หน้าแรก » 🇹🇭 Jhol – โจฮ์ล
Visit: May 9, 2023
🇹🇭 Jhol - โจฮ์ล
👨🏻🍳 Chef Hari Nayak - เชฟฮารี นายัค
7/2 Sukhumvit Soi 18, Sukhumvit Road, Klongtoey Bangkok 10110 Thailand
Tel: 02-004-7174
Cuisine
🍴 Indian - อาหารอินเดีย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
Selected by MICHELIN Guide
Score
14.5/20
Price
[INTRO] หากให้เรานึกถึงห้องอาหารอินเดียที่อยากแนะนำต่อให้เพื่อน ๆ ได้ตามไปลองชิมกันแล้วล่ะก็เชื่อว่าตัวเลือกอันดับแรก ๆ คงหนีไม่พ้น Jhol ห้องอาหารของสุดยอดเชฟ Hari Nayak ซึ่งเป็นหนึ่งในในเชฟชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างแน่นอน
Price :
1,399-1,999++
Parking :
จอดรถที่โรงแรมพาร์ค พลาซ่า บางกอก ซอย 18
Operating Time :
12.00-14.30, 17.30-21.30
Dress Code :
Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารอิยเดียที่ผสมผสานรสชาติแบบดั้งเดิมและเทคนิคยุคใหม่นำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล
อาหาร :
14.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 CULINARY JOURNEY (1,999++)
Jhol – โจฮ์ล
Selected by MICHELIN Guide – ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์
Indian – อาหารอินเดีย
Chef Hari Nayak – เชฟฮารี นายัค
[INTRO] หากให้เรานึกถึงห้องอาหารอินเดียที่อยากแนะนำต่อให้เพื่อน ๆ ได้ตามไปลองชิมกันแล้วล่ะก็เชื่อว่าตัวเลือกอันดับแรก ๆ คงหนีไม่พ้น Jhol ห้องอาหารของสุดยอดเชฟ Hari Nayak ซึ่งเป็นหนึ่งในในเชฟชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างแน่นอน
Amuse-bouche
เริ่มต้นคอร์สด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยด้วย Cucumber Pachadi มีลักษณะเป็นแผ่นแป้งกรอบท็อปด้านบนด้วยแตงกวาและโยเกิร์ตช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนท็อปด้วยชัทนีย์สับปะรดและเครื่องเทศอินเดีย (13/20)
Bubbles
Sparkling Wine of The Week
นอกจากนี้ภายในเซ็ตยังรวมเครื่องดื่มเอาไว้ให้แล้วคนละ 1 แก้วใหญ่อีกด้วย บอกเลยว่าคุ้มมาก ๆ
Masala Muska Bun (290++)
Pav Bhaji Butter
“ขนมปังมาซาล่า มัสก้า” เป็นขนมปังที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Iyengar Bakeries ร้านขนมปังและเบเกอรี่ชื่อดังอายุกว่า 120 ปีที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมือง Bengaluru ที่ร้าน Jhol เชฟเพิ่มองค์ประกอบของมันฝรั่งลงไปด้วย ชิ้นขนมปังมีความนุ่ม ฟู และหอมในแบบที่คนไทยและคนอินเดียชื่นชอบ เชฟแนะนำให้ฉีกขนมปังออกแล้วทาด้วย Pav Baji Butter โดย Pav Baji คือเครื่องแกงชนิดหนึ่งประกอบไปด้วยผักต่าง ๆ รวมไปถึง Gunpowder ซึ่งเป็นเครื่องเทศของอินเดียปั่นรวมกันกับเนยแล้วตีขึ้นรูปจนได้อโรมาหอมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (15/20)
Crab Appam
Chili Pepper Crab, Purple Potato Crisp
“แอพแพม” เป็นขนมปังที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบอินเดียทางตอนใต้ เชฟเตรียมขึ้นมาจากถั่วเลนทิลและข้าวหมักให้เนื้อสัมผัสนุ่มละลาย ตรงกลางคือเนื้อปูที่คลุกเคล้ากันเครื่องแกงและใบมะกรูดจนหอม ด้านบนท็อปด้วยมันม่วงกรอบ ๆ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวสนุกมากยิ่งขึ้น (14/20)
Injipuli Pork Ribs
Ginger, Tamarind, Jaggery
ถัดมาคือชิ้นซี่โครงหมูอบมาจนนุ่มขนาดใช้มีดเลาะนนื้อออกจากกระดูกเบา ๆ ก็ร่อนหลุดออกมาได้ ผิวด้านนอกเคลือบด้วยขิงและมะขามให้รสชาติเปรี้ยวโดยมีความหวานที่พอเหมาะของน้ำตาลโตนด (14/20)
Prawn Koliwada
Curd Rice, Pickled Cucumber
“โคลิวาด้า” เป็นเมนูที่มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Sion และ Mumbai องค์ประกอบด้านล่างคือเคิร์ดไรซ์ทำมาจากข้าวผสมกับโยเกิร์ตมีอุณหภูมิเย็นกว่าด้านบนเล็กน้อย ด้านบนคือกุ้งที่นำไปผัดกับเครื่องเทศและมาซาล่าให้กลิ่นหอมและรสชาติจัดจ้านครบทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม และเผ็ดบาลานซ์กันได้อย่างสมดุล ด้านบนคือแตงกวาดอง รอบ ๆ ล้อมด้วยขนมปัง Papadum กรอบ ๆ เมื่อตักชิมพร้อมกันจะได้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันคือความแน่นของเนื้อกุ้งและความเบาของเคิร์ดไรซ์นั่นเอง (14/20)
Kerala Mutton Roast
Coconut Shoot, Malabar Parota
“คีราล่า มัตตัน โรสต์” หรือเนื้อแพะที่ผ่านการตุ๋นจนนุ่มปรุงแต่งด้วยอโรมาและความเผ็ดของพริกไทยดำ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่เนื้อมะพร้าวแห้ง ใบ Curry Leaf และหอมแดงดองกรอบ ๆ ด้านล่างคือขนมปัง Maraba Parota กรอบ ๆ สำหรับรับประทานควบคู่กันไป (15/20)
Chettinad Lamb Shank
Black Pepper, Crispy Potato, Thatte Idli
“เช็ตตินาด” เป็นน่องแกะขาโตที่ช่วยเสริมความคุ้มค่าให้กับเซ็ตเมนูนี้ เชฟปรุงมาในสไตล์อินเดียใต้ เนื้อแกะนุ่ม เคี้ยวง่ายเข้ากันกับความเผ็ดจัดจ้านของพริกไทยดำ ข้างกันคือ Thatte Idli หรือแป้งที่นุ่ม ๆ คล้ายฟองน้ำท็อปด้วยผงเครื่องเทศ Gunpowder นั่นเอง (15/20)
Kundapura Ghee Roast Prawn
Kundapur Masala, Coconut Chutney, Dosa
“กีย์ โรส” เมนูอาหารพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Kundapur ไม่ไกลจาก Udupi บ้านเกิดของเชฟ เนื้อกุ้งนุ่ม เด้ง สุกกำลังดี เชฟผ่านการหมักมาในกีย์หรือเนยใสพื้นเมืองโบราณที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศมาซาล่าแดงให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ข้างกันคือชัทนีย์มะพร้าวและแป้งโดซ่าที่ทำออกมาเป็นเครปรูปกรวยมีกลิ่นหอมและความกรอบเข้ากันกับเนื้อกุ้งได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
Alleppey Fish Curry
Raw Mango, Tempered Cassava, Red Matta Rice
“แกงปลาอาลัปปีย์” โดย Alleppey หรือ Alappuzha เป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศอินเดียมีขื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของแกงที่อร่อยไม่เป็นสองรองใคร เชฟเสิร์ฟเนื้อปลาที่มีความนุ่มเข้ากันดีกับความครีมมี่ของตัวแกง อย่างไรก็ตามเรากลับไม่รู้สึกเลี่ยนแม้แต่น้อยเพราะตัวแกงมีรสชาติที่เปรี้ยวและเผ็ดจัดจ้านไม่เบา ข้างกันคือมันสำปะหลังที่เตรียมมานุ่ม ๆ และ Matta Rice ซึ่งเป็นข้าวแดงชนิดหนึ่งให้เนื้อสัมผัสนุ่มและหนึบเข้ากันดีกับตัวแกงมาก ๆ (15/20)
Mango Kulfi
Kaffir Lime Cream, Pistachio Soil, Berry Gel
มาถึงเมนูของหวานอย่างแรกคือ “คูลฟี่” หรือไอศกรีมสไตล์อินเดีย เชฟใส่รสชาติของมะม่วงน้ำดอกไม้ลงไปจึงมีกลิ่นหอมและรสชาติเปรี้ยวหวานที่ลงตัว ผิวด้านนอกเป็นไวท์ช็อกโกแลต ข้างกันคือเจลบลูเบอร์รี่ ฝั่งขวามือคือครัมเบิ้ลทำมาจากช็อกโกแลตและพิสตาชิโอ ด้านบนท็อปด้วยครีมมะกรูดและแผ่นตูยกรอบ ถือเป็นการนำเมนูของหวานริมทางที่มายกระดับให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น (14/20)
Coconut Payasam
Rabdi Ice Cream, Mango Jelly
ของหวานที่ดีที่สุดในวันนี้ต้องยกให้กับ Payasam หรือ “คีร์” ที่เตรียมมาจากมะพร้าว องค์ประกอบด้านล่างทำมาจากข้าวเสิร์ฟให้ทานคู่กับ Rabdi หรือไอศกรีมนมข้นให้ความหอมมันลงตัว ฝั่งซ้ายคือเจลลี่มะม่วงช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวหวานที่พอเหมาะ อย่าลืมตักทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อให้รสชาติที่ดีที่สุด (15/20)
Baby Banana
Cardamom, Filtered Kaapi Ice Cream
ปิดท้ายด้วย “กล้วยไข่” ที่ประกอบขึ้นมาจากไวท์ช็อกโกแลต ด้านในมีกลิ่นหอมของกระวาน เชฟเสิร์ฟมาให้จับคู่กันกับ Kaapi Ice Cream หรือไอศกรีมกาแฟสไตล์อินเดีย (15/20)
Coffee
เราแนะนำจับคู่ของหวานกับกาแฟร้อน ๆ สักแก้ว
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกตกแต่งแบบร่วมสมัยโดยผสมผสานศิลปะท้องถิ่นของอินเดียเข้ากับบรรยากาศง่าย ๆ แบบ Casual Dining
บนผนังมีการจัดแสดงรูปวาดของนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Pierre Duval แสดงถึงแผนที่คาบสมุทรอินเดียในช่วงปี 1607
เฟอร์นิเจอร์บางส่วนใช้วัสดุทำจากไม้ให้สีโทนน้ำตาลดูอบอุ่นสบายตา
[THE CHEF] Hari Nayak เกิดที่เมือง Udupi ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศอินเดีย เขาเริ่มต้นเข้ารับการศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่โรงเรียนในเมือง Manipal และเรียนจบในปี 1994 ก่อนจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับ ITC Hotels ซึ่งเป็นเครือโรงแรมขนาดใหญ่ในประเทศอินเดียอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาเดินทางไปยัวประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อที่สถาบันอาหารระดับโลกอย่าง CIA และจบมาด้วยคะแนนระดับท็อปในปี 1998 ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับโลกมาแล้วมากมายเช่น Daniel Boulud (Boulud – 3 Michelin Stars ในขณะนั้น), Marcus Samuelson (Aquavit – 2 Michelin Stars) และ Albert Adrià (elBulli – 3 Michelin Stars ในขณะนั้น) รวมไปถึงการเปิดร้านของหวานของตัวเองขึ้นที่ Princeton รัฐ New Jersey อีกด้วย
ในปัจจุบันเชฟ Hari Nayak มีห้องหารในควบคุมทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและเอเชียรวมไปถึงงานเขียนระดับ Best Seller อีกมากมายจนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเชฟชาวอินเดียที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคเลยก็ว่าได้
[THE FOOD] Jhol นำเสนออาหารออกมาในรูปแบบ Modern Coastal Indian Cuisine โดยรวบรวมเมนูพื้นบ้านจากฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดียหรือแถบบ้านเกิดของเชฟ Hari Nayak นำมายกระดับด้วยเทคนิคสมัยใหม่ให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงได้ง่ายจากเหล้านักชิมและลูกค้าทั่ว ๆ ไปมากยิ่งขึ้น
ทางร้านได้จัดเมนูทั้งแบบ À La Carte ให้ลูกค้าได้เลือกสั่งกันตามใจชอบรวมไปถึง Set Menu ในราคาสุดคุ้มค่าชื่อว่า The Culinary Journey นำเสนอมาที่ 6 คอร์สที่ราคา 1,399++ และ 6 คอร์สพร้อมเครื่องดื่มแบบ Sparkling 1 แก้วที่ราคา 1,999++ โดยเราขอแนะนำให้ลองเซ็ตเมนูชุดใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่พรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น
รายการเครื่องดื่มประกอบไปด้วยไวน์ที่เข้ากันกับอาหารอินเดีย นอกจากนี้ยังมีม็อกเทลล์และค็อกเทลล์ที่น่าสนใจอีกด้วย
หากสังเกตให้ดีจะพบรูปปั้นของพระพิฆเนศที่วางอยู่บริเวณมุมหนึ่งของร้านอีกด้วย
เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้าไปจะพบกับพื้นที่บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม
[WHY GO] Jhol ถือเป็นห้องอาหารอินเดีย Fine Dining ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เชฟ Hari Nayak สามารถรังสรรค์เมนูโดยผสมผสานรสชาติต้นตำรับเข้ากันกับกับเทคนิคยุคใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว ราคาอาหารโดยเฉพาะ Set Menu ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน พนักงานทุกคนให้บริการอย่างเป็นกันเองและสามารถตอบรายละเอียดของอาหารแต่ละจานได้เป็นอย่างดี สำหรับเพื่อนๆที่มีใจรักอาหารอินเดียรวมไปถึงอาหารสไตล์ Modern เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้แวะมาชิมกันดู รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
[THE PLACE] ลูกค้าที่ขับรถส่วนตัวมาสามารถเข้าจอดได้ที่โรงแรมพาร์ค พลาซ่า บางกอก ซอย 18 และนำบัตรจอดมาปั๊มสแตมป์ที่ร้าน สำหรับห้องอาหาร Jhol มีลักษณะเป็นอาคารพร้อมด้วยกำแพงสีขาวสูงตระหง่าน ด้านหน้าเป็นที่นั่งโซนเอาดอร์สำหรับรับลมเย็น ๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ