Visit: February 18, 2023

🇩🇪 Speisemeisterei - ชปายเซอร์มายส์เตอราย

👨🏻‍🍳 Chef Stefan Gschwendtner - เชฟชเตฟาน ชเวนด์นาร์

Schloss Hohenheim 1B, Stuttgart, 70599, Germany

Tel: (+49) 711 34217979

Cuisine

🍴 Modern Cuisine, International - อาหารโมเดิร์น, อาหารนานาชาติ

Country

Germany

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16.5/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] หลังจากฝ่าฟันและก้าวพ้นปัญหาวิกฤติอย่างหนัก ในที่สุด Speisemeisterei ห้องอาหารที่มีสัญลักษณ์สุดแปลกเป็นรูปคนที่มีมือและเท้าเป็น Cephalopod Limbs แบบหมึกยักษ์บริเวณชานเมือง Stuttgart ก็สามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปีล่าสุด

          
🎗[THE PLACE] Schloss Hohenheim เป็นปราสาทของเจ้าศักดินาผู้ปกครองในระบบ Feudalism ช่วงศตวรรษที่ 12 ก่อนจะเปลี่ยนผู้ถือครองมาอยู่ในมือของ Charles Eugene, Duke of Württemberg ในปี 1768 โดยตัวท่านดยุคได้ต่อเติมและปรับปรุงอาคารใหม่ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบ Rococo พร้อมทั้งต่อเติมพื้นที่สวนขนาดใหญ่บริเวณโดยรอบอีกด้วย สำหรับชื่อของปราสาทนั้นท่านดยุคได้ชื่อมาจากหญิงสาวนามว่า Franziska von Hohenheim ผู้ที่ได้มาเป็นภรรยาของท่านในเวลาต่อมา ห่างออกมาจากตัวปราสาทเป็นอาคารที่เรียกว่า Kavaliersbau ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันของ Squire’s Lodge ถูกสร้างขึ้นในปี 1918 และถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นร้านอาหารตั้งแต่ปี 1958 นั่นเอง ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดบริเวณลานจอดหน้าปราสาท หลังจากตรวจสอบการจองเสร็จพนักงานจะพาเราเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งออกมาได้อย่างอลังการ โคมระย้าขนาดใหญ่ห้อยลงมาช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูหรูหรา กระจกเงากรอบสีทองได้รับการจัดวางตามจุดต่าง ๆ ช่วยให้พื้นที่โดยรอบดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

🎗 [THE CHEF] Stefan Gschwendtner เกิดในเมือง Heilbronn แต่ตัวเขากลับใช้เวลาในวัยเด็กเติบโตขึ้นมาในประเทศซาอุดิอาระเบียก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำงานเกี่ยวกับการลงทุน ต่อมาในปี 1997 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาขีพเชฟกับห้องอาหาร Schweizer Stuben (2 MICHELIN Stars) และ Drei Stuben ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่ง Sous-chef ให้กับห้องอาหาร Speisemeisterei ในปี 2008 อย่างไรก็ตามในช่วงแรกนั้น Speisemeisterei ทำทีมโดยเชฟชื่อดัง Frank Oehler ผู้สร้างชื่อเสียงรายการทางโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีทั้งตัวเขายังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กระทั่งในปี 2016 ตำแหน่ง Head Chef ได้ถูกส่งต่อมาให้กับ Stefan Gschwendtner โดยเขามารถรักษารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ได้อย่างต่อเนื่องและเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2022 ที่ผ่านมา ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu เริ่มต้นที่ 5 Courses (185 €) ถัดมาคือเซ็ต 6 Courses (200 €) ที่ดูจะคุ้มค่าที่สุดเพราะได้รวมวัตถุดิบอย่าง Wagyu เอาไว้ด้วยและ 7 Courses (220 €) ซึ่งเป็นเซ็ตที่ใหญ่ที่สุดนั่นเ ง นอกจากนี้สำหรับใครที่เป็น Vegetarian สามารถแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอให้ทางร้านเตรียม 5 Courses Vegetarian Menu ได้เช่นกัน อาหารทุกจานในวันนี้มีรสชาติและวัตถุดิบที่เข้าถึงได้ง่ายแตกต่างจากห้องอาหารระดับสูงบางแห่ง รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นที่นำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นเช่น

✨ Char by Nikolai Birnbaum
kohlrabi | buttermilk | black label caviar
Char ปลาในวงษ์ Salmonidae จากฟาร์มชื่อดังของคุณ Nikolai Birnbaum ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของนคร Munich เตรียมมาจนได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ รอบ ๆ คือ Buttermilk Foam หรือโฟมของฟักทองน้ำเต้าให้ความหวาน มัน ครีมมี่ตัดด้วยอโรมาฉุน ๆ ของ Chive Oil หรือต้นหอมจีน ด้านบนเชฟเติมแต่ง Kohlrabi ให้มิติความกรอบ ส่วนแผ่นกรอบเตรียมมาจากหอยเชลล์และหอยนางรม ยังมี Black Label Caviar ให้รสชาติเค็มอุมามิและ Oyster Mayonnaise ให้กลิ่นอายของทะเลบาลานซ์กันได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)

✨ Carp from Dinkelsbühl
winter truffle | jerusalem artichoke | veal heart
ปลา Carp เป็นคอร์สพิเศษที่มีอยู่เฉพาะในเซ็ตเมนูชุดใหญ่ 7 คอร์สเท่านั้น เชฟได้ปลามาจากเมืองเล็ก ๆ ที่มีขื่อว่า Dinkelsbühl ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Stuttgart เนื้อปลาให้เนื้อสัมผัสทีทค่อนข้างเฟิร์มได้ระดับ ด้านล่างเป็นสลัดที่ผสมผสานครีมแก่นตะวันรสหวานละมุนเข้ากันกับสลัดหัวใจลูกวัวที่ให้เนื้อสัมผัสที่ดีและไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ องค์ประกอบรอบ ๆ เป็นซอสทรัฟเฟิลรสชาติเข้มข้น ด้านบนคือ Winter Black Truffle ชิ้นโตฝานมาหนาเพียงพอที่จะเพิ่มความกรอบจนกลายเป็นอีกหนึ่งมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (17/20)

✨ Saddle of Miyazaki Wagyu A5
fried onions | leek | kombu seaweed
เนื้อวัว Miyazaki Wagyu ระดับ A5 ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปากตัดกันกับความกรอบของกระเทียมต้นและสาหร่ายคอมบุที่วางมาด้านบน รอบ ๆ เป็นซอสที่เตรียมมาจากหัวหอมทอดให้รสชาติหวานกลมกล่อมตัดด้วยกลิ่นฉุนของน้ำมันใบ Shiso สีเขียว ถือเป็นการผสมผสานองค์ประกอบคลาสสิคออกมาได้น่าสนใจ (17/20)

🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานได้รับการเตรียมออกมาให้มีรสชาติที่เข้าถึงง่ายชนิดที่บุคคลทั่วไปก็รับประทานได้อร่อย พนักงานอธิบายอาหารทุกคอร์สได้อย่างละเอียดและเป็นกันเอง ราคาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของชาวเยอรมัน บรรยากาศปราสาทเก่าช่วยเพิ่มเติมความหรูหราและเอกลักษณ์ของมื้อนี้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ใครที่แวะตามมาชิมเราขอแนะนำให้ลองดูเซ็ตเมนูชุดกลาง 6 คอร์สดูจะคุ้มค่าที่สุด

Price :

185-220 €

Parking :

จอดรถที่ลานหน้า Schloss Hohenheim

Operating Time :

18.30-19.30 ปิดวันอังคาร-พุธ

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars ชานเมือง Stuttgart นำเสนอเมนูรสชาติที่คุ้นเคยและเข้าถึงง่าย

อาหาร :

16.5

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

3/5

Map

📃 7 COURSES MENU (220 €)

          
Amuse-bouche

Char by Nikolai Birnbaum
kohlrabi | buttermilk | black label caviar

Carp from Dinkelsbühl
winter truffle | jerusalem artichoke | veal heart

Trout from Calmbach
apple | cabbage | sunflower seeds

Egg from Organic Farm Henzler
siberian caviar | cauliflower | alici

Saddle of Miyazaki Wagyu A5
fried onions | leek | kombu seaweed

Suckling pig from Hohenlohe
cima di Rapa | sweet mustard | pine nuts

Cru Virunga from Original Beans
dulce de leche | hazelnut | miso

Mignardises

🇩🇪 Speisemeisterei – ชปายเซอร์มายส์เตอราย

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Modern Cuisine, International – อาหารโมเดิร์น, อาหารนานาชาติ

👨🏻‍🍳 Chef Stefan Gschwendtner – เชฟชเตฟาน ชเวนด์นาร์

Amuse-bouche

เริ่มต้นด้วยองค์ประกอบของปลาไหลรมควัน ด้านล่างรองด้วยสลัดที่เตรียมมาจากองุ่นและเซเลอรี่ให้รสชาติออกเปรี้ยวพอเหมาะ รอบ ๆ คือซอสอัลมอนด์หอม ๆ ด้านบนคือไอศกรีมที่เตรียมมาจากปลาไหลรมควันให้กลิ่นหอมเช่นกัน (16/20)

Amuse-bouche

ของว่างเรียกน้ำย่อยถัดมาเป็น Waffle ท็อปด้วยมูสผักชีและปลาแมคเคอเรลเผามาแบบกึ่งสุกกึ่งดิบให้รสเค็มนิด ๆ พร้อมกับรสชาติหวานของซอส Teriyaki (16/20)

Amuse-bouche

แผ่นบิสกิตกรอบ ด้านบนคือ Shiso Jelly นุ่ม ๆ รสชาติเปรี้ยวโดดตัดกันกับความกรอบของ Char Caviar หรือไข่ปลาชาร์ซึ่งเป็นปลาในวงษ์ Salmonidae (16/20)

Amuse-bouche

Wagyu Tartare เนื้อวัววากิวสับมาเกือบละเอียดจนนุ่ม ด้านบนท็อปด้วย Charcoal Cherries หอม ๆ ปรุงรสชาติด้วยซอส Ponzu (16/20)

Char by Nikolai Birnbaum
kohlrabi | buttermilk | black label caviar

Char ปลาในวงษ์ Salmonidae จากฟาร์มชื่อดังของคุณ Nikolai Birnbaum ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของนคร Munich เตรียมมาจนได้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ รอบ ๆ คือ Buttermilk Foam หรือโฟมของฟักทองน้ำเต้าให้ความหวาน มัน ครีมมี่ตัดด้วยอโรมาฉุน ๆ ของ Chive Oil หรือต้นหอมจีน ด้านบนเชฟเติมแต่ง Kohlrabi ให้มิติความกรอบ ส่วนแผ่นกรอบเตรียมมาจากหอยเชลล์และหอยนางรม ยังมี Black Label Caviar ให้รสชาติเค็มอุมามิและ Oyster Mayonnaise ให้กลิ่นอายของทะเลบาลานซ์กันได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)

Carp from Dinkelsbühl
winter truffle | jerusalem artichoke | veal heart

ปลา Carp เป็นคอร์สพิเศษที่มีอยู่เฉพาะในเซ็ตเมนูชุดใหญ่ 7 คอร์สเท่านั้น เชฟได้ปลามาจากเมืองเล็ก ๆ ที่มีขื่อว่า Dinkelsbühl ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง Stuttgart เนื้อปลาให้เนื้อสัมผัสทีทค่อนข้างเฟิร์มได้ระดับ ด้านล่างเป็นสลัดที่ผสมผสานครีมแก่นตะวันรสหวานละมุนเข้ากันกับสลัดหัวใจลูกวัวที่ให้เนื้อสัมผัสที่ดีและไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ องค์ประกอบรอบ ๆ เป็นซอสทรัฟเฟิลรสชาติเข้มข้น ด้านบนคือ Winter Black Truffle ชิ้นโตฝานมาหนาเพียงพอที่จะเพิ่มความกรอบจนกลายเป็นอีกหนึ่งมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (17/20)

Bread

ขนมปัง Sourdough เสิร์ฟมากับ Brittany Butter และเนยที่เชฟทำเลียนแบบ Caesar Salad Dressing โดยมีส่วนผสมของเบคอน พาเมซานชีส และแองโชวี่

Trout from Calmbach
apple | cabbage | sunflower seeds

ปลาเทร้าต์จาก Calmbach ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจากเมือง Stuttgart ด้านบนท็อปด้วยครีมที่เตรียมขึ้นมาจากปลาเทร้าต์รมควันและไข่ปลาเทร้าต์ โฟมรอบ ๆ เตรียมมาจากกะหล่ำปลี Pointed Cabbage อีกฝั่งหนึ่งเชฟใส่เมล็ดทานตะวันมาช่วยเพิ่มมิติทางความกรอบให้กับจาน (16/20)

Egg from Organic Farm Henzler
siberian caviar | cauliflower | alici

ไข่แดงออร์กานิคจากฟาร์ม Henzler ที่พร้อมจะแตกไหลเยิ้มออกมาเพียงใช้ช้อนเขี่ยเบา ๆ ด้านบนท็อปด้วยกะหล่ำดอกกรอบ ๆ และ Siberian Caviar คุณภาพดี ด้านล่างรองด้วย Quinoa-Bacon Salad ช่วยเสริมความกรอบให้กับจาน ไฮไลท์คือซุปรอบ ๆ ที่เตรียมมาจาก Alici หรือน้ำปลาอิตาลีชวนนึกถึงเมนูไข่ลวกเหยาะน้ำปลาที่เราเคยชิมในสมัยเด็ก (16/20)

Saddle of Miyazaki Wagyu A5
fried onions | leek | kombu seaweed

เนื้อวัว Miyazaki Wagyu ระดับ A5 ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปากตัดกันกับความกรอบของกระเทียมต้นและสาหร่ายคอมบุที่วางมาด้านบน รอบ ๆ เป็นซอสที่เตรียมมาจากหัวหอมทอดให้รสชาติหวานกลมกล่อมตัดด้วยกลิ่นฉุนของน้ำมันใบ Shiso สีเขียว ถือเป็นการผสมผสานองค์ประกอบคลาสสิคออกมาได้น่าสนใจ (17/20)

Suckling pig from Hohenlohe
cima di Rapa | sweet mustard | pine nuts

เนื้อลูกหมูจากเมือง Hohenlohe ทางตอนเหนือของนคร Stuttgart ด้านบนท็อปด้วยองค์ประกอบของเบคอนกรอบจับคู่กับซอส Pork Jus รสชาติเข้มข้นที่มีอโรมาของ Sweet Mustard ข้างกันคือ Cime di Rapa หรือผักในตระกูล Broccoletto นุ่ม ๆ ท็อปด้วยเห็ดฝานบางช่วยสร้างความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส ยังมีมันฝรั่งกรอบ ๆ เสิร์ฟมากับครีมมันฝรั่ง สุดท้ายคือ Purée เห็ดให้ Earthy Flavor มาผสมผสานกับองค์ปนะกอบอื่น ๆ ได้ดี (17/20)

Pre-dessert

ล้างปากด้วย Cream Cheese Espuma มีลักษณะเป็นโฟมหอมมันจับคู่กับราสเบอร์รี่เสิร์ฟมาทั้งในรูปแบบ Crunch กรอบ ๆ และซอสรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของข้าวโอ๊ตผสมอยู่ด้วย ด้านบนคือไอศกรีม Mastic หรือที่ภาษาไทยเรียกว่ามาตะกี่ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (16/20)

Cru Virunga from Original Beans
dulce de leche | hazelnut | miso

มูสช็อกโกแลต Cru Virunga จากแบรนด์ Original Beans รองด้านล่างด้วย Dulce de Leche หอมมัน ด้านบนคือไอศกรีม Miso ให้รสเค็มกลาง ๆ จากนั้นพนักงานจะเท Frozen Hazelnut and Chocolate ลงไปรอบ ๆ เติมเต็มมิติคยามกรอบให้กับจาน (17/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วยของหวานชิ้นจิ๋วประกอบไปด้วย Tahiti Vanilla Cream with Rum and Apple, Ginger and Yuzu Tartelette และ Dark Chocolate with Raspberry and Honey

Café Crema (5.3 €)

ขอแนะนำให้จับคู่กับกาแฟร้อน ๆ สักแก้ว

💰 ราคา 804.9 € แต่หากเพื่อน ๆ รูดด้วยบัตร AMEX ก็รับเงินคืนทันที 7,500 บาท

🎗 [INTRO] หลังจากฝ่าฟันและก้าวพ้นปัญหาวิกฤติอย่างหนัก ในที่สุด Speisemeisterei ห้องอาหารที่มีสัญลักษณ์สุดแปลกเป็นรูปคนที่มีมือและเท้าเป็น Cephalopod Limbs แบบหมึกยักษ์บริเวณชานเมือง Stuttgart ก็สามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปีล่าสุด

🎗[THE PLACE] Schloss Hohenheim เป็นปราสาทของเจ้าศักดินาผู้ปกครองในระบบ Feudalism ช่วงศตวรรษที่ 12 ก่อนจะเปลี่ยนผู้ถือครองมาอยู่ในมือของ Charles Eugene, Duke of Württemberg ในปี 1768 โดยตัวท่านดยุคได้ต่อเติมและปรับปรุงอาคารใหม่ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบ Rococo พร้อมทั้งต่อเติมพื้นที่สวนขนาดใหญ่บริเวณโดยรอบอีกด้วย

สำหรับชื่อของปราสาทนั้นท่านดยุคได้ชื่อมาจากหญิงสาวนามว่า Franziska von Hohenheim ผู้ที่ได้มาเป็นภรรยาของท่านในเวลาต่อมา ห่างออกมาจากตัวปราสาทเป็นอาคารที่เรียกว่า Kavaliersbau ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันของ Squire’s Lodge ถูกสร้างขึ้นในปี 1918 และถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นร้านอาหารตั้งแต่ปี 1958 นั่นเอง

โคมระย้าขนาดใหญ่ห้อยลงมาช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูหรูหรา กระจกเงากรอบสีทองได้รับการจัดวางตามจุดต่าง ๆ ช่วยให้พื้นที่โดยรอบดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดบริเวณลานจอดหน้าปราสาท หลังจากตรวจสอบการจองเสร็จพนักงานจะพาเราเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารที่ตกแต่งออกมาได้อย่างอลังการ

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Stefan Gschwendtner เกิดในเมือง Heilbronn แต่ตัวเขากลับใช้เวลาในวัยเด็กเติบโตขึ้นมาในประเทศซาอุดิอาระเบียก่อนจะเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำงานเกี่ยวกับการลงทุน ต่อมาในปี 1997 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาขีพเชฟกับห้องอาหาร Schweizer Stuben (2 MICHELIN Stars) และ Drei Stuben ก่อนจะย้ายมารับตำแหน่ง Sous-chef ให้กับห้องอาหาร Speisemeisterei ในปี 2008 อย่างไรก็ตามในช่วงแรกนั้น Speisemeisterei ทำทีมโดยเชฟชื่อดัง Frank Oehler ผู้สร้างชื่อเสียงรายการทางโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีทั้งตัวเขายังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กระทั่งในปี 2016 ตำแหน่ง Head Chef ได้ถูกส่งต่อมาให้กับ Stefan Gschwendtner โดยเขามารถรักษารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ได้อย่างต่อเนื่องและเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2022 ที่ผ่านมา ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu เริ่มต้นที่ 5 Courses (185 €) ถัดมาคือเซ็ต 6 Courses (200 €) ที่ดูจะคุ้มค่าที่สุดเพราะได้รวมวัตถุดิบอย่าง Wagyu เอาไว้ด้วยและ 7 Courses (220 €) ซึ่งเป็นเซ็ตที่ใหญ่ที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้สำหรับใครที่เป็น Vegetarian สามารถแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอให้ทางร้านเตรียม 5 Courses Vegetarian Menu ได้เช่นกัน อาหารทุกจานในวันนี้มีรสชาติและวัตถุดิบที่เข้าถึงได้ง่ายแตกต่างจากห้องอาหารระดับสูงบางแห่ง รายการไวน์มีให้เลือกมากพอสมควรโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นที่นำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล

🎗 [WHY GO] อาหารทุกจานได้รับการเตรียมออกมาให้มีรสชาติที่เข้าถึงง่ายชนิดที่บุคคลทั่วไปก็รับประทานได้อร่อย พนักงานอธิบายอาหารทุกคอร์สได้อย่างละเอียดและเป็นกันเอง ราคาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของชาวเยอรมัน บรรยากาศปราสาทเก่าช่วยเพิ่มเติมความหรูหราและเอกลักษณ์ของมื้อนี้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ใครที่แวะตามมาชิมเราขอแนะนำให้ลองดูเซ็ตเมนูชุดกลาง 6 คอร์สดูจะคุ้มค่าที่สุด