หน้าแรก » Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris – เลอ หลุยส์ แก๊งซ์ – อลัง ดูคาส อะโลเตล เดอ ปารี
Visit: October 1, 2021
🇲🇨Le Louis XV - Alain Ducasse à l'Hôtel de Paris - เลอ หลุยส์ แก๊งซ์ - อลัง ดูคาส อะโลเตล เดอ ปารี
👨🏻🍳 Chef Alain Ducasse & Chef Dominique Lory - เชฟอลัง ดูคาส & เชฟโดมินิค โลรี่
Place du Casino – 98000 Monaco
Tel: (+377) 98 06 88 64
Cuisine
🍴 Mediterranean Cuisine, Modern Cuisine - อาหารเมดิเตอร์เรเนียน, อาหารโมเดิร์น
Country
Monaco
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18.5/20
Price
[THE PLACE, Hôtel de Paris Monte-Carlo] Plataeu des Spélugues ที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะกอกและต้นเลมอนได้ถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็น Hôtel de Paris Monte-Carlo โรงแรมสุดหรูที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1863 ภายใต้การสนับสนุนของเจ้าชาย Charles III ร่วมกับแหล่งทุนจากมหาเศรษฐี François Blanc และ Société des bains de mer de Monaco สถาปนิกสองคนคือ Gobineau de la Brétonnerie และ Jules Dutrou ได้ออกแบบตัวอาคารและห้องพักจำนวน 100 ห้องโดยอ้างอิงมาจาก Grand Hôtel ที่ตั้งอยู่ ณ Boulevard des Capucines ในกรุง Paris ข้าง ๆ กันเป็น Casino de Monte-Carlo สุดหรูที่เปิดทำการตามกันมาในปี 1865 ภายในแบ่งออกเป็นห้องเล่นเกมจำนวน 7 ห้อง แต่ละห้องตกแต่งในอย่างตระการตาตามยุคสมัย Bell Époque โดยมีภาพวาด รูปปั้น งานแกะสลักหิน รวมไปถึงแชนเดอเลียร์สไตล์โบฮีเมียนที่มีน้ำหนักถึง 150 กิโลกรัมเป็นจุดดึงดูดสายตา ส่วนสุดท้ายในคอมเพล็กซ์ดั้งเดิมคือ Café de Paris คาเฟ่ที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1868 ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของเมนูอาหารหวานชื่อดังก้องโลกอย่าง Crêpe Suzette อีกด้วย
[THE PLACE, Le Louis XV] ห้องอาหาร Le Louis XV เปิดทำการเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 1987 โดยมีภารกิจสำคัญจากเจ้าชาย Rainier III ในการปลุกปั้นห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars ให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินประเทศ Monaco ภายในระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี ! ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองเชฟ Alain Ducasse วัย 30 ปีกำลังรับงานอยู่ที่ห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars ชื่อว่า La Terrasse ในเมือง Antibes ได้ถูกดึงตัวมาเพื่อรับมอบและทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ผลปรากฎว่าห้องอาหาร Le Louis XV สามารถคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 Michelin Stars มาครองได้ในขณะที่ตัวเขาเองมีอายุเพียง 33 ปีโดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 33 เดือน (สั้นกว่ากรอบเวลาเป้าหมายถึง 15 เดือน) ทั้งยังทำสถิติเป็น Hotel Restaurant แห่งแรกของโลกที่สามารถคว้าดาวทั้ง 3 ดวงมาครองได้สำเร็จอีกด้วย การเดินทางมาที่นี่แนะนำให้ใช้รถยนต์เป็นหลักโดยจะมีพนักงานทำการ Valet Parking ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หลังจากเดินผ่าน Revolving Doors หรือประตูหมุนทำจากไม้ลูกค้าจะพบกับล็อบบี้ของโรงแรม Hôtel de Paris ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ต้อนรับเหล่าราชวงศ์ นักการเมือง เซเลบริตี้ รวมไปถึงนักเล่นเกมกระเป๋าหนักมานานกว่า 150 ปี ฝั่งขวามือเป็นจุดคัดกรองเพื่อตรวจสอบการจองสำหรับห้องอาหาร จากนั้นพนักงานจะนำเราเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารที่ว่ากันว่ามีความสวยงามและอลังการมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ Patrick Jouin และ Sanjit Manku ได้ตกแต่งห้องอาหารออกมาในสไตล์ Baroque โดยใช้วัสดุหลักคือหินอ่อน ทองคำเปลว และแชนเดอเลียร์เช่นเดียวกันกับตัวโรงแรมพาลูกค้าแต่ละคนย้อนเวลาไปยังประเทศฝรั่งเศสสมัย Bell Époque ผนังฝั่งหนึ่งที่เป็นกระจกใสเปิดออกสู่บริเวณ Terrace พร้อมด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของ Place du Casino ทั้งยังมอบแสงสว่างอันอบอุ่นให้กับห้องอาหารในช่วงเวลากลางวันอีกด้วย อีกสามฝั่งตกแต่งด้วยกระจกเงาบานใหญ่ชวนนึกถึง The Hall of Mirrors ในพระราชวัง Versailles บนเพดานมีแชนเดอเลียร์ทรง Circular ขนาดใหญ่ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 7.5 เมตรประกอบขึ้นจาก Murano Glass ทำมือกว่า 800 ชิ้นโดยช่างเป่าแก้ว Aristide Majean และ JM Tech ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากมหาวิหาร Hagia Sofia ในกรุง Istanbul เบื้องหลังโคมระย้าคือภาพวาด Fresco รูปหญิงสาวที่กำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศรายล้อมด้วยเหล่ากามเทพตัวน้อย ณ ใจกลางห้องอาหารเป็น Service Station สำหรับเตรียมการเสิร์ฟอาหาร ขนมปัง ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับลูกค้า โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวรับกันกับแสงไฟสีเหลืองอำพัน พนักงานทุกคนบริการดีเลิศไร้ที่ติสมกับ Service Level ระดับสูงสุดของ Hôtel de Paris ทั้งยังไม่ทำให้ลูกค้าทั่ว ๆ ไปรู้สึกเกร็งจนเกินไปตลอดมื้ออาหารอีกด้วย
[RESERVATION] ใครที่ต้องการมารับประทานอาหารที่นี่จะต้องทำการจองออนไลน์ผ่านทางเวปไซต์พร้อมกับการจ่ายค่ามัดจำ 100 € ต่อคน หากเป็นไปได้เราขอแนะนำช่วงกลางวันซึ่งเปิดทำการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์อันเนื่องมาจากแสงไฟที่ลอดเข้ามาภายในห้องอาหารจะทำให้บรรยากาศออกมาสวยงามที่สุด ที่สำคัญถึงแม้การจองจะยกเลิกได้ตามเงื่อนไขแต่การคืนเงินมัดจำมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนตามกฎการโอนเงินของกาสิโน ฉะนั้นใครที่กดจองอาจต้องวางแผนการเดินทางให้ละเอียดสักนิด (อย่างไรก็ตามลูกค้าสามารถเปลี่ยนวันจองได้โดยง่ายผ่านทางโทรศัพท์หรืออีเมลล์)
[THE CHEF] Alain Ducasse เกิดที่บ้านไร่ในเมือง Orthez ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เส้นทางสายพ่อครัวของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุเพียง 16 ปีที่ห้องอาหาร Pavillon Landais ในเมือง Soustons หลังจากจบการศึกษาจาก Bordeaux Hotel School เชฟ Alain Ducasse ได้เข้าร่วมงานกับห้องอาหาร Les Prés d’Eugénie ภายใต้ร่มเงาของเชฟ Michel Guérard ทั้งยังเคยทำงานให้กับเชฟ Gaston Lanôtre เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย หมุดหมายสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นในขณะที่เชฟ Alain Ducasse ร่วมงานกับห้องอาหาร Moulin de Mougins ในปี 1977 ภายใต้ร่มเงาของเชฟระดับตำนาน Roger Vergé และเรียนรู้ศาสตร์แห่ง Cuisine du Soleil (แขนงหนึ่งของ Provençal Cuisine หรืออาหารโพรวองซ์) ซึ่งจะส่งผลถึงอัตลักษณ์และเทคนิคการปรุงอาหารของเขามาจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสำเร็จส่วนตัวเชฟ Alain Ducasse สามารถคว้ารางวัล ![]()
2 Michelin Stars มาครองได้ในปี 1984 ขณะที่เข้ารับตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร La Tarasse ก่อนที่จะได้รับภารกิจสำคัญจากเจ้าชาย Rainier III ในการนำพาห้องอาหาร Le Louis XV คว้ารางวัล ![]()
![]()
3 Michelin Stars มาครองภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีดังที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง ในปี 2012 เชฟ Alain Ducasse ทำสถิติเป็นเชฟที่ถือครอง Michelin Star มากที่สุดในโลกถึง 21 ดวงก่อนที่จะลดลงเหลือ 19 ดวงในปัจจุบันอันเนื่องมาจากการเปิด-ปิดของห้องอาหารหลายแห่ง ในจำนวนนี้เป็นห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 ดาวมิชลินจำนวน 2 แห่ง (Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris, Alain Ducasse at The Dorchester), ![]()
2 ดาวมิชลิน 3 แห่ง (Alain Ducasse at Morpheus, Le Meurice Alain Ducasse, BEIGE Alain Ducasse) และ
1 ดาวมิชลินอีก 7 แห่ง (Benoit, Hostellerie de l’Abbaye de la Celle, La Bastide de Moustiers, Blue by Alain Ducasse, ESTERRE, MUNI LA TERRASSE, MUNI ALAIN DUCASSE) ยังไม่รวมร้านระดับ Michelin Plate และ Bib Gourmand อีกจำนวนมาก จากที่กล่าวมาคงไม่ผิดนักที่บรรดาเชฟทั่วโลกจะยกให้ Alain Ducasse เป็นเชฟระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับเราในปัจจุบันนั่นเอง
[CHEF DE CUISINE] Dominique Lory เริ่มต้นงานครัวกับ Ladurée ห้องอาหารชื่อดังบนถนน Champs-Élysées แห่งกรุง Paris จนกระทั่งในเดือนธันวาคมปี 1998 เขาได้พบกับเชฟ Alain Ducasse และตอบรับคำเชิญในการย้ายมาร่วมงานกับ Restaurant Spoon ด้วยตำแหน่ง Commis de Cuisine รองจากเชฟ Christophe Moret ต่อมาในปี 2000 เชฟ Dominique มีโอกาสรับตำแหน่ง Commis de Cuisine ในห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars อย่าง Restaurant Pierre Gagnaire และฝึกฝนเทคนิคการทำอาหารชั้นสูงจากเชฟ Pierre Gagnaire อยู่นานถึง 2 ปีก่อนที่จะย้ายไปยัง Restaurant Spoon Byblos ที่เมือง Saint-Tropez เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในปี 2002 เชฟ Alain Ducasse ได้เสนอตำแหน่ง Chef de Partie ประจำห้องอาหาร Le Louis XV แห่งนี้ให้กับเชฟ Dominique ภายใต้การควบคุมของเชฟ Franck Cerutti เชฟ Dominique อาศัยอยู่ใน Monaco นานถึง 4 ปีก่อนที่จะย้ายไปยังกรุง Paris เพื่อดำรงตำแหน่ง Sous Chef ณ ห้องอาหาร Alain Ducasse au Plaza Athénée ในปี 2007 ภายใต้ร่วมเงาของเชฟ Christophe Moret ตามมาด้วยตำแหน่ง Joint Chef ร่วมกับเชฟ Christophe Saintagne ตั้งแต่ปี 2010 กระทั่งในที่สุดเชฟ Alain Ducasse ได้มอบความไว้วางใจให้เชฟ Dominique รับตำแหน่ง Chef de Cuisine ควบคุมห้องอาหารเรือธง Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ระดับ 3 Michelin Stars แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2011 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] อาหารของเชฟ Alain Ducasse ได้รับอิทธิพลมาจาก Provençal Cuisine ทั้งยังพัฒนาต่อยอดให้มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาในห้องอาหารแต่ละแห่ง สำหรับ Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris แห่งนี้เชฟ Alain Ducasse ได้เปรียบเปรยอาหารที่เขารังสรรค์เอาไว้ว่าเป็น ‘Food that tastes like the sun’ โดยมอบหมายงานเชฟ Dominic Lory ใช้เทคนิคยุคใหม่ในการผสมผสานอาหาร Provençal ซึ่งมีวัตถุดิบหลักสำคัญคือผักและสมุนไพรท้องถิ่นเข้ากับอาหาร Mediterranean อันประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากทะเลออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังคงลายเซ็นของเชฟ Alain Ducasse แทรกเอาไว้ได้อย่างชัดเจนในทุก ๆ จานอีกด้วย ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน DEJEUNER RIVIERA – 180 €/p เซ็ตเมนูมื้อกลางวันจำนวน 4 คอร์สอันประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย, เมนคอร์ส, ชีส และอาหารหวาน แต่ละคนสามารถเลือกต่างกันได้ ทั้งยังเป็นเซ็ตที่มีราคาย่อมเยาที่สุดแล้วสำหรับห้องอาหารแห่งนี้ ถัดมาคือเซ็ตเมนูสองชนิดคือ JARDINS DE PROVENCE – 230 €/p ที่เน้นนำเสนอผักคุณภาพสูงซึ่งจัดเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งแคว้น Provence และ GOURMET – 350 €/p ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติ ทั้งนี้เซ็ตเมนูทั้งสองจะถูกเลือกโดยเชฟเสิร์ฟมาเป็นอาหารคาวจำนวน 3 คอร์สในปริมาณครึ่งหนึ่งจากปกติ ตามมาด้วยคอร์สชีสและอาหารหวาน สุดท้ายคือเมนูแบบ À LA CARTE ที่แม้จะมีราคาสูงสักหน่อยแต่ก็เหมาะกับใครก็ตามที่เดินทางมายังห้องอาหารแห่งนี้เป็นครั้งแรกและต้องการลิ้มลองเมนู Classic Dish ตลอดกาลของเชฟ Alain Ducasse ให้ครบทุกจานเช่นเดียวกับที่เราได้หยิบมาทำรีวิวในวันนี้นั่นเอง สำหรับคอไวน์ Head Sommelier Noël Bajor นำเสนอไวน์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจำนวนมากกว่า 500,000 ขวด จากห้องเก็บไวน์ใต้ Place du Casino และ Hôtel de Paris ในที่นี้เราขอหยิบยกตัวอย่างเมนู Classic Dish มาเล่าให้ฟังสัก 3 จานดังนี้
ใครที่มารับประทานอาหารที่ Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ห้ามพลาดที่จะลิ้มลอง Gamberoni เมนู Signature Dish ที่ถูกรังสรรค์ให้กับห้องอาหารในเครือ Ducasse Paris เกือบทุกสาขาโดยแต่ละจานจะใช้องค์ประกอบหลักทั้งหมด 3 อย่างคือ อาหารทะเล, ผัก และคาเวียร์มาผสมผสานรสชาติเข้าด้วยกัน สำหรับที่สาขาต้นตำรับแห่งนี้เชฟ Alain Ducasse ได้เลือกใช้กุ้งแดงจาก San Remo เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลีผสมผสานกับกลิ่นของน้ำมันมะกอกเพียงเล็กน้อย รอบ ๆ เป็นเจลลี่ทำจากปลา Rock Fish มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนทอปด้านบนด้วยหญ้าฝรั่น จากนั้นเสริมด้วยรสชาติเค็มและอุมามิจากคาเวียร์คุณภาพสูงที่ให้มาจนล้นจาน ถือเป็น Classic of The House ที่ควรค่าแก่การประดับเอาไว้ในสมุดเมนูโดยถาวร นอกจากอาหารรสเลิศในบรรยากาศสุดหรูหราเกินบรรยายแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากในหมู่นักชิมคือราคาของอาหารแต่ละจานโดย Gamberoni จานนี้ถูกตั้งราคาเอาไว้ที่ 170 € หรือประมาณ 6,600 บาทเลยทีเดียว (20/20)
เมนู Classic of The House ที่สามารถบ่งบอกอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Alain Ducasse มากที่สุดคือผักท้องถิ่นคุณภาพสูงซึ่งเป็นวัตถุดิบระดับโลกของแคว้น Provence เช่นถั่ว แครอท เยรูซาเล็มอาร์ติโชค มะเขือเทศ และผักอื่น ๆ อีกหลายชนิดคลุกเคล้ากับซอสที่ได้จากการผสมผสาน Black Truffle น้ำมันมะกอกและ Old Vinegar หรือน้ำส้มสายชูที่ผ่านกระบวนการบ่มมานานเข้าด้วยกัน เมื่อแรกเคี้ยวเชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสได้ถึงระดับความกรอบในระดับที่แตกต่างกันของผักนานาชนิด น้ำซอสมีกลิ่นและอโรม่าความหอมจากทรัฟเฟิลฟุ้งขึ้นจมูกชัดเจน รสชาติออกเปรี้ยวแต่ไม่บาดคอเสริมด้วยความกลิ่นเฉพาะตัวของน้ำมันมะกอก ทั้งยังช่วยชูรสหวานของผักต่าง ๆ ที่ใส่มาในจานให้เด่นชัดขึ้นมาได้อย่างไร้ที่ติอีกด้วย (19/20)
ใครที่ชื่นชอบอาหารหวานแบบดั้งเดิมห้ามพลาด Baba au Rhum ซึ่งเป็น Classic Dessert ที่เชฟ Alain Ducasse ชื่นชอบมากเป็นการส่วนตัว เค้ก Baba จัดเสิร์ฟมาแบบ Tableside ในโดมสีเงินวาววับ เมื่อเปิดออกมาจะพบกับชิ้นเค้กที่สะท้อนไปยังผิวเครื่องเงิน จากนั้นพนักงานจะหั่น Baba ออกเป็นสองส่วนแล้วเติมเหล้ารัมลงไปในปริมาณที่พอเหมาะดูน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง เคล็ดลับอยู่ที่การบาลานซ์กลิ่น รสชาติ และอโรม่าของเหล้า Rum กับ Lightly Whipped Chantilly หรือครีมชานทิลลี่ที่มีความครีมมี่ ละมุน ช่วยตัดทอนความขม ความเผ็ด และกลิ่นเฉพาะตัวของรัมแต่ละชนิดไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป เมื่อผสานแต่ละองค์ประกอบเข้ากับเค้ก Baba ที่มีอยู่กึ่งกลางของความนุ่มและความเฟิร์มทำให้เนื้อสัมผัส รสชาติ และอโรม่าออกมามีความซับซ้อนชนิดหาใครเทียบได้ยากและเป็นของหวานที่คออาหารฝรั่งเศสไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สุดยอดมากจริง ๆ (20/20)
Price :
170-350 €/p
Parking :
Hôtel de Paris Monte-Carlo (Free Valet Parking)
Operating Time :
เสาร์-อาทิตย์ 12.00-13.15, 19.30-21.15; จันทร์, พฤหัส-ศุกร์ 19.30-21.15; ปิดอังคาร-พุธ
Dress Code :
Elegance, Suit Jacket is Required for Gentlemen
Score
สุดยอดห้องอาหารเรือธงของเชฟระดับตำนานที่ยังมีลมหายใจ ราคาค่อนข้างสูง
อาหาร :
18.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
Amuse bouche
Gamberoni from San Remo, rock fish gelée, caviar
Provence garden vegetables cooked with black truffle
Blue lobster ‘en éclade’, chestnut from Piedmont, pink berry
Lamb from Pyrénées in the fireplace, courgette, curry / yogurt
Rum baba, lightly whipped Chantilly
Warm Passe-Crassane pear soufflé, tonka bean ice cream
Java chocolate from our Manufacture, wild pepper, cocoa nib granité
🇲🇨 Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris – เลอ หลุยส์ แก๊งซ์ – อลัง ดูคาส อะโลเตล เดอ ปารี
🌟🌟🌟 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
🍴 Mediterranean Cuisine, Modern Cuisine – อาหารเมดิเตอร์เรเนียน, อาหารโมเดิร์น
👨🏻🍳 Chef Alain Ducasse & Chef Dominique Lory – เชฟอลัง ดูคาส & เชฟโดมินิค โลรี่
รีวิวที่เราได้จัดทำขึ้นในครั้งนี้ถือว่ามีความพิเศษมาก ๆ เพราะ Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris เป็นห้องอาหารเรือธงของเชฟ Alain Ducasse ผู้ถือครอง Michelin Stars มากที่สุดในโลก ตัวร้านเองสามารถคว้าและรักษารางวัล 3 Michelin Stars มาต่อเนื่องยาวนานกว่า 31 ปี บรรยากาศภายในมีความความวิจิตร สวยงาม ตระการตาราวกับการได้รับเชิญไปเป็นแขกในพระราชวังแวร์ซาย ทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่มีราคาต่อจานสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย
Vegetable Flat Bread
มื้ออาหารที่ Le Louis XV จะเริ่มต้นด้วยการเสิร์ฟขนมปังกรอบแผ่นบาง ๆ ที่มีผักตามฤดูกาลตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม ในที่นี้คือ Black Olive และ Lemon ระหว่างนี้พนักงานจะแนะนำเมนูและสอบถามการแพ้อาหารเพื่อเตรียมรับออร์เดอร์ต่อไป (17/20)
Vegetable Roll
ถัดมาคือผักตามฤดูกาลจากแคว้น Provence พันม้วนมาอย่างปราณีต ให้เนื้อสัมผัสกรอบที่แตกต่างกันและรสหวานนิด ๆ จากธรรมชาติ เชฟตั้งใจเสียบด้ามลงไปเพื่อให้หยิบจิ้มลงในซอสสีน้ำตาลข้าง ๆ กันทำมาจากมะกอกและองค์ประกอบของพาเมซานชีสส่งกลิ่นหอมแตะจมูกชัดเจน (17/20)
Catch of The Day
ในขณะที่อาหารเรียกน้ำย่อยสองคอร์สแรกดูไม่หวือหวานัก จานที่สามนี้นับเป็นจานแรกที่สามารถทำให้เราประทับใจได้ Catch of The Day เป็นคอร์สที่เชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นล้ำค่าอีกชนิดหนึ่งซึ่งก็คืออาหารทะเลคุณภาพสูงจากทะเล Mediterranean นั่นเอง ในที่นี้พนักงานจะนำชิ้นอาหารทะเลต่าง ๆ ตามที่หามาได้ในแต่ละวันวางบนก้อนหินสีดำ จากนั้นจะเทราดน้ำร้อนลงไปแล้วปิดฝาเพื่อเป็นการปรุงสุกบนโต๊ะต่อหน้าลูกค้าทันทีนั่นเอง (18/20)
Catch of The Day
เริ่มต้นจาก Cuttlefish หรือปลาหมึกที่ผ่านความร้อนมาจนสุกในระดับที่เรียกว่าไร้ที่ติ เนื้อนุ่ม หนึบ ชนิดที่หาใครเทียบได้ยาก ถัดมาคือ Gurnard with Caper มีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างนุ่มลิ้นมาก ๆ ต่อด้วย Monkfish with Fennel ปลาม็องฟิชที่เสิร์ฟมามีความหนึบเล็กน้อยเสริมด้วยกลิ่นหอมจากเฟนเนล ชิ้นที่สี่คือ Mullet with Lemon เนื้อนิ่มขึ้นตัดด้วยรสเปรี้ยวของเลมอนพื้นถิ่นของ Menton สุดท้ายคือ Tuna with Black Olive เนื้อแน่นแต่ไม่กระด้าง มีกลิ่นหอมของมะกอกดำชัดเจน (18/20)
Catch of The Day
อาหารทะเลเสิร์ฟมาคู่กับ Aioli Sauce ที่มีองค์ประกอบจากผักต่าง ๆ กระเทียม และมันฝรั่งทอด (18/20)
Truffle Wheat Bread
สำหรับขนมปังอย่างแรกคือ Truffle Wheat Bread เสิร์ฟมากับองค์ประกอบอื่น ๆ คือ Brittany Salted Butter ซึ่งเป็นเนยที่ได้มาจากแถบตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศสทำมาเป็น Quenelle เสิร์ฟมาบนหินอ่อนซึ่งมีความเย็นมากกว่าอุณหภูมิห้องป้องกันไม่ให้เนยละลายได้โดยง่าย ตัวเนยให้กลิ่นหอม รสชาติมันและเค็มพอเหมาะ ยังมี Sarawak Black Pepper หรือพริกไทยดำคุณภาพสูงจากแถบซาราวักในประเทศมาเลเซีย ตรงกลางคือเกลือจาก Guérand ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเกลือชั้นเยี่ยมทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศสเช่นกันเสิร์ฟมาพร้อมช้อนทำมาจากเปลือกหอย สุดท้ายคือน้ำมันมะกอกท้องถิ่นจากแถบเมือง Nice ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตน้ำมันมะกอกที่ที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย
Truffle Wheat Bread
สำหรับที่มาของคำนี้นั้นได้มาจากต้นธัญพืชที่เจริญเติบโตขึ้นข้าง ๆ Truffle Trees หรือต้นไม้ที่ให้รากช่วยในการเจริญของเห็ดทรัฟเฟิลจากแถบตะวันตกของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ดังนั้นแม้จะมีคำว่าทรัฟเฟิลอยู่ในชื่อแต่ตัวขนมปังกลับไม่มีทรัฟเฟิลเป็นองค์ประกอบมาด้วยแต่อย่างใด
Gamberoni di San Remo, fine galée de poissons de roche, caviar (170 €)
Gamberoni from San Remo, rock fish gelée, caviar
ใครที่มารับประทานอาหารที่นี่ห้ามพลาดที่จะลิ้มลอง Gamberoni เมนู Signature Dish ที่ถูกรังสรรค์ให้กับห้องอาหารในเครือ Ducasse Paris เกือบทุกสาขาโดยแต่ละจานจะใช้องค์ประกอบหลักทั้งหมด 3 อย่างคือ อาหารทะเล, ผัก และคาเวียร์มาผสมผสานรสชาติเข้าด้วยกัน และแน่นอนว่าห้องอาหาร Blue by Alain Ducasse ในประเทศไทยก็มีเมนูนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกันอยู่ด้วยเช่นกัน (20/20)
Gamberoni di San Remo, fine galée de poissons de roche, caviar (170 €)
Gamberoni from San Remo, rock fish gelée, caviar
สำหรับที่สาขาต้นตำรับแห่งนี้เชฟ Alain Ducasse ได้เลือกใช้กุ้งแดงจาก San Remo เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลีผสมผสานกับกลิ่นของน้ำมันมะกอกเพียงเล็กน้อย รอบ ๆ เป็นเจลลี่ทำจากปลา Rock Fish มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนทอปด้านบนด้วยหญ้าฝรั่น จากนั้นเสริมด้วยรสชาติเค็มและอุมามิจากคาเวียร์คุณภาพสูงที่ให้มาจนล้นจาน ถือเป็น Classic of The House ที่ควรค่าแก่การประดับเอาไว้ในสมุดเมนูโดยถาวร นอกจากอาหารรสเลิศในบรรยากาศสุดหรูหราเกินบรรยายแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากในหมู่นักชิมคือราคาของอาหารแต่ละจานโดย Gamberoni จานนี้ถูกตั้งราคาเอาไว้ที่ 170 € หรือประมาณ 6,600 บาทเลยทีเดียว (20/20)
Légumes des jardins de Provence à la truffe noire (105 €)
Provence garden vegetables cooked with black truffle
เมนู Classic of The House ที่สามารถบ่งบอกอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Alain Ducasse มากที่สุดคือผักท้องถิ่นคุณภาพสูงซึ่งเป็นวัตถุดิบระดับโลกของแคว้น Provence เช่นถั่ว แครอท เยรูซาเล็มอาร์ติโชค มะเขือเทศ และผักอื่น ๆ อีกหลายชนิดคลุกเคล้ากับซอสที่ได้จากการผสมผสาน Black Truffle น้ำมันมะกอกและ Old Vinegar หรือน้ำส้มสายชูที่ผ่านกระบวนการบ่มมานานเข้าด้วยกัน (19/20)
Légumes des jardins de Provence à la truffe noire (105 €)
Provence garden vegetables cooked with black truffle
เมื่อแรกเคี้ยวเชื่อว่าทุกคนจะสัมผัสได้ถึงระดับความกรอบในระดับที่แตกต่างกันของผักนานาชนิด น้ำซอสมีกลิ่นและอโรม่าความหอมจากทรัฟเฟิลฟุ้งขึ้นจมูกชัดเจน รสชาติออกเปรี้ยวแต่ไม่บาดคอเสริมด้วยความกลิ่นเฉพาะตัวของน้ำมันมะกอก ทั้งยังช่วยชูรสหวานของผักต่าง ๆ ที่ใส่มาในจานให้เด่นชัดขึ้นมาได้อย่างไร้ที่ติอีกด้วย (19/20)
Homard bleu ‘en éclade’, châtaigne du Piémont, baies roses (150 €)
Blue lobster ‘en éclade’, chestnut from Piedmont, pink berry
เมนคอร์สจานแรกคือ Blue Lobster วัตถุดิบขึ้นชื่อของประเทศฝรั่งเศสเสิร์ฟมาในในรูปแบบที่เรียกว่า En Éclade หรือการย่างไฟซึ่งแต่เดิมนิยมใช้ในการเตรียมหอยแมลงภู่แต่ในครั้งนี้เชฟ Dominic Lory ได้ประยุกต์มาใช้เตรียมล็อบสเตอร์แทนนั่นเอง (19/20)
Homard bleu ‘en éclade’, châtaigne du Piémont, baies roses (150 €)
Blue lobster ‘en éclade’, chestnut from Piedmont, pink berry
ล็อบสเตอร์ผ่านการย่างมาสุกพอดี กลิ่นหอมควันไฟลอยเด่นแตะจมูกทันทีที่พนักงานยกมาเสิร์ฟ ผิวด้านนอกมีความกรึบบาง ๆ ในขณะที่เนื้อด้านในยังคงเด้งและฉ่ำให้รสหวานจากธรรมชาติ (19/20)
Homard bleu ‘en éclade’, châtaigne du Piémont, baies roses (150 €)
Blue lobster ‘en éclade’, chestnut from Piedmont, pink berry
ด้านบนคือผงกรอบทำมาจากเกาลัดซึ่งเป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อแคว้น Piedmont ประเทศอิตาลีให้รสหวานเสริมกันกับเนื้อกุ้ง องค์ประกอบสีเหลืองรอบ ๆ คือ Juice หรือซอสทำมาจากเกาลัดและ Infused ด้วยพิงค์เบอร์รี่ช่วยเสริมกลิ่นหอมและอโรม่าให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น (19/20)
Homard bleu ‘en éclade’, châtaigne du Piémont, baies roses (150 €)
Blue lobster ‘en éclade’, chestnut from Piedmont, pink berry
ผักเคียงฝั่งขวามือคือ Italian Cabbage ทอปด้านบนด้วย Crispy Chestnut ด้านล่างคือองค์ประกอบของเกาลัดเช่นกัน รับประทานหลาย ๆ องค์ประกอบเพื่อความแตกต่างและมิติทางเนื้อสัมผัส (19/20)
Agneau de lait des Pyrénées à la cheminée, courgette trompette, curry / yaourt (130 €)
Lamb from Pyrénées in the fireplace, courgette, curry / yogurt
เมนคอร์สจานถัดมาคือเนื้อลูกแกะจากเทือกเขา Pyrénées ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสโดยพนักงานจะนำมาแสดงให้เราดูก่อนที่จะนำไปเตรียมจัดเสิร์ฟอีกทีหนึ่ง (18/20)
Agneau de lait des Pyrénées à la cheminée, courgette trompette, curry / yaourt (130 €)
Lamb from Pyrénées in the fireplace, courgette, curry / yogurt
เชฟ Dominic Lory เลือกส่วน Lamb Chop และ Lamb Shoulder มาย่างบนเตาฟืนจนสุกได้ที่ เนื้อลูกแกะนุ่มมากชนิดที่ใช้ลิ้นดันก็ขาดออกจากกัน ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ มีกลิ่นน้ำนมแทรกมาเบา ๆ (18/20)
Agneau de lait des Pyrénées à la cheminée, courgette trompette, curry / yaourt (130 €)
Lamb from Pyrénées in the fireplace, courgette, curry / yogurt
องค์ประกอบรอบ ๆ คือ Roasted Lamb Jus หรือน้ำซอสทำมาจากเนื้อลูกแกะย่างช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้กับชิ้นเนื้อแกะได้อย่างลงตัว (18/20)
Agneau de lait des Pyrénées à la cheminée, courgette trompette, curry / yaourt (130 €)
Lamb from Pyrénées in the fireplace, courgette, curry / yogurt
ฝั่งขวามือคือ Green Salad ระกอบไปด้วยผักใบเขียวต่าง ๆ รวมไปถึง Courgette ซึ่งเป็น Zucchini สายพันธุ์ท้องถิ่น ดอกไม้ที่เห็นคือ Cucumber Flower ทุกองค์ประกอบผสมผสานเข้ากับ Curry Condiments ที่ประกอบขึ้นจาก Yogurt, Kumquat และ Lemon Confit (18/20)
Bread selections
นอกจากนี้ยังมีขนมปังอื่น ๆ อีกมากมายให้เลือกชิมกัน
Palate Cleanser
สำหรับคอร์สล้างปากก่อนเข้าสู่อาหารหวานพนักงานจะนำเสิร์ฟ Granité ทำมาจาก Lemon และ Quince ด้านล่างเป็น Persimmon Condiment หรือองค์ประกอบของลูกพลับให้รสเปรี้ยวหวานและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทั้งยังช่วยล้างปากดับความคาวจากเมนคอร์สก่อนหน้าและเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (16/20)
Palate Cleanser
เวลารับประทานอย่าลืมตักให้ครบทุกองค์ประกอบ (16/20)
จากนั้นพนักงานจะนำภาชนะสำหรับล้างมือโดยมี Rose Petals หรือกลีบกุหลาบและ Orange Blossom ลอยอยู่ด้านบน
Dessert Table Setting
ก่อนเข้าสู่ของหวานต่าง ๆ พนักงานจะมาจัดเตรียมโต๊ะเสียใหม่โดยเปลี่ยนมาใช้เป็นผ้ากันเปื้อนที่ฉลุลวดลายแตกต่างกันออกไป
Citrus
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Citrus ท้องถิ่นเสิร์ฟมาในรูปแบบต่าง ๆ เริ่มจาก Jelly สีส้มทรง Kumquat ทำมาจาก Ginger Marmalade เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ถัดมาชิ้นสีแดงคือขนม Jelly ทรง Lemon ทำมาจาก Heart of Limoncello สุดท้ายคือ Lemon Skin หรือเปลือกเลมอนพันม้วนมาเป็นทรงกระบอก ด้านบนทอปด้วย Green Lemon Jelly แล้วโรยด้วย Timut Pepper เพื่อเพิ่มอโรม่าและความซิตรัสลงไปอีกเล็กน้อย ทุกชิ้นจะมีรสชาติที่เปรี้ยวค่อนข้างเด่นแต่มีระดับความเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง (16/20)
Baba au rhum de votre choix, crème mi-montée (40 €)
Rum baba, lightly whipped Chantilly
ห้ามพลาด Baba au Rhum เมนู Classic Dessert ประจำห้องอาหาร Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ทั้งยังเป็นของหวานที่เชฟ Alain Ducasse ชื่นชอบมากเป็นการส่วนตัวอีกด้วย (20/20)
Baba au rhum de votre choix, crème mi-montée (40 €)
Rum baba, lightly whipped Chantilly
แม้ว่า Baba au Rhum จะเป็น Classic Dessert ที่พบได้ในห้องอาหารของเชฟ Alain Ducasse ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย แต่สำหรับ Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ทาง Sommelier ได้คัดแอลกอฮอล์ชั้นเลิศถึง 5 ชนิดมาให้ลูกค้าได้เลือกเพื่อเทลงไปกับเค้ก Baba นั่นเอง เริ่มจากขวดด้านหลังสุดคือ Niesson เหล้ารัมที่มีความแรงค่อนข้างสูงทั้งยังโดดเด่นด้วย Coconut Aroma ถัดมาฝั่งขวามือด้านหลังคือ Angostura 1919 เหล้ารัมจาก Trinidad & Tobago ที่ใช้ระยะเวลาในการหมักถึง 8 ปีโดยจะมีกลิ่นของผลไม้อบแห้ง สวีทสไปซ์ และเปลือกส้ม ด้านหลังฝั่งซ้ายมือคือ Sélectionné Par Les Restaurants Alain Ducasse ที่ได้จากการผสมรัมเก่าปี 2008, 2009 และ 2010 เข้าด้วยกัน โดดเด่นด้วยอโรม่าของขนมปังขิง น้ำผึ้ง และวานิลลา สองขวดด้านหน้าคือรัมเก่าอายุ 15 ปีเริ่มจากขวดขวามือคือ Matusalem Gran Reserva จาก Cuba มีความ Dry สูงประกอบกับอโรม่าของ Tobacco และ Kaffir และสุดท้ายขวดซ้ายมือคือ Eldorado Rum จาก Guyana มีกลิ่นของ Exotic Fruit กลิ่นของ Chocolate และ Smoky Aroma ตามมาในช่วงท้าย (20/20)
Baba au rhum de votre choix, crème mi-montée (40 €)
Rum baba, lightly whipped Chantilly
เราเลือก Sélectionné Par Les Restaurants Alain Ducasse มาชิมเพื่อให้มีความใกล้เคียงกับห้องอาหาร Blue by Alain Ducasse ที่กรุงเทพ (20/20)
Baba au rhum de votre choix, crème mi-montée (40 €)
Rum baba, lightly whipped Chantilly
Baba au Rhum จัดเสิร์ฟมาแบบ Tableside ในโดมสีเงินวาววับ เมื่อเปิดออกมาจะพบกับชิ้นเค้กที่สะท้อนไปยังผิวเครื่องเงิน จากนั้นพนักงานจะหั่น Baba ออกเป็นสองส่วนแล้วเติมเหล้ารัมลงไปในปริมาณที่พอเหมาะดูน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง ความอร่อยของ Baba au Rhum ซึ่งเป็นเมนู Classic of The House ของห้องอาหาร Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris อยู่ที่การบาลานซ์กลิ่น รสชาติ และอโรม่าของเหล้า Rum กับ Lightly Whipped Chantilly หรือครีมชานทิลลี่ที่มีความครีมมี่ ละมุน ช่วยตัดทอนความขม ความเผ็ด และกลิ่นเฉพาะตัวของรัมแต่ละชนิดไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป เมื่อผสานแต่ละองค์ประกอบเข้ากับเค้ก Baba ที่มีอยู่กึ่งกลางของความนุ่มและความเฟิร์มทำให้เนื้อสัมผัส รสชาติ และอโรม่าออกมามีความซับซ้อนชนิดหาใครเทียบได้ยากและเป็นของหวานที่คออาหารฝรั่งเศสไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สุดยอดมากจริง ๆ (20/20)
Baba au rhum de votre choix, crème mi-montée (40 €)
Rum baba, lightly whipped Chantilly
พนักงานยังได้วางครีมและเหล้ารัมเอาไว้ให้เติมเพิ่มได้เราจึงสามารถปรับแต่งสมดุลของรสชาติได้ตามใจชอบ (20/20)
Soufflé chaud à la poire Passe-Crassane, glace fève tonka (40 €)
Warm Passe-Crassane pear soufflé, tonka bean ice cream
ถัดมาคือซูเฟลที่ใช้วัตถุดิบหลักคือ Passe-Crassane pear และถั่ว Tonka Bean เสิร์ฟมาด้วยกันทั้งสิ้น 3 จานย่อย (19/20)
Soufflé chaud à la poire Passe-Crassane, glace fève tonka (40 €)
Warm Passe-Crassane pear soufflé, tonka bean ice cream
เชฟทำซูเฟลให้มีเนื้อสัมผัสฟู นุ่ม เบาเกือบเท่ามูสหรือฟองน้ำ ทั้งยังมีทรงตั้งตรงขึ้นมาจากถ้วยสวยงามเท่ากันทั้งชิ้น อุณหภูมิร้อนพอเหมาะ ด้านล่างเป็นลูกแพร์ทำออกมาคล้าย Marmalade ส่วนล่างสุดติดกับถ้วยถูก Marinated ด้วยน้ำเลมอนช่วยแต่งแต้มความเปรี้ยวให้กับรสชาติโดยรวม อย่าลืมใช้ช้อนตักให้ลึกถึงก้นถ้วยเพื่อให้ได้รสชาติที่ครบสมบูรณ์ (19/20)
Soufflé chaud à la poire Passe-Crassane, glace fève tonka (40 €)
Warm Passe-Crassane pear soufflé, tonka bean ice cream
ตัดความร้อนจากซูเฟลด้วย Granité หรือน้ำแข็งบดละเอียดทำมาจากลูกแพร์เช่นกัน ด้านล่างรองด้วย Panna Cotta เนื้อนุ่มหอมทำมาจาก Tonka Bean ทั้งยังทำให้องค์ประกอบเฉพาะในถ้วยนี้มีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันอีกด้วย (19/20)
Soufflé chaud à la poire Passe-Crassane, glace fève tonka (40 €)
Warm Passe-Crassane pear soufflé, tonka bean ice cream
ยังมีอีกองค์ประกอบคือไอศกรีมทำมาจากถั่ว Tonka Bean และ Vanilla รวมไปถึงองค์ประกอบของลูกแพร์ ทั้งหมดเข้ากันได้ดีอย่างไร้ที่ติ (19/20)
Chocolat Java de notre Manufacture, poivre sauvage, granité grué (40 €)
Java chocolate from our Manufacture, wild pepper, cocoa nib granité
ขนมหวานอย่างสุดท้ายคือ Chocolate จาก Le Chocolat Alain Ducasse, Manufacture à Paris ซึ่งเป็นแหล่งผลิตช็อกโกแลตขึ้นชื่อของเชฟ Alain Ducasse ในวันนี้เชฟเลือกใช้ Java Chocolate หรือฝักช็อกโกแลตจสกหมู่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียเป็นวัตถุดิบหลักนั่นเอง (18/20)
Chocolat Java de notre Manufacture, poivre sauvage, granité grué (40 €)
Java chocolate from our Manufacture, wild pepper, cocoa nib granité
เริ่มจากฝั่งซ้ายมือคือบิสกิตทำมาจากถั่ว Hazelnut เมื่อตักรับประทานแล้วแทบจะละลายได้ในปาก ด้านบนคือองค์ประกอบของ Java Chocolate รสชาติขมแทรกด้วยรสเปรี้ยวทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่เบาละมุน ข้างกันคือไอศกรีมช็อกโกแลตที่โรยด้านบนด้วยผงพริกไทยป่าให้อโรม่าฟุ้งขึ้นจมูกเข้ากันกับช็อกโกแลตได้อย่างน่าตกใจ (18/20)
Chocolat Java de notre Manufacture, poivre sauvage, granité grué (40 €)
Java chocolate from our Manufacture, wild pepper, cocoa nib granité
Java Chocolate เสิร์ฟมาคู่กับ Cacoa Nib Granité ที่ประกอบไปด้วยครีมช็อกโกแลตและน้ำแข็งเนื้อละเอียดทอปอยู่ด้านบน (18/20)
Infusion (14 €)
ก่อนจะเข้าสู่ Mignardises เราขอแนะนำให้สั่ง Infusion ที่ได้จากการนำพืชที่แตกต่างกันราว ๆ 2-3 ชนิดโดยลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกชนิดของพืชสมุนไพรได้ด้วยตัวเองอีกด้วย
Infusion (14 €)
สมุนไพรต่าง ๆ จะถูดจัดเรียงไว้บนรถเข็น
Infusion (14 €)
พนักงานจะเข็นไปให้ลูกค้าเลือกแล้วจึงนำไป Infused ลงในน้ำร้อนที่ Service Station บริเวณกลางร้านจนได้ออกมาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
Infusion (14 €)
สำหรับใครที่รู้สึกอิ่มก็สามารถเลือก Infusion เพียงกาเดียวแล้วแบ่งกันสองคนก็ได้เช่นกัน
Infusion (14 €)
ในวันนี้เราได้เลือก Lavender, Verbena และ Lemongrass ซึ่งมีกลิ่นหอมช่วยล้างปากอาหารที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี
Mignardises
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมหวานชิ้นเล็ก ๆ ปิดท้ายเพื่อรับประทานคู่กับ Infusion เป็น Chocolates จาก Alain Ducasse Factory โดยประกอบไปด้วยช็อกโลแลตจาก Sicily, Peru และช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของ Tonka Bean
Caramelized Almonds
ยังมีถั่วอัลมอนด์หวานกรอบเคี้ยวเพลิน ๆ ไม่นานก็หมด
Yuzu Sorbet with Lemon Condiment
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเชอร์เบทยูซูหอม ๆ ทอปด้านบนด้วยองค์ประกอบของเลมอนช่วยให้มีรสเปรี้ยวเบา ๆ นั่นเอง
Panettone
ก่อนกลับบ้านพนักงานจะมอบ Panettone ขนมปังหวานที่มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Milan ประเทศอิตาลีให้เป็นของขวัญ
Panettone
ด้วยความที่เป็นของฝากเราจึงไม่ได้คาดหวังกับขนมปังชิ้นนี้มากนัก เมื่อเวลาผ่านไป 2 วันจึงได้มีโอกาสแกะออกมาชิม ตัวขนมปังชิ้นค่อนข้างใหญ่ เนื้อสัมผัสดีงามจนน่าตกใจ ด้านมีช็อกโกแลตผสมผสานกับรสหวานกำลังดีจากน้ำตาลไอซิ่งที่ด้านบน ถือเป็น Pannettone ที่อร่อยที่สุดชิ้นหนึ่งเท่าที่เราเคยได้ชิมมาเลยทีเดียว
ราคา 469 € (ทางร้าน Complimentary ของหวานให้ 1 จานเนื่องจากตอนจองเราระบุไปว่าเป็นการมาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ)
[THE CHEF] Alain Ducasse เกิดที่บ้านไร่ในเมือง Orthez ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เส้นทางสายพ่อครัวของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุเพียง 16 ปีที่ห้องอาหาร Pavillon Landais ในเมือง Soustons หลังจากจบการศึกษาจาก Bordeaux Hotel School เชฟ Alain Ducasse ได้เข้าร่วมงานกับห้องอาหาร Les Prés d’Eugénie ภายใต้ร่มเงาของเชฟ Michel Guérard ทั้งยังเคยทำงานให้กับเชฟ Gaston Lanôtre เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย หมุดหมายสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นในขณะที่เชฟ Alain Ducasse ร่วมงานกับห้องอาหาร Moulin de Mougins ในปี 1977 ภายใต้ร่มเงาของเชฟระดับตำนาน Roger Vergé และเรียนรู้ศาสตร์แห่ง Cuisine du Soleil (แขนงหนึ่งของ Provençal Cuisine หรืออาหารโพรวองซ์) ซึ่งจะส่งผลถึงอัตลักษณ์และเทคนิคการปรุงอาหารของเขามาจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสำเร็จส่วนตัวเชฟ Alain Ducasse สามารถคว้ารางวัล ![]()
2 Michelin Stars มาครองได้ในปี 1984 ขณะที่เข้ารับตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร La Tarasse ก่อนที่จะได้รับภารกิจสำคัญจากเจ้าชาย Rainier III ในการนำพาห้องอาหาร Le Louis XV คว้ารางวัล ![]()
![]()
3 Michelin Stars มาครองภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีดังที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง ในปี 2012 เชฟ Alain Ducasse ทำสถิติเป็นเชฟที่ถือครอง Michelin Star มากที่สุดในโลกถึง 21 ดวงก่อนที่จะลดลงเหลือ 19 ดวงในปัจจุบันอันเนื่องมาจากการเปิด-ปิดของห้องอาหารหลายแห่ง ในจำนวนนี้เป็นห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 ดาวมิชลินจำนวน 2 แห่ง (Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris, Alain Ducasse at The Dorchester), ![]()
2 ดาวมิชลิน 3 แห่ง (Alain Ducasse at Morpheus, Le Meurice Alain Ducasse, BEIGE Alain Ducasse) และ
1 ดาวมิชลินอีก 7 แห่ง (Benoit, Hostellerie de l’Abbaye de la Celle, La Bastide de Moustiers, Blue by Alain Ducasse, ESTERRE, MUNI LA TERRASSE, MUNI ALAIN DUCASSE) ยังไม่รวมร้านระดับ Michelin Plate และ Bib Gourmand อีกจำนวนมาก จากที่กล่าวมาคงไม่ผิดนักที่บรรดาเชฟทั่วโลกจะยกให้ Alain Ducasse เป็นเชฟระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับเราในปัจจุบันนั่นเอง
[CHEF DE CUISINE] Dominique Lory เริ่มต้นงานครัวกับ Ladurée ห้องอาหารชื่อดังบนถนน Champs-Élysées แห่งกรุง Paris จนกระทั่งในเดือนธันวาคมปี 1998 เขาได้พบกับเชฟ Alain Ducasse และตอบรับคำเชิญในการย้ายมาร่วมงานกับ Restaurant Spoon ด้วยตำแหน่ง Commis de Cuisine รองจากเชฟ Christophe Moret ต่อมาในปี 2000 เชฟ Dominique มีโอกาสรับตำแหน่ง Commis de Cuisine ในห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars อย่าง Restaurant Pierre Gagnaire และฝึกฝนเทคนิคการทำอาหารชั้นสูงจากเชฟ Pierre Gagnaire อยู่นานถึง 2 ปีก่อนที่จะย้ายไปยัง Restaurant Spoon Byblos ที่เมือง Saint-Tropez เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในปี 2002 เชฟ Alain Ducasse ได้เสนอตำแหน่ง Chef de Partie ประจำห้องอาหาร Le Louis XV แห่งนี้ให้กับเชฟ Dominique ภายใต้การควบคุมของเชฟ Franck Cerutti เชฟ Dominique อาศัยอยู่ใน Monaco นานถึง 4 ปีก่อนที่จะย้ายไปยังกรุง Paris เพื่อดำรงตำแหน่ง Sous Chef ณ ห้องอาหาร Alain Ducasse au Plaza Athénée ในปี 2007 ภายใต้ร่วมเงาของเชฟ Christophe Moret ตามมาด้วยตำแหน่ง Joint Chef ร่วมกับเชฟ Christophe Saintagne ตั้งแต่ปี 2010 กระทั่งในที่สุดเชฟ Alain Ducasse ได้มอบความไว้วางใจให้เชฟ Dominique รับตำแหน่ง Chef de Cuisine ควบคุมห้องอาหารเรือธง Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ระดับ 3 Michelin Stars แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2011 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อาหารของเชฟ Alain Ducasse ได้รับอิทธิพลมาจาก Provençal Cuisine ทั้งยังพัฒนาต่อยอดให้มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาในห้องอาหารแต่ละแห่ง สำหรับ Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris แห่งนี้เชฟ Alain Ducasse ได้เปรียบเปรยอาหารที่เขารังสรรค์เอาไว้ว่าเป็น ‘Food that tastes like the sun’ โดยมอบหมายงานเชฟ Dominic Lory ใช้เทคนิคยุคใหม่ในการผสมผสานอาหาร Provençal ซึ่งมีวัตถุดิบหลักสำคัญคือผักและสมุนไพรท้องถิ่นเข้ากับอาหาร Mediterranean อันประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากทะเลออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังคงลายเซ็นของเชฟ Alain Ducasse แทรกเอาไว้ได้อย่างชัดเจนในทุก ๆ จานอีกด้วย
โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวรับกันกับแสงไฟสีเหลืองอำพัน พนักงานทุกคนบริการดีเลิศไร้ที่ติสมกับ Service Level ระดับสูงสุดของ Hôtel de Paris ทั้งยังไม่ทำให้ลูกค้าทั่ว ๆ ไปรู้สึกเกร็งจนเกินไปตลอดมื้ออาหารอีกด้วย
ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน DEJEUNER RIVIERA – 180 €/p เซ็ตเมนูมื้อกลางวันจำนวน 4 คอร์สอันประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย, เมนคอร์ส, ชีส และอาหารหวาน แต่ละคนสามารถเลือกต่างกันได้ ทั้งยังเป็นเซ็ตที่มีราคาย่อมเยาที่สุดแล้วสำหรับห้องอาหารแห่งนี้ ถัดมาคือเซ็ตเมนูสองชนิดคือ JARDINS DE PROVENCE – 230 €/p ที่เน้นนำเสนอผักคุณภาพสูงซึ่งจัดเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งแคว้น Provence และ GOURMET – 350 €/p ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูแบบปกติ ทั้งนี้เซ็ตเมนูทั้งสองจะถูกเลือกโดยเชฟเสิร์ฟมาเป็นอาหารคาวจำนวน 3 คอร์สในปริมาณครึ่งหนึ่งจากปกติ ตามมาด้วยคอร์สชีสและอาหารหวาน สุดท้ายคือเมนูแบบ À LA CARTE ที่แม้จะมีราคาสูงสักหน่อยแต่ก็เหมาะกับใครก็ตามที่เดินทางมายังห้องอาหารแห่งนี้เป็นครั้งแรกและต้องการลิ้มลองเมนู Classic Dish ตลอดกาลของเชฟ Alain Ducasse ให้ครบทุกจานเช่นเดียวกับที่เราได้หยิบมาทำรีวิวในวันนี้นั่นเอง สำหรับคอไวน์ Head Sommelier Noël Bajor นำเสนอไวน์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจำนวนมากกว่า 500,000 ขวด จากห้องเก็บไวน์ใต้ Place du Casino และ Hôtel de Paris
ห้องอาหาร Le Louis XV เปิดทำการเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 1987 โดยมีภารกิจสำคัญจากเจ้าชาย Rainier III ในการปลุกปั้นห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars ให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินประเทศ Monaco ภายในระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี !
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองเชฟ Alain Ducasse วัย 30 ปีกำลังรับงานอยู่ที่ห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars ชื่อว่า La Terrasse ในเมือง Antibes ได้ถูกดึงตัวมาเพื่อรับมอบและทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ผลปรากฎว่าห้องอาหาร Le Louis XV สามารถคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 Michelin Stars มาครองได้ในขณะที่ตัวเขาเองมีอายุเพียง 33 ปีโดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 33 เดือน (สั้นกว่ากรอบเวลาเป้าหมายถึง 15 เดือน) ทั้งยังทำสถิติเป็น Hotel Restaurant แห่งแรกของโลกที่สามารถคว้าดาวทั้ง 3 ดวงมาครองได้สำเร็จอีกด้วย
Patrick Jouin และ Sanjit Manku ได้ตกแต่งห้องอาหารออกมาในสไตล์ Baroque โดยใช้วัสดุหลักคือหินอ่อน ทองคำเปลว และแชนเดอเลียร์เช่นเดียวกันกับตัวโรงแรมพาลูกค้าแต่ละคนย้อนเวลาไปยังประเทศฝรั่งเศสสมัย Bell Époque
อีกสามฝั่งตกแต่งด้วยกระจกเงาบานใหญ่ชวนนึกถึง The Hall of Mirrors ในพระราชวัง Versailles
ผนังฝั่งหนึ่งที่เป็นกระจกใสเปิดออกสู่บริเวณ Terrace
ณ ใจกลางห้องอาหารเป็น Service Station สำหรับเตรียมการเสิร์ฟอาหาร ขนมปัง ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับลูกค้า
กระจกรอบด้านช่วยให้ห้องอาหารดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
บนเพดานมีแชนเดอเลียร์ทรง Circular ขนาดใหญ่ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 7.5 เมตรประกอบขึ้นจาก Murano Glass ทำมือกว่า 800 ชิ้นโดยช่างเป่าแก้ว Aristide Majean และ JM Tech ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากมหาวิหาร Hagia Sofia ในกรุง Istanbul
เบื้องหลังโคมระย้าคือภาพวาด Fresco รูปหญิงสาวที่กำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศรายล้อมด้วยเหล่ากามเทพตัวน้อย
การเดินทางมาที่นี่แนะนำให้ใช้รถยนต์เป็นหลักโดยจะมีพนักงานทำการ Valet Parking ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หลังจากเดินผ่าน Revolving Doors หรือประตูหมุนทำจากไม้ลูกค้าจะพบกับล็อบบี้ของโรงแรม Hôtel de Paris ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ต้อนรับเหล่าราชวงศ์ นักการเมือง เซเลบริตี้ รวมไปถึงนักเล่นเกมกระเป๋าหนักมานานกว่า 150 ปี
ฝั่งขวามือเป็นจุดคัดกรองเพื่อตรวจสอบการจองสำหรับห้องอาหาร จากนั้นพนักงานจะนำเราเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารที่ว่ากันว่ามีความสวยงามและอลังการมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้
ใครที่ต้องการมารับประทานอาหารที่นี่จะต้องทำการจองออนไลน์ผ่านทางเวปไซต์พร้อมกับการจ่ายค่ามัดจำ 100 € ต่อคน หากเป็นไปได้เราขอแนะนำช่วงกลางวันซึ่งเปิดทำการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์อันเนื่องมาจากแสงไฟที่ลอดเข้ามาภายในห้องอาหารจะทำให้บรรยากาศออกมาสวยงามที่สุด ที่สำคัญถึงแม้การจองจะยกเลิกได้ตามเงื่อนไขแต่การคืนเงินมัดจำมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อนตามกฎการโอนเงินของกาสิโน ฉะนั้นใครที่กดจองอาจต้องวางแผนการเดินทางให้ละเอียดสักนิด (อย่างไรก็ตามลูกค้าสามารถเปลี่ยนวันจองได้โดยง่ายผ่านทางโทรศัพท์หรืออีเมลล์)
บริเวณ Terrace พร้อมด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของ Place du Casino ทั้งยังมอบแสงสว่างอันอบอุ่นให้กับห้องอาหารในช่วงเวลากลางวันอีกด้วย
Plataeu des Spélugues ที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะกอกและต้นเลมอนได้ถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็น Hôtel de Paris Monte-Carlo โรงแรมสุดหรูที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1863 ภายใต้การสนับสนุนของเจ้าชาย Charles III ร่วมกับแหล่งทุนจากมหาเศรษฐี François Blanc และ Société des bains de mer de Monaco
ข้าง ๆ กันเป็น Casino de Monte-Carlo สุดหรูที่เปิดทำการตามกันมาในปี 1865 ภายในแบ่งออกเป็นห้องเล่นเกมจำนวน 7 ห้อง แต่ละห้องตกแต่งในอย่างตระการตาตามยุคสมัย Bell Époque โดยมีภาพวาด รูปปั้น งานแกะสลักหิน รวมไปถึงแชนเดอเลียร์สไตล์โบฮีเมียนที่มีน้ำหนักถึง 150 กิโลกรัมเป็นจุดดึงดูดสายตา
ส่วนสุดท้ายในคอมเพล็กซ์ดั้งเดิมคือ Café de Paris คาเฟ่ที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1868 ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของเมนูอาหารหวานชื่อดังก้องโลกอย่าง Crêpe Suzette อีกด้วย
รอบ ๆ เป็นแหล่งชอปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมมากมาย
สถาปนิกสองคนคือ Gobineau de la Brétonnerie และ Jules Dutrou ได้ออกแบบตัวอาคารและห้องพักจำนวน 100 ห้องโดยอ้างอิงมาจาก Grand Hôtel ที่ตั้งอยู่ ณ Boulevard des Capucines ในกรุง Paris
แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่า 35 ปีแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารของเชฟ Alain Ducasse ยังคงความคลาสสิค ไร้ที่ติ และไร้กาลเวลา สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการลิ้มรสอาหารชั้นสูงเพียงอย่างเดียวเราขอแนะนำ Alain Ducasse at The Dorchester อีกหนึ่งห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars ในกรุง London ซึ่งมีช่วงราคาที่เหมาะสมกว่า แต่สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสถึงการยกระดับ Provançal Cuisine ไปจนถึงขีดสุดภายใต้บรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยไม่จำเป็นคำนึงถึงบิลที่ออกมาหลังจบมื้ออาหาร
เราขอการันตีว่า Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris สามารถสร้างความประทับใจอันไม่รู้ลืมให้กับนักชิมกระเป๋าหนักได้อย่างแน่นอนดังที่เชฟ Alain Ducasse เคยอธิบายเป็นประโยคสั้น ๆ เอาไว้ว่า
“High-end gastronomy means selling memories. You need many ingredients in order to make this memory unique and indelible. We strive for that. We don’t often succeed, but when we do, it lasts.”