Visit: December 5, 2020

🇹🇭 L'Oliva - โลลิว่า

สุขุมวิท 36, ซอยนภาศัพท์ แยก 2 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

Tel: 094-858-9868

Cuisine

🍴 Italian - อาหารอิตาเลียน

Country

Thailand

MICHELIN Guide

None

Score

13/20

Price

3/5
          

🎗 L’Oliva แปลตรงตัวว่าต้นมะกอก เป็นห้องอาหารอิตาเลียนพื้นบ้านที่เปิดทำการมาได้ 1 ปี เมื่อขับรถเข้าไปในซอยนภาศัพท์ แยก 2 ให้สังเกตุฝั่งขวามือจะพบกับบ้านสองชั้นทาด้วยสีดำ ก่อนเข้าร้านให้สังเกตุบริเวณประตูจะพบกับต้นมะกอกสองต้นที่คุณ Nicolino หุ้นส่วนร้านนำกลับมาจากประเทศอิตาลีอันเป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง เดินเข้าไปจะพบกับเลาจน์และไวน์บาร์สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม ฝั่งห้องทานอาหารหลักตกแต่งแบบรัสติคโดยจะมีความเป็นทางการขึ้นมาเล็กน้อยแต่ยังคงความ Cozy และเป็นกันเองของพนักงานตามประสาร้านอาหารอิตาเลียน ผนังร้านฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสทำให้แสงภายนอกสาดส่องเข้ามาในร้านช่วงกลางวัน ด้านหลังเป็นห้อง Glasshouse เพิ่มความเป็นส่วนตัวสำหรับรองรับลูกค้าที่มาทานกันเป็นกลุ่ม อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ L’Oliva โดดเด่นขึ้นมาจากห้องอาหารอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงคือพื้นที่อันกว้างขวาง ทางร้านจัดเตรียมที่จอดรถที่มีขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับรองรับลูกค้าได้ทุกคน ทั้งยังมีพื้นที่สวนสำหรับกิจกรรม Outdoor และปลูกพืชผักต่างๆสำหรับนำมาใช้ประกอบอาหารอีกด้วย

          
🎗 หนึ่งในหุ้นส่วนร้านคุณ Nicolino Pasquini เกิดและเติบโตในแคว้น Abruzzo ทางตะวันออกของกรุงโรมเมืองหลวงทำให้เมนูอาหารที่นี่มีกลิ่นอายของอาหาร Abruzzese แฝงอยู่มากมายหลายจานสังเกตุได้จากรูปบ้านในรายการเมนูซึ่งบ่งบอกถึง House specialty นั่นเอง ห้ามพลาด Pasta alla Chitarra และ Chitarrina พาสต้าที่มีต้นกำเนิดมาจากแคว้น Abruzzo โดยตรง ทั้งยังเป็นพาสต้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ชื่อเดียวกันที่มีลักษณะคล้ายสายกีต้าร์ในการตัดแป้งทำให้แม้หน้าตาของเส้นพาสต้าจะดูคล้ายสปาเก็ตตี้แต่สังเกตุดีๆจะพบว่าพาสต้าจากเครื่อง Chitarra มีผิวสัมผัสที่ไม่เรียบเนียนและสามารถดึงน้ำซอสให้ติดกับเส้นได้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมี Timbalo Abruzzese ลาซัญญาที่มีต้นกำเนิดมาจากแคว้น Abruzzo โดยตรง แต่ละชั้นของแผ่นพาสต้าจะมีเลเยอร์ของชีส Scamorza แทรกเอาไว้จับคู่กับน้ำซอสมะเขือเทศเข้าได้ดีมากจริงๆ สุดท้ายสิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เมื่อแวะไปทานห้องอาหารอิตาลีในช่วงฤดูหนาวปลายปีนั่นก็คือ Tartufo Bianco D’Alba หรือทรัฟเฟิลขาวจากตลาดประมูลในเมือง Alba ในแคว้น Piemonte ซึ่งเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารที่มีราคาสูงที่สุดชนิดหนึ่งของโลกจนได้รับการขนานนามว่า White Gold กันเลยทีเดียว วันนี้เชฟเสิร์ฟมากับพาสต้าเส้นไข่ที่เรียกว่า Taglierini และซอสทำมาจากชีสพามิเจียโน เรจเจียโนอายุ 24 เดือน แม้ราคาอาจจะสูงเด่นกว่าจานอื่นสักหน่อยแต่ใครที่สู้ไหวบอกเลยว่าฟินจนน้ำตาไหลกลับไปอย่างแน่นอน

🎗 รสชาติอาหารถือว่าทำออกมาได้ดีสมกับเป็นห้องอาหารอิตาเลียนชั้นดี คุณ Nicolino สามารถนำเสนอรากเหง้าและตัวตนของอาหาร Abruzzese ออกมาได้อย่างชัดเจน ราคาอาหารทุกจานสมเหตุสมผลและคุ้มค่ามากๆเทียบกับสิ่งที่ได้รับ เราขอแนะนำให้ L’Oliva เป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆสำหรับเพื่อนๆที่เฟ้นหาห้องอาหารอิตาเลียนที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ

Price :

800-1,500 THB/p

Parking :

จอดฟรีในร้าน

Operating Time :

11.30-22.30

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารอิตาเลียนสไตล์พื้นบ้านที่มีกลิ่นอายของความเป็น Abruzzese อยู่เต็มตัว บรรยากาศช่วงกลางคืนมีความ Cozy ราคาเหมาะสม

อาหาร :

13

ราคา :

3/5

เทคนิค :

1/5

อัตลักษณ์ :

1/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 À LA CARTE

          
POLPO GRIGLIATO ALLO ZAFFERANO (860++)
Grilled Octopus Tentacles, Saffron Cream, Potato, Tomato and Mushrooms

TAGLIERINI AL TARTUFO BIANCO D’ALBA (2,500++)
With Parmigiano Reggiano 24 Month Aged, Crispy Guanciale and Fresh Alba White Truffle

TIMBALLO ABRUZZESE (420++)
Abruzzo’s Traditional Lasagna, Beef, Pork, Tomato Sauce & Scamorza Cheese

RISOTTO ALLO ZAFFERANO CON SALSICCIA (400++)
Italian Risotto with Parmesan Cream & Sausage

BRANZINO AL SALE (650++)
Whole Sea Bass Fish Baked in Salt Crust with Lemon

CANNOLI ABRUZZESI (280++)
Cannoli Stuffed with Ricotta & Mascarpone Cream

TIRAMISU’ (280++)
Masacarpone Cream, Savoiardi and Espresso

🇹🇭 L’Oliva – โลลิว่า

🍴 Italian – อาหารอิตาเลียน

รีวิววันนี้แอดขอพาเพื่อนๆไปพบกับห้องอาหารอิตาเลียนสไตล์พื้นบ้านที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในย่านทองหล่อ ตัวร้านมีชื่อว่า L’Oliva ซึ่งแปลตรงตัวว่าต้นมะกอก

ภายในห้องทานอาหารหลักตกแต่งแบบรัสติคโดยจะมีความเป็นทางการขึ้นมาเล็กน้อยแต่ยังคงความ Cozy และเป็นกันเองของพนักงานตามประสาร้านอาหารอิตาเลียน

TAGLIERINI AL TARTUFO BIANCO D’ALBA (2,500++)
With Parmigiano Reggiano 24 Month Aged, Crispy Guanciale and Fresh Alba White Truffle

จานที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในค่ำคืนนี้เป็นของขวัญสุดพิเศษที่ธรรมชาติมอบให้มวลมนุษย์บชาติสายกินในทุกฤดูหนาว (ขนาดนั้นเลย 😂) นั่นก็คือ White Truffle หรือ “เห็ดทรัฟเฟิลขาว” จากตลาดประมูลแห่งเมือง Alba แคว้น Piemonte ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เชฟจะนำเสิร์ฟมาเป็น Taglierini พาสต้าเส้นไข่ที่มีต้นตำรับมาจากแคว้น Piemonte เช่นกันปรุงมาในครีมชีสพามิเจียโน เรจเจียโน อายุ 24 เดือน จากนั้นจะนำ Alba White Truffle มาสไลด์สดๆลงไปต่อหน้าลูกค้าบนโต๊ะ (15/20)

TAGLIERINI AL TARTUFO BIANCO D’ALBA (2,500++)
With Parmigiano Reggiano 24 Month Aged, Crispy Guanciale and Fresh Alba White Truffle

ด้วยความที่เป็นพาสต้าเส้นไข่จึงมีความนุ่ม ละมุนลิ้นต่างไปจากแป้งพาสต้าปกติชัดเจน ซอสครีมพาเมซานหอม มัน เค็มนิดๆ กลมกล่อม ไฮไลท์ขอวจานนี้หนีไม่พ้นอโรมาของวะตถุดิบราคาแพงอย่างทรัฟเฟิลขาวจากตลาดประมูลเมืองอัลบาที่ส่งกลิ่นหอมคลุ้งไปทั่วทั้งโต๊ะ ทานแล้วน้ำตาแทบจะไหลออกมา บอกเลยว่าฟินสุดๆ (15/20)

TAGLIERINI AL TARTUFO BIANCO D’ALBA (2,500++)
With Parmigiano Reggiano 24 Month Aged, Crispy Guanciale and Fresh Alba White Truffle

ข้างกันคือฆวนเชียเล่หรือแก้มหมูทอดกรอบ เนื้อสัมผัสนุ่ม เบา รสเค็มกำลังดี สุดยอดมากๆเช่นกัน (15/20)

TAGLIERINI AL TARTUFO BIANCO D’ALBA (2,500++)
With Parmigiano Reggiano 24 Month Aged, Crispy Guanciale and Fresh Alba White Truffle

ซูมเข้าไปให้เห็นกันชัดๆกับวัตถุดิบที่ได้รับการขนานนามว่า White Gold (15/20)

POLPO GRIGLIATO ALLO ZAFFERANO (860++)
Grilled Octopus Tentacles, Saffron Cream, Potato, Tomato and Mushrooms

เริ่มต้นด้วย Antipasti หรืออาหารเรียกน้ำย่อยจานเด็ดคือ “ปัลโป” หรือหนวดหมึกยักษ์นำเข้าจากทะเลเมดิเตอเรเนียนเสิร์ฟมาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ เนื้อสัมผัสหมึกนุ่ม หนึบ พอดีมากๆ ด้านล่างเป็นแซฟรอนครีมสีเหลืองทานแล้วมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของหญ้าฝรั่นชัดเจนแต่ไม่แรงจนเกินไป แนะนำให้ทานสลับกับมันฝรั่ง หน่อไม่ฝรั่ง เห็ด และมะเขือเทศ (14/20)

TIMBALLO ABRUZZESE (420++)
Abruzzo’s Traditional Lasagna, Beef, Pork, Tomato Sauce & Scamorza Cheese

ถัดมาคือ “ลาซัญญา” สูตรพิเศษจากแคว้น Abruzzo บ้านเกิดของเชฟเสิร์ฟมาในถ้วยเซรามิคสีแดงดูน่าทาน ด้านในเป็นแผ่นพาสต้าที่วางเรียงกันเป็นชั้นๆ ในแต่ละเลเยอร์จะแทรกด้วยชีสสกามอร์ซ่าซึ่งเป็นชีสนมควายในกลุ่มมอซซาเรลล่าที่คุณ Nicolino นำเข้ามาจากแคว้น Campanis เอาไว้ด้วย ส่วนตัวซอสนั้นทำมาจากเนื้อวัวและหมูผสมกันกับมะเขือเทศให้รสชาติเข้มข้นปนอุมามิ ด้านบนโรยด้วยชีสสกามอร์ซ่าเพื่อให้มีรสเค็มมาเพิ่มมิติทางรสชาติใช้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น (13/20)

TIMBALLO ABRUZZESE (420++)
Abruzzo’s Traditional Lasagna, Beef, Pork, Tomato Sauce & Scamorza Cheese

ตัดออกมาจะพบกับแผ่นพาสต้าวางเรียงกันเป็นชั้นๆและซอสที่อยู่ด้านล่างดูสวยงามน่าทาน (13/20)

RISOTTO ALLO ZAFFERANO CON SALSICCIA (400++)
Italian Risotto with Parmesan Cream & Sausage

เปลี่ยนจากเมนูเส้นมาเป็นข้าวรีซอตโต้ที่ปรุงในน้ำสต็อกจนสุก จากนั้นใส่องค์ประกอบหลักของจานคือแซฟฟรอนหรือหญ้าฝรั่นลงไปทำให้มีสีเหลือง ยังมีพาเมซานครีมหอมๆและพาเมซานขูดทอปมาที่ด้านบน ข้าวรีซอตโต้สุกกำลังดี เคี้ยวไปตงกลางจะมีความกรึบเพียงเบาๆ มีกลิ่นหอมเป็นอโรม่าเฉพาะตัวจากหญ้าฝรั่น เราชอบมากๆที่เชฟเลือกใส่ไส้กรอกนำเข้าจากประเทศอิตาลีลงไปด้วยเพิ่มเติมจาก Risotto Alla Milanese สูตรต้นตำรับทำให้มีมิติทางเนื้อสัมผัสที่เพิ่มขึ้นมา แนะนำให้ขอชีสเพิ่มสักนิดและทอปไปด้านบน เทียบกับราคาที่ตั้งไว้ถือเป็นจานที่ทำออกมาได้คุ้มค่ามากๆ (13/20)

BRANZINO AL SALE (650++)
Whole Sea Bass Fish Baked in Salt Crust with Lemon

มาถึง Secondi หรือเมนคอร์สเราเลือกทานเป็น “ปลากระพง” ที่เชฟนำไปหุ้มด้วยเกลือหนาทั้งตัว เราเรียกกระบวนนี้ว่าการทำซอลท์ครัสท์ จากนั้นจึงนำไปอบแล้วเสิร์ฟมาบนบอร์ดขนาดใหญ่ (13/20)

BRANZINO AL SALE (650++)
Whole Sea Bass Fish Baked in Salt Crust with Lemon

พนักงานจะนำปลามาแล่หนังออกต่อหน้าลูกค้าบนโต๊ะ แล้วเสิร์ฟมาคู่กับสลัดผักที่ราดด้วยน้ำส้มสายชูบัลซามิค (13/20)

BRANZINO AL SALE (650++)
Whole Sea Bass Fish Baked in Salt Crust with Lemon

ข้อดีของการทำซอลท์ครัสน์คือน้ำที่ไหลออกมาจากตัวปลาจะถูกเกลือดูดออกทำให้เนื้อปลามีความนุ่ม ไม่แฉะแบบปลากระพงที่เราทานกันทั่วไป ทั้งยังมีรสเค็มนิดๆกำลังดี (13/20)

BRANZINO AL SALE (650++)
Whole Sea Bass Fish Baked in Salt Crust with Lemon

ลูกค้าสามารถเลือกทานคู่กับเลมอนซึ่งเราแนะนำอันนี้ หรือจะเป็นซอสซีฟู้ดแบบไทยและซอสบัลซามิคก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน (13/20)

PANE ITALIANO

ทางร้านมีขนมปังอิตาเลียนให้ด้วยเสิร์ฟมากับ Extravirgin olive oil with balsamic vinegar, Baked olive, Lemon oil และ Chili oil

CANNOLI ABRUZZESI (280++)
Cannoli Stuffed with Ricotta & Mascarpone Cream

ขนมหวานจานเด็ดในเมนูของหวานคือ “คันโนลี่” เป็นขนมหวานที่มีต้นกำเนิดมาจากหมู่เกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เป็นแป้งรูปทรงกระบอก มีเนื้อสัมผัสกรอบดีแต่จะไม่เบาเท่าทองม้วนบ้านเรา ด้านในสอดไส้ครีมชีสรีคอตต้านมแกะหอมมัน เพิ่มความอมหวานด้วยส้มเชื่อมและน้ำตาลไอซิ่ง ขนาบข้างด้วยถั่วพิสตาชิโอ้บดและสตรอว์เบอร์รี่ แอบกระซิบว่าคันโนบี่ที่นี่จัดว่าทำออกมาได้ดีที่สุดร้านหนึ่งจากบรรดาห้องอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพเลยล่ะ (13/20)

TIRAMISU’ (280++)
Masacarpone Cream, Savoiardi and Espresso

ถัดมาคือ Pick Me Up หรือขนม “ทิรามิสุ” ที่เชฟใช้เลดี้ฟิงเกอร์ไปจุ่มลงในกาแฟเอสเปรซโซ่เข้มข้น มีเลเยอร์ของมัสคาโปเน่ครีมหอมมัน ด้านบนโรยด้วยผงโกโก้ อุณหภูมิที่เสิร์ฟมาก็พอเหมาะพอดี รสชาติอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว (12/20)

Caffe Cappuccino

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยคาเฟ่คาปูชิโน่สักแก้วช่วยให้มื้ออาหารนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หนึ่งในหุ้นส่วนร้านคุณ Nicolino Pasquini เกิดและเติบโตในแคว้น Abruzzo ทางตะวันออกของกรุงโรมเมืองหลวงทำให้เมนูอาหารที่นี่มีกลิ่นอายของอาหาร Abruzzese แฝงอยู่มากมายหลายจานสังเกตุได้จากรูปบ้านในรายการเมนูซึ่งบ่งบอกถึง House specialty นั่นเอง

รสชาติอาหารถือว่าทำออกมาได้ดีสมกับเป็นห้องอาหารอิตาเลียนชั้นดี คุณ Nicolino สามารถนำเสนอรากเหง้าและตัวตนของอาหาร Abruzzese ออกมาได้อย่างชัดเจน ราคาอาหารทุกจานสมเหตุสมผลและคุ้มค่ามากๆเทียบกับสิ่งที่ได้รับ เราขอแนะนำให้ L’Oliva เป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆสำหรับเพื่อนๆที่เฟ้นหาห้องอาหารอิตาเลียนที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ

ทางขึ้นชั้นสอง

ผนังร้านฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสทำให้แสงภายนอกสาดส่องเข้ามาในร้านช่วงกลางวัน

ด้านหลังเป็นห้อง Glasshouse เพิ่มความเป็นส่วนตัวสำหรับรองรับลูกค้าที่มาทานกันเป็นกลุ่ม

ภายใน Glasshouse

เดินเข้าไปจะพบกับเลาจน์และสำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม

ข้างกันมี Caffè Olive เปิดให้บริการเครื่องดื่มของหวานในช่วงกลางวัน

ก่อนเข้าร้านให้สังเกตุบริเวณประตูจะพบกับต้นมะกอกสองต้นที่คุณ Nicolino หุ้นส่วนร้านนำกลับมาจากประเทศอิตาลีอันเป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ L’Oliva โดดเด่นขึ้นมาจากห้องอาหารอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงคือพื้นที่อันกว้างขวาง ทางร้านจัดเตรียมที่จอดรถที่มีขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับรองรับลูกค้าได้ทุกคน

ยังมีพื้นที่สวนสำหรับกิจกรรม Outdoor และปลูกพืชผักต่างๆสำหรับนำมาใช้ประกอบอาหารอีกด้วย

บริเวณที่นั่ง Outdoor

ป้ายร้าน

ขับรถเข้าไปในซอยให้สังเกตุฝั่งขวามือจะพบกับบ้านสองชั้นทาด้วยสีดำ