หน้าแรก » 🇹🇭 Burapa – บูรพา
Visit: January 3, 2022
🇹🇭 Burapa - บูรพา
👨🏻🍳 Chef Wongwich Sripinyo - เชฟวงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ (เชฟแอ็ค)
26 ซ.สุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา, Bangkok, 10110, ประเทศไทย
Tel: 02-012-1423
Cuisine
🍴 Thai - อาหารไทย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
Bib Gourmand
Score
14.5/20
Price
Burapa เป็นร้านอาหารพี่น้องกันกับห้องอาหารศรีตราดโดยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางด้วยรถไฟของหญิงสาวจากภาคตะวันออกไปยังจุดหมายปลายทางตามภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย บริเวณชั้นล่างเป็นบาร์ขนาดย่อมสำหรับชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้าแต่มุมที่สวยที่สุดของร้านอยู่ที่บริเวณชั้นสองซึ่งตกแต่งโดยอ้างอิงมาจากโบกี้รถไฟสุดหรูเมื่อราว ๆ 75 ปีก่อนสังเกตได้จากจดหมายที่บูรพาเขียนลงวันที่ 16 สิงหาคม 2490 ภายในเลือกใช้ผนังและพื้นทำจากไม้สีน้ำตาลเข้มเข้ากันดีกับผ้าม่านสีแดงเลือดหมู บริเวณชั้นวางของตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้โบราณประกอบกับดนตรีสากลย้อนยุคชวนให้นึกถึงการเดินทางช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
Price :
450-2,200++/p
Parking :
จอดหลังร้านในโครงการณ์ Eleven Bangkok
Operating Time :
พุธ-ศุกร์ 16.30-23.00, เสาร์-อาทิตย์ 11.00-15.00 และ 16.30-23.00
Dress Code :
Casual
Score
👍 ร้านอาหารที่ยกระดับเมนูพื้นถิ่นโดยใช้เทคนิคสมัยใหม่แต่ไม่ทิ้งรากเหง้าเดิม รสชาติดี ราคาคุ้มค่า (*ผลการรีวิวฉบับนี้อ้างอิงจาก Tasting Menu ไม่นับรวม À La Carte)
อาหาร :
14.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 TASTING MENU (2,200++)
Burapa – บูรพา
Thai – อาหารไทย
Chef Wongwich Sripinto – เชฟวงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ (เชฟแอ็ค)
Burapa เป็นร้านอาหารพี่น้องกันกับห้องอาหารศรีตราดโดยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางด้วยรถไฟของหญิงสาวจากภาคตะวันออกไปยังจุดหมายปลายทางตามภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย
STARTERS
เริ่มต้นด้วย Starters จำนวน 3 คำเสิร์ฟมาให้เรียงรับประทานจากขวาไปซ้าย
ปูสาคูดีหมึก
Refreshing crab salad on squid ink sago-cracker
“ปูสาคูดีหมึก” เป็นจานที่เชฟใช้แป้งสาคูผสมกับดีหมึกหรือหมึกดำแล้วนำไปอบต่อด้วยทอดจนกรอบ จากนั้นนำเนื้อปูก้อนชิ้นโตจากจังหวัดตราดไปหมักกับน้ำส้มมะปี๊ดหรือส้มจี๊ดเพื่อให้รสเปรี้ยวของน้ำส้มเกิดความแตกต่างทางรสชาติกับความหวานและเนื้อปู เนื้อปูเองก็สดมาก แน่น เฟิร์ม แต่ไม่แข็ง มีรสหวานธรรมชาติ ด้านบนทอปด้วยกระเจี๊ยบดอง ข้างกันคือเจลลี่ส้มมะปี๊ดช่วยชูรสชาติมะปี๊ด ทั้งยังเชื่อมเนื้อสัมผัสของเนื้อปูก้อนกับสาคูดีหมึกให้ผสานเข้ากันได้อีกด้วย (15/20)
มันแกวน้ำพริกปลาย่างใบชะมวง
Jicama yam bean and Herbal relish & smoked catfish
ถัดมาคือชิ้น “มันแกว” ที่ผ่านการดองกับเกลือและน้ำมะนาวจนให้รสเปรี้ยวและเคี้ยวกรอบ ชั้นล่างเป็นเลเยอร์ของน้ำพริกที่ได้จากเนื้อปลากดย่างแล้วผัดกับใบชะมวงจนเป็นน้ำพริกให้กลิ่นหอมสมุนไพร รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ จากใบชะมวง และความเผ็ดจัดจ้านช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี (15/20)
เมี่ยงเนียมหูเสือปลาเห็ดโคน
Sun-dried Sand Whiting fish paste wrapped in fresh Tiger Ear leaf, sprinkled by salted King Mackerel fish crumb
ปิดท้ายด้วย “เมี่ยง” ที่ทำมาจากพืชสมุนไพรท้องถิ่นจากแถบภาคตะวันออกอย่างใบเนียมหูเสือซึ่งมีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสสากลิ้นเล็กน้อยในระดับที่ดีและสามารถช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ตรงกลางคือเครื่องเมี่ยงอันประกอบไปด้วยปลาเห็ดโคนที่เชฟนำไปยีฟูกับมะพร้าวให้รสชาติหวานกลมกล่อมทั้งยังช่วยลดทอนความเผ็ดจากน้ำพริกคำก่อนหน้าได้ดี ด้านบนทอปด้วยใบผักชี หอมแดงดองให้รสเปรี้ยวนิด ๆ และกระบกชิ้นสีขาวให้ความกรอบให้กับเมี่ยงทั้งคำนั่นเอง (14/20)
แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch
หนึ่งในจานที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดในคืนนี้คือ “แกงกระด้าง” อาหารพื้นเมืองที่ชาวล้านนานิยมรับประทานกันในฤดูหนาว โดยปกติมักใช้เอ็นหมูซึ่งเป็นส่วนที่มีคอลลาเจนสูงไปตุ๋นแล้วรอให้เย็นลงจนเซ็ตตัวกลายเป็นวุ้นเย็น ๆ ทำให้คนทั่วไปมักรู้สึกไม่คุ้นชิ้นและเข้าถึงอาหารจานนี้ได้ยาก (15/20)
แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch
ในที่นี้เชฟนำแกงกระด้างมาปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอโดยใช้เทคนิคยุคใหม่ทำให้อาหารจานนี้เข้าถึงง่ายโดยคนทั่วไปมากยิ่งขึ้นเริ่มจากการนำมะเขือเทศเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากชิ้นสี่เหลี่ยมตรงกลางคือมะเขือเทศที่ได้จากการผสมเจลาตินเพื่อขึ้นรูปให้เป็นชิ้นวุ้นเย็น ด้านบนทอปด้วยมะเขือเทศที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทั้งยังมีองค์ประกอบของน้ำผึ้งให้รสชาติอมหวานเบา ๆ ข้างกันคือมะเขือเทศที่ผ่านการดองกับน้ำส้มมะปี๊ดให้มีรสเปรี้ยวแหลมผสานเข้ากับความเปรี้ยวแบบอุมามิเดิม ๆ ของมะเทศเดิมได้เป็นอย่างดี สุดท้ายคือซุปร้อนที่ได้จากการผสมมะเขือเทศเข้ากับเครื่องแกงให้รสชาติเผ็ดจัดจ้าน ทั้งยังให้อุณหภูมิที่แตกต่างไปจากเจลลี่มะเขือเทศตรงกลางอีกด้วย (15/20)
แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม
Northern style tomato “jelly soup” with Thorn conch
นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างหอยหนามที่มีเนื้อสัมผัสหนึบแต่ไม่เหนียว ไร้ซึ่งกลิ่นคาว รวมไปถึงการใส่หนังปลากรอบ ๆ เอาไว้ข้างกันเพื่อเพิ่มความแตกต่างของเนื้อสัมผัสให้กับจานนั่นเอง (15/20)
สลัดแมงกะพรุนดองเซี่ยบ น้ำสลัดถั่วตัดกับน้ำส้มมะปี๊ด
Jelly fish fermented with mangrove trunk, Thai mustard green salad, peanut brittle, calamansi and coconut oil dressing
คอร์สที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือ “แมงกระพรุนลอดช่อง” ที่เชฟนำมาเข้ากระบวนการ Double Fermentation หรือการดองสองครั้งเริ่มจากครั้งแรกคือการนำแมงกระพรุนไปดองกับเปลือกต้นโกงกางทำให้ผิวแมงกระพรุนมีสีชมพูทั้งฤทธิ์ความเป็นด่างจากเปลือกโกงกางยังช่วยให้เนื้อสัมผัสของแมงกระพรุนมีความเด้งและกรุบกรอบ ต่อมาจึงนำแมงกระพรุนไปดองรอบสองกับน้ำส้มมะปี๊ด น้ำผึ้ง และน้ำมันช่วยเสริมให้แมงกระพรุน มีรสเปรี้ยวแหลมแล้วตัดไม่ให้เปรี้ยวโดดด้วยความหวานของน้ำผึ้ง ด้านบนคือขนมถั่วตัดชิ้นเล็ก ๆ ช่วยเสริมความกรอบและมิติของความหวานให้กับจาน รอบ ๆ คือน้ำจิ้มพริกเกลือที่ทางร้านตำเองจากพริก เกลือ น้ำมะนาว และน้ำปลา ให้รสชาติจัดจ้านครบทุกมิติของรสชาติ ด้านบนทอปด้วยผักกาดฮีนให้กลิ่นและอโรม่าคล้ายกับวาซาบิ สุดท้ายคือสาหร่ายทุ่นจากเกาะกูดที่เชฟนำมาดองแล้วเสิร์ฟมาข้าง ๆ กัน ถือเป็นคอร์สที่นำเสนอวัตถุดิบพื้นถิ่นของประเทศไทยออกมาได้อย่างไร้ที่ติชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยทีเดียว (15/20)
หมึกอั่วฮังเลแกงพริก
Grilled squid, filled with minced pork seasoned by northern style Hang-Lei curry
ปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับไส้อั่วซึ่งเป็นไส้กรอกพิ้นเมืองจากทางภาคเหนือ แต่ในที่นี้เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟให้มีกลิ่นอายของภาคตะวันออกโดยใช้ตัวปลาหมึกมาเป็นปลอกแทนไส้หมูแล้วเรียกว่า “หมึกอั่ว” เนื้อสัมผัสหมึกมีความหนึบใช้ได้แต่หากลดความกระด้างจากการย่างลงได้อีกเล็กน้อยจะทำให้จานนี้ดียิ่งขึ้นอีก ด้านในเป็นไส้หมูผสมผสานกับเครื่องแกงฮังเลแบบชาวเหนือให้รสชาติจัดจ้าน ข้างกันคือซอสแกงพริกรสเด็ดเสิร์ฟมากับมะละกอดองที่พันม้วนเป็นวงขนาบข้างไปกับกระเจี๊ยบดองให้ความกรอบและรสเปรี้ยวมาช่วยเบรคความเผ็ดจากเครื่องแกงได้อย่างไร้ที่ติ (14/20)
ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce
“ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว” จานนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากการนำแกงกะหรี่ของชุมชนอิสลามบ้านน้ำเชี่ยวในจังหวัดตราดมาผสมผสานกับข้าวซอยซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวเหนือนั่นเอง (15/20)
ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce
เชฟเลือกใช้สมุนไพรท้องถิ่นจากภาคเหนืออย่างหอมชูซึ่งมีเนื้อสัมผัสกรอบตัดกันกับความนุ่มของบะหมี่ไข่ที่รองอยู่ด้านล่างตามคอนเซปของข้าวซอยที่ประกอบไปด้วยบะหมี่กรอบกับบะหมี่ไข่นุ่ม ๆ นั่นเอง ส่วนโปรตีนหลักเชฟเลือกใช้ลิ้นวัวซึ่งมีความนุ่มช่วยเชื่อใเนื้อสัมผัสของบะหมี่และหอมชูเข้าด้วยกัน รอบ ๆ คือซอสแกงกะหรี่รสเลิศ มีกลิ่นหอมประกอบไปกับความครีมมี่ของกะทิและความเผ็ดจัดจ้านที่บาลานซ์มาอย่างลงตัวไร้ที่ติ ยังมีองค์ประกอบของใบชะอมทอด อย่าลืมบีบมะนาวลงไปก่อนรับประทานเพื่อให้ความเปรี้ยวไปด้วยเบรคความมันและครีมมี่ของเครื่องแกงไม่ให้โดดออกมาจนเกินไป ถือเป็นจานที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสครบและบาลานซ์กันออกมาได้อย่างไร้ที่ติ สุดยอดมาก ๆ (15/20)
ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว
Egg noodle with stewed beef tongue in curry sauce
หากสังเกตให้ดีจะพบว่ากระทั่งมะนาวเชฟยังบากตรงกลางให้เป็นร่องเพื่อให้บีบรับประทานได้ง่ายและไม่หลุดมือ (15/20)
ปลากระพงย่าง ใบชาหมัก
Seared Asian sea bass. Soybean purée with fermented tea leaf.
สำหรับคอร์ส “เนื้อปลา” เชฟเลือกใช้เนื้อปลากระพงนำไปหมักกับใบชา 3 รส เตรียมเสิร์ฟมาแบบหนังกรอบ รอบ ๆ เป็นพูเรทำจากถั่วและใบชาให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ยังมีมะเขือเทศตากแห้งให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิ ขนาบข้างด้วยหอมดองให้รสเปรี้ยว ด้านบนทอปด้วยผักชีลาวให้รับประทานไปพร้อม ๆ กัน (14/20)
ข้าวดอยกั้นจิ้นยำ เนื้อพิคานย่าไทยวากิว
Tribal rice, steamed with pork blood and various Northern Thailand herbs, accompanied by seared picanha Thai wagyu.
อาหารจานหลักสุดท้ายคือ “ข้าวดอยกั้นจิ้น” ที่ได้จากการนำข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่นไปคลุกกับสมุนไพรแล้วหุงกับเลือดจนหอม ด้านบนทอปด้วยไข่แดงดองน้ำปลากวนให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ยังมีพริกดองช่วยป้องกันความเลี่ยน รับประทานกับเนื้อวัวไทยวากิวส่วนพิคานย่าเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์กับซอสแกงอ่อมรสเลิศ (14/20)
ซุปหอยเงาะกับใบสมุนไพรสด
Ramose Murex soup, simmered in Northern tribal herbs and Mekhong rum.
เมนูข้าวเสิร์ฟมาพร้อมกับ “ซุปหอยเงาะ” ที่เชฟผสมแม่โขงลงไปด้วยเพื่อให้มีกลิ่นเฉพาะตัว (13/20)
ซุปหอยเงาะกับใบสมุนไพรสด
Ramose Murex soup, simmered in Northern tribal herbs and Mekhong rum.
ด้านล่างเป็นเนื้อหอยเงาะซึ่งจะมีความหนึบคล้ายกันกับหอยเป่าฮื้อ ยังมีช่อบูเก้ที่มัดรวมสมุนไพรไทย 3 ชนิดคือกระเพราแดง, ผักชีลาว และผักชีใบเลื่อยเข้าไว้ด้วยกัน แนะนำให้รับประทานสลับกับข้าวดอยกั้นจิ้นยำเพื่อตัดทอนความมันของข้าวและไข่แดงดองน้ำปลากวนไม่ให้เกิดอาการเลี่ยนนั่นเอง (13/20)
ส้มฉุนกรานิต้า
Sohm choon granita
ล้างปากดับคาวก่อนเข้าสู่ของหวานด้วย “ส้มฉุน” ที่นำมาทำเป็นกรานิต้าให้ความเปรี้ยวหวานสดชื่น (13/20)
หวีกล้วย กระยาสารท
Banana dumplings in fresh coconut milk sauce, caramelized roasted rice.
“หวีกล้วย กระยาสารท” เป็นของหวานที่มีองค์ประกอบของแป้งทำออกมาคล้ายกันกับบัวลอย ด้านในสอดไส้กล้วยหวานนุ่มตัดกันกับเนื้อแป้งหนึบ ๆ ส่วนน้ำกะทิให้รสชาติหวานกลมกล่อมมีรสเค็มปลาย ๆ กำลังพอดี ยังมีองค์ประกอบของมะพร้าวและกระยาสารทเคี้ยวกรุบทั้งยังมีรสหวานช่วยบาลานซ์โทนของรสชาติโดยรวมได้อย่างพอเหมาะ (15/20)
ขนมหม้อแกงฟักทองย่างและไอศกรีมหอมเจียว
Roasted pumpkin custard, Thai style (Moh-Gang), accompanied by fried-shallot ice cream.
สุดท้ายคือ “ขนมหม้อแกงฟักทอง” ที่ผ่านไฟจนเลเยอร์ด้านบนถูกคาราเมลไลซ์เป็นเลเยอร์บาง ๆ เสิร์ฟมาคู่กับมะพร้าวให้ความกรอบและไอศกรีมหอมเจียวกลิ่นหอม ๆ เข้ากันดีมากจริง ๆ (14/20)
กาแฟหรือชา
Coffee or Tea
ปิดท้าย Tasting Menu ด้วยการแฟหรือชาที่รวมอยู่ในเซ็ตแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟวงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ หรือเชฟแอ็ค ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารแบบ À La Carte ที่มีราคาเริ่มต้นเพียงจานละ 150-450 บาทโดยสไตล์อาหารก็จะมีความคล้ายคลึงกับร้านศรีตราดคือเป็นอาหารไทยภาคตะวันออกที่มีรสชาติจัดจ้าน รสมือดี เข้าถึงง่าย ยังมีเมนูแบบใหม่ที่เรียกว่า Thai Tapas เป็นอาหารขนาดพอดีคำรับประทานง่าย ราคาไม่แพง เหมาะกับการจับคู่กับเครื่องดื่มดี ๆ สักแก้ว อย่างไรก็ตามในฐานะ Foodies เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้เลือกชิม Tasting Menu ชุดใหญ่ของร้านที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางที่มีต้นกำเนิดจากภาคตะวันออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย (ในรอบนี้คือภาคเหนือ)
ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากภาคตะวันออกเช่นหอยเงาะ แมงกระพรุนลอดช่อง เปลือกต้นโกงกาง แกงกะหรี่อิสลามสูตรชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว รวมไปถึงขนมกระยาสารทโดยใช้เทคนิคการปรุงทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังไม่ทิ้งรากเหง้าและรสมือของอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมอีกด้วย
มุมที่สวยที่สุดของร้านอยู่ที่บริเวณชั้นสองซึ่งตกแต่งโดยอ้างอิงมาจากโบกี้รถไฟสุดหรูเมื่อราว ๆ 75 ปีก่อนสังเกตได้จากจดหมายที่บูรพาเขียนลงวันที่ 16 สิงหาคม 2490
ภายในเลือกใช้ผนังและพื้นทำจากไม้สีน้ำตาลเข้มเข้ากันดีกับผ้าม่านสีแดงเลือดหมู บริเวณชั้นวางของตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้โบราณประกอบกับดนตรีสากลย้อนยุคชวนให้นึกถึงการเดินทางช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง
Tasting Menu ของห้องอาหารบูรพาได้ยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นจากภาคตะวันออกที่กระทั่งคนไทยส่วนมากยังไม่รู้จักให้ออกมาเทียบเคียงกับวัตถุดิบนำเข้าได้อย่างไม่ต้องอายใคร หลายจานแม้จะใช้เทคนิคสมัยใหม่แต่ยังคงคงรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ราคาที่ตั้งเอาไว้เทียบกับปริมาณและความทุ่มเทที่เชฟใส่ลงไปถือว่าคุ้มค่า องค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งบรรยากาศ มุมถ่ายรูป ทำเล และที่จอดรถก็มีให้ครบ
บริเวณชั้นล่างเป็นบาร์ขนาดย่อมสำหรับชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้า
เราขอแนะนำอย่างมากให้เพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารไทยและยังไม่เคยลอง Tasting Menu ของทางร้าน (รวมไปถึงเพื่อน ๆ ที่เคยไปแต่เลือกสั่งเฉพาะเมนู À La Carte) ได้แวะเข้าไปชิมกันดู รับรองว่าอร่อยสมกับเป็นร้านอาหารระดับ Bib Gourmand ที่ดีที่สุดเท่าที่เราพบเจอมาในรอบปีอย่างแน่นอน