวะมาท่องเที่ยวที่นคร Zürich ก็เดินทางด้วยรถเมล์หรือรถรางสาธารณะมาชิมกันได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ลูกค้าสามารถนำรถดเข้าจอดได้ที่ลานจอดเล็ก ๆ ข้างร้าน

ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1873 ทั้งยังเคยถูกใช้งานเป็น Art Gallery อีกด้วย

เมื่อเดินอ้อมมาฝั่งริมถนนจะพบกับประตูทางเข้านำเราไปสู่ห้องรับประทานอาหารหลัก