หน้าแรก » 🇮🇹 Pierino Penati – ปิเอรีโน่ เปนาติ
Visit: December 21, 2021
🇮🇹 Pierino Penati - ปิเอรีโน่ เปนาติ
👨🏻🍳 Chef Theo Penati - เชฟ ทีโอ เปนาติ
Via XXIV Maggio, 36, 23897 Viganò LC, Italy
Tel: (+39) 039 956020
Cuisine
🍴 Classic Cuisine - อาหารคลาสสิค
Country
Italy
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
14.5/20
Price
[Intro] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเก่าแก่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ตัวร้านเปิดทำการมานานเกือบ 80 ปี ผ่านเจ้าของมาทั้งสิ้น 3 รุ่น ทั้งยังสามารถถือครองดาวมิชลินมาได้นานถึง 47 ปีอีกด้วย
Price :
40,00-120,00 €/p
Parking :
จอดในร้าน
Operating Time :
อังคาร-เสาร์ 10.00-23.00, อาทิตย์ 10.00-18.00, ปิดวันจันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารคลาสสิคเก่าแก่ไม่ไกลจากกรุง Milan
อาหาร :
14.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
Pierino Penati – ปิเอรีโน่ เปนาติ
Classic Cuisine – อาหารคลาสสิค
Chef Theo Penati – เชฟ ทีโอ เปนาติ
1 Michelin Star – 1 ดาวมิชลิน
Amuse Bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “อมูสบูช” เป็นเนื้อปลาค็อดที่ทำออกมาให้เนื้อสัมผัสคล้ายสำลี เสิร์ฟมากับพูเรพริกหวานเพื่อชูรสชาติ และมะกอกเสริมกลิ่นให้หอมมากขึ้น (14/20)
Uovo Perfetto alla Carbonara, Spuma di Pecorino Romano e Guanciale Croccante (€ 24,00)
สำหรับ Antipasti เราขอแนะนำเมนูคลาสสิคอย่างคาโบนาราที่เชฟนำมาปรับวิธีการนำเสนอเสียใหม่เรียกว่า “ยูโอโว่ เปอเฟตโต้ อัลลา คาโบนาร่า” แต่ยังคงมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนคือไข่ไก่, Guanciale หรือแก้มหมู และชีส Pecorino Romano นั่นเอง (15/20)
Uovo Perfetto alla Carbonara, Spuma di Pecorino Romano e Guanciale Croccante (€ 24,00)
เชฟเสิร์ฟมาในแก้วใสเพื่อแสดงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ที่แบ่งชั้นเป็นเลเยอร์สวยงาม (15/20)
Uovo Perfetto alla Carbonara, Spuma di Pecorino Romano e Guanciale Croccante (€ 24,00)
องค์ประกอบชั้นล่างสุดทำมาจากไข่ไก่มีความครีมมี่ นุ่ม ละมุน ถัดมาเป็นเลเยอร์ของโฟมชีส Pecorino Romano ให้รสชาติเค็ม มัน สุดท้ายคือ Guanciale แก้มหมูที่เสริมเนื้อสัมผัสความกรอบให้กับคอร์สนี้นั่นเอง (15/20)
Spaghetti Turanici Cacio e Pepe, Tartare di Manzo Affumicato, Tartufo Nero (€ 28,00)
“สปาเก็ตตี้ ทูรานนิชี่” เป็นเส้นพาสต้าออร์แกนิคที่นิยมใช้กันแพร่หลายในห้องอาหารอิตาเลียนชั้นสูงทั่วไปโดยทำมาจากแป้ง Turanic Wheat (กลุ่มหนึ่งของ Durum Wheat) ซึ่งแต่เดิมมีต้นกำเนิดมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่านก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเมดิเตอเรเนียนรวมไปถึงในอิตาลี ในเวลาต่อมา Mancini Agricultural Company ได้หยิบแป้งชนิดนี้มาทำเป็นเส้นพาสต้าที่มีสีน้ำตาลและมีกลิ่นเฉพาะตัว เชฟเลือกเสิร์ฟมาในรูปแบบ Caccio e Pepe มีความหอมมันจากชีส Pecorino Romano และกลิ่นเฉพาะตัวของพริกไทย ด้านบนทอปด้วยทาทาร์เนื้อวัวรมควันเพื่อช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจาน ปิดท้ายด้วยการสไลด์ Black Truffle ลงไปด้านบน (15/20)
Ravioli Ripieni di Pancia di Maiale, Prugne, Crema di Cannellini, Gocce di Senape (€ 24,00)
“ราวิโอลี ริพเพียนนี่” พาสต้าทรงเกี๊ยว ด้านในสอดไส้เนื้อหมูสามชั้น องค์ประกอบสีขาว ๆ คือครีมทำมาจากถั่ว Cannellini ด้านบนทอปด้วยพลัมท้องถิ่น ราวิโอลีแป้งสุกได้ระดับ Al Dente ไส้หมูสามชั้นด้านในมีความนุ่ม รสชาติออกหวาน ซอสครีมถั่วด้านนอกมีความครีมมี่ ส่วนพรุนด้านบนให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบนั่นเอง (14/20)
Costoletta di Vitello alla Milanese, Bassa o Alta, Chips Croccanti Home Made (€ 36,00)
ในส่วนของเมนคอร์สวันนี้เราเลือกชิม “โคสโตเลตต้า ดิ วิเตลโล่ อัลลา มิลานเยเซ่” เนื้อลูกวัวชุบแป้งทอดของขึ้นชื่อจากเมือง Milan โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะเสิร์ฟให้มีความหนาเพื่อให้ตรงกลางยังคงนุ่มฉ่ำหรือเสิร์ฟแบบแบนเพื่อให้มีความกรอบ ข้าง ๆ กับคือมันฝรั่งทอดโฮมเมดที่ทางร้านทำเอง (15/20)
Costoletta di Vitello alla Milanese, Bassa o Alta, Chips Croccanti Home Made (€ 36,00)
เนื้อลูกวัวชุบแป้งทอดมาได้ระดับพอดี กรอบนอก ฉ่ำใน ไม่อมน้ำมัน เชฟโรยเกลือด้านบนมานิด ๆ เพื่อปรุงรสชาติเนื้อให้อร่อยมากขึ้น (15/20)
Costoletta di Vitello alla Milanese, Bassa o Alta, Chips Croccanti Home Made (€ 36,00)
เนื้อด้านในสุกได้ระดับพอดี เป็นอาหารที่ดูไม่ซับซ้อน แต่ทุกองค์ประกอบทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ Classic at its best !!! จริง ๆ (15/20)
Costoletta di Vitello alla Milanese, Bassa o Alta, Chips Croccanti Home Made (€ 36,00)
กระทั่งมันฝรั่งยังทอดออกมาได้กรอบดี หยิบรับประทานเพลิน ๆ ไม่นานก็หมด (15/20)
Sabajone Milanese secondo L’Antica Ricetta, con Biscotti Savoiardi (€ 12,00)
ส่วนของหวานเราขอแนะนำ “ซาบาโยเน่ มิลานเย่เซ่” เมนูของหวานยอดนิยมที่มีต้นกำเนิดมาจากกรุง Milan โดยเชฟนำเสนอออกมาโดยใช้สูตรโบราณลับเฉพาะ (15/20)
Sabajone Milanese secondo L’Antica Ricetta, con Biscotti Savoiardi (€ 12,00)
เนื้อสัมผัสซาบาโยเน่ละเอียด นุ่ม ละมุน ครีมมี่พอเหมาะ มีกลิ่นหอมไข่เข้ากันกับกลิ่นของแอลกอฮอล์ รสชาติหวานนำ ขมปลาย เป็นอีกจานที่เชฟทำเมนู Classic Dish ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
Sabajone Milanese secondo L’Antica Ricetta, con Biscotti Savoiardi (€ 12,00)
Sabajone เสิร์ฟมาคู่กับบิสกิต Lady Finger กรอบ ๆ หยิบจุ่มลงไปใน Sabajone แล้วนำเข้าปากได้เลย (15/20)
Sabajone Milanese secondo L’Antica Ricetta, con Biscotti Savoiardi (€ 12,00)
พนักงานจะวางหม้อเอาไว้ข้าง ๆ ขอบอกว่าปริมาณที่เสิร์ฟมาเพียงพอที่จะแบ่งกันชิมได้ 2-3 คนเลยทีเดียว (15/20)
Mousse alla Vaniglia Speziata, Inserto di Mela Granny, Biscotto Rotto al Cocco e Cannella. Tartare di Uvette al Calvados (€ 14,00)
จานนี้เชฟให้ชื่อว่า ADAMO ed EVA หรืออดัมกับอีฟ ตัวขนมมีลักษณะเป็นรูปลูกแอปเปิ้ล ด้านในบรรจุมูส Spiced Vanilla ตรงกลางเป็นแอปเปิ้ล Granny Smith รอบ ๆ เป็นผงครัมเบิ้ลทำมาจากบิสกิตมะพร้าวที่ถูกบีบให้แตกออก ยังมีทาทาร์ลูกเกด และองค์ประกอบจากบรั่นดีกัลวาโดสอีกด้วย (14/20)
Mousse alla Vaniglia Speziata, Inserto di Mela Granny, Biscotto Rotto al Cocco e Cannella. Tartare di Uvette al Calvados (€ 14,00)
มูสวานิลลาหอมมัน แอปเปิ้ลตรวกลางให้รสชาติเปรี้ยวหวาน ตัดเนื้อสัมผัสด้วยบิสกิตกรอบรอบ ๆ และความหนึบจากลูกเกดนั่นเอง (14/20)
Petits Fours
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยบิสกิตกรอบทำมาจากเลม่อนและไวท์ช็อกโกแลต (12/20)
Pane e Coperto (€ 5,00/p)
ทางร้านมีขนมปังให้ตะกร้าใหญ่และสามารถขอเพิ่มได้เรื่อย ๆ
ราคา 152,00 €/2 p
รีวิวในวันนี้เราจะนำพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเก่าแก่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ตัวร้านเปิดทำการมานานเกือบ 80 ปี ผ่านเจ้าของมาทั้งสิ้น 3 รุ่น ทั้งยังสามารถถือครองดาวมิชลินมาได้นานถึง 47 ปีอีกด้วย
Theo Penati เป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 ทั้งยังผ่านการฝึกงานในห้องอาหารชั้นสูงมาแล้วหลายแห่งจากทั้งในกรุง London และกรุง Tokyo ตั้งแต่ปี 2014 เชฟ Theo พยายามที่จะนำเสนอ Progetto Cucina Evolution โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาอาหารพื้นบ้านคลาสสิคโดยผสมผสานอาหารสุขภาพและเทคนิคร่วมสมัยออกมาได้อย่างลงตัว
ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานเป็น Menù del Giorno เริ่มต้นที่ 2 Courses (40,00 €) และ 3 Courses (50,00 €) แต่ละคนสามารถเลือกอาหารแตกต่างกันได้ ทั้งราคานี้ยังรวมไวน์ 1 แก้ว, น้ำเปล่า และ Plum Cake สำหรับเป็นอาหารหวานแล้วด้วย ถัดมาคือ Menù Degustazione (95 €) นำเสิร์ฟอาหารจำนวน 4 คอร์ส ราคานี้รวมน้ำเปล่าและกาแฟเอสเปรสโซ่แล้ว สุดท้ายคือ La Grande Carta หรือเมนูอลาคาร์ทที่แต่ละคนสามารถเลือกชิมอาหารได้ตามใจชอบ
Pierino Penati เป็นชื่อของเจ้าของร้านรุ่นแรกผู้เคยทำงานเป็นพ่อครัวให้กับ Villa Pirovano โดยรับหน้าที่จัดเตรียมอาหารพื้นเมืองตั้งแต่ Risotto alla Monzese (รีซอตโต้ไวน์แดงใส่ไส้กรอก) ไปจนถึง Pollo Arrosto (ไก่อบสมุนไพร) จนกระทั่งปี 1942 ที่เชฟ Pierino Penati และภรรยาตัดสินใจซื้อกิจการร้านอาหาร Osteria della Ginetta มาปรับปรุงเป็นร้านของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม Piergiuseppe Penati ลูกชายไม่ได้ต้องการเดินตามรอยของผู้เป็นพ่อสักเท่าไหร่นักจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นทำให้ชีวิตของเขาต้องกลับมาอยู่ในห้องครัวและรับบทเป็นเจ้าร้านรุ่นที่สองในที่สุด
ตัวร้านได้รับรางวัล
1 Michelin Star ครั้งแรกในปี 1974 ก่อนที่จะกิจการถูกส่งต่อมาให้เจ้าของร้านรุ่นที่สาม Theo Penati และรักษาดาวมาได้จนถึงปัจจุบัน ห้องอาหาร Pierino Penati ตั้งอยู่ใน Brianza เมืองเล็ก ๆ ณ ตีนเขา Italian Alps ห่างจากกรุง Milan ออกมาทางเหนือราว ๆ 1 ชั่วโมง 20 นาที
ห้องรับประทานอาหารหลักมีพื้นที่กว้างขวางและตกแต่งออกมาในสไตล์ Country House ดั้งเดิม
ภายในห้องอาหาร
โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวพร้อมด้วยเครื่องเทเบิ้ลแวร์ Broggi Cutlery และเครื่องแก้ว Spiegelau อย่าลืมโทรมาจองล่วงหน้าสัก 1-2 วันเพื่อทางร้านจะได้เตรียมความพร้อมก่อนเรามาถึงนั่นเอง
ส่วนในช่วงฤดูร้อนลูกค้าสามารถเลือกนั่งบริเวณสวนด้านนอกซึ่งรายล้อมไปด้วยแมกไม้สีเขียวดูร่มรื่นสบายตา
ใครที่นั่งด้านในห้ามพลาดที่จะเลือกจองโต๊ะริมหน้าต่างซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของสวนขนาดใหญ่
ตัวอาคารหลัก
บริเวณโดยรอบร้านอาหาร
บริเวณที่จอดรถ
อาหารที่นี่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิค ดั้งเดิม แต่ถูกปรับตามกาลเวลาด้วยเทคนิคการปรุงอาหารยุคใหม่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างแนบเนียน
บริการที่นี่มีความเรียบง่ายและเป็นกันเองโดยเฉพาะ Piergiuseppe Penati อดีตเจ้าของร้านรุ่นที่สองผู้ผันตัวมาคุมงานบริการได้คอยเดินมาพูดคุยและแนะนำอาหารเป็นภาษาอิตาเลียนให้เราฟังตลอดเวลา (ถึงจะคุยกันไม่เข้าใจก็ตามที)
ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เราขอแนะนำ Pierino Penati ให้กับใครก็ตามที่อยากลิ้มลองอาหารพื้นถิ่นที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจนถึงขีดสุดตามกาลเวลาจนทำให้อาหารที่ดูไม่ซับซ้อนกลับมีรสชาติอร่อยไม่แพ้กับห้องอาหารชั้นสูงในระดับเดียวกัน