หน้าแรก » 🇲🇾 Au Jardin – โอ จาร์ดุห์น
Visit: May 26, 2023
🇲🇾 Au Jardin - โอ จาร์ดุห์น
👨🏻🍳 Chef Kim Hock Su - เชฟคิม ฮอก ซู
The Warehouse@Hin Bus Depot, 125 Jalan Timah, George Town, 10150, Malaysia
Tel: (+60) 12-428 9594
Cuisine
🍴 European Contemporary - อาหารยุโรปร่วมสมัย
Country
Malaysia
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
15/20
Price
[INTRO] ในปี 2023 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียได้เปิดตัวคู่มือ MICHELIN Guide ฉบับแรกซึ่งรวบรวมห้องอาหารชั้นนำทั้งในกรุง Kuala Lampur และรัฐ Pulau Pinang ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายทางอาหารที่สำคัญที่สุดของเอเชียโดยมีห้องอาหารทั้งหมด 4 แห่งที่มีชื่อเข้าไปติดในหมวดหมู่ 1 MICHELIN Star แต่ต้องยอมรับกันเลยว่าร้านที่ได้รับความสนใจจากสื่อมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Restaurant Au Jardin ที่ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า George Town นั่นเอง
[THE PLACE] Au Jardin ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Hin Bus Depot มองจากด้านหน้าเราแทบจะไม่มีทางทราบได้เลยว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหาร Fine Dining ที่ดีที่สุดในประเทศมาเลเซีย ตัวอาคาร The Warehouse ก่อสร้างขึ้นมาจากดินเหนียวและสังกะสีโดยมีเพียงป้ายขนาดเล็กบริเวณทางเข้าเท่านั้นที่แสดงออกถึงชื่อร้าน ในทางกลับกันพื้นที่ภายในกลับตกแต่งออกมาได้อย่างมีสไตล์ในรูปแบบโมเดิร์น พื้นที่ทั้งชั้น 1 และ 2 กั้นจากห้องรับรองด้วยกระจกใสเพื่อให้แลดูโปร่งสบายตา ห้องกระจกใสจัดแสดงรางวัลต่าง ๆ ที่เชฟได้รับมาในไม่กี่ขวบปีนี้ ห้องครัวเปิด Open Kitchen ขนาดใหญ่ส่งเสริมบรรยากาศระหว่างมื้ออาหารให้มีความไดนามิคและมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาและไม่น่าเบื่อ หลังจบมื้อเชฟ Kim Hock Su จะคอยออกมาสอบถามและรับฟังข้อติชมจากลูกค้าในแต่ละโต๊ะด้วยตัวเอง
[THE CHEF & THE FOOD] เชฟ Kim Hock Su เกิดและเติบโตขึ้นมาในเมือง Penang โดยมีคุณพ่อทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐในเมือง Jitra หลังจบเรียนจบชั้นมัธยมปลายเขามีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อสาขาการจัดการที่ Manchester Metropolitan University ในประเทศอังกฤษในปี 2008 พร้อมกับเริ่มทำงานในร้านอาหารสไตล์ Brasserie หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางสายอาชีพเชฟอย่างเต็มตัวโดยการร่วมงานกับห้องอาหารชื่อดังอย่าง L’Enclume และ The Clove Club หลังจากนั้นเชฟ Kin Hock Su เดินทางกลับมายัง Penang เพื่อเปิดร้านของหวาน Les Macarons de Valérie และห้องอาหารแห่งแรกในชีวิจการเป็นเชฟคือ Basil Le Bistrot พร้อมกับสะสมเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไต้หวันนานถึง 4 ปี กระทั่งในปี 2018 เขาตัดสินใจครั้งใหญ่ในการเดินทางกลับมายัง Penang เพื่อดูแลลูกชายซึ่งขณะนั้นมีอายุได้เพียง 1 ขวบพร้อมกับเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองในชื่อ Restaurant Au Jardin ในปี 2019 โดยใช้พื้นที่ของ Hin Bus Depot ซึ่งมีเจ้าของที่ดินเป็นลูกค้าขาประจำสมัยที่เชฟเปิดร้าน Basil Le Bistrot นั่นเอง ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในคู่มือปกแดงฉบับปี 2023 ซึ่งเป็น MICHELIN Guide ฉบับแรกของประเทศมาเลเซียนั่นเอง ห้องอาหาร Au Jardin จัดเสิร์ฟ Menu Dégustation ที่เปลี่ยนผันไปในแต่ละเดือนจำนวน 6 คอร์สในราคาเริ่มต้นที่ 388 RM++ โดยมีบางจานที่สามารถอับเกรดเพิ่มตามคุณภาพและราคาของวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นเมนู Signature Dish อย่าง Cognac & Hay Aged Duck หรือเนื้อวัว Japanese A3 หรือ A5 Wagyu นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกหนึ่งคอร์สอย่าง Cured Foie Gras de Canard ที่สามารถสั่งเพิ่มเติมได้ต่างหากอีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกพอประมาณโดยทีมเชฟสามารถคัดสรรไวน์มาได้เป็นอย่างดีโดยมีราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควร เมนูอาหารที่เราคิดว่าน่าสนใจและโดดเด่นในวันนี้อย่างเช่น
จานนี้เชฟตั้งใจสร้างความหลากหลายหรือมิติทางเนื้อสัมผัสโดยใช้กะหล่ำดอกย่างจับคู่กับความกรอบของถั่วฮาเซลนัทคั่วและหัวหอม ไอศกรีมตรงกลางเตรียมขึ้นมาจากกะหล่ำดอกผสมผสานกับ Roquefort ซึ่งเป็น Blue Cheese แต่กลับมีกลิ่นฉุนไม่มากนักเพราะได้รับการลดทอนด้วยความหวานจากกะหล่ำดอกนั่นเอง ด้านบนสุดคือแผ่น Tuile กรอบเตรียมมาจากผักชีนั่นเอง (15/20)
เราขอแนะนำให้เลือกเพิ่มเงินเพื่อชิม Signature Dish ของเชฟนั่นก็คือ 90 Days Duck เชฟเลือกใช้เป็ดท้องถิ่นของนคร Penang จากพื้นแถบ Butterworth ที่มีอายุ 90 วันนำมาแยกส่วนหนังออกจากเนื้อ จากนั้นคลุกเคล้าเนื้อและยัดไส้ตรงกลางตัวเป็ดด้วยหญ้าแห้งและเครื่องเทศหลายชนิดก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการบ่มหรือ Dry Aging นานราว 2 สัปดาห์จนได้รสชาติที่เข้มข้นมากขึ้น ในระหว่างนี้เชฟยังเคลือบหนังเป็ดด้วย Cognac แบบวันเว้นวันเพื่อเสริมมิติทางรสชาติให้ซับซ้อนก่อนจะนำไปย่างต่อจนสุกพอดีพร้อมจัดเสิร์ฟ สำหรับองค์ประกอบอื่น ๆ เชฟจับคู่มากับเจลเสาวรสรสเปรี้ยวและองค์ประกอบของยูซูเพื่อตัดความมันของเป็ด ยังมีองค์ประกอบของ Nagaimo หรือมันหวานภูเขาและ Pomme Purée หรือมันฝรั่งที่มีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิล จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากกระดูกหมูรสชาติเข้มข้นลงไปเป็นอันพร้อมชิม อย่าลืมว่าจานนี้จำเป็นต้องติดต่อกับทางร้านเพื่อสั่งจองล่วงหน้าก่อนเท่านั้น (16/20)
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานที่เชฟนำแอปเปิ้ลแดงไปฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ยาว ๆ เคี้ยวแล้วให้ความกรอบที่พอเหมาะจับคู่กับ เมอแรงก์กรอบรวมไปถึง Marshmallow นุ่มหนึบที่เตรียมขึ้นมาจากพริกหวาน นอกจากนี้ยังมีซอร์เบท์ที่ผสมผสาน Bunga Kanta หรือดอกดาหลาที่ผ่านกระบวนการหมักกับผลสตรอว์เบอร์รี่ช่วยเพิ่มความสดชื่น ทุกอย่างเชื่อมด้วยความหอมมันของ Chantilly Cream ได้อย่างลงตัวไร้ที่ติก่อนที่เชฟจะจบด้วยการโรยผงบ๊วยลงไปรอบ ๆ จาน (16/20)
Price :
388 RM++
Parking :
จอดรถที่ Hin Bus Depot
Operating Time :
11.30-14.30, 17.00-22.00 ปิดวันจันทร์-พุธ
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารที่ผสมผสานเทคนิคอย่างฝรั่งเศสเข้ากันกับวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 MENU DÉGUSTATION (388 RM++) May 2023
Amuse-bouche
Green Sze-Chuan Pepper, Salted Longan Jelly, Nashi Pear
Roasted Cauliflower, Hazelnut, Onion and Balsamico Nectar, Cauliflower & Roquefort Ice Cream
Sweet Basil Oil, Hokkaido Scallops, Petit Pois, Dehydrated Baby Tomatoes, Tomato Bread
Potato Pavé, Potato Skin & Pringles Espuma, Mussel and Mushroom Fricassée, Rosemary
Pineapple, Lemon & Thyme
Celeriac Cremeux, Grenobloise, Squid Inked Crûtons, Beurre Noisette, Fish Foam
Or
Passionfruit Gel, Pomme Purée, Yuzu Split Jus, Nagaimo
Au Jardin – โอ จาร์ดุห์น
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
European Contemporary – อาหารยุโรปร่วมสมัย
Chef Kim Hock Su – เชฟคิม ฮอก ซู
[INTRO] ในปี 2023 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียได้เปิดตัวคู่มือ MICHELIN Guide ฉบับแรกซึ่งรวบรวมห้องอาหารชั้นนำทั้งในกรุง Kuala Lampur และรัฐ Pulau Pinang ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายทางอาหารที่สำคัญที่สุดของเอเชียโดยมีห้องอาหารทั้งหมด 4 แห่งที่มีชื่อเข้าไปติดในหมวดหมู่ 1 MICHELIN Star แต่ต้องยอมรับกันเลยว่าร้านที่ได้รับความสนใจจากสื่อมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Restaurant Au Jardin ที่ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า George Town นั่นเอง
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยวุ้นเส้นที่ผ่านกระบวนการ Dehydrated แล้วนำไปทอดจนกรอบ ด้านบนท็อปด้วย Emulsion เตรียมมาจากไข่ปลาลัมป์ฟิชให้กลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่คุ้นเคยรัก สุดท้ายคือไข่ปลาแซลมอนที่จะแตกออกในปากขณะเคี้ยว (13/20)
Amuse-bouche
ถัดมาคือ Cylinder ทรงกระบอกเตรียมมาจากมันฝรั่งแล้วห่อด้วยใบชะพลูด้านนอก ด้านในสอดไส้เนื้อปลาน้ำดอกไม้หรือ Barracuda ปรุงรสด้วยซอสมายองเนส ผิวมะนาว มะพร้าว และหอมแดงนั่นเอง (14/20)
Lacto Fermented Bread with Tomato Chutney Butter
จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังมาคู่กับเนยที่มีส่วนผสมของชัทนีย์มะเขือเทศ องค์ประกอบสีเขียวคือน้ำมันใบแกงหรือ Curry Leaf Oil นั่นเอง
Cured Snapper Tartare
Green Sze-Chuan Pepper, Salted Longan Jelly, Nashi Pear
Tartare ที่เตรียมมาจากปลา Red Snapper ที่เชฟนำไปหมักกับกระเทียมสด ด้านล่างรองด้วยเจลลี่นุ่มหนึบที่เตรียมมาจากลำไยหมักเกลือ ด้านบนท็อปด้วยลูกแพร์นาชิฉ่ำ ๆ กรอบ ๆ ควบคู่ไปกับลำไยฉีกให้รสชาติหวาน ยังมีเจลที่เตรียมมาจากพริกไทยเสฉวนเสริมกลิ่นและรสโดยธรรมชาติของเนื้อปลาได้อย่างพอเหมาะ (15/20)
‘Cauliflower Cheese’
Roasted Cauliflower, Hazelnut, Onion and Balsamico Nectar, Cauliflower & Roquefort Ice Cream
จานนี้เชฟตั้งใจสร้างความหลากหลายหรือมิติทางเนื้อสัมผัสโดยใช้กะหล่ำดอกย่างจับคู่กับความกรอบของถั่วฮาเซลนัทคั่วและหัวหอม ไอศกรีมตรงกลางเตรียมขึ้นมาจากกะหล่ำดอกผสมผสานกับ Roquefort ซึ่งเป็น Blue Cheese แต่กลับมีกลิ่นฉุนไม่มากนักเพราะได้รับการลดทอนด้วยความหวานจากกะหล่ำดอกนั่นเอง ด้านบนสุดคือแผ่น Tuile กรอบเตรียมมาจากผักชีนั่นเอง (15/20)
50/50 Tomato Consomme
Sweet Basil Oil, Hokkaido Scallops, Petit Pois, Dehydrated Baby Tomatoes, Tomato Bread
จานนี้เชฟนำเสนอหอยเชลล์ยักษ์โฮตาเตะจากเกาะฮอกไกโดที่ผ่านการรมควันและจี่จนสุกจับคู่มากับสาหร่ายพวงองุ่นและ Petit Pois หรือชิ้นถั่วขนาดจิ๋ว ด้านล่างมีมะเขือเทศแห้งช่วยเติมความอุมามิ ด้านบนท็อปด้วยน้ำมันเบซิล (15/20)
50/50 Tomato Consomme
Sweet Basil Oil, Hokkaido Scallops, Petit Pois, Dehydrated Baby Tomatoes, Tomato Bread
จากนั้นพนักงานจะเทราด Consommé หรือซุปใสที่เตรียมมาจากมะเขือเทศลงไปนั่นเอง (15/20)
50/50 Tomato Consomme
Sweet Basil Oil, Hokkaido Scallops, Petit Pois, Dehydrated Baby Tomatoes, Tomato Bread
ข้างกันคือขนมปังมะเขือเทศท็อปด้วยมะเจือเทศแห้ง ด้านในมีน้ำมะเขือเทศบรรจุอยู่ด้วย (15/20)
Potato on Potato on Potato
Potato Pavé, Potato Skin & Pringles Espuma, Mussel and Mushroom Fricassée, Rosemary
เชฟเลือกใช้มันฝรั่งนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มต้นด้วย Pavé มันฝรั่งชิ้นโตกรอบนอกนุ่มใน ข้างกันคือแผ่นผิวมันฝรั่งทอดกรอบ ด้านล่างเป็น Fricassée ที่ผสมผสานหอยแมลงภู่และเห็ดเข้าด้วยกันให้รสชาติเค็มนำและ Earthy Aroma ที่พอเหมาะ (14/20)
Potato on Potato on Potato
Potato Pavé, Potato Skin & Pringles Espuma, Mussel and Mushroom Fricassée, Rosemary
จากนั้นพนักงานจะเทราดโฟมที่เตรียมมาจากมันฝรั่งยี่ห้อ Pringles สีเขียวรส Sour Cream & Onion ลงไปด้านบนชวนนักถึงความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก อย่างไรก็ตามเรารู้สึกว่าด้วยกบิ่นและปริมาณของโฟมที่ราดลงไปกลบรสชาติและเนื้อสัมผัสขององค์ประกอบอื่น ๆ โดยเฉพาะ Fricassée ไปมากพอควร (14/20)
Magnum Sorbet
Pineapple, Lemon & Thyme
ล้างปากด้วยไอศกรีมแท่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Magnum โดยเชฟนำเสนอมาเป็นรสชาติของสับปะรดนำไปเคลือบรอบ ๆ ด้วยไวท์ช็อกโกแลต นอกจากนี้ยังมีอโรมาหอม ๆ ของเลมอนและใบไทม์ และความกรอบเคี้ยวสนุกจากเป๊าะแป๊ะอีกด้วย (15/20)
Wild Caught Barracuda
Celeriac Cremeux, Grenobloise, Squid Inked Crûtons, Beurre Noisette, Fish Foam
เมนคอร์สจานปลาเชฟเลือกใช้ปลาน้ำดอกไม้เสิร์ฟมากับขนมปัง Crouton ที่มีสีดำจากดีหมึกตัดเนื้อสัมผัสกันอย่างลงตัว ด้านล่างมีความหวานมันของซอส Beurre Noisette ตัดด้วยความฉุนเบา ๆ ของครีมเซเลอรี่ จากนั้นจึงจบด้วยการเติมแต่งโฟมสีขาวที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำสต็อกปลา เกล็ดปลา และกระดูกปลา (14/20)
Cognac & Hay Aged Duck (Supplement Charge 75 RM++)
Passionfruit Gel, Pomme Purée, Yuzu Split Jus, Nagaimo
เราขอแนะนำให้เลือกเพิ่มเงินเพื่อชิม Signature Dish ของเชฟนั่นก็คือ 90 Days Duck เชฟเลือกใช้เป็ดท้องถิ่นของนคร Penang จากพื้นแถบ Butterworth ที่มีอายุ 90 วันนำมาแยกส่วนหนังออกจากเนื้อ จากนั้นคลุกเคล้าเนื้อและยัดไส้ตรงกลางตัวเป็ดด้วยหญ้าแห้งและเครื่องเทศหลายชนิดก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการบ่มหรือ Dry Aging นานราว 2 สัปดาห์จนได้รสชาติที่เข้มข้นมากขึ้น (16/20)
Cognac & Hay Aged Duck (Supplement Charge 75 RM++)
Passionfruit Gel, Pomme Purée, Yuzu Split Jus, Nagaimo
ในระหว่างนี้เชฟยังเคลือบหนังเป็ดด้วย Cognac แบบวันเว้นวันเพื่อเสริมมิติทางรสชาติให้ซับซ้อนก่อนจะนำไปย่างต่อจนสุกพอดีพร้อมจัดเสิร์ฟ (16/20)
Cognac & Hay Aged Duck (Supplement Charge 75 RM++)
Passionfruit Gel, Pomme Purée, Yuzu Split Jus, Nagaimo
สำหรับองค์ประกอบอื่น ๆ เชฟจับคู่มากับเจลเสาวรสรสเปรี้ยวและองค์ประกอบของยูซูเพื่อตัดความมันของเป็ด ยังมีองค์ประกอบของ Nagaimo หรือมันหวานภูเขาและ Pomme Purée หรือมันฝรั่งที่มีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิล จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากกระดูกหมูรสชาติเข้มข้นลงไปเป็นอันพร้อมชิม อย่าลืมว่าจานนี้จำเป็นต้องติดต่อกับทางร้านเพื่อสั่งจองล่วงหน้าก่อนเท่านั้น (16/20)
Freshly Shaven Apple
Fermented Kantan and Strawberry Sorbet, Red Pepper Marshmallow, Chantilly Cream, Sour Plum Powder
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานที่เชฟนำแอปเปิ้ลแดงไปฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ยาว ๆ เคี้ยวแล้วให้ความกรอบที่พอเหมาะจับคู่กับ เมอแรงก์กรอบรวมไปถึง Marshmallow นุ่มหนึบที่เตรียมขึ้นมาจากพริกหวาน นอกจากนี้ยังมีซอร์เบท์ที่ผสมผสาน Bunga Kanta หรือดอกดาหลาที่ผ่านกระบวนการหมักกับผลสตรอว์เบอร์รี่ช่วยเพิ่มความสดชื่น ทุกอย่างเชื่อมด้วยความหอมมันของ Chantilly Cream ได้อย่างลงตัวไร้ที่ติก่อนที่เชฟจะจบด้วยการโรยผงบ๊วยลงไปรอบ ๆ จาน (16/20)
Duck Leg
นอกจากนี้เชฟยังมีของฝากเป็นน่องเป็ดในถุง Vacuum ให้ลูกค้าได้นำกลับไปผ่านกระบวนการกงฟีอย่างง่ายกันที่บ้านต่ออีกด้วย
Duck Leg
เชฟแพคใส่กล่องให้อย่างดี
ราคา 1,175.08 RM
ห้องอาหาร Au Jardin จัดเสิร์ฟ Menu Dégustation ที่เปลี่ยนผันไปในแต่ละเดือนจำนวน 6 คอร์สในราคาเริ่มต้นที่ 388 RM++ โดยมีบางจานที่สามารถอับเกรดเพิ่มตามคุณภาพและราคาของวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นเมนู Signature Dish อย่าง Cognac & Hay Aged Duck หรือเนื้อวัว Japanese A3 หรือ A5 Wagyu นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกหนึ่งคอร์สอย่าง Cured Foie Gras de Canard ที่สามารถสั่งเพิ่มเติมได้ต่างหากอีกด้วย รายการไวน์มีให้เลือกพอประมาณโดยทีมเชฟสามารถคัดสรรไวน์มาได้เป็นอย่างดีโดยมีราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควร
ภายในห้องอาหาร Au Jardin กลับตกแต่งออกมาได้อย่างมีสไตล์ในรูปแบบโมเดิร์น
พื้นที่ทั้งชั้น 1 และ 2 กั้นจากห้องรับรองด้วยกระจกใสเพื่อให้แลดูโปร่งสบายตา
ภายในห้องอาหาร
ห้องครัวเปิด Open Kitchen ขนาดใหญ่ส่งเสริมบรรยากาศระหว่างมื้ออาหารให้มีความไดนามิคและมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาและไม่น่าเบื่อ
หลังจบมื้อเชฟ Kin Hock Su จะคอยออกมาสอบถามและรับฟังข้อติชมจากลูกค้าในแต่ละโต๊ะด้วยตัวเอง
เชฟ Kim Hock Su เกิดและเติบโตขึ้นมาในเมือง Penang โดยมีคุณพ่อทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐในเมือง Jitra หลังจบเรียนจบชั้นมัธยมปลายเขามีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อสาขาการจัดการที่ Manchester Metropolitan University ในประเทศอังกฤษในปี 2008 พร้อมกับเริ่มทำงานในร้านอาหารสไตล์ Brasserie หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางสายอาชีพเชฟอย่างเต็มตัวโดยการร่วมงานกับห้องอาหารชื่อดังอย่าง L’Enclume และ The Clove Club หลังจากนั้นเชฟ Kin Hock Su เดินทางกลับมายัง Penang เพื่อเปิดร้านของหวาน Les Macarons de Valérie และห้องอาหารแห่งแรกในชีวิจการเป็นเชฟคือ Basil Le Bistrot พร้อมกับสะสมเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไต้หวันนานถึง 4 ปี กระทั่งในปี 2018 เขาตัดสินใจครั้งใหญ่ในการเดินทางกลับมายัง Penang เพื่อดูแลลูกชายซึ่งขณะนั้นมีอายุได้เพียง 1 ขวบพร้อมกับเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองในชื่อ Restaurant Au Jardin ในปี 2019 โดยใช้พื้นที่ของ Hin Bus Depot ซึ่งมีเจ้าของที่ดินเป็นลูกค้าขาประจำสมัยที่เชฟเปิดร้าน Basil Le Bistrot นั่นเอง
Au Jardin สามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในคู่มือปกแดงฉบับปี 2023 ซึ่งเป็น MICHELIN Guide ฉบับแรกของประเทศมาเลเซียนั่นเอง
[WHY GO] Au Jardin เป็นห้องอาหารที่สามารถนำวัตถุดิบท้องถิ่นโดยเฉพาะแถบนครปีนังมาผสมผสานกับเทคนิคตะวันตกสมัยใหม่ได้อย่างน่าปรทะับใจ ราคาเซ็ตเมนูถือว่าสมราคาแต่อาจจัดว่าสูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศมาเลเซียแต่ก็ยังคุ้มค่ากว่าร้านระดับเดียวกันในกรุงกัวลาลัมเปอร์
การบริการเป็นไปอย่างเรียบง่ายเป็นกันเอง จากที่กล่าวมาทำให้ Au Jardin กลายเป็นหนึ่งในร้านในดวงใจทั้งจากนักชิมท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวนั่นเอง
ตัสร้านมองจากด้านหน้าเราแทบจะไม่มีทางทราบได้เลยว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหาร Fine Dining ที่ดีที่สุดในประเทศมาเลเซีย
อาคาร The Warehouse ก่อสร้างขึ้นมาจากดินเหนียวและสังกะสีโดยมีเพียงป้ายขนาดเล็กบริเวณทางเข้าเท่านั้นที่แสดงออกถึงชื่อร้าน
Au Jardin ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Hin Bus Depot