Visit: May 9, 2023

🇹🇭 Jhol - โจฮ์ล

👨🏻‍🍳 Chef Hari Nayak - เชฟฮารี นายัค

7/2 Sukhumvit Soi 18, Sukhumvit Road, Klongtoey Bangkok 10110 Thailand

Tel: 02-004-7174

Cuisine

🍴 Indian - อาหารอินเดีย

Country

Thailand

MICHELIN Guide

Selected by MICHELIN Guide

Score

14.5/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] หากให้เรานึกถึงห้องอาหารอินเดียที่อยากแนะนำต่อให้เพื่อน ๆ ได้ตามไปลองชิมกันแล้วล่ะก็เชื่อว่าตัวเลือกอันดับแรก ๆ คงหนีไม่พ้น Jhol ห้องอาหารของสุดยอดเชฟ Hari Nayak ซึ่งเป็นหนึ่งในในเชฟชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างแน่นอน

          
🎗 [THE PLACE] ลูกค้าที่ขับรถส่วนตัวมาสามารถเข้าจอดได้ที่โรงแรมพาร์ค พลาซ่า บางกอก ซอย 18 และนำบัตรจอดมาปั๊มสแตมป์ที่ร้าน สำหรับห้องอาหาร Jhol มีลักษณะเป็นอาคารพร้อมด้วยกำแพงสีขาวสูงตระหง่าน ด้านหน้าเป็นที่นั่งโซนเอาดอร์สำหรับรับลมเย็น ๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้าไปจะพบกับพื้นที่บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม ห้องรับประทานอาหารหลักถูกตกแต่งแบบร่วมสมัยโดยผสมผสานศิลปะท้องถิ่นของอินเดียเข้ากับบรรยากาศง่าย ๆ แบบ Casual Dining เฟอร์นิเจอร์บางส่วนใช้วัสดุทำจากไม้ให้สีโทนน้ำตาลดูอบอุ่นสบายตา บนผนังมีการจัดแสดงรูปวาดของนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Pierre Duval แสดงถึงแผนที่คาบสมุทรอินเดียในช่วงปี 1607 สุดท้ายหากสังเกตให้ดีจะพบรูปปั้นของพระพิฆเนศที่วางอยู่บริเวณมุมหนึ่งของร้านอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Hari Nayak เกิดที่เมือง Udupi ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศอินเดีย เขาเริ่มต้นเข้ารับการศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่โรงเรียนในเมือง Manipal และเรียนจบในปี 1994 ก่อนจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับ ITC Hotels ซึ่งเป็นเครือโรงแรมขนาดใหญ่ในประเทศอินเดียอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาเดินทางไปยัวประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อที่สถาบันอาหารระดับโลกอย่าง CIA และจบมาด้วยคะแนนระดับท็อปในปี 1998 ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับโลกมาแล้วมากมายเช่น Daniel Boulud (Boulud – 3 Michelin Stars ในขณะนั้น), Marcus Samuelson (Aquavit – 2 Michelin Stars) และ Albert Adrià (elBulli – 3 Michelin Stars ในขณะนั้น) รวมไปถึงการเปิดร้านของหวานของตัวเองขึ้นที่ Princeton รัฐ New Jersey อีกด้วย ในปัจจุบันเชฟ Hari Nayak มีห้องหารในควบคุมทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและเอเชียรวมไปถึงงานเขียนระดับ Best Seller อีกมากมายจนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเชฟชาวอินเดียที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคเลยก็ว่าได้

🎗 [THE FOOD] Jhol นำเสนออาหารออกมาในรูปแบบ Modern Coastal Indian Cuisine โดยรวบรวมเมนูพื้นบ้านจากฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดียหรือแถบบ้านเกิดของเชฟ Hari Nayak นำมายกระดับด้วยเทคนิคสมัยใหม่ให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงได้ง่ายจากเหล้านักชิมและลูกค้าทั่ว ๆ ไปมากยิ่งขึ้น ทางร้านได้จัดเมนูทั้งแบบ À La Carte ให้ลูกค้าได้เลือกสั่งกันตามใจชอบรวมไปถึง Set Menu ในราคาสุดคุ้มค่าชื่อว่า The Culinary Journey นำเสนอมาที่ 6 คอร์สที่ราคา 1,399++ และ 6 คอร์สพร้อมเครื่องดื่มแบบ Sparkling 1 แก้วที่ราคา 1,999++ โดยเราขอแนะนำให้ลองเซ็ตเมนูชุดใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่พรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น รายการเครื่องดื่มประกอบไปด้วยไวน์ที่เข้ากันกับอาหารอินเดีย นอกจากนี้ยังมีม็อกเทลล์และค็อกเทลล์ที่น่าสนใจอีกด้วย สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นจนเป็นที่น่าประทับใจอย่างเช่น

✨ Kerala Mutton Roast
Coconut Shoot, Malabar Parota
“คีราล่า มัตตัน โรสต์” หรือเนื้อแพะที่ผ่านการตุ๋นจนนุ่มปรุงแต่งด้วยอโรมาและความเผ็ดของพริกไทยดำ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่เนื้อมะพร้าวแห้ง ใบ Curry Leaf และหอมแดงดองกรอบ ๆ ด้านล่างคือขนมปัง Maraba Parota กรอบ ๆ สำหรับรับประทานควบคู่กันไป (15/20)

✨ Masala Muska Bun (290++)
Pav Bhaji Butter
“ขนมปังมาซาล่า มัสก้า” เป็นขนมปังที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Iyengar Bakeries ร้านขนมปังและเบเกอรี่ชื่อดังอายุกว่า 120 ปีที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมือง Bengaluru ที่ร้าน Jhol เชฟเพิ่มองค์ประกอบของมันฝรั่งลงไปด้วย ชิ้นขนมปังมีความนุ่ม ฟู และหอมในแบบที่คนไทยและคนอินเดียชื่นชอบ เชฟแนะนำให้ฉีกขนมปังออกแล้วทาด้วย Pav Baji Butter โดย Pav Baji คือเครื่องแกงชนิดหนึ่งประกอบไปด้วยผักต่าง ๆ รวมไปถึง Gunpowder ซึ่งเป็นเครื่องเทศของอินเดียปั่นรวมกันกับเนยแล้วตีขึ้นรูปจนได้อโรมาหอมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (15/20)

✨ Kundapura Ghee Roast Prawn
Kundapur Masala, Coconut Chutney, Dosa
“กีย์ โรส” เมนูอาหารพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Kundapur ไม่ไกลจาก Udupi บ้านเกิดของเชฟ เนื้อกุ้งนุ่ม เด้ง สุกกำลังดี เชฟผ่านการหมักมาในกีย์หรือเนยใสพื้นเมืองโบราณที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศมาซาล่าแดงให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ข้างกันคือชัทนีย์มะพร้าวและแป้งโดซ่าที่ทำออกมาเป็นเครปรูปกรวยมีกลิ่นหอมและความกรอบเข้ากันกับเนื้อกุ้งได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)

✨ Alleppey Fish Curry
Raw Mango, Tempered Cassava, Red Matta Rice
“แกงปลาอาลัปปีย์” โดย Alleppey หรือ Alappuzha เป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศอินเดียมีขื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของแกงที่อร่อยไม่เป็นสองรองใคร เชฟเสิร์ฟเนื้อปลาที่มีความนุ่มเข้ากันดีกับความครีมมี่ของตัวแกง อย่างไรก็ตามเรากลับไม่รู้สึกเลี่ยนแม้แต่น้อยเพราะตัวแกงมีรสชาติที่เปรี้ยวและเผ็ดจัดจ้านไม่เบา ข้างกันคือมันสำปะหลังที่เตรียมมานุ่ม ๆ และ Matta Rice ซึ่งเป็นข้าวแดงชนิดหนึ่งให้เนื้อสัมผัสนุ่มและหนึบเข้ากันดีกับตัวแกงมาก ๆ (15/20)

🎗 [WHY GO] Jhol ถือเป็นห้องอาหารอินเดีย Fine Dining ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เชฟ Hari Nayak สามารถรังสรรค์เมนูโดยผสมผสานรสชาติต้นตำรับเข้ากันกับกับเทคนิคยุคใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว ราคาอาหารโดยเฉพาะ Set Menu ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน พนักงานทุกคนให้บริการอย่างเป็นกันเองและสามารถตอบรายละเอียดของอาหารแต่ละจานได้เป็นอย่างดี สำหรับเพื่อนๆที่มีใจรักอาหารอินเดียรวมไปถึงอาหารสไตล์ Modern เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้แวะมาชิมกันดู รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Price :

1,399-1,999++

Parking :

จอดรถที่โรงแรมพาร์ค พลาซ่า บางกอก ซอย 18

Operating Time :

12.00-14.30, 17.30-21.30

Dress Code :

Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารอิยเดียที่ผสมผสานรสชาติแบบดั้งเดิมและเทคนิคยุคใหม่นำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล

อาหาร :

14.5

ราคา :

4/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

3/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

2/5

Map

📃 CULINARY JOURNEY (1,999++)

          
Amuse-bouche

Bubbles
Sparkling Wine of The Week

Crab Appam
Chili Pepper Crab, Purple Potato Crisp

Injipuli Pork Ribs
Ginger, Tamarind, Jaggery

Prawn Koliwada
Curd Rice, Pickled Cucumber

Kerala Mutton Roast
Coconut Shoot, Malabar Parota

Chettinad Lamb Shank
Black Pepper, Crispy Potato, Thatte Idli

OR

Kundapura Ghee Roast Prawn
Kundapur Masala, Coconut Chutney, Dosa

OR

Alleppey Fish Curry
Raw Mango, Tempered Cassava, Red Matta Rice

Mango Kulfi
Kaffir Lime Cream, Pistachio Soil, Berry Gel

OR

Coconut Payasam
Rabdi Ice Cream, Mango Jelly

OR

Baby Banana
Cardamom, Filtered Kaapi Ice Cream

📃 À LA CARTE

Masala Muska Bun (290++)
Pav Bhaji Butter

🇹🇭 Jhol – โจฮ์ล

🍽 Selected by MICHELIN Guide – ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์

🍴 Indian – อาหารอินเดีย

👨🏻‍🍳 Chef Hari Nayak – เชฟฮารี นายัค

🎗 [INTRO] หากให้เรานึกถึงห้องอาหารอินเดียที่อยากแนะนำต่อให้เพื่อน ๆ ได้ตามไปลองชิมกันแล้วล่ะก็เชื่อว่าตัวเลือกอันดับแรก ๆ คงหนีไม่พ้น Jhol ห้องอาหารของสุดยอดเชฟ Hari Nayak ซึ่งเป็นหนึ่งในในเชฟชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งของโลกอย่างแน่นอน

Amuse-bouche

เริ่มต้นคอร์สด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยด้วย Cucumber Pachadi มีลักษณะเป็นแผ่นแป้งกรอบท็อปด้านบนด้วยแตงกวาและโยเกิร์ตช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนท็อปด้วยชัทนีย์สับปะรดและเครื่องเทศอินเดีย (13/20)

Bubbles
Sparkling Wine of The Week

นอกจากนี้ภายในเซ็ตยังรวมเครื่องดื่มเอาไว้ให้แล้วคนละ 1 แก้วใหญ่อีกด้วย บอกเลยว่าคุ้มมาก ๆ

Masala Muska Bun (290++)
Pav Bhaji Butter

“ขนมปังมาซาล่า มัสก้า” เป็นขนมปังที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Iyengar Bakeries ร้านขนมปังและเบเกอรี่ชื่อดังอายุกว่า 120 ปีที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมือง Bengaluru ที่ร้าน Jhol เชฟเพิ่มองค์ประกอบของมันฝรั่งลงไปด้วย ชิ้นขนมปังมีความนุ่ม ฟู และหอมในแบบที่คนไทยและคนอินเดียชื่นชอบ เชฟแนะนำให้ฉีกขนมปังออกแล้วทาด้วย Pav Baji Butter โดย Pav Baji คือเครื่องแกงชนิดหนึ่งประกอบไปด้วยผักต่าง ๆ รวมไปถึง Gunpowder ซึ่งเป็นเครื่องเทศของอินเดียปั่นรวมกันกับเนยแล้วตีขึ้นรูปจนได้อโรมาหอมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (15/20)

Crab Appam
Chili Pepper Crab, Purple Potato Crisp

“แอพแพม” เป็นขนมปังที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบอินเดียทางตอนใต้ เชฟเตรียมขึ้นมาจากถั่วเลนทิลและข้าวหมักให้เนื้อสัมผัสนุ่มละลาย ตรงกลางคือเนื้อปูที่คลุกเคล้ากันเครื่องแกงและใบมะกรูดจนหอม ด้านบนท็อปด้วยมันม่วงกรอบ ๆ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวสนุกมากยิ่งขึ้น (14/20)

Injipuli Pork Ribs
Ginger, Tamarind, Jaggery

ถัดมาคือชิ้นซี่โครงหมูอบมาจนนุ่มขนาดใช้มีดเลาะนนื้อออกจากกระดูกเบา ๆ ก็ร่อนหลุดออกมาได้ ผิวด้านนอกเคลือบด้วยขิงและมะขามให้รสชาติเปรี้ยวโดยมีความหวานที่พอเหมาะของน้ำตาลโตนด (14/20)

Prawn Koliwada
Curd Rice, Pickled Cucumber

“โคลิวาด้า” เป็นเมนูที่มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Sion และ Mumbai องค์ประกอบด้านล่างคือเคิร์ดไรซ์ทำมาจากข้าวผสมกับโยเกิร์ตมีอุณหภูมิเย็นกว่าด้านบนเล็กน้อย ด้านบนคือกุ้งที่นำไปผัดกับเครื่องเทศและมาซาล่าให้กลิ่นหอมและรสชาติจัดจ้านครบทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม และเผ็ดบาลานซ์กันได้อย่างสมดุล ด้านบนคือแตงกวาดอง รอบ ๆ ล้อมด้วยขนมปัง Papadum กรอบ ๆ เมื่อตักชิมพร้อมกันจะได้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันคือความแน่นของเนื้อกุ้งและความเบาของเคิร์ดไรซ์นั่นเอง (14/20)

Kerala Mutton Roast
Coconut Shoot, Malabar Parota

“คีราล่า มัตตัน โรสต์” หรือเนื้อแพะที่ผ่านการตุ๋นจนนุ่มปรุงแต่งด้วยอโรมาและความเผ็ดของพริกไทยดำ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่เนื้อมะพร้าวแห้ง ใบ Curry Leaf และหอมแดงดองกรอบ ๆ ด้านล่างคือขนมปัง Maraba Parota กรอบ ๆ สำหรับรับประทานควบคู่กันไป (15/20)

Chettinad Lamb Shank
Black Pepper, Crispy Potato, Thatte Idli

“เช็ตตินาด” เป็นน่องแกะขาโตที่ช่วยเสริมความคุ้มค่าให้กับเซ็ตเมนูนี้ เชฟปรุงมาในสไตล์อินเดียใต้ เนื้อแกะนุ่ม เคี้ยวง่ายเข้ากันกับความเผ็ดจัดจ้านของพริกไทยดำ ข้างกันคือ Thatte Idli หรือแป้งที่นุ่ม ๆ คล้ายฟองน้ำท็อปด้วยผงเครื่องเทศ Gunpowder นั่นเอง (15/20)

Kundapura Ghee Roast Prawn
Kundapur Masala, Coconut Chutney, Dosa

“กีย์ โรส” เมนูอาหารพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Kundapur ไม่ไกลจาก Udupi บ้านเกิดของเชฟ เนื้อกุ้งนุ่ม เด้ง สุกกำลังดี เชฟผ่านการหมักมาในกีย์หรือเนยใสพื้นเมืองโบราณที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศมาซาล่าแดงให้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ข้างกันคือชัทนีย์มะพร้าวและแป้งโดซ่าที่ทำออกมาเป็นเครปรูปกรวยมีกลิ่นหอมและความกรอบเข้ากันกับเนื้อกุ้งได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)

Alleppey Fish Curry
Raw Mango, Tempered Cassava, Red Matta Rice

“แกงปลาอาลัปปีย์” โดย Alleppey หรือ Alappuzha เป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศอินเดียมีขื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของแกงที่อร่อยไม่เป็นสองรองใคร เชฟเสิร์ฟเนื้อปลาที่มีความนุ่มเข้ากันดีกับความครีมมี่ของตัวแกง อย่างไรก็ตามเรากลับไม่รู้สึกเลี่ยนแม้แต่น้อยเพราะตัวแกงมีรสชาติที่เปรี้ยวและเผ็ดจัดจ้านไม่เบา ข้างกันคือมันสำปะหลังที่เตรียมมานุ่ม ๆ และ Matta Rice ซึ่งเป็นข้าวแดงชนิดหนึ่งให้เนื้อสัมผัสนุ่มและหนึบเข้ากันดีกับตัวแกงมาก ๆ (15/20)

Mango Kulfi
Kaffir Lime Cream, Pistachio Soil, Berry Gel

มาถึงเมนูของหวานอย่างแรกคือ “คูลฟี่” หรือไอศกรีมสไตล์อินเดีย เชฟใส่รสชาติของมะม่วงน้ำดอกไม้ลงไปจึงมีกลิ่นหอมและรสชาติเปรี้ยวหวานที่ลงตัว ผิวด้านนอกเป็นไวท์ช็อกโกแลต ข้างกันคือเจลบลูเบอร์รี่ ฝั่งขวามือคือครัมเบิ้ลทำมาจากช็อกโกแลตและพิสตาชิโอ ด้านบนท็อปด้วยครีมมะกรูดและแผ่นตูยกรอบ ถือเป็นการนำเมนูของหวานริมทางที่มายกระดับให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น (14/20)

Coconut Payasam
Rabdi Ice Cream, Mango Jelly

ของหวานที่ดีที่สุดในวันนี้ต้องยกให้กับ Payasam หรือ “คีร์” ที่เตรียมมาจากมะพร้าว องค์ประกอบด้านล่างทำมาจากข้าวเสิร์ฟให้ทานคู่กับ Rabdi หรือไอศกรีมนมข้นให้ความหอมมันลงตัว ฝั่งซ้ายคือเจลลี่มะม่วงช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวหวานที่พอเหมาะ อย่าลืมตักทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อให้รสชาติที่ดีที่สุด (15/20)

Baby Banana
Cardamom, Filtered Kaapi Ice Cream

ปิดท้ายด้วย “กล้วยไข่” ที่ประกอบขึ้นมาจากไวท์ช็อกโกแลต ด้านในมีกลิ่นหอมของกระวาน เชฟเสิร์ฟมาให้จับคู่กันกับ Kaapi Ice Cream หรือไอศกรีมกาแฟสไตล์อินเดีย (15/20)

Coffee

เราแนะนำจับคู่ของหวานกับกาแฟร้อน ๆ สักแก้ว

ห้องรับประทานอาหารหลักถูกตกแต่งแบบร่วมสมัยโดยผสมผสานศิลปะท้องถิ่นของอินเดียเข้ากับบรรยากาศง่าย ๆ แบบ Casual Dining

บนผนังมีการจัดแสดงรูปวาดของนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Pierre Duval แสดงถึงแผนที่คาบสมุทรอินเดียในช่วงปี 1607

เฟอร์นิเจอร์บางส่วนใช้วัสดุทำจากไม้ให้สีโทนน้ำตาลดูอบอุ่นสบายตา

🎗 [THE CHEF] Hari Nayak เกิดที่เมือง Udupi ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศอินเดีย เขาเริ่มต้นเข้ารับการศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่โรงเรียนในเมือง Manipal และเรียนจบในปี 1994 ก่อนจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับ ITC Hotels ซึ่งเป็นเครือโรงแรมขนาดใหญ่ในประเทศอินเดียอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาเดินทางไปยัวประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อที่สถาบันอาหารระดับโลกอย่าง CIA และจบมาด้วยคะแนนระดับท็อปในปี 1998 ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับโลกมาแล้วมากมายเช่น Daniel Boulud (Boulud – 3 Michelin Stars ในขณะนั้น), Marcus Samuelson (Aquavit – 2 Michelin Stars) และ Albert Adrià (elBulli – 3 Michelin Stars ในขณะนั้น) รวมไปถึงการเปิดร้านของหวานของตัวเองขึ้นที่ Princeton รัฐ New Jersey อีกด้วย

ในปัจจุบันเชฟ Hari Nayak มีห้องหารในควบคุมทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและเอเชียรวมไปถึงงานเขียนระดับ Best Seller อีกมากมายจนอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเชฟชาวอินเดียที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคเลยก็ว่าได้

🎗 [THE FOOD] Jhol นำเสนออาหารออกมาในรูปแบบ Modern Coastal Indian Cuisine โดยรวบรวมเมนูพื้นบ้านจากฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดียหรือแถบบ้านเกิดของเชฟ Hari Nayak นำมายกระดับด้วยเทคนิคสมัยใหม่ให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงได้ง่ายจากเหล้านักชิมและลูกค้าทั่ว ๆ ไปมากยิ่งขึ้น

ทางร้านได้จัดเมนูทั้งแบบ À La Carte ให้ลูกค้าได้เลือกสั่งกันตามใจชอบรวมไปถึง Set Menu ในราคาสุดคุ้มค่าชื่อว่า The Culinary Journey นำเสนอมาที่ 6 คอร์สที่ราคา 1,399++ และ 6 คอร์สพร้อมเครื่องดื่มแบบ Sparkling 1 แก้วที่ราคา 1,999++ โดยเราขอแนะนำให้ลองเซ็ตเมนูชุดใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่พรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น

รายการเครื่องดื่มประกอบไปด้วยไวน์ที่เข้ากันกับอาหารอินเดีย นอกจากนี้ยังมีม็อกเทลล์และค็อกเทลล์ที่น่าสนใจอีกด้วย

หากสังเกตให้ดีจะพบรูปปั้นของพระพิฆเนศที่วางอยู่บริเวณมุมหนึ่งของร้านอีกด้วย

เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้าไปจะพบกับพื้นที่บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม

🎗 [WHY GO] Jhol ถือเป็นห้องอาหารอินเดีย Fine Dining ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เชฟ Hari Nayak สามารถรังสรรค์เมนูโดยผสมผสานรสชาติต้นตำรับเข้ากันกับกับเทคนิคยุคใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว ราคาอาหารโดยเฉพาะ Set Menu ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน พนักงานทุกคนให้บริการอย่างเป็นกันเองและสามารถตอบรายละเอียดของอาหารแต่ละจานได้เป็นอย่างดี สำหรับเพื่อนๆที่มีใจรักอาหารอินเดียรวมไปถึงอาหารสไตล์ Modern เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้แวะมาชิมกันดู รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

🎗 [THE PLACE] ลูกค้าที่ขับรถส่วนตัวมาสามารถเข้าจอดได้ที่โรงแรมพาร์ค พลาซ่า บางกอก ซอย 18 และนำบัตรจอดมาปั๊มสแตมป์ที่ร้าน สำหรับห้องอาหาร Jhol มีลักษณะเป็นอาคารพร้อมด้วยกำแพงสีขาวสูงตระหง่าน ด้านหน้าเป็นที่นั่งโซนเอาดอร์สำหรับรับลมเย็น ๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ