Visit: February 18, 2023

🇫🇷 La Table d'Olivier Nasti - ลา ตาเบล โดลิวิแยร์ นาสติ

👨🏻‍🍳 Chef Olivier Nasti - เชฟโอลิวิแยร์ นาสติ

13 Rue du Général de Gaulle, 68240 Kaysersberg, France

Tel: (+33) 3 89 47 10 17

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

19/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] Kaysersberg เป็นหมู่บ้านยุคกลางในภูมิภาค Alsace ห่างจากนคร Colmar ออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 12 กิโลเมตร นอกจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บน Alsace Wine Route พอดิบพอดีแล้วตัวเมืองยังควรค่าแก่การเดินทางมาท่องเที่ยวสักครึ่งวัน เมื่อเดินไปถึงท้ายเมืองจะพบกับโรงแรม Le Chambard ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารที่ดีที่สุดในย่านนี้ถึง 2 แห่งคือ La Table d’Olivier Nasti นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์ที่มีความซับซ้อนสูงและ Winstub du Chambard นำเสนออาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace นั่นเอง

          
🎗 [THE PLACE] Le Chambard มีลักษณะเป็นอาคารเก่าสมัยศตวรรษที่ 18 ก่อนจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปี 2011 ภายนอกโดดเด่นด้วยสีแดงเข้มแตกต่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างชัดเจน เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับแผนกต้อนรับคอยตรวจสอบการจอง จากจุดนี้ลูกค้าสามารถมองผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าไปเห้นห้องครัวได้อย่างชัดเจน ฝั่งขวามือเป็นห้องอาหาร Winstub du Chambard (😋 Bib Gourmand) นำเสนอเมนูท้องถิ่นประจำภูมิภาค Alsace ในราคาสุดคุ้มค่าซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะแวะชิมช่วงมื้อกลางวันเช่นกัน ฝั่งซ้ายมือเป็น Marius Bar สำหรับชงเครื่องดื่ม รอบข้างตกแต่งด้วยหัวกวางและเขากวางจำนวนมากบ่งบอกถึงความชื่นชอบเกี่ยวกับการล่าสัตว์ของเชฟได้เป็นอย่างดี ส่วนห้องอาหาร La Table d’Olivier Nasti นั้นแบ่งออกเป็นสองฝั่งเริ่มจากห้องของเราในวันนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านหลังโดดเด่นด้วยรูปหล่อปลา Barracuda สีเงินพร้อมกับไฟสีเหลืองสลัวช่วยเสริมบรรยากาศให้มีความโรแมนติคมากยิ่งขึ้น อีกห้องหนึ่งมีลักษณะเป็นเรือนหลังเล็กที่เพิ่งได้รับการต่อเติมในปี 2018 กวางไม้ตัวสูงใหญ่กลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาทุกโต๊ะ การบริการตลอดมื้อเป็นไปอย่างลื่นไหล อย่าลืมจองล่วงหน้าสัก 2-3 อาทิตย์เพราะตัวร้านมักถูกจองเต็มตลอดเวลาโดยเฉพาะช่วง High Season อย่างคริสมาสต์นั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Olivier Nasti เกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Movillars ในภูมิภาค Franche-Comté โดยมีคุณแม่ทำงานเป็นนักบัญชี ส่วนคุณพ่อที่เป็นคนอิตาลีนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่อมีอายุได้ 14 ปีเขามีความฝันที่จะประกอบอาชีพเป็นชาวนาหรือพ่อค้าขายขนมปังแต่คุณแม่กลับไม่เห็นด้วย เขาจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานกับเชฟ Dominique Mathy ที่ห้องอาหาร Château Servin (2 MICHELIN Stars) หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นทำวานเป็นเสมียนที่โรงแรม Beau Rivage Palace ในนคร Lausanne (เราเคยเขียนบทความถึงโรงแรมแห่งนี้เอาไว้แล้ว สามารถติดตามได้ที่งานรีวิวห้องอาหาร Anne-Sophie-Pic) จากนั้นจึงเริ่มต้นเป็นเชฟมืออาชีพที่โรงแรม Sheraton Luxembourg ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ South Croydon ณ กรุง London อยู่พักหนึ่งและเดินทางกลับมาร่วมงานกับเชฟ Jean-Yves Schillinger ที่เมือง Colmar ต่อด้วยห้องอาหารระดับสูงอีกมากมายคือ Le Bricourt (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Concale, Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ณ เมือง Illhauesern และ Le Cagnard ใน Cagnes-sur-Mer ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 1993 เชฟ Olivier Nasti และคุณ Emmanuel Nasti เข้าซื้อกิจการ Le Caveau d’Eguisheim และซึมซับเทคนิคการเตรียมออาหารสไตล์ Alsatian ทั้งยังได้พบกับคุณ Patricia ผู้ซึ่งกลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน กระทั่งในปี 2000 เขาตัดสินใจซื้อต่อโรงแรม Le Chambard ในเมือง Kaysersberg โดยตัวเขาดำรงตำแหน่งเป็นเชฟประจำโรงแรมและภรรยารับหน้าที่คอยดูแลอีกหนึ่งห้องอาหารในโรงแรมคือ Winstub du Chambard (😋 Bib Gourmand) ซึ่งเราได้เขียนบทความรีวิวเอาไว้แล้วเช่นกัน ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2005 และยกระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 นอกจากนี้ตัวเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น Meilleur Ouvrier de France ในปี 2007 อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] เชฟ Olivier Nasti นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace อย่างเช่นเนื้อสัตว์ป่าต่าง ๆ ออกมาได้อย่างโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ลูกค้าสามารถเลือกชิมเป็น Tasting Menu ที่ใช้ชื่อว่า L’EXPRESSION นำเสนอมาที่ราคา 7 Course – 245 € และ 10 คอร์ส – 325 € โดยในคอร์สใหญ่เพื่อน ๆ จะได้สัมผัสเมนู Signature Dish อย่าง “L’insolite” The king of the Alsatian forests in tartare, Osciètre caviar “Kaviari House” อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกได้ตามใจชอบในราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควร Sommelier มากความสามารถคือคุณ Jean-Baptiste Klein คัดสรรไวน์คุณภาพดีและไวน์หายากจำนวนมากมาประกอบกันเป็นลิสต์ขนาดใหญ่ในราคาสมเหตุสมผล เราขอยกตัวอย่างจานที่เตรียมออกมาได้น่าประทับใจอย่างเช่น

✨ Le Filet d’anguille « au vert »
légèrement fumée et laquée aux agrumes
เริ่มต้นด้วยสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำตัวของเชฟ Olivier Nasti คือ “Green Style” Eel หรือปลาไหลจากแม่น้ำ Rhine ที่นำไปรมควันเพียงเล็กน้อยก่อนจะนำมาเกลซด้วย Citrus ต่าง ๆ ตรงกลางระหว่างชิ้นปลาไหลที่มีความสู้ฟันเป็นองค์ประกอบของปลา Pike ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสให้เกิดความแตกต่างได้อย่างกลมกลืน ยังมี Purée สีเขียวที่เตรียมขึ้นมาจากสมุนไพรจำพวกและกระเทียมต้นพาสลีย์ นอกจากนี้ยังยังเสริม Purée มาให้ด้านนอกคู่กันกับ Orange Gel ให้รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ที่แตกต่างไปจากความเปรี้ยวของ Citrus บนเนื้อปลาไหลอีกด้วย (20/20)

✨ L’Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d’abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin
สุดยอดเมนูที่สร้างอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเชฟ Olivier Nasti คือคอร์สที่เชฟนำเสนอปลา Arctic Char จากภูเขาในภูมิภาค Alsace มาแบบดิบในกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นจึงเทราดขี้ผึ้งร้อนอุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสลงไปเพื่อทำให้เนื้อปลาสุกแล้วพักเอาไว้นาน 6 นาทีจน ต่อมาพนักงานจะเลาะเนื้อปลาออกมาจากขี้ผึ้งเพื่อจัดลงจาน ชิ้นปลานุ่มละมุนจนแทบละลายในปากแตกต่างจากการปรุงสุกทั่วไปอย่างชัดเจน องค์ประกอบอื่น ๆ คือ Vinaigrette อุ่น ๆ หลากหลายชนิดที่เตรียมมาจากทั้งแอปเปิ้ลเขียว เซเลอรี่ และน้ำมันต้นสนเสริมด้วยน้ำผึ้งจากฟาร์มผึ้งของร้านเองให้รสชาติและอโรมารวมกันออกมาได้อย่างซับซ้อนสุด ๆ (20/20)

✨ « L’Insolite » le roi des forêts Alsacienne en tartare
Caviar Osciètre « Maison Kaviari »
สุดยอดเมนู Signature Dish เป็นจานที่เชฟอาศัยวัตถุดิบที่ได้รับการขนานนามให้เป็น The King of The Forest ซึ่งก็คือเนื้อกวางนั่นเอง เชฟสับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน ไร้ซึ่งกลิ่นสาบและกลิ่นคาว ผสานกันไปกับเนื้อสัมผัสของ Oscietra Caviar คุณภาพสูงแบรนด์ Kaviari ได้อย่างไร้ที่ติ ตรงกลางคือน้ำแข็งที่เตรียมมาจากเหล้า Gin ช่วยเรียกความสดชื่นเข้ากันได้ดีกับความฉุนของซอสสมุนไพรสีเขียว รอบ ๆ คือใบ Oxalis เสิร์ฟมาคู่กับกับ Dried Caviar มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ เล็กๆ ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างออกไปและเสริมกลิ่นให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (20/20)

🎗 [WHY GO] La Table d’Olivier Nasti ได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Alsace และเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสโดยไร้ข้อกังขา ทุกคอร์สมีความซับซ้อนทางรสชาติและเทคนิคสูงมากแต่ยังคงเข้าถึงได้ง่ายจากกลุ่มลูกค้าทั่วไป ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูง พนักงานบริการแบบเป็นกันเอง จากทั้งหมดที่ว่ามาทำให้ตัวร้านควรค่าเป็นอย่างยิ่งที่จะออกเดินทางเพื่อมาชิมสักครั้งในชีวิต

Price :

245-325 €

Parking :

จอดบริเวณลานกว้างฝั่งตรงข้ามกับห้องอาหาร

Operating Time :

Lunch Fri-Sun 12.00-13.30, Dinner Wed-Sun 19.30-20.30, Closed on Mon-Tue

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารระดับสูงแห่งภูมิภาค Alsace ที่ควรค่าแก่การเดินทางมาชิมสักครั้งในชีวิต

อาหาร :

19

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 L'EXPRESSION (325 €)

          
L’Alsace en quelques bouchées

Le Filet d’anguille « au vert »
légèrement fumée et laquée aux agrumes

L’Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d’abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin

La Féra du lac Léman « pêche de l’ami Éric » au carvi des prés et champignons de Colmar

La Choucroute nouvelle de Krautergersheim, truffe noire et jus de liveche

« L’Insolite » le roi des forêts Alsacienne en tartare
Caviar Osciètre « Maison Kaviari »

La Parole de biche confite, vinaigrette à la graine de moutarde

Le Gibier d’Alsace cuisiné dans la selle, compotée de myrtilles des Vosges et échalotes, Kassknepfle de nos grands-mères

Le Munster et le cumin à manger du bout des doigts

L’Églantine des vignes et la châtaigne de nos forêts, vinaigrette sucrée à la poire Williams

Le Coing confit aux épices, agrumes en marmelade et safran d’Alsace

L’Alsace gourmande

📃 À LA CARTE

Le Foie gras d’oie givrée et râpé en neige, crème aux fruits du berawecka et tomme des montagnes (82 €)

La Pomme de nos vergers confite au cidre alsacien, vinaigrette sucrée au houblon et crème glacée au sarrasin toasté (48 €)

🇫🇷 La Table d’Olivier Nasti – ลา ตาเบล โดลิวิแยร์ นาสติ

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵️🏵️🏵🏵🏵 19/20 Gault&Millau – 19/20 โก&มีโย

🍴 Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Olivier Nasti – เชฟโอลิวิแยร์ นาสติ

L’Alsace en quelques bouchées

ก่อนเข้าสู่มื้ออาหารเชฟจะนำเสิร์ฟของว่างที่เรียกว่า Alsace in a few bites เริ่มต้นด้วยโคนขนาดจิ๋วกรอบ ๆ ตรงกลางบรรจุ Horseradish ผักที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Wasabi of Alsace ให้รสชาติเผ็ดนิด ๆ ฉุนพอเหมาะช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก ๆ (19/20)

L’Alsace en quelques bouchées

ลูกกลม ๆ สีเขียวคือ Snails Cromesquis ด้านในเป็น Melted Butter จับคู่กับเนื้อหอยทากนุ่มหนึบให้ Earthy Aroma พอสัมผัสได้แต่ไม่มากจนเกินไป รอบ ๆ คือผงพาสลีย์ช่วยบาลานซ์โทนของรสชาติให้กลมกล่อม (20/20)

L’Alsace en quelques bouchées

ยังมีของว่างเรียกน้ำย่อยจัดเสิร์ฟมาอีกชุดใหญ่ (20/20)

L’Alsace en quelques bouchées

Butternut Tartelette มีลักษณะเป็นมินิทาร์ตขนาดพอดีคำเสิร์ฟมากับฟักทองน้ำเต้าหวานละมุน (20/20)

L’Alsace en quelques bouchées

Fleischnaka เป็นอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มีลักษณะเป็นพาสต้าไข่ม้วนไปกับเนื้อที่ปรุงสุกโดยรากศัพท์นั้นมาจากคำว่า Fleisch เป็นภาษาเยอรมันแปลว่าเนื้อและคำว่า Schnecke ที่แปลว่าหอยทากอันเนื่องมาจากสเ้นพาสต้าที่ม้วนนั้นดูแล้วคล้ายกับกระดองของหอยทากนั่นเอง ในที่นี้เชฟยัดไส้พาสต้าด้วย Game Meat หรือเนื้อสัตว์ป่าของภูมิภาค Alsace นั่นเอง (20/20)

L’Alsace en quelques bouchées

ขนม Meringue เคี้ยวง่าย ละลายในปาก ตรงกลางคือครีมที่เตรียมมาจากเห็ด Champignons de Colmar ยังมีองค์ประกอบของเนื้อสัตว์ป่าและ Black Truffle ให้รสชาติและกลิ่นที่เฉพาะตัวอีกด้วย (20/20)

L’Alsace en quelques bouchées

Tapioca Chip หรือแผ่นสาคูกรอบท็อปด้านบนด้วยเนื้อปลา Arctic Char จาก Lac Léman จับคู่กับไข่ปลารมควันและอโรมาหอม ๆ ของดอก Elderflower (20/20)

L’Alsace en quelques bouchées

แป้ง Pastry ที่เชฟเตรียมให้สุกด้วยฟืนมีลักษณะเป็นแท่งเรียวเล็กกรอบ ๆ รับประทานได้เพลิน ๆ (20/20)

L’Alsace en quelques bouchées

Flamenkuchen หรือ Alsace Pizza เป็นของว่างยอดนิยมของพื้นที่แถบ Alsace เชฟตั้งใจนำเสนอมาในรูปแบบของตัวเองมีลักษณะเป็นแป้ง Pastry จับคู่กับครีมและเบคอนหอมมันโดยอาศัยความหวานของหัวหอมนั่นเอง (20/20)

Le Filet d’anguille « au vert »
légèrement fumée et laquée aux agrumes

เริ่มต้นด้วยสุดยอดเมนู Signature Dish ประจำตัวของเชฟ Olivier Nasti คือ “Green Style” Eel หรือปลาไหลจากแม่น้ำ Rhine ที่นำไปรมควันเพียงเล็กน้อยก่อนจะนำมาเกลซด้วย Citrus ต่าง ๆ ตรงกลางระหว่างชิ้นปลาไหลที่มีความสู้ฟันเป็นองค์ประกอบของปลา Pike ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสให้เกิดความแตกต่างได้อย่างกลมกลืน ยังมี Purée สีเขียวที่เตรียมขึ้นมาจากสมุนไพรจำพวกและกระเทียมต้นพาสลีย์ นอกจากนี้ยังยังเสริม Purée มาให้ด้านนอกคู่กันกับ Orange Gel ให้รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ที่แตกต่างไปจากความเปรี้ยวของ Citrus บนเนื้อปลาไหลอีกด้วย (20/20)

Le Foie gras d’oie givrée et râpé en neige, crème aux fruits du berawecka et tomme des montagnes (82 €)

ฟัวกราส์ตับห่านเตรียมมาเป็นหิมะเบาละมุนและพร้อมจะละลายในปาก ด้านบนคือชีสท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace ที่เชฟเรียกว่า Tomme des Montagnes (Mountain Tomme) ด้านล่างคือ Berawecka Cream หรือครีมที่เตรียมมาจากขนมปังผลไม้ท้องถิ่น ส่วนข้างกันคือชิ้นฟัวกราส์ตับห่านนั่นเอง (19/20)

L’Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d’abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin

สุดยอดเมนูที่สร้างอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเชฟ Olivier Nasti คือคอร์สที่เชฟนำเสนอปลา Arctic Char จากภูเขาในภูมิภาค Alsace มาแบบดิบในกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (20/20)

L’Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d’abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin

จากนั้นจึงเทราดขี้ผึ้งร้อนอุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสลงไปเพื่อทำให้เนื้อปลาสุก (20/20)

L’Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d’abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin

ต่อด้วยการพักเนื้อปลาเอาไว้นาน 6 นาที (20/20)

L’Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d’abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin

หลังจากนั้นพนักงานจะเลาะเนื้อปลาออกมาจากขี้ผึ้งเพื่อจัดลงจาน (20/20)

L’Omble chevalier de nos montagnes « cuit à la cire d’abeille »
vinaigrette tiède au miel et huile de sapin

ชิ้นปลานุ่มละมุนจนแทบละลายในปากแตกต่างจากการปรุงสุกทั่วไปอย่างชัดเจน องค์ประกอบอื่น ๆ คือ Vinaigrette อุ่น ๆ หลากหลายชนิดที่เตรียมมาจากทั้งแอปเปิ้ลเขียว เซเลอรี่ และน้ำมันต้นสนเสริมด้วยน้ำผึ้งจากฟาร์มผึ้งของร้านเองให้รสชาติและอโรมารวมกันออกมาได้อย่างซับซ้อนสุด ๆ (20/20)

La Féra du lac Léman « pêche de l’ami Éric » au carvi des prés et champignons de Colmar

หลังจากผ่านเมนูที่สร้างชื่อให้กับเชฟมาแล้วคราวนี้เป็นคิวของจานใหม่ที่เพิ่งได้รับการรับสรรค์ขึ้นมาล่าสุดอย่างปลา Féra จาก Lac Léman ปรุงสุกด้วยเนยจนหอมมันจับคู่กับ Carvi des Prés หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Meadow Caraway ซึ่งเป็นพืชในตระกูลยี่หร่า ด้านบนท็อปด้วยชิ้นเห็ดรวมไปถึงเห็ด Champignons de Colmar เตรียมมาในลักษณะของ Purée เนียนละมุน ข้างกันคือชิ้นเทอร์นิปนุ่ม ๆ (19/20)

La Féra du lac Léman « pêche de l’ami Éric » au carvi des prés et champignons de Colmar

จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสเนย Meadow Caraway Butter ให้อโรมาเฉพาะตัวลงไปในจาน (19/20)

Bread

พนักงานนำเสิร์ฟขนมปังพื้นบ้าน Pain de Campagne

Bread

ขนมปังจับคู่กับเนย 3 ชนิดคือ Babeurre หรือ Churened Milk หรือเนยที่เตรียมมาจากนมสด ตรงกลางคือ Salted Butter ประกอบไปด้วยเกลือ 5 % และสุดท้ายคือเนยที่ผ่านการบ่มมานานมากขึ้นจนได้สีขาวทั้งยังให้เนื้อสัมผัสครีมมี่และรสชาติที่โดดเด่น

Bread

ขนมปังเสิร์ฟในจานท้องถิ่น

La Choucroute nouvelle de Krautergersheim, truffe noire et jus de liveche

Sauerkraut จากหมู่บ้าน Krautergersheim นำเสนออกมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากที่เราคุ้นเคย มีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายไล่ตั้งแต่ความกรอบไปจนถึงเคี้ยวสู้ฟัน (17/20)

La Choucroute nouvelle de Krautergersheim, truffe noire et jus de liveche

เชฟเติม Black Truffle ลงไปเสริมอโรมาให้หอมขึ้นและตดด้วยความฉุนของน้ำ Lovage ซึ่งเป็นสมุนไพรที่เจิรญในแถบ Alsace นี้นั่นเอง (17/20)

« L’Insolite » le roi des forêts Alsacienne en tartare
Caviar Osciètre « Maison Kaviari »

สุดยอดเมนู Signature Dish เป็นจานที่เชฟอาศัยวัตถุดิบที่ได้รับการขนานนามให้เป็น The King of The Forest ซึ่งก็คือเนื้อกวางนั่นเอง เชฟสับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน ไร้ซึ่งกลิ่นสาบและกลิ่นคาว ผสานกันไปกับเนื้อสัมผัสของ Oscietra Caviar คุณภาพสูงแบรนด์ Kaviari ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

« L’Insolite » le roi des forêts Alsacienne en tartare
Caviar Osciètre « Maison Kaviari »

ตรงกลางคือน้ำแข็งที่เตรียมมาจากเหล้า Gin ช่วยเรียกความสดชื่นเข้ากันได้ดีกับความฉุนของซอสสมุนไพรสีเขียว รอบ ๆ คือใบ Oxalis เสิร์ฟมาคู่กับกับ Dried Caviar มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ เล็กๆ ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างออกไปและเสริมกลิ่นให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ (20/20)

La Parole de biche confite, vinaigrette à la graine de moutarde

ลิ้นกวางที่ผ่านการ Confit จนให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวแล้วได้ทั้งความนุ่มและความหนึบพอเหมาะไร้ที่ติ เชฟจับคู่กับซอส Chimichurri สไตล์อาร์เจนติน่ารองอยู่ด้านล่าง ด้านบนเป็นหอมแดงดองให้รสเปรี้ยวและความกรอบจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว ข้างกันคือไข่ยางมะตูมท็อปด้วยแผ่นกรอบวงกลมที่เตรียมมาจากหอมแดงเช่นกัน จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากลิ้นกวางผสมผสานกับเมล็ดมัสตาร์ดให้อโรมาเฉพาะตัว (20/20)

Le Gibier d’Alsace cuisiné dans la selle, compotée de myrtilles des Vosges et échalotes, Kassknepfle de nos grands-mères

เนื้อกวางส่วนหลังหรือ Saddle ที่เชฟออกล่ามาด้วยตัวเอง ณ เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Orbey ห่างออกไปจาก Kaysersberg ราว 15 นาที (20/20)

Le Gibier d’Alsace cuisiné dans la selle, compotée de myrtilles des Vosges et échalotes, Kassknepfle de nos grands-mères

เชฟเสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Rare เติมแต่งความเปรี้ยวที่ได้จาก Blueberries Purée และซอสของบลูเบอร์รี่ตุ๋นจากเขต Vosges ผสมกันกับไวน์แดงและส่วนต่าง ๆ ของกวาง ทั้งหมดสามารถผสานเข้ากันกับรสชาติของหอมแดงได้อย่างลงตัว ยังมีองค์ประกอบของเห็ด Trompette de la Mort ข้างกันคือ Kassknepfle มีลักษณะเป็น Quenelle ที่เตรียมมาจากชีสนมแพะตามสูตรของครอบครัวเชฟ อีกฝั่งหนึ่งคือ Butternut หรือฟักทองน้ำเต้าท็อปด้วยหอมแดงแล้วท็อปด้วยฟักทองน้ำเต้าอีกชั้นหนึ่งให้รสหวานกลมกล่อม (20/20)

Le Gibier d’Alsace cuisiné dans la selle, compotée de myrtilles des Vosges et échalotes, Kassknepfle de nos grands-mères

สำหรับเสิร์ฟที่สองคือเห็ดชิ้นโตของเมือง Colmar สอดไส้ด้วยชีสนมแพะและเห็ดต่างชนิดกันอีกทีหนึ่ง (20/20)

Le Gibier d’Alsace cuisiné dans la selle, compotée de myrtilles des Vosges et échalotes, Kassknepfle de nos grands-mères

คอร์สนี้เสิร์ฟมาคู่กับมีดสั่งทำเฉพาะของร้านเอง (20/20)

Le Munster et le cumin à manger du bout des doigts

สำหรับคอร์สชีเชฟสนำเสนอมาให้หยิบรับประทานด้วยมือ Tartelette บางกรอบ ตรงกลางบรรจุองค์ประกอบของ Munster Cheese จับคู่กับความหวานของน้ำผึ้งและอโรมาของยี่หร่า นิกจากนี้ด้านล่างมีองค์ประกอบของแยมแอปเปิ้ลให้มิติทางความหวานอยู่อีกด้วย (18/20)

Pre-dessert

ยังมีไอศกรีมที่เตรียมมาจาก Chestnut Honey หรือน้ำผึ้งเกาลัด ด้านบนคือครีมมีลักษณะเป็นโฟมเบา ๆ ที่เตรียมมาจากขี้ผึ้งแล้วหยดด้วยน้ำผึ้งลงไปอีกทีหนึ่ง (18/20)

L’Églantine des vignes et la châtaigne de nos forêts, vinaigrette sucrée à la poire Williams

เริ่มต้นของหวานจานแรกเกิดจากการผสมผสานกันของวัตถุดิบสองชนิดคือเกาลัดและโรสฮิปหรือที่เรียกกันว่าผลกุหลาบป่า องค์ประกอบแรกคือเมอแรงก์เกาลัดสอดไส้ด้วยครีมเกาลัดผสมผสานกับแยมโรสฮิป ด้านล่างคือซอส Vinaigrette รสหวานจับคู่กับความหอม ๆ และความหวานกลมกล่อมของ William Pear โดยมีอโรมาของวานิลลาเสริมอยู่เล็กน้อย ข้างกันคือไอศกรีมเกาลัดจับคู่กับแยมโรสฮิปและผงพริกไทย (20/20)

Le Coing confit aux épices, agrumes en marmelade et safran d’Alsace

ลูกควิ้นซ์ที่ผ่านการ Confit จนนุ่มพันม้วนเป็นรูปดอกไม้สวยงามอยู่กลางจาน รอบ ๆ คือองค์ประกอบของ Citrus ในที่นี้คือมะนาวนิ้วมือเสริมด้วยอโรมาของ Saffrom ขอฝภูมิภาค Alsace ถ้วยข้าง ๆ คือนมหมักนำเสนอมาในรูปแบบของไอศกรีมและครีม (20/20)

La Pomme de nos vergers confite au cidre alsacien, vinaigrette sucrée au houblon et crème glacée au sarrasin toasté (48 €)

นอกจากนี้ยังมีขนมหวานอีกจานหนึ่งที่นำแอปเปิ้ลท้องถิ่นมาเชื่อมแล้วพันม้วนให้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว เชฟจับคู่รสชาติกับซอส Vinaigrette รสหวานที่เตรียมมาจากผัก Hop เสริมด้วยครีมและแยมแอปเปิ้ลตัดรสด้วย Cider ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace องค์ประกอบสุดท้ายคือบัควีทนำเสนอมาในหลากหลายเนื้อสัมผัสรวมไปถึงไอศกรีมบัควีทคั่วอีกด้วย (19/20)

L’Alsace gourmande

ปิดท้ายด้วยขนมหลายชนิดคือ Meringue with Vanilla Cream and Blueberries, Chocolate with Caraway and Calamansi, Steamed Traditional Dampfnudel with Caramel, Vanilla and Lemon Cream with Orange Compite และ Bonbon with Gin d’Alsace Safran and Quince

รายการไวน์ในวันนี้

รายการไวน์ในวันนี้

รายการไวน์ในวันนี้

💰 ราคา 2,360.60 €/5 คน

🎗 [INTRO] Kaysersberg เป็นหมู่บ้านยุคกลางในภูมิภาค Alsace ห่างจากนคร Colmar ออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 12 กิโลเมตร นอกจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บน Alsace Wine Route พอดิบพอดีแล้วตัวเมืองยังควรค่าแก่การเดินทางมาท่องเที่ยวสักครึ่งวัน เมื่อเดินไปถึงท้ายเมืองจะพบกับโรงแรม Le Chambard ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารที่ดีที่สุดในย่านนี้ถึง 2 แห่งคือ La Table d’Olivier Nasti นำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์ที่มีความซับซ้อนสูงและ Winstub du Chambard นำเสนออาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace นั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Olivier Nasti เกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Movillars ในภูมิภาค Franche-Comté โดยมีคุณแม่ทำงานเป็นนักบัญชี ส่วนคุณพ่อที่เป็นคนอิตาลีนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุยังน้อย เมื่อมีอายุได้ 14 ปีเขามีความฝันที่จะประกอบอาชีพเป็นชาวนาหรือพ่อค้าขายขนมปังแต่คุณแม่กลับไม่เห็นด้วย เขาจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานกับเชฟ Dominique Mathy ที่ห้องอาหาร Château Servin (2 MICHELIN Stars) หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นทำวานเป็นเสมียนที่โรงแรม Beau Rivage Palace ในนคร Lausanne (เราเคยเขียนบทความถึงโรงแรมแห่งนี้เอาไว้แล้ว สามารถติดตามได้ที่งานรีวิวห้องอาหาร Anne-Sophie-Pic) จากนั้นจึงเริ่มต้นเป็นเชฟมืออาชีพที่โรงแรม Sheraton Luxembourg ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ South Croydon ณ กรุง London อยู่พักหนึ่งและเดินทางกลับมาร่วมงานกับเชฟ Jean-Yves Schillinger ที่เมือง Colmar ต่อด้วยห้องอาหารระดับสูงอีกมากมายคือ Le Bricourt (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Concale, Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ณ เมือง Illhauesern และ Le Cagnard ใน Cagnes-sur-Mer ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 1993 เชฟ Olivier Nasti และคุณ Emmanuel Nasti เข้าซื้อกิจการ Le Caveau d’Eguisheim และซึมซับเทคนิคการเตรียมออาหารสไตล์ Alsatian ทั้งยังได้พบกับคุณ Patricia ผู้ซึ่งกลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน

กระทั่งในปี 2000 เขาตัดสินใจซื้อต่อโรงแรม Le Chambard ในเมือง Kaysersberg โดยตัวเขาดำรงตำแหน่งเป็นเชฟประจำโรงแรมและภรรยารับหน้าที่คอยดูแลอีกหนึ่งห้องอาหารในโรงแรมคือ Winstub du Chambard (😋 Bib Gourmand) ซึ่งเราได้เขียนบทความรีวิวเอาไว้แล้วเช่นกัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Olivier Nasti นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace อย่างเช่นเนื้อสัตว์ป่าต่าง ๆ ออกมาได้อย่างโดดเด่นและมีเอกลักษณ์

ลูกค้าสามารถเลือกชิมเป็น Tasting Menu ที่ใช้ชื่อว่า L’EXPRESSION นำเสนอมาที่ราคา 7 Course – 245 € และ 10 คอร์ส – 325 € โดยในคอร์สใหญ่เพื่อน ๆ จะได้สัมผัสเมนู Signature Dish อย่าง “L’insolite” The king of the Alsatian forests in tartare, Osciètre caviar “Kaviari House” อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกได้ตามใจชอบในราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควร Sommelier มากความสามารถคือคุณ Jean-Baptiste Klein คัดสรรไวน์คุณภาพดีและไวน์หายากจำนวนมากมาประกอบกันเป็นลิสต์ขนาดใหญ่ในราคาสมเหตุสมผล

🎗 [THE PLACE] Le Chambard มีลักษณะเป็นอาคารเก่าสมัยศตวรรษที่ 18 ก่อนจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปี 2011 ภายนอกโดดเด่นด้วยสีแดงเข้มแตกต่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอย่างชัดเจน เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับแผนกต้อนรับคอยตรวจสอบการจอง

ห้องอาหาร La Table d’Olivier Nasti นั้นแบ่งออกเป็นสองฝั่งเริ่มจากห้องของเราในวันนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านหลังโดดเด่นด้วยรูปหล่อปลา Barracuda สีเงินพร้อมกับไฟสีเหลืองสลัวช่วยเสริมบรรยากาศให้มีความโรแมนติคมากยิ่งขึ้น อีกห้องหนึ่งมีลักษณะเป็นเรือนหลังเล็กที่เพิ่งได้รับการต่อเติมในปี 2018 กวางไม้ตัวสูงใหญ่กลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาทุกโต๊ะ

การบริการตลอดมื้อเป็นไปอย่างลื่นไหล อย่าลืมจองล่วงหน้าสัก 2-3 อาทิตย์เพราะตัวร้านมักถูกจองเต็มตลอดเวลาโดยเฉพาะช่วง High Season อย่างคริสมาสต์นั่นเอง

ลูกค้าสามารถมองผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าไปเห้นห้องครัวได้อย่างชัดเจน

ฝั่งขวามือเป็นห้องอาหาร Winstub du Chambard (😋 Bib Gourmand) นำเสนอเมนูท้องถิ่นประจำภูมิภาค Alsace ในราคาสุดคุ้มค่าซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะแวะชิมช่วงมื้อกลางวันเช่นกัน

🎗 [WHY GO] La Table d’Olivier Nasti ได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาค Alsace และเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสโดยไร้ข้อกังขา

ทุกคอร์สมีความซับซ้อนทางรสชาติและเทคนิคสูงมากแต่ยังคงเข้าถึงได้ง่ายจากกลุ่มลูกค้าทั่วไป ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูง พนักงานบริการแบบเป็นกันเอง จากทั้งหมดที่ว่ามาทำให้ตัวร้านควรค่าเป็นอย่างยิ่งที่จะออกเดินทางเพื่อมาชิมสักครั้งในชีวิต

ฝั่งซ้ายมือเป็น Marius Bar สำหรับชงเครื่องดื่ม

รอบข้างตกแต่งด้วยหัวกวางและเขากวางจำนวนมากบ่งบอกถึงความชื่นชอบเกี่ยวกับการล่าสัตว์ของเชฟได้เป็นอย่างดี

La Table d’Olivier Nasti ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2005 และยกระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 นอกจากนี้ตัวเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น Meilleur Ouvrier de France ในปี 2007 อีกด้วย

บรรยากาศของเมือง Kayserberg