Visit: May 1, 2023

🇹🇭 Nawa - นว

👨🏻‍🍳 Chef Napol Jantraget (Chef Jo) & Chef Saki Hoshino - เชฟณพล จันทรเกตุ (เชฟโจ) & เชฟซากิ โฮชิโนะ

18 สุขุมวิท 61 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

Tel: 084-296-2442

Cuisine

🍴 Thai Contemporary - อาหารไทยร่วมสมัย

Country

Thailand

MICHELIN Guide

1 MICHELIN Star

Score

14.5/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นการกลับคืนสู่วงการอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิผู้เคยฝากผลงานเอาไว้ในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star มาแล้วโดยทั้งคู่ได้หยิบยกเมนูอาหารไทยภาคกลางที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาปรับรูปแบบและนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างออกไปแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจ

          

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหารนว (อ่านว่า นะ-วะ) ตั้งอยู่ที่โครงการณ์ Park Lane ย่านเอกมัยโดยลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โครงการณ์ได้โดยตรงหรืออาจขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีเอกมัยแล้วเดินเข้าซอยมาอีก 400 เมตรก็ได้เช่นกัน คำว่านวเป็นการเล่นคำพ้องของคำว่านวัตกรรมแสดงออกถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดอยู่กับที่ของอาหารไทย สัญลักษณ์ของตัวร้านเป็นการนำดอกเข็มมาวางซ้อนกันมองเห็นได้เป็นทั้งรูปตัวอักษร N และ W ห้องรับประทานอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวเปิดขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวร้าน เพดานสูงโปร่งและโทนแสงไฟสีส้มสลัว ๆ ส่งกระทบโต๊ะไม้เปลือยช่วยรังสรรค์บรรยากาศที่มีความเรียบง่ายและเป็นกันเองแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราได้เป็นอย่างดี

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟณพล จันทรเกตุ หรือเชฟโจและเชฟซากิ โฮชิโนะ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เรื่องราวของทั้งคู่ต้องเล่าย้อนไปในช่วงที่เชฟโจมีอายุได้ 18 ปีโดยตัวเขาเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและมีอันต้องเดินทางไปศึกษาต่อด้านการท่องเที่ยวเเละบริหารโรงแรมต่อด้วยคอร์สเฉพาะทางด้านอาหารที่ Niagara College ที่ประเทศแคนาดา ระหว่างนั้นเขาพบรักกับเชฟซากิและอาศัยอยู่ที่ประเทศเเคนาดานานกว่า 10 ปีโดยอาศัยรายได้จากการทำงานในร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมกับการเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเพื่อควบคุมห้องอาหาร 80/20 โดยมีเชฟโจรับผิดชอบเมนูอาหารคาวและเชฟซากิทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารหวานทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ต่อมาทั้งคู่ได้ออกมาเปิดห้องอาหารสามล้อเป็นของตัวเองขึ้นในย่านเจริญกรุงและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide ในหมวดหมู่ 😋 Bib Gourmand อีกเช่นกัน ห้องอาหารนวนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวที่เรียกว่า Nawa Introduction Menu โดยใช้อาหารไทยภาคกลางที่เราคุ้นเคยกันจัดเสิร์ฟมาทั้งแบบ Finger Food คำเล็ก ๆ และ Main Course ที่ปรับรูปแบบมาจากสำรับรวมกันกว่า 14 คอร์สในราคา 3,800++ รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรซึ่งก็สามารถจับคู่กับรสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยได้อย่างลงตัว ส่วนเมนูที่เราประทับใจในวันนี้อย่างเช่น

✨ “Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา”

หมึกแช่น้ำปลาเป็นเมนูที่เชฟจะออกมาเตรียมให้ลูกค้าชมแล้วจัดเสิร์ฟกันข้าง ๆ โต๊ะ ขั้นตอนเริ่มต้นจากการนำชิ้นหมึกไปนวดด้วยมือเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบแล้วนำมาหมักต่อกับสาหร่ายคอมบุนาน 1 วัน เชฟจะนำมาจัดลงจานแล้วเติมแต่งรสชาติด้วยน้ำมันจากใบชะครามรวมไปถึงกรานิต้าของน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติจัดจ้านในแบบที่เราคุ้นเคยกัน วิธีรับประทานให้เติมผักเคียงพริกขี้หนูสวน หอมแดง ผักกาดหิ่น ใบชะมวง ยอดผักชีลาว และใบชะครามลงไปให้รสชาติที่แตกต่างกัน (15/20)

✨ “River Prawn Tom Yum, ต้มยำกุ้งแม่น้ำ”

เมนคอร์สจานแรกคือต้มยำกุ้งน้ำข้น เชฟใช้กุ้งจากแม่น้ำตาปีจังหวัดสุราฎร์ธานีซึ่งหนึ่งในแหล่งจับกุ้งแม่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยนำมาคลุกกับน้ำพริกเผามันกุ้ง รอบ ๆ คือโฟมสีส้มที่เตรียมมาจากหางกะทิผสมกับเครื่องต้มยำและเปลือกกุ้ง ด้านบนคือคาเวียร์จากอำเภอหัวหินที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำปลาและน้ำมะขาม เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบจากแผ่น Tuile ที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือของกุ้งขึ้นเป็นรูปสัญลักษณ์ของตัวร้านนั่นเอง (15/20)

✨ “Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า”

น้ำพริกปูม้าเป็นหนึ่งในคอร์สที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้ เชฟเลือกใช้ปูม้าซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงของประเทศไทยนึ่งมาจนสุกพอดีให้รสชาติที่หวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ด้านบนคือเจลลี่นุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากซุปใสเปลือกปูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว จากนั้นท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน คอร์สนี้เชฟแนะนำให้รับประทานกับผักและผลไม้แนมประจำวัน (15/20)

🎗 [WHY GO] เชฟโจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรภาคกลางในการนำเสนอเมนูที่มีหน้าตาดูแปลกใหม่แต่รสชาติยังคงความเป็นอาหารไทยอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทุกคอร์สตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยไปจบที่ของหวานมีรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่ายสำหรับทุก ๆ คนโดยไม่ต้องตีความมากนัก สำหรับใครที่คิดถึงอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิสามารถตามไปชิมกันได้ที่ห้องอาหารนวในโครงการณ์ Park Lane เอกมัยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Price :

3,800++

Parking :

จอดรถที่โครงการณ์ Park Lane

Operating Time :

18.00-22.30 ปิดวันอังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารไทยร่วมสมัยที่ควบคุมโดยสองเชฟมากความสามารถ

อาหาร :

14.5

ราคา :

2/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

3/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

2/5

Map

📃 NAWA INTRODUCTION MENU (3,800++)

          

🥄 SNACKS

“Ma-Hor, ม้าฮ่อ”

“Mor-Geang, หม้อแกง”

“Khao Puk Nga, ข้าวปุกงา”

“Ka-nom Bpang Nornnn Muu, ขนมปังน้อนนน หมู”

🥄 STARTERS

“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา”

🥄 MAIN COURSES

“River Prawn Tom Yum, ต้มยำกุ้งแม่น้ำ”

“Fried Softshell Crab, ปูนิ่มทอด”

“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า”

“Baked Fish, In House Soy Sauce, ปลาบู่อบซีอิ๊ว”

“Panang Beef, พะแนงเนื้อ”

“Yum of Local Tomatoes, ยำมะเขือเทศ”

“Vegetable of the Day, ผักตามฤดูกาล”

🥄 PRE-DESSERT

“Cape Gooseberry & Jasmine, ระฆังทองลอยแก้ว”

“Rose Apple & Torch Ginger, ชมพู่และดอกดาหลา”

“Phulae Pineapple, สับปะรดภูแล”

🥄 DESSERT

“Chantaburi Chocolate, ช็อกโกแลต จันทบุรี”

“Petit Four, พอดีคำ 4 อย่าง”

🇹🇭 Nawa – นว

🍴 Thai Contemporary – อาหารไทยร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Napol Jantraget (Chef Jo) & Chef Saki Hoshino – เชฟณพล จันทรเกตุ (เชฟโจ) & เชฟซากิ โฮชิโนะ

“Ma-Hor, ม้าฮ่อ”

ม้าฮ่อเป็น Finger Food ที่ประกอบขึ้นจากสับปะรด 3 ชนิดคือสับปะรดภูเก็ต, สับปะรดภูแล และสับปะรดปัตตาเวียเสิร์ฟมาในรูปแบบของทาร์ต, เจล, เจลลี่ รวมไปถึงแกงสับปะรดให้รสชาติเปรี้ยว วหาน และเนื้อสัมผัสกรอบจับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของใบผักชี ยังมีเครื่องม้าฮ่อที่เตรียมขึ้นมาจากหมูสับนำไปผัดกับกะปิและถั่วลิสงอีกด้วย (15/20)

“Mor-Geang, หม้อแกง”

ถัดมาคือหม้อแกงอย่างไทยที่ทวิสต์โดยการใส่พราลีนถั่วแมคคาเดเมียลงไปด้วย ด้านล่างคือองค์ประกอบที่เตรียมมาจากขี้โล้หรือกะทิที่ผ่านการเคี่ยวนาน ๆ จนกลายมาเป็นคาราเมล ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน อย่างไรก็ตามเรารู้สึกได้ถึงความหวานและครีมที่ค่อนข้างเด่นเกินไปเล็กน้อยสำหรับการนำมาเสิร์ฟเป็น Amuse-bouche ในทางกลับกันหากนำคอร์สนี้ไปเสิร์ฟเป็นตัวเชื่อมระหว่างอาหารคาว-หวานดูจะเหมาะสมมากกว่า นอกจากนี้ยังมีชาออร์แกนิคจากจังหวัดเชียงใหม่ร้อน ๆ เสิร์ฟมาให้ดื่มคู่กันอีกด้วย (13/20)

“Ka-nom Bpang Nornnn Muu, ขนมปังน้อนนน หมู”

ขนมปังหน้าหมูสูตรพิเศษของทางร้าน ขนมปังบริยอชกรอบ ๆ ที่ทางร้านทำเองแบบไม่อมน้ำมัน ด้านบนท็อปด้วยเนื้อหมูและเบคอนที่ผ่านการรมควันในห้องครัวนานถึง 5 ชั่วโมง (13/20)

“Ka-nom Bpang Nornnn Muu, ขนมปังน้อนนน หมู”

ยังมีอาจาดที่ทางร้านเตรียมขึ้นมาเองจากเจลแตงกวา ด้านบนคือครูตองกรอบ ๆ ขึ้นรูปเป็นน้อนนนหมูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (13/20)

“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา”

จากนั้นเป็นเมนูหมึกแช่น้ำปลาโดยเชฟจะออกมาเตรียมหมึกให้ลูกค้าแล้วจัดเสิร์ฟกันข้าง ๆ โต๊ะ (15/20)

“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา”

เชฟนำชิ้นหมึกไปนวดด้วยมือเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบแล้วนำมาหมักต่อกับสาหร่ายคอมบุนาน 1 วัน (15/20)

“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา”

เชฟจะนำมาจัดลงจานแล้วเติมแต่งรสชาติด้วยน้ำมันจากใบชะครามรวมไปถึงกรานิต้าของน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติจัดจ้านในแบบที่เราคุ้นเคยกัน (15/20)

“Squid, Nam Jim Seafood, ปลาหมึกแช่น้ำปลา”

วิธีรับประทานให้เติมผักเคียงพริกขี้หนูสวน หอมแดง ผักกาดหิ่น ใบชะมวง ยอดผักชีลาว และใบชะครามลงไปให้รสชาติที่แตกต่างกัน (15/20)

“River Prawn Tom Yum, ต้มยำกุ้งแม่น้ำ”

เมนคอร์สจานแรกคือต้มยำกุ้งน้ำข้น เชฟใช้กุ้งจากแม่น้ำตาปีจังหวัดสุราฎร์ธานีซึ่งหนึ่งในแหล่งจับกุ้งแม่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยนำมาคลุกกับน้ำพริกเผามันกุ้ง รอบ ๆ คือโฟมสีส้มที่เตรียมมาจากหางกะทิผสมกับเครื่องต้มยำและเปลือกกุ้ง ด้านบนคือคาเวียร์จากอำเภอหัวหินที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำปลาและน้ำมะขาม เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบจากแผ่น Tuile ที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือของกุ้งขึ้นเป็นรูปสัญลักษณ์ของตัวร้านนั่นเอง (15/20)

“Fried Softshell Crab, ปูนิ่มทอด”

ทางร้านได้เฟ้นหาปูนิ่มแบบเป็น ๆ จากจังหวัดจันทบุรีปรุงแต่งรสด้วยน้ำปูและกะทิเพื่อให้มีความกรอบที่พอเหมาะตัดกันกับความนิ่มของชิ้นปู ด้านบนคือเนื้อปูฟูหอมหวาน ข้าง ๆ กันคือมันปูนาน้ำพริกข่าปรุงแต่งด้วยความเปรี้ยวจากมะนาวนิ้วมือเตรียมออกมาเป็นคาเวียร์จิ๋ว วิธีบิมให้บีบน้ำส้มจี๊ดลงไปบนเนื้อปูเพื่อดึงรสชาติของปูให้โดดเด่นยิ่งขึ้น (15/20)

“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า”

น้ำพริกปูม้าเป็นหนึ่งในคอร์สที่โดดเด่นที่สุดในวันนี้ (15/20)

“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า”

เชฟเลือกใช้ปูม้าซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงของประเทศไทยนึ่งมาจนสุกพอดีให้รสชาติที่หวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ด้านบนคือเจลลี่นุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากซุปใสเปลือกปูช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว จากนั้นท็อปด้วยคาเวียร์จากอำเภอหัวหิน (15/20)

“Blue Crab Relish, น้ำพริกปูม้า”

คอร์สนี้เชฟแนะนำให้รับประทานกับผักและผลไม้แนมประจำวัน (15/20)

“Baked Fish, In House Soy Sauce, ปลาบู่อบซีอิ๊ว”

สำหรับคอร์สปลาเชฟเลือกใช้ปลาบู่ที่เตรียมมาด้วยวิธี Ikejime ก่อนจะนำไป Dry-Aged นานถึง 3 วัน ด้านบนคือเจลนุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำซีอิ๊ว เลเยอร์ตรงกลางของชิ้นปลาเป็นองค์ประกอบของหัวหอมแดงช่วยลดทอนกลิ่นดินของปลาบู่ได้อย่างเหมาะเจาะ เชฟจับคู่มากับสมุนไพรและกระเทียมเจียวข้าง ๆ กัน จากนั้นเชฟจะมาเทราดซอสซีอิ๊วสูตรพิเศษลงไปรอบ ๆ จาน (14/20)

“Panang Beef, พะแนงเนื้อ”

สำหรับคอร์สพะแนงเชฟเลือกใช้เนื้อวัวไทยวากิวจากจังหวัดหนองคายโดยใช้ส่วน Brisket เสิร์ฟมาคู่กับส่วน Striploin ที่ผ่านกระบวนการ Dry-Aged นานถึง 30 วัน จากนั้นเชฟจะเทราดซอสแกงพะแนงที่เราคุ้นเคยกันดีให้รสชาติที่จัดจ้านและมีกลิ่นหอมสมุนไพรต่าง ๆ ลงไปรอบ ๆ จาน ขอแนะนำให้รับประทานคู่กันกับข้าวร้อน ๆ เข้ากันดีมาก ๆ (15/20)

“Yum of Local Tomatoes, ยำมะเขือเทศ”

ตัดรสชาติจัดจ้านด้วยยำมะเขือเทศท้องถิ่นของไทยหลากหลายชนิดที่เชฟนำไป Compressed กับ Tomato Syrup เพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติ นอกจากนี้ยังมีน้ำยำที่เตรียมขึ้นมาจากเคยสดและขิงดอง ยังมีองค์ประกอบของปลาทูน่ารมควันช่วยเพิ่มอโรมาหอม ๆ ให้กับจาน (14/20)

“Vegetable of the Day, ผักตามฤดูกาล”

ผัดผักตามฤดูกาลประกอบไปด้วยคะน้า หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทย เห็ดตับเต่า และผักวอสุ่นจากดอยแม่สะลองจับคู่กับพูเรกระเทียมสีขาวที่ทางร้านทำเอง ยังมีซอสคาราเมลสีน้ำตาลที่เตรียมขึ้นมาจากส่วนที่เหลือจากหอยนางรม จากนั้นจบด้วยการเทราดน้ำมันหอยสูตรพิเศษของทางร้ายลงไปด้านบน (14/20)

🥄 MAIN COURSES

Main Course จัดเสิร์ฟมาคู่กับข้าวหอมมะลิจากจังหวัดยโสธรหุงโดยการผสมผสานเทคนิคของไทยกับญี่ปุ่น ลูกค้าสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ

“Cape Gooseberry & Jasmine, ระฆังทองลอยแก้ว”

ล้างปากด้วยเมนูระฆังทองลอยแก้วโดยเชฟเลือกใช้มะยงชิดนำมาทำเป็นซอร์เบท์ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านล่างรองด้วยเนื้อลิ้นจี่สด ๆ นุ่มหวาน รอบ ๆ คือน้ำเชื่อมมะยงชิดที่เสริมด้วยกลิ่นหอมของน้ำลอยดอกมะลิลงไปเข้ากันดีมาก ๆ (14/20)

“Rose Apple & Torch Ginger, ชมพู่และดอกดาหลา”

ชมพู่ฉ่ำ ๆ เตรียมมาเป็นเนิ้อชมพู่สดหั่นเป็นชิ้นท็อปด้านเจลลี่น้ำชมพู่และดอกดาหลา ([4/29)

“Phulae Pineapple, สับปะรดภูแล”

สับปะรดภูแลที่ผ่านการ Compressed กับน้ำสับปะรดย่างเพื่อเพิ่มมิติทางรสชาติและกลิ่นหอมของการรมควัน ด้านบนท็อปด้วยพริกกะเกลืออย่างลพบุรีที่มีส่วนผสมของมะกรูด กระเทียม และมะแขว่นนั่นเอง (14/20)

ทั้งสองอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน

“Chantaburi Chocolate, ช็อกโกแลต จันทบุรี”

ปิดท้ายด้วยของหวานที่อาศัยช็อกโกแลตของประเทศไทยจากจังหวัดจันทบุรีนำเสนอมาในรูปแบบมูสเข้มข้น ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบของกล้วยรสหวานตัดกันกับความเปรี้ยวของช็อกโกแลตได้อย่างลงตัว ด้านบนท็อปด้วยแผ่นโรตีกรอบและคุกกี้ช็อกโกแลตชิปส์ ยังมีองค์ประกอบของ Tuile กรอบ ๆ ที่เตรียมมาจากช็อกโกแลตจันทบุรีเช่นกัน (15/20)

“Petit Four, พอดีคำ 4 อย่าง”

มื้ออาหารในวันนี้ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋ว 4 อย่างคือมะยงชิดกวน, ขนมถั่วแมคคาเดเมียทอดท็อปด้วยเนยถั่วแมคคาเดเมีย, ลูกชุบสังขยาฟักทอง และขนมใส่ไส้ ก้านในสอดไส้กระฉีกมะพร้าวอ่อนท็อปด้านบนด้วยโมจิกะทินุ่มหนึบและหัวหินคาเวียร์นั่นเอง

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เป็นการกลับคืนสู่วงการอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิผู้เคยฝากผลงานเอาไว้ในห้องอาหารระดับ 🌟 1 MICHELIN Star มาแล้วโดยทั้งคู่ได้หยิบยกเมนูอาหารไทยภาคกลางที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาปรับรูปแบบและนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างออกไปแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจ

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟณพล จันทรเกตุ หรือเชฟโจและเชฟซากิ โฮชิโนะ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เรื่องราวของทั้งคู่ต้องเล่าย้อนไปในช่วงที่เชฟโจมีอายุได้ 18 ปีโดยตัวเขาเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและมีอันต้องเดินทางไปศึกษาต่อด้านการท่องเที่ยวเเละบริหารโรงแรมต่อด้วยคอร์สเฉพาะทางด้านอาหารที่ Niagara College ที่ประเทศแคนาดา ระหว่างนั้นเขาพบรักกับเชฟซากิและอาศัยอยู่ที่ประเทศเเคนาดานานกว่า 10 ปีโดยอาศัยรายได้จากการทำงานในร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมกับการเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาประเทศไทยเพื่อควบคุมห้องอาหาร 80/20 โดยมีเชฟโจรับผิดชอบเมนูอาหารคาวและเชฟซากิทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารหวานทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ต่อมาทั้งคู่ได้ออกมาเปิดห้องอาหารสามล้อเป็นของตัวเองขึ้นในย่านเจริญกรุงและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide ในหมวดหมู่ 😋 Bib Gourmand อีกเช่นกัน

ห้องอาหารนวนำเสนอเซ็ตเมนูรูปแบบเดียวที่เรียกว่า Nawa Introduction Menu โดยใช้อาหารไทยภาคกลางที่เราคุ้นเคยกันจัดเสิร์ฟมาทั้งแบบ Finger Food คำเล็ก ๆ และ Main Course ที่ปรับรูปแบบมาจากสำรับรวมกันกว่า 14 คอร์สในราคา 3,800++ รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรซึ่งก็สามารถจับคู่กับรสชาติที่จัดจ้านของอาหารไทยได้อย่างลงตัว

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหารนว (อ่านว่า นะ-วะ) ตั้งอยู่ที่โครงการณ์ Park Lane ย่านเอกมัยโดยลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โครงการณ์ได้โดยตรงหรืออาจขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีเอกมัยแล้วเดินเข้าซอยมาอีก 400 เมตรก็ได้เช่นกัน

เพดานสูงโปร่งและโทนแสงไฟสีส้มสลัว ๆ ส่งกระทบโต๊ะไม้เปลือยช่วยรังสรรค์บรรยากาศที่มีความเรียบง่ายและเป็นกันเองแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราได้เป็นอย่างดี

ภายในห้องอาหาร

ห้องรับประทานอาหารหลักโดดเด่นด้วยครัวเปิดขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวร้าน

คำว่านวเป็นการเล่นคำพ้องของคำว่านวัตกรรมแสดงออกถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดอยู่กับที่ของอาหารไทย

🎗 [WHY GO] เชฟโจเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรภาคกลางในการนำเสนอเมนูที่มีหน้าตาดูแปลกใหม่แต่รสชาติยังคงความเป็นอาหารไทยอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ทุกคอร์สตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อยไปจบที่ของหวานมีรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่ายสำหรับทุก ๆ คนโดยไม่ต้องตีความมากนัก สำหรับใครที่คิดถึงอาหารไทย Fine Dining ของเชฟโจและเชฟซากิสามารถตามไปชิมกันได้ที่ห้องอาหารนวในโครงการณ์ Park Lane เอกมัยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป