Visit: January 3, 2022

🇹🇭 Burapa - บูรพา

👨🏻‍🍳 Chef Wongwich Sripinyo - เชฟวงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ (เชฟแอ็ค)

26 ซ.สุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา, Bangkok, 10110, ประเทศไทย

Tel: 02-012-1423

Cuisine

🍴 Thai - อาหารไทย

Country

Thailand

MICHELIN Guide

Bib Gourmand

Score

14.5/20

Price

3/5
          

🎗 Burapa เป็นร้านอาหารพี่น้องกันกับห้องอาหารศรีตราดโดยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางด้วยรถไฟของหญิงสาวจากภาคตะวันออกไปยังจุดหมายปลายทางตามภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย บริเวณชั้นล่างเป็นบาร์ขนาดย่อมสำหรับชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้าแต่มุมที่สวยที่สุดของร้านอยู่ที่บริเวณชั้นสองซึ่งตกแต่งโดยอ้างอิงมาจากโบกี้รถไฟสุดหรูเมื่อราว ๆ 75 ปีก่อนสังเกตได้จากจดหมายที่บูรพาเขียนลงวันที่ 16 สิงหาคม 2490 ภายในเลือกใช้ผนังและพื้นทำจากไม้สีน้ำตาลเข้มเข้ากันดีกับผ้าม่านสีแดงเลือดหมู บริเวณชั้นวางของตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้โบราณประกอบกับดนตรีสากลย้อนยุคชวนให้นึกถึงการเดินทางช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง

          
🎗 อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟวงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ หรือเชฟแอ็ค ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารแบบ À La Carte ที่มีราคาเริ่มต้นเพียงจานละ 150-450 บาทโดยสไตล์อาหารก็จะมีความคล้ายคลึงกับร้านศรีตราดคือเป็นอาหารไทยภาคตะวันออกที่มีรสชาติจัดจ้าน รสมือดี เข้าถึงง่าย ยังมีเมนูแบบใหม่ที่เรียกว่า Thai Tapas เป็นอาหารขนาดพอดีคำรับประทานง่าย ราคาไม่แพง เหมาะกับการจับคู่กับเครื่องดื่มดี ๆ สักแก้ว อย่างไรก็ตามในฐานะ Foodies เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เลือกชิม Tasting Menu ชุดใหญ่ของร้านที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางที่มีต้นกำเนิดจากภาคตะวันออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย (ในรอบนี้คือภาคเหนือ) ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากภาคตะวันออกเช่นหอยเงาะ แมงกระพรุนลอดช่อง เปลือกต้นโกงกาง แกงกะหรี่อิสลามสูตรชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว รวมไปถึงขนมกระยาสารทโดยใช้เทคนิคการปรุงทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังไม่ทิ้งรากเหง้าและรสมือของอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมอีกด้วย สำหรับจานที่ทำออกได้อย่างน่าประทับใจอย่างเช่น

✨ แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch
หนึ่งในจานที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดในคืนนี้คือ “แกงกระด้าง” อาหารพื้นเมืองที่ชาวล้านนานิยมรับประทานกันในฤดูหนาว โดยปกติมักใช้เอ็นหมูซึ่งเป็นส่วนที่มีคอลลาเจนสูงไปตุ๋นแล้วรอให้เย็นลงจนเซ็ตตัวกลายเป็นวุ้นเย็น ๆ ทำให้คนทั่วไปมักรู้สึกไม่คุ้นชิ้นและเข้าถึงอาหารจานนี้ได้ยาก ในที่นี้เชฟนำแกงกระด้างมาปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอโดยใช้เทคนิคยุคใหม่ทำให้อาหารจานนี้เข้าถึงง่ายโดยคนทั่วไปมากยิ่งขึ้นเริ่มจากการนำมะเขือเทศเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากชิ้นสี่เหลี่ยมตรงกลางคือมะเขือเทศที่ได้จากการผสมเจลาตินเพื่อขึ้นรูปให้เป็นชิ้นวุ้นเย็น ด้านบนทอปด้วยมะเขือเทศที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทั้งยังมีองค์ประกอบของน้ำผึ้งให้รสชาติอมหวานเบา ๆ ข้างกันคือมะเขือเทศที่ผ่านการดองกับน้ำส้มมะปี๊ดให้มีรสเปรี้ยวแหลมผสานเข้ากับความเปรี้ยวแบบอุมามิเดิม ๆ ของมะเทศเดิมได้เป็นอย่างดี สุดท้ายคือซุปร้อน ๆ ที่ได้จากการผสมมะเขือเทศเข้ากับเครื่องแกงให้รสชาติเผ็ดจัดจ้าน ทั้งยังให้อุณหภูมิที่แตกต่างไปจากเจลลี่มะเขือเทศตรงกลางอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างหอยหนามที่มีเนื้อสัมผัสหนึบแต่ไม่เหนียว ไร้ซึ่งกลิ่นคาว รวมไปถึงการใส่หนังปลากรอบ ๆ เอาไว้ข้างกันเพื่อเพิ่มความแตกต่างของเนื้อสัมผัสให้กับจานนั่นเอง (15/20)

✨ สลัดแมงกะพรุนดองเซียบ น้ำสลัดถั่วตัดกับน้ำส้มมะปี๊ด
Jelly fish fermented with mangrove trunk, Thai mustard green salad, peanut brittle, calamansi and coconut oil dressing
คอร์สที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือ “แมงกระพรุนลอดช่อง” ที่เชฟนำมาเข้ากระบวนการ Double Fermentation หรือการดองสองครั้งเริ่มจากครั้งแรกคือการนำแมงกระพรุนไปดองกับเปลือกต้นโกงกางทำให้ผิวแมงกระพรุนมีสีชมพูทั้งฤทธิ์ความเป็นด่างจากเปลือกโกงกางยังช่วยให้เนื้อสัมผัสของแมงกระพรุนมีความเด้งและกรุบกรอบ ต่อมาจึงนำแมงกระพรุนไปดองรอบสองกับน้ำส้มมะปี๊ด น้ำผึ้ง และน้ำมันช่วยเสริมให้แมงกระพรุน มีรสเปรี้ยวแหลมแล้วตัดไม่ให้เปรี้ยวโดดด้วยความหวานของน้ำผึ้ง ด้านบนคือขนมถั่วตัดชิ้นเล็ก ๆ ช่วยเสริมความกรอบและมิติของความหวานให้กับจาน รอบ ๆ คือน้ำจิ้มพริกเกลือที่ทางร้านตำเองจากพริก เกลือ น้ำมะนาว และน้ำปลา ให้รสชาติจัดจ้านครบทุกมิติของรสชาติ ด้านบนทอปด้วยผักกาดฮีนให้กลิ่นและอโรม่าคล้ายกับวาซาบิ สุดท้ายคือสาหร่ายทุ่นจากเกาะกูดที่เชฟนำมาดองแล้วเสิร์ฟมาข้าง ๆ กัน ถือเป็นคอร์สที่นำเสนอวัตถุดิบพื้นถิ่นของประเทศไทยออกมาได้อย่างไร้ที่ติชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยทีเดียว (15/20)

✨ ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce
เชฟเลือกใช้สมุนไพรท้องถิ่นจากภาคเหนืออย่างหอมชูซึ่งมีเนื้อสัมผัสกรอบตัดกันกับความนุ่มของบะหมี่ไข่ที่รองอยู่ด้านล่างตามคอนเซปของข้าวซอยที่ประกอบไปด้วยบะหมี่กรอบกับบะหมี่ไข่นุ่ม ๆ นั่นเอง ส่วนโปรตีนหลักเชฟเลือกใช้ลิ้นวัวซึ่งมีความนุ่มช่วยเชื่อใเนื้อสัมผัสของบะหมี่และหอมชูเข้าด้วยกัน รอบ ๆ คือซอสแกงกะหรี่รสเลิศ มีกลิ่นหอมประกอบไปกับความครีมมี่ของกะทิและความเผ็ดจัดจ้านที่บาลานซ์มาอย่างลงตัวไร้ที่ติ ยังมีองค์ประกอบของใบชะอมทอด อย่าลืมบีบมะนาวลงไปก่อนรับประทานเพื่อให้ความเปรี้ยวไปด้วยเบรคความมันและครีมมี่ของเครื่องแกงไม่ให้โดดออกมาจนเกินไป ถือเป็นจานที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสครบและบาลานซ์กันออกมาได้อย่างไร้ที่ติ สุดยอดมาก ๆ (15/20)

🎗 Tasting Menu ของห้องอาหารบูรพาได้ยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นจากภาคตะวันออกที่กระทั่งคนไทยส่วนมากยังไม่รู้จักให้ออกมาเทียบเคียงกับวัตถุดิบนำเข้าได้อย่างไม่ต้องอายใคร หลายจานแม้จะใช้เทคนิคสมัยใหม่แต่ยังคงคงรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ราคาที่ตั้งเอาไว้เทียบกับปริมาณและความทุ่มเทที่เชฟใส่ลงไปถือว่าคุ้มค่า องค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งบรรยากาศ มุมถ่ายรูป ทำเล และที่จอดรถก็มีให้ครบ เราขอแนะนำอย่างมากให้เพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารไทยและยังไม่เคยลอง Tasting Menu ของทางร้าน (รวมไปถึงเพื่อน ๆ ที่เคยไปแต่เลือกสั่งเฉพาะเมนู À La Carte) ได้แวะเข้าไปชิมกันดู รับรองว่าอร่อยสมกับเป็นร้านอาหารระดับ Bib Gourmand ที่ดีที่สุดเท่าที่เราพบเจอมาในรอบปีอย่างแน่นอน

Price :

450-2,200++/p

Parking :

จอดหลังร้านในโครงการณ์ Eleven Bangkok

Operating Time :

พุธ-ศุกร์ 16.30-23.00, เสาร์-อาทิตย์ 11.00-15.00 และ 16.30-23.00

Dress Code :

Casual

Score

👍 ร้านอาหารที่ยกระดับเมนูพื้นถิ่นโดยใช้เทคนิคสมัยใหม่แต่ไม่ทิ้งรากเหง้าเดิม รสชาติดี ราคาคุ้มค่า (*ผลการรีวิวฉบับนี้อ้างอิงจาก Tasting Menu ไม่นับรวม À La Carte)

อาหาร :

14.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

3/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 TASTING MENU (2,200++)

          
🥄 STARTERS

ปูสาคูดีหมึก
Refreshing crab salad on squid ink sago-cracker

มันแกวน้ำพริกปลาย่างใบชะมวง
Jicama yam bean and Herbal relish & smoked catfish

เมี่ยงเนียมหูเสือปลาเห็ดโคน
Sun-dried Sand Whiting fish paste wrapped in fresh Tiger Ear leaf, sprinkled by salted King Mackerel fish crumb

🥄 SOUP

แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch

🥄 SALAD

สลัดแมงกะพรุนดองเซี่ยบ น้ำสลัดถั่วตัดกับน้ำส้มมะปี๊ด
Jelly fish fermented with mangrove trunk, Thai mustard green salad, peanut brittle, calamansi and coconut oil dressing

🥄 APPETIZER

หมึกอั่วฮังเลแกงพริก
Grilled squid, filled with minced pork seasoned by northern style Hang-Lei curry

🥄 NOODLE

ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce

🥄 FISH

ปลากระพงย่าง ใบชาหมัก
Seared Asian sea bass. Soybean purée with fermented tea leaf.

🥄 RICE

ข้าวดอยกั้นจิ้นยำ เนื้อพิคานย่าไทยวากิว
Tribal rice, steamed with pork blood and various Northern Thailand herbs, accompanied by seared picanha Thai wagyu.

ซุปหอยเงาะกับใบสมุนไพรสด
Ramose Murex soup, simmered in Northern tribal herbs and Mekhong rum.

🥄 Dessert

หวีกล้วย กระยาสารท
Banana dumplings in fresh coconut milk sauce, caramelized roasted rice.

OR / หรือ

ขนมหม้อแกงฟักทองย่างและไอศกรีมหอมเจียว
Roasted pumpkin custard, Thai style (Moh-Gang), accompanied by fried-shallot ice cream.

กาแฟหรือชา
Coffee or Tea

🇹🇭 Burapa – บูรพา

🍴 Thai – อาหารไทย

👨🏻‍🍳 Chef Wongwich Sripinto – เชฟวงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ (เชฟแอ็ค)

Burapa เป็นร้านอาหารพี่น้องกันกับห้องอาหารศรีตราดโดยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางด้วยรถไฟของหญิงสาวจากภาคตะวันออกไปยังจุดหมายปลายทางตามภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย

🥄 STARTERS

เริ่มต้นด้วย Starters จำนวน 3 คำเสิร์ฟมาให้เรียงรับประทานจากขวาไปซ้าย

ปูสาคูดีหมึก
Refreshing crab salad on squid ink sago-cracker

“ปูสาคูดีหมึก” เป็นจานที่เชฟใช้แป้งสาคูผสมกับดีหมึกหรือหมึกดำแล้วนำไปอบต่อด้วยทอดจนกรอบ จากนั้นนำเนื้อปูก้อนชิ้นโตจากจังหวัดตราดไปหมักกับน้ำส้มมะปี๊ดหรือส้มจี๊ดเพื่อให้รสเปรี้ยวของน้ำส้มเกิดความแตกต่างทางรสชาติกับความหวานและเนื้อปู เนื้อปูเองก็สดมาก แน่น เฟิร์ม แต่ไม่แข็ง มีรสหวานธรรมชาติ ด้านบนทอปด้วยกระเจี๊ยบดอง ข้างกันคือเจลลี่ส้มมะปี๊ดช่วยชูรสชาติมะปี๊ด ทั้งยังเชื่อมเนื้อสัมผัสของเนื้อปูก้อนกับสาคูดีหมึกให้ผสานเข้ากันได้อีกด้วย (15/20)

มันแกวน้ำพริกปลาย่างใบชะมวง
Jicama yam bean and Herbal relish & smoked catfish

ถัดมาคือชิ้น “มันแกว” ที่ผ่านการดองกับเกลือและน้ำมะนาวจนให้รสเปรี้ยวและเคี้ยวกรอบ ชั้นล่างเป็นเลเยอร์ของน้ำพริกที่ได้จากเนื้อปลากดย่างแล้วผัดกับใบชะมวงจนเป็นน้ำพริกให้กลิ่นหอมสมุนไพร รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ จากใบชะมวง และความเผ็ดจัดจ้านช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี (15/20)

เมี่ยงเนียมหูเสือปลาเห็ดโคน
Sun-dried Sand Whiting fish paste wrapped in fresh Tiger Ear leaf, sprinkled by salted King Mackerel fish crumb

ปิดท้ายด้วย “เมี่ยง” ที่ทำมาจากพืชสมุนไพรท้องถิ่นจากแถบภาคตะวันออกอย่างใบเนียมหูเสือซึ่งมีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสสากลิ้นเล็กน้อยในระดับที่ดีและสามารถช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ตรงกลางคือเครื่องเมี่ยงอันประกอบไปด้วยปลาเห็ดโคนที่เชฟนำไปยีฟูกับมะพร้าวให้รสชาติหวานกลมกล่อมทั้งยังช่วยลดทอนความเผ็ดจากน้ำพริกคำก่อนหน้าได้ดี ด้านบนทอปด้วยใบผักชี หอมแดงดองให้รสเปรี้ยวนิด ๆ และกระบกชิ้นสีขาวให้ความกรอบให้กับเมี่ยงทั้งคำนั่นเอง (14/20)

แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch

หนึ่งในจานที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดในคืนนี้คือ “แกงกระด้าง” อาหารพื้นเมืองที่ชาวล้านนานิยมรับประทานกันในฤดูหนาว โดยปกติมักใช้เอ็นหมูซึ่งเป็นส่วนที่มีคอลลาเจนสูงไปตุ๋นแล้วรอให้เย็นลงจนเซ็ตตัวกลายเป็นวุ้นเย็น ๆ ทำให้คนทั่วไปมักรู้สึกไม่คุ้นชิ้นและเข้าถึงอาหารจานนี้ได้ยาก (15/20)

แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch

ในที่นี้เชฟนำแกงกระด้างมาปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอโดยใช้เทคนิคยุคใหม่ทำให้อาหารจานนี้เข้าถึงง่ายโดยคนทั่วไปมากยิ่งขึ้นเริ่มจากการนำมะเขือเทศเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากชิ้นสี่เหลี่ยมตรงกลางคือมะเขือเทศที่ได้จากการผสมเจลาตินเพื่อขึ้นรูปให้เป็นชิ้นวุ้นเย็น ด้านบนทอปด้วยมะเขือเทศที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทั้งยังมีองค์ประกอบของน้ำผึ้งให้รสชาติอมหวานเบา ๆ ข้างกันคือมะเขือเทศที่ผ่านการดองกับน้ำส้มมะปี๊ดให้มีรสเปรี้ยวแหลมผสานเข้ากับความเปรี้ยวแบบอุมามิเดิม ๆ ของมะเทศเดิมได้เป็นอย่างดี สุดท้ายคือซุปร้อนที่ได้จากการผสมมะเขือเทศเข้ากับเครื่องแกงให้รสชาติเผ็ดจัดจ้าน ทั้งยังให้อุณหภูมิที่แตกต่างไปจากเจลลี่มะเขือเทศตรงกลางอีกด้วย (15/20)

แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างหอยหนามที่มีเนื้อสัมผัสหนึบแต่ไม่เหนียว ไร้ซึ่งกลิ่นคาว รวมไปถึงการใส่หนังปลากรอบ ๆ เอาไว้ข้างกันเพื่อเพิ่มความแตกต่างของเนื้อสัมผัสให้กับจานนั่นเอง (15/20)

สลัดแมงกะพรุนดองเซี่ยบ น้ำสลัดถั่วตัดกับน้ำส้มมะปี๊ด
Jelly fish fermented with mangrove trunk, Thai mustard green salad, peanut brittle, calamansi and coconut oil dressing

คอร์สที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือ “แมงกระพรุนลอดช่อง” ที่เชฟนำมาเข้ากระบวนการ Double Fermentation หรือการดองสองครั้งเริ่มจากครั้งแรกคือการนำแมงกระพรุนไปดองกับเปลือกต้นโกงกางทำให้ผิวแมงกระพรุนมีสีชมพูทั้งฤทธิ์ความเป็นด่างจากเปลือกโกงกางยังช่วยให้เนื้อสัมผัสของแมงกระพรุนมีความเด้งและกรุบกรอบ ต่อมาจึงนำแมงกระพรุนไปดองรอบสองกับน้ำส้มมะปี๊ด น้ำผึ้ง และน้ำมันช่วยเสริมให้แมงกระพรุน มีรสเปรี้ยวแหลมแล้วตัดไม่ให้เปรี้ยวโดดด้วยความหวานของน้ำผึ้ง ด้านบนคือขนมถั่วตัดชิ้นเล็ก ๆ ช่วยเสริมความกรอบและมิติของความหวานให้กับจาน รอบ ๆ คือน้ำจิ้มพริกเกลือที่ทางร้านตำเองจากพริก เกลือ น้ำมะนาว และน้ำปลา ให้รสชาติจัดจ้านครบทุกมิติของรสชาติ ด้านบนทอปด้วยผักกาดฮีนให้กลิ่นและอโรม่าคล้ายกับวาซาบิ สุดท้ายคือสาหร่ายทุ่นจากเกาะกูดที่เชฟนำมาดองแล้วเสิร์ฟมาข้าง ๆ กัน ถือเป็นคอร์สที่นำเสนอวัตถุดิบพื้นถิ่นของประเทศไทยออกมาได้อย่างไร้ที่ติชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยทีเดียว (15/20)

หมึกอั่วฮังเลแกงพริก
Grilled squid, filled with minced pork seasoned by northern style Hang-Lei curry

ปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับไส้อั่วซึ่งเป็นไส้กรอกพิ้นเมืองจากทางภาคเหนือ แต่ในที่นี้เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟให้มีกลิ่นอายของภาคตะวันออกโดยใช้ตัวปลาหมึกมาเป็นปลอกแทนไส้หมูแล้วเรียกว่า “หมึกอั่ว” เนื้อสัมผัสหมึกมีความหนึบใช้ได้แต่หากลดความกระด้างจากการย่างลงได้อีกเล็กน้อยจะทำให้จานนี้ดียิ่งขึ้นอีก ด้านในเป็นไส้หมูผสมผสานกับเครื่องแกงฮังเลแบบชาวเหนือให้รสชาติจัดจ้าน ข้างกันคือซอสแกงพริกรสเด็ดเสิร์ฟมากับมะละกอดองที่พันม้วนเป็นวงขนาบข้างไปกับกระเจี๊ยบดองให้ความกรอบและรสเปรี้ยวมาช่วยเบรคความเผ็ดจากเครื่องแกงได้อย่างไร้ที่ติ (14/20)

ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce

“ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว” จานนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากการนำแกงกะหรี่ของชุมชนอิสลามบ้านน้ำเชี่ยวในจังหวัดตราดมาผสมผสานกับข้าวซอยซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวเหนือนั่นเอง (15/20)

ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce

เชฟเลือกใช้สมุนไพรท้องถิ่นจากภาคเหนืออย่างหอมชูซึ่งมีเนื้อสัมผัสกรอบตัดกันกับความนุ่มของบะหมี่ไข่ที่รองอยู่ด้านล่างตามคอนเซปของข้าวซอยที่ประกอบไปด้วยบะหมี่กรอบกับบะหมี่ไข่นุ่ม ๆ นั่นเอง ส่วนโปรตีนหลักเชฟเลือกใช้ลิ้นวัวซึ่งมีความนุ่มช่วยเชื่อใเนื้อสัมผัสของบะหมี่และหอมชูเข้าด้วยกัน รอบ ๆ คือซอสแกงกะหรี่รสเลิศ มีกลิ่นหอมประกอบไปกับความครีมมี่ของกะทิและความเผ็ดจัดจ้านที่บาลานซ์มาอย่างลงตัวไร้ที่ติ ยังมีองค์ประกอบของใบชะอมทอด อย่าลืมบีบมะนาวลงไปก่อนรับประทานเพื่อให้ความเปรี้ยวไปด้วยเบรคความมันและครีมมี่ของเครื่องแกงไม่ให้โดดออกมาจนเกินไป ถือเป็นจานที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสครบและบาลานซ์กันออกมาได้อย่างไร้ที่ติ สุดยอดมาก ๆ (15/20)

ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce

หากสังเกตให้ดีจะพบว่ากระทั่งมะนาวเชฟยังบากตรงกลางให้เป็นร่องเพื่อให้บีบรับประทานได้ง่ายและไม่หลุดมือ (15/20)

ปลากระพงย่าง ใบชาหมัก
Seared Asian sea bass. Soybean purée with fermented tea leaf.

สำหรับคอร์ส “เนื้อปลา” เชฟเลือกใช้เนื้อปลากระพงนำไปหมักกับใบชา 3 รส เตรียมเสิร์ฟมาแบบหนังกรอบ รอบ ๆ เป็นพูเรทำจากถั่วและใบชาให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ยังมีมะเขือเทศตากแห้งให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิ ขนาบข้างด้วยหอมดองให้รสเปรี้ยว ด้านบนทอปด้วยผักชีลาวให้รับประทานไปพร้อม ๆ กัน (14/20)

ข้าวดอยกั้นจิ้นยำ เนื้อพิคานย่าไทยวากิว
Tribal rice, steamed with pork blood and various Northern Thailand herbs, accompanied by seared picanha Thai wagyu.

อาหารจานหลักสุดท้ายคือ “ข้าวดอยกั้นจิ้น” ที่ได้จากการนำข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่นไปคลุกกับสมุนไพรแล้วหุงกับเลือดจนหอม ด้านบนทอปด้วยไข่แดงดองน้ำปลากวนให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ยังมีพริกดองช่วยป้องกันความเลี่ยน รับประทานกับเนื้อวัวไทยวากิวส่วนพิคานย่าเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์กับซอสแกงอ่อมรสเลิศ (14/20)

ซุปหอยเงาะกับใบสมุนไพรสด
Ramose Murex soup, simmered in Northern tribal herbs and Mekhong rum.

เมนูข้าวเสิร์ฟมาพร้อมกับ “ซุปหอยเงาะ” ที่เชฟผสมแม่โขงลงไปด้วยเพื่อให้มีกลิ่นเฉพาะตัว (13/20)

ซุปหอยเงาะกับใบสมุนไพรสด
Ramose Murex soup, simmered in Northern tribal herbs and Mekhong rum.

ด้านล่างเป็นเนื้อหอยเงาะซึ่งจะมีความหนึบคล้ายกันกับหอยเป่าฮื้อ ยังมีช่อบูเก้ที่มัดรวมสมุนไพรไทย 3 ชนิดคือกระเพราแดง, ผักชีลาว และผักชีใบเลื่อยเข้าไว้ด้วยกัน แนะนำให้รับประทานสลับกับข้าวดอยกั้นจิ้นยำเพื่อตัดทอนความมันของข้าวและไข่แดงดองน้ำปลากวนไม่ให้เกิดอาการเลี่ยนนั่นเอง (13/20)

ส้มฉุนกรานิต้า
Sohm choon granita

ล้างปากดับคาวก่อนเข้าสู่ของหวานด้วย “ส้มฉุน” ที่นำมาทำเป็นกรานิต้าให้ความเปรี้ยวหวานสดชื่น (13/20)

หวีกล้วย กระยาสารท
Banana dumplings in fresh coconut milk sauce, caramelized roasted rice.

“หวีกล้วย กระยาสารท” เป็นของหวานที่มีองค์ประกอบของแป้งทำออกมาคล้ายกันกับบัวลอย ด้านในสอดไส้กล้วยหวานนุ่มตัดกันกับเนื้อแป้งหนึบ ๆ ส่วนน้ำกะทิให้รสชาติหวานกลมกล่อมมีรสเค็มปลาย ๆ กำลังพอดี ยังมีองค์ประกอบของมะพร้าวและกระยาสารทเคี้ยวกรุบทั้งยังมีรสหวานช่วยบาลานซ์โทนของรสชาติโดยรวมได้อย่างพอเหมาะ (15/20)

ขนมหม้อแกงฟักทองย่างและไอศกรีมหอมเจียว
Roasted pumpkin custard, Thai style (Moh-Gang), accompanied by fried-shallot ice cream.

สุดท้ายคือ “ขนมหม้อแกงฟักทอง” ที่ผ่านไฟจนเลเยอร์ด้านบนถูกคาราเมลไลซ์เป็นเลเยอร์บาง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับมะพร้าวให้ความกรอบและไอศกรีมหอมเจียวกลิ่นหอม ๆ เข้ากันดีมากจริง ๆ (14/20)

กาแฟหรือชา
Coffee or Tea

ปิดท้าย Tasting Menu ด้วยการแฟหรือชาที่รวมอยู่ในเซ็ตแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟวงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ หรือเชฟแอ็ค ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารแบบ À La Carte ที่มีราคาเริ่มต้นเพียงจานละ 150-450 บาทโดยสไตล์อาหารก็จะมีความคล้ายคลึงกับร้านศรีตราดคือเป็นอาหารไทยภาคตะวันออกที่มีรสชาติจัดจ้าน รสมือดี เข้าถึงง่าย ยังมีเมนูแบบใหม่ที่เรียกว่า Thai Tapas เป็นอาหารขนาดพอดีคำรับประทานง่าย ราคาไม่แพง เหมาะกับการจับคู่กับเครื่องดื่มดี ๆ สักแก้ว อย่างไรก็ตามในฐานะ Foodies เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เลือกชิม Tasting Menu ชุดใหญ่ของร้านที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางที่มีต้นกำเนิดจากภาคตะวันออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย (ในรอบนี้คือภาคเหนือ)

ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากภาคตะวันออกเช่นหอยเงาะ แมงกระพรุนลอดช่อง เปลือกต้นโกงกาง แกงกะหรี่อิสลามสูตรชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว รวมไปถึงขนมกระยาสารทโดยใช้เทคนิคการปรุงทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังไม่ทิ้งรากเหง้าและรสมือของอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมอีกด้วย

มุมที่สวยที่สุดของร้านอยู่ที่บริเวณชั้นสองซึ่งตกแต่งโดยอ้างอิงมาจากโบกี้รถไฟสุดหรูเมื่อราว ๆ 75 ปีก่อนสังเกตได้จากจดหมายที่บูรพาเขียนลงวันที่ 16 สิงหาคม 2490

ภายในเลือกใช้ผนังและพื้นทำจากไม้สีน้ำตาลเข้มเข้ากันดีกับผ้าม่านสีแดงเลือดหมู บริเวณชั้นวางของตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้โบราณประกอบกับดนตรีสากลย้อนยุคชวนให้นึกถึงการเดินทางช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง

Tasting Menu ของห้องอาหารบูรพาได้ยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นจากภาคตะวันออกที่กระทั่งคนไทยส่วนมากยังไม่รู้จักให้ออกมาเทียบเคียงกับวัตถุดิบนำเข้าได้อย่างไม่ต้องอายใคร หลายจานแม้จะใช้เทคนิคสมัยใหม่แต่ยังคงคงรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ราคาที่ตั้งเอาไว้เทียบกับปริมาณและความทุ่มเทที่เชฟใส่ลงไปถือว่าคุ้มค่า องค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งบรรยากาศ มุมถ่ายรูป ทำเล และที่จอดรถก็มีให้ครบ

บริเวณชั้นล่างเป็นบาร์ขนาดย่อมสำหรับชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้า

เราขอแนะนำอย่างมากให้เพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารไทยและยังไม่เคยลอง Tasting Menu ของทางร้าน (รวมไปถึงเพื่อน ๆ ที่เคยไปแต่เลือกสั่งเฉพาะเมนู À La Carte) ได้แวะเข้าไปชิมกันดู รับรองว่าอร่อยสมกับเป็นร้านอาหารระดับ Bib Gourmand ที่ดีที่สุดเท่าที่เราพบเจอมาในรอบปีอย่างแน่นอน