หน้าแรก » 🇹🇭 La Bottega di Luca – ลา บอตเตก้า ดิ ลูก้า
Visit: July 5, 2023
🇹🇭 La Bottega di Luca - ลา บอตเตก้า ดิ ลูก้า
👨🏻🍳 Chef Marco Avesani - เชฟมาร์โค่ อะวีซานี่
ชั้น 2 โครงการเดอะ 49 เทอร์เรซ ซ.สุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
Tel: 02-204-1731
Cuisine
🍴 Italian - อาหารอิตาเลียน
Country
Thailand
MICHELIN Guide
None
Score
Price
[INTRO] สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีรุ่นบุกเบิกน่าจะคุ้นเคยหรือเคยได้ยินห้องอาหาร La Bottega di Luca กันเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนออาหาร Italian Fine Dining ให้มีความเข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย ทั้งยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปทำให้ตัวร้านมีลูกค้าประจำแวะเวียนกลับมาชิมกันอย่างไม่ขาดสาย
Price :
1,000-1,500 THB
Parking :
จอดได้ที่อาคาร The 49 Terrace
Operating Time :
11.30-14.30, 17.30-23.00
Dress Code :
Casual
Score
อาหาร :
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 Á LA CARTE
La Bottega di Luca – ลา บอตเตก้า ดิ ลูก้า
Italian – อาหารอิตาลี
Chef Marco Avesani – เชฟมาร์โค่ อะวีซานี่
GRILLED BABY SQUID, ZUCCHINI, TOMATO CONFIT, BAGNA CAUDA (420++)
ห้ามพลาดเมนูที่เชฟเลือกใช้หมึกตัวโตย่างมาแบบหอม ๆ เคี้ยวไปแล้วยังคงมีความนุ่มและหนึบ ด้านล่างคือ Bagna Cauda ซอสโบราณที่มีต้นกำเนิดย้อนไปถึงสมัยช่วงศตวรรษที่ 16 ประกอบขึ้นมาจากน้ำมันมะกอก กระเทียม แองโชวี่ ส่งกลิ่นหอมคลุ้งเข้ากันกับอาหารทะเลเป็นอย่างมาก เชฟตัดด้วยรสเปรี้ยวและฉ่ำของมะเขือเทศกงฟีรวมไปถึงความกรอบที่ได้จากซูคินี่อีกด้วย
ARGENTINIAN PRAWNS CARPACCIO, LEMON VINAIGRETTE, CHIVE, CARAMELIZED ONION (790++)
เชฟเลือกใช้กุ้งจากประเทศอาร์เจนติน่าเสิร์ฟมาเป็นเลเยอร์บาง ๆ โดยยังคงไว้ซึ่งความหวานของเนื้อกุ้งและหัวหอมผัดตัดกันกับความเปรี้ยวของเลมอน ด้านบนโรยด้วยต้นหอมช่วยปรุงแต่งกลิ่นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
FASSONA BEEF TARTARE, SHALLOTS, DIJON MUSTARD, CAPERS, PARSLEY, CRISPY SOURDOUGH (620++)
Fassona เป็นเนื้อของวัวสายพันธุ์ Fassona Piedmontese มีจุดเด่นคือความ Lean มีอัตราส่วนของไขมันแทรกไม่มากนักแต่ยังคงความนุ่มได้อย่างมีเอกลักษณ์และเหมาะกับการนำมารับประทานดิบหรือสับละเอียดเป็น Tartare เพื่อไม่ให้เกิดความเลี่ยน จากนั้นใส่พาสลีย์ หอมแดง เคเปอร์ รวมไปถึงมัสตาร์ดลงไป ด้านบนโรยด้วยชีสเพื่อเสริมรสชาติเค็ม
FASSONA BEEF TARTARE, SHALLOTS, DIJON MUSTARD, CAPERS, PARSLEY, CRISPY SOURDOUGH (620++)
เชฟแนะนำให้ทาลงบนขนมปังซาวโดกรอบ ๆ เป็นอันพร้อมชิม
ANGEL HAIR BLACK TRUFFLE IN CARBONARA SAUCE (890++)
พาสต้าเส้นแองเจิ้งแฮร์ที่ทางเตรียมขึ้นมาเองทั้งหมดคลุกเคล้ากับซอสคาร์โบนาร่าหอมมัน นอกจากนี้ยังมีทรัฟเฟิลสดคุณภาพดีสไลซ์บาน ๆ เอาไว้ด้านบนอีกด้วย
ANGEL HAIR BLACK TRUFFLE IN CARBONARA SAUCE (890++)
เชฟจะเป็นคนมาสไลซ์ทรัฟเฟิลให้กับเราเองกับมือ
PICI, SLOW COOKED DUCK RAGOUT, CRUSCO PEPPER (890++)
จานที่เราประทับใจที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับพาสต้าเส้นพิชี่ที่มีลักษณะอวบอ้วนนุ่มหนึบ เชฟคลุกเคล้ามากับซอสที่เตรียมมาจากเนื้อเป็ดตุ๋นให้รสชาติที่เข้มข้น หอม มัน เค็ม ลงตัวไร้ที่ติ ด้านบนโรยด้วยชีสและพริกไทยครัสโคมาอย่างลงตัว
NEW ZEALAND LAMB RACK, ROASTED FIG, CARROTS, PRUNE (1,690++)
ซี่โครงแกะนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ทั้งยังมีขนาดที่ใหญ่จุใจพอจะกินคนเดียวได้อิ่มหรือกระทั่งแบ่งกันชิมได้ 2-3 คน สำหรับผักเคียงเชฟเบือกใช้แครอท ถั่วต้ม มะเดื่อฝรั่งเผา ทั้งหมดเป็นวัตถุดิบสดใหม่ที่ไม่เคยผ่านการแช่แข็ง จากนั้นจบด้วยการราดซอส Jus รสชาติเข้มข้นลงไปอร่อยคุ้มค่าคุ้มราคามาก ๆ
BREAD
ขนมปัง Focaccia ที่มีความฉ่ำอุมามิของมะเขือเทศ (สามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ)
TORTA MIGLIACCIO (370++)
นอกจากของคาวแล้วขนมหวานที่นี่ก็อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน Torta Migliaccio มีลักษณะเป็นชีสเค้กอุ่น ๆ สไตล์อิตาลีมีความฟู เบา และกรอบ จับคู่กับ Zabaione ที่มีรสชาติหวานละมุน มีกลิ่นหอมเบา ๆ ของไข่แดง ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งให้ได้รสชาติหวานที่พอเหมาะ
LA BOTTEGA HOMEMADE ICE CREAM (240++)
ปิดท้ายด้วยไอศกรีมเจลาโต้โฮมเมดที่เชฟ Luca Appino ทำเองเริ่มต้นจาก Bronte Pistachio จากหมู่เกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีให้มีความหวาน หอม มันไม่ซ้ำใคร
LA BOTTEGA HOMEMADE ICE CREAM (240++)
ถัดมาคือไอศกรีมถั่วฮาเซลนัทจากแคว้น Piedmont ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีทั้งยังเป็นภูมิภาคบ้านเกิดของเชฟ Luca Appino อีกด้วย
PETIT FOUR
ปิดท้ายด้วยขนมหวานจิ๋วประกอบไปด้วย Chocolate Almond, Amalfi Cookie, Chocolate Ball, Coconut-Chocolate และ Cookie Crisp
GRISSINI
บนโต๊ะจะมีขนมปังกริซซินี่วางเตรียมเอาไว้ให้
[THE FOOD] เพื่อน ๆ สามารถเลือกอาหารได้จากรายการแบบ À La Carte โดยแต่ละจานมักมีขนาดค่อนข้างใหญ่จุใจ ไม่ว่าจะเป็นเมนูคลาสสิคอย่างรีซอตโต้สูตรพิเศษของเชฟ Luca, แองเจิ้ลแฮร์ทรัฟเฟิลคาร์โบนาร่า ไปจนถึงอาหารจานหลักทั้งเนื้อวัวออสเตรเลียนวากิว, ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ และเนื้อหมูจากแถบ Sienna ล้วนเป็นจานที่ไม่ควรพลาด รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ราคาเริ่มต้นไปจนถึงไวน์ชั้นนำ
[INTRO] สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีรุ่นบุกเบิกน่าจะคุ้นเคยหรือเคยได้ยินห้องอาหาร La Bottega di Luca กันเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนออาหาร Italian Fine Dining ให้มีความเข้าถึงง่ายสำหรับคนไทย ทั้งยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปทำให้ตัวร้านมีลูกค้าประจำแวะเวียนกลับมาชิมกันอย่างไม่ขาดสาย
[THE CHEF] เชฟ Luca Appino มอบหมายงานให้เชฟ Marco Avesani เป็นคนกุมบังเหียนและควบคุมคุณภาพอาหารในทุก ๆ จาน เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองแห่งความรักอย่างนคร Verona โดยมีครอบครัวเป็นเจ้าของห้องอาหารก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพกับเชฟชั้นแนวหน้าของประเทศอิตาลีอย่าง Giancarlo Perbellini เจ้าของห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars หลังจากนั้นเชฟ Marco ได้เริ่มต้นออกเดินไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลกทั้งสกอตแลนด์, กัมพูชา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศไทยโดยเฉพาะห้องอาหารและโรงแรมชั้นนำอย่าง J’aime by Jean-Michel Lorain (1 MICHELIN Star), Four Seasons Resort Chiang Mai, Oriental Residence และ Savelberg (1 MICHELIN Star) นั่นเอง
[THE PLACE] เจ้าของร้านคือคุณ Luca Appino เกิดและเติบโตขึ้นมาในแคว้น Piedmont ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับอาหารทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาเริ่มต้นสายอาชีพเชฟโดยการเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ประเทศตุรกีก่อนจะเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2004 เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Enoteca จนประสบความสำเร็จ
ต่อมาในปี 2008 เชฟ Luca ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร La Bottega di Luca เป็นของตัวเองบนชั้นสองของโครงการณ์ The 49 Terrace ในซอยสุขุมวิท 49
เมื่อเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาในร้านจะพบกับห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งให้มีความเรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา
ภายในห้องรับประทานอาหารตกแต่งแบบเรียบง่าย
ระเบียงขนาดใหญ่สำหรับนั่งชิลรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ
ข้างกันกับบาร์เป็นห้องครัวพร้อมกับทีมเชฟอีก 7 คน คอยเตรียมอาหารให้กับลูกค้าทันทีที่รัยออร์เดอร์
บริเวณบาร์
ภายในห้องครัว
[WHY GO] นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เราได้แวะมาชิมห้องอาหาร La Bottega และแน่นอนว่าทีมเชฟยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ตัวร้านยังคงต้อนรับลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรือมีพิธีรีตองมากนัก สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเราขอแนะนำให้โทรมาจองสักนิดเพราะบางช่วงโดยเฉพาะในมื้อเย็นตัวร้านอาจถูกจองเต็มจากลูกค้ากลุ่มใหญ่ ๆ ได้เช่นกัน