Visit: December 14, 2021

🇪🇸 El Molino de Urdániz - อัล โมลีโน่ เด อูดานิซ

👨🏻‍🍳 Chef David Yárnoz - เชฟดาบิด ยาโนซ

Carretera N 135, Urdaitz, 31698, Spain

Tel: (+34) 948 30 41 09

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

Country

Spain

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

5/5
          

🎗 [Intro] El Molino de Urdániz เป็นห้องอาหารที่ผ่านตาเราครั้งแรกในการจัดทริปท่องเที่ยวสเปน-โปรตุเกสเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ด้วยตำแหน่งของร้านที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาในแคว้น Navarra ทำให้เราไม่อาจขับออกนอกเส้นทางเพื่อแวะมายังห้องอาหารแห่งนี้ได้ เวลาผ่านมาจนกระทั่งการจัดทริปท่องเที่ยวสเปนรอบล่าสุดที่เราวางแผนเดินทางจากเมือง Lleida ในแคว้น Catalonia ไปยังเมือง Donostia-San Sebastian ในแคว้น Basque Country ทำให้มีเหตุจำเป็นต้องขับรถผ่านแคว้น Aragon และ Navarra เราจึงไม่พลาดที่จะแวะชิม El Molino de Urdániz ห้องอาหารที่ในท้ายที่สุดแล้วเปรียบได้ดั่งเพชรเม็ดงามรอให้คนที่ผ่านไปมาได้แวะมาลิ้มลองกัน

          

🎗 [The Place] El Molino de Urdániz เป็นห้องอาหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ในแคว้น Navarra ทางตอนเหนือของประเทศสเปน ที่ต้องใช้คำว่าแอบซ่อนตัวเพราะตำแหน่งของร้านนั้นตั้งอยู่ในชนบทอันห่างไกลโดยจำเป็นต้องขับรถจากกรุง Madrid มาไกลราว 400 กิโลเมตรหรือจากเมือง Barcelona มาไกลถึง 500 กิโลเมตรตามลำดับ เมื่อผ่านเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดอย่าง Pamplona จะพบกับทางเบี่ยงนำเราเข้าสู่ถนนหลวง N-135 ทอดยาวลัดเลาะไปตามป่าเขาทำให้เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยวไปมากระทั่งพบกับร้านที่ตั้งอยู่ ณ มุมโค้งหนึ่งของถนนข้างกันกับแม่น้ำ Arga ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่ลานกว้างหน้าร้านได้เลย ตัวร้านแต่เดิมเคยเป็นธุรกิจของครอบครัวเชฟเองโดยนำเสนออาหารท้องถิ่นแบบ Traditional Cuisine จนกระทั่งเชฟ David Yárnoz ได้รับช่วงต่อแล้วเปลี่ยนแนวทางมาเป็นอาหารสไตล์ Creative ในปี 2004 ตัวอาคารตกแต่งแบบรัสติคโดยใช้วัสดุทำจากหินและไม้เป็นหลัก พื้นที่ชั้นล่างมีขนาดราว 90 ตารางเมตรถูกใช้งานเป็นห้องรับประทานอาหารหลักมาจนถึงช่วงปี 2020 ก่อนที่จะถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นห้องอาหารที่สองในอาคารเดียวกันใช้ชื่อว่า El Origen นำเสนออาหารพื้นบ้านในราคาสุดคุ้มค่าแบบเดียวกับที่ครอบครัวของเชฟเคยทำเอาไว้ในสมัยก่อน จากเหตุการณ์นี้ทำให้ห้องรับประทานอาหารหลักของ El Molino de Urdániz ต้องถูกย้ายขึ้นไปอยู่บริเวณชั้นบนโดยฝั่งอาคารเก่ามีโต๊ะจำนวน 5 ตัวรวมไปถึงห้องเก็บไวน์แต่ไฮไลท์ของร้านคือส่วนที่ได้รับการขยับขยายเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ประกอบไปด้วยครัวเปิดแบบ Open Kitchen และโต๊ะจำนวน 3 ตัวทำให้ลูกค้าที่นั่งในห้องนี้สามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลานั่นเอง

🎗 [The Chef & The Food] เชฟเจ้าของร้าน David Yárnoz เป็นชาว Navarra โดยกำเนิด ทั้งยังมีประสบการณ์ในห้องอาหารชั้นสูงมากมายก่อนจะมารับช่วงกิจการร้านอาหาร Molino de Urdániz ต่อจากครอบครัวของเขา Isabel และ Javier ในปี 2004 หลังจากปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอมาเป็นอาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์โดยใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นแถบเมือง Pamplona ทำให้ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ในปี 2007 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 2018 ทั้งยังขยับขยายไปเปิดสาขาที่กรุง Taipei ประเทศไต้หวันในชื่อ Molino de Urdániz และคว้า 🌟 1 Michelin Star มาครองเพิ่มเติมได้อีกด้วย สำหรับที่สาขาต้นตำรับนี้ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูได้สองแบบคือ Classic Gastronomic Menu จำนวน 11 คอร์สที่ราคา 121 EUR/p และ Evolution Gastronomic Menu จำนวน 14 คอร์สที่ราคา 143 EUR/p โดยมีคอร์สที่ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจคือ

✨ ENCURTIDO (2018)
CUCUMBER AND HERBS
osmotized cucumber, cream of oyster and herbs

สุดยอดเมนูที่เปรียบได้เสมือน Iconic Dish ของห้องอาหาร El Molino de Urdániz ทั้งยังเป็นจานชูโรงที่ปรากฏอยู่ในเวปไซต์ของมิชลินไกด์คือ “เอ็นคูทิโด้” หรือ Pickled ในที่นี้คือแตงกวาดองแล้วม้วนมาเป็นทรงกระบอก ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบพอเหมาะ ไร้ที่ติ ข้างกันคิอซอสสีเขียวทำมาจากหอยนางรมและสมุนไพรโดยจะมีกลิ่นหอยนางรมเพียงอ่อน ๆ เข้ากันได้กับความเปรี้ยวที่พอเหมาะของแตงกวาดอง องค์ประกอบสีขาวคือนมผสมกับหอยนางรม และผงสีดำทำมาจากเปลือกแตงกวาเผาให้ความสโม้กกี้และรสขมเบา ๆ มาเป็นอาฟเตอร์เทส เมื่อทานทุกองค์ประกอบพร้อมกันจะได้ทั้งเนื้อสัมผัสและรสชาติที่หลากหลาย ถือเป็นจานที่สมบูรณ์ไร้ที่ติเลยก็ว่าได้ (20/20)

✨ CAPARAZÓN (2021)
SPYDER CRAB
blackthorn cream, milk foam and flower of the environment

“กาปาราโซน” หรือสไปเดอร์แครบ เมนูหารับประทานยากที่เชฟ David เพิ่งคิดค้นออกมาในปี 2021 นี่เองโดยจับคู่เนื้อปูเข้ากับครีมอัลมอนด์ที่รองอยู่ด้านล่าง เนื้อปูให้รสชาติหวานเด่นชัด เมื่อผสมเข้ากับครีมอัลมอนด์ทำให้ความหวานถูกเสริมด้วยความหอมและมันเชื่อมทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสเข้ากับดอกไม้หลากหลายชนิดที่ใส่มาด้านบนและมีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป ข้างกันคือโฟมที่ทำมาจากดาชิสูตรเฉพาะตัวของเชฟ เนื้อสัมผัสบาง เบา ทั้งยังมีองค์ประกอบของเนยย่างและมะนาวนิด ๆ ช่วยเบรคไม่ให้เกิดความเลี่ยน ถือเป็นอีกจานที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติในมื้อนี้ (20/20)

✨ PRODUCTO (2019)
RED SHRIMP
raw mushroom slices, meuniére and trout roe

“โปรดุคโต้” เป็นจานที่ใช้วัตถุดิบหลักคือกุ้งแดงจาก Vilanova i la Geltrú เมืองเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจาก Barcelona ในแคว้น Catalonia เป็นองค์ประกอบหลัก เชฟนำส่วนตัวของกุ้งแดงที่เตรียมมาสุกกำลังดี มีความนุ่ม ละมุน รสชาติหวานเด่น เสิร์ฟมากับเห็ดดิบพื้นถิ่นของแคว้น Navarra ที่สไลด์มาเพียงบาง ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านล่างคือโฟมทำมาจากซอส Meuniére ที่มีกลิ่นหอมจากเนยเข้ากันดีกับตัวกุ้ง ยังมีไข่ปลาเทร้าต์ที่จะแตกออกในปากเวลาเคี้ยว ไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ หลังจากรับประทานเสร็จให้ใช้มือหยิบองค์ประกอบสุดท้ายซึ่งเป็นพระเอกของจานคือส่วนหัวของกุ้งมาดูดให้ความหอม มัน ขมปลายเบา ๆ อร่อยจนน้ำตาแทบไหลเลยทีเดียว (19/20)

🎗 [Conclusion] แม้อาหารที่นี่จะนำเสนออกมาในรูปแบบ Creative อันประกอบไปด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนแต่ทุกจานกลับมีรสชาติที่เข้าถึงง่าย รับประทานได้อร่อยโดยไม่ต้องตีความ ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่า พนักงานบริการดีและเป็นกันเองตามมาตรฐานห้องอาหารชั้นสูงในประเทศสเปน จากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ El Molino de Urdániz กลายเป็นเพชรเม็ดงามแห่งแคว้น Navarra ที่คุ้มค่ากับการบุกป่าฝ่าเขามาชิมกันถึงที่และยังเป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars ที่ดีที่สุดเท่าที่เราได้พบเจอมาในรอบปีนี้เลยทีเดียว

Price :

121-143 €/p

Parking :

จอดบริเวณลานหน้าร้าน

Operating Time :

พุธ-พฤหัส และอาทิตย์ 13.00-15.30, ศุกร์-เสาร์ 13.00-15.00 และ 20.30-22.00, ปิดวันจันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าและหุบเขาราวกับเป็นเพชรเม็ดงามแห่งแคว้น Navarra

อาหาร :

17.5

ราคา :

5/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 Evolution Gastronomic Menu (143 EUR/p)

          
TEMPERATURA (2020)
MOLDY BLUE CHEESE

seaweed powder pairing with green apple and celery juice

TRADICIÓN (2003)
PAPRIKA CARAMEL FILLED WITH MOUSSE OF TXISTORRA

adaptation of the sausage to our kitchen

ENCURTIDO (2018)
CUCUMBER AND HERBS

osmotized cucumber, cream of oyster and herbs

CAPARAZÓN (2021)
SPYDER CRAB

blackthorn cream, milk foam and flower of the environment

VEGETAL (2020)
ROYAL SALTED AND SMOKED

salty flan, vegetable smoothie, snow peas, parsnip and borage

AHUMADO (2021)
CELERIAC CREAM

roasted walnut extract foam of Navarra, perce caviar

TIERRA (2021)
GREEN ASPARAGUS PICKLED IN MISO

cover of oyster cream and oyster powder

PRODUCTO (2019)
RED SHRIMP

raw mushroom slices, meuniére and trout roe

FERMENTATION (2020)
CRAYFISH CARPACCIO

with fermented plum sauce

CAMPO (2020)
POULARDE

on truffle puree and crunchy poularde skin

MAR (2020)
FISH OF THE DAY

wild green asparagus with Iberian and paprika sauce

PLUMA (2020)
ROASTED PIGEON BREST

moonshine salad, the reduction of the same bird and truffle

TRANSICIÓN (2019)
SEA AND LAND VEGETABLE

ice cream with pine nuts, wakame and pine sprout

RECUERDO (2017)
TOASTED MILK SKIN

nats of the milk with beer ice cream

🇪🇸 El Molino de Urdániz – อัล โมลีโน่ เด อูดานิซ

🍴 Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef David Yárnoz – เชฟดาบิด ยาโนซ

🌟🌟 2 Michelin Star – 2 ดาวมิชลิน

☀️☀️ 2 Sols Guía Repsol – 2 ดวงอาทิตย์เรปโซล

🎗 El Molino de Urdániz เป็นห้องอาหารที่ผ่านตาเราครั้งแรกในการจัดทริปท่องเที่ยวสเปน-โปรตุเกสเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ด้วยตำแหน่งของร้านที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาในแคว้น Navarra ทำให้เราไม่อาจขับออกนอกเส้นทางเพื่อแวะมายังห้องอาหารแห่งนี้ได้ เวลาผ่านมาจนกระทั่งการจัดทริปท่องเที่ยวสเปนรอบล่าสุดที่เราวางแผนเดินทางจากเมือง Lleida ในแคว้น Catalonia ไปยังเมือง Donostia-San Sebastian ในแคว้น Basque Country ทำให้มีเหตุจำเป็นต้องขับรถผ่านแคว้น Aragon และ Navarra เราจึงไม่พลาดที่จะแวะชิม El Molino de Urdániz ห้องอาหารที่ในท้ายที่สุดแล้วเปรียบได้ดั่งเพชรเม็ดงามรอให้คนที่ผ่านไปมาได้แวะมาลิ้มลองกัน

TEMPERATURA (2020)
MOLDY BLUE CHEESE
seaweed powder pairing with green apple and celery juice

“เทมเปราตูร่า” คืออาหารจานแรกในคอร์สเสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องดื่มสีเขียวสดใสโดยมีองค์ประกอบแรกคือบลูชีสท้องพื้นของแคว้น Navarra โรยด้านบนด้วยผงสาหร่ายสีเขียว ข้างกันเป็นน้ำแอปเปิ้ลเขียวผสมกับเซเลอรี่ (19/20)

TEMPERATURA (2020)
MOLDY BLUE CHEESE
seaweed powder pairing with green apple and celery juice

เชฟทำเนื้อสัมผัสของบลูชีสออกมาได้ไร้ที่ติ เบาเกือบคล้ายโฟม แต่ยังมีความละมุนอยู่ กลิ่นเฉพาะตัวของชีสไม่แรงเด่นจนเกินไปชนิดที่คนไม่รับประทานบลูชีสน่าจะยังหลงรักจานนี้ได้ นอกจากนี้เชฟใส่ผงสาหร่ายมาเพื่อเบรคกลิ่นของบลูชีสไม่ให้โดดจนเกินไปอีกด้วย (19/20)

TEMPERATURA (2020)
MOLDY BLUE CHEESE
seaweed powder pairing with green apple and celery juice

ในแก้วไม่ใช่เครื่องดื่มที่สั่งแยกแต่เป็นอาหารที่เสิร์ฟมาพร้อมกับคอร์สนี้เลยโดยน้ำสีเขียวทำมาจากแอปเปิ้ลเขียวและเซเลอรี่ให้ความเปรี้ยวจากแอปเปิ้ลเด่นชัดแต่พอเหมาะ มีกลิ่นเฉพาะตัวของเซเลอรี่เบา ๆ ช่วยเรียกความสดชื่น ยกดื่มหลังจานรับประทานอาหารในจานเสร็จช่วยดับรสและกลิ่นเฉพาะตัวของบลูชีสเพื่อเตรียมเข้าสู่อาหารคอร์สถัดไป (19/20)

TRADICIÓN (2003)
PAPRIKA CARAMEL FILLED WITH MOUSSE OF TXISTORRA
adaptation of the sausage to our kitchen

“ตราดิซิอน” เมนูดั้งเดิมประจำร้านที่เชฟ David คิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2003 เป็นฟิงเกอร์ฟู้ดที่ทำออกมาเลียนแบบ Txistorra หรือไส้กรอกพื้นเมืองของประเทศสเปนนั่นเอง โดยปกติแล้ว Txistorra จะใช้กระเพาะแกะในการห่อไส้ด้านในแต่เชฟเปลี่ยนมาใช้คาราเมลผสมปาปริก้าให้เนื้อสัมผัสกรอบนิด ๆ แล้วค่อยละลายในปาก รสชาติออกหวานจากคาราเมลและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของปาปริก้า ด้านในเป็นมูสทำมาจากไส้กรอก Txistorra มีกลิ่นหอมและรสชาติเฉพาะตัว (17/20)

BREAD
white bread and whole wheat bread

สำหรับขนมปังทางร้านเสิร์ฟมา 2 แบบคือไวท์เบรดและโฮลวีทเบรดโดนสามารถใช้จิ้มกับซอสที่เสิร์ฟมาในอาหารคอร์สต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ENCURTIDO (2018)
CUCUMBER AND HERBS
osmotized cucumber, cream of oyster and herbs

สุดยอดเมนูที่เปรียบได้เสมือน Iconic Dish ของห้องอาหาร El Molino de Urdániz ทั้งยังเป็นจานชูโรงที่ปรากฏอยู่ในเวปไซต์ของมิชลินไกด์คือ “เอ็นคูทิโด้” หรือ Pickled ในที่นี้คือแตงกวาดองแล้วม้วนมาเป็นทรงกระบอก ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบพอเหมาะ ไร้ที่ติ ข้างกันคิอซอสสีเขียวทำมาจากหอยนางรมและสมุนไพรโดยจะมีกลิ่นหอยนางรมเพียงอ่อน ๆ เข้ากันได้กับความเปรี้ยวที่พอเหมาะของแตงกวาดอง องค์ประกอบสีขาวคือนมผสมกับหอยนางรม และผงสีดำทำมาจากเปลือกแตงกวาเผาให้ความสโม้กกี้และรสขมเบา ๆ มาเป็นอาฟเตอร์เทส เมื่อทานทุกองค์ประกอบพร้อมกันจะได้ทั้งเนื้อสัมผัสและรสชาติที่หลากหลาย ถือเป็นจานที่สมบูรณ์ไร้ที่ติเลยก็ว่าได้ (20/20)

CAPARAZÓN (2021)
SPYDER CRAB
blackthorn cream, milk foam and flower of the environment

“กาปาราโซน” หรือสไปเดอร์แครบ เมนูหารับประทานยากที่เชฟ David เพิ่งคิดค้นออกมาในปี 2021 นี่เองโดยจับคู่เนื้อปูเข้ากับครีมอัลมอนด์ที่รองอยู่ด้านล่าง เนื้อปูให้รสชาติหวานเด่นชัด เมื่อผสมเข้ากับครีมอัลมอนด์ทำให้ความหวานถูกเสริมด้วยความหอมและมันเชื่อมทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสเข้ากับดอกไม้หลากหลายชนิดที่ใส่มาด้านบนและมีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป (20/20)

CAPARAZÓN (2021)
SPYDER CRAB
blackthorn cream, milk foam and flower of the environment

ข้างกันคือโฟมที่ทำมาจากดาชิสูตรเฉพาะตัวของเชฟ เนื้อสัมผัสบาง เบา ทั้งยังมีองค์ประกอบของเนยย่างและมะนาวนิด ๆ ช่วยเบรคไม่ให้เกิดความเลี่ยน ถือเป็นอีกจานที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติในมื้อนี้ (20/20)

VEGETAL (2020)
ROYAL SALTED AND SMOKED
salty flan, vegetable smoothie, snow peas, parsnip and borage

“วีจีทาล” เป็นฟลานหรือรอแยลนุ่ม ๆ ทำมาจากแองโชวี่และปลาซาดีนให้รสชาติออกเค็มและสโม้กกี้รองอยู่ด้านล่าง ด้านบนทอปด้วยสมู้ตตี้ผักนุ่ม ๆ และผักหลายชนิดเช่นถั่วลันเตา โบราจ พาสนิป ให้ความกรอบในระดับที่แตกต่างกันออกไป (18/20)

AHUMADO (2021)
CELERIAC CREAM
roasted walnut extract foam of Navarra, perce caviar

“อาอูมาโด้” เป็นอีกคอร์สที่เชฟเสิร์ฟอาหารมาคู่กับเครื่องดื่มเฉพาะตัว (17/20)

AHUMADO (2021)
CELERIAC CREAM
roasted walnut extract foam of Navarra, perce caviar

องค์ประกอบของจานคือครีมทำมาจากหัวขึ้นฉ่ายฝรั่งรองอยู่ด้านล่าง ด้านบนเป็นโฟมที่ได้มาจากการสกัดถั่ววอลนัทท้องถิ่นในแคว้น Navarra ที่ผ่านการเผาจนหอม และคาเวียร์ท้องถิ่นจากแคว้น Navarra เช่นกัน (17/20)

AHUMADO (2021)
CELERIAC CREAM
roasted walnut extract foam of Navarra, perce caviar

ครีมเนื้อเนียนละเอียดจนแทบจะละลายในปาก มีกลิ่นหอมของถั่ววอลนัทรมควันแตกจมูกเด่นชัด คาเวียร์ที่ใส่มาให้รสชาติเค็ม อุมามิ บาลานซ์ Earthy Aroma ของหั่วขึ้นฉ่ายฝรั่งได้อย่างลงตัวพอเหมาะ (17/20)

AHUMADO (2021)
CELERIAC CREAM
roasted walnut extract foam of Navarra, perce caviar

สำหรับเครื่องดื่มในที่นี้คือยูซูสาเก พนักงานแนะนำให้ดื่มหลังจากรับประทานจานนี้เสร็จแล้วเพื่อเตรียมลิ้นเข้าสู่คอร์สถัดไป (ไม่ใช่การ Pairing กัน) (17/20)

AHUMADO (2021)
CELERIAC CREAM
roasted walnut extract foam of Navarra, perce caviar

ด้วยความที่มีอัตราส่วนของแอลกอฮอล์เพียง 7% ทำให้ดื่มไม่ยากมากนัก (17/20)

TIERRA (2021)
GREEN ASPARAGUS PICKLED IN MISO
cover of oyster cream and oyster powder

“เทียร์ร่า” เป็นจานที่เชฟใช้หน่อไม้ฝรั่งดองในมิโสะขาวเพื่อให้มีกลิ่นหอม เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มในพอดิบพอดี จากนั้นเทซอสครีมทำมาจากหอยนางรมราดลงไปด้านบนรวมไปถึงผงสีน้ำตาลทำมาจากหอยนางรมเช่นกันให้กลิ่นหอยนางรมและความเป็นทะเลเด่นชัดแต่กลับไม่มีความคาวปนมาแม้แต่น้อย (16/20)

PRODUCTO (2019)
RED SHRIMP
raw mushroom slices, meuniére and trout roe

“โปรดุคโต้” เป็นจานที่ใช้วัตถุดิบหลักคือกุ้งแดงจาก Vilanova i la Geltrú เมืองเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจาก Barcelona ในแคว้น Catalonia เป็นองค์ประกอบหลัก เชฟนำส่วนตัวของกุ้งแดงที่เตรียมมาสุกกำลังดี มีความนุ่ม ละมุน รสชาติหวานเด่น เสิร์ฟมากับเห็ดดิบพื้นถิ่นของแคว้น Navarra ที่สไลด์มาเพียงบาง ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านล่างคือโฟมทำมาจากซอส Meuniére ที่มีกลิ่นหอมจากเนยเข้ากันดีกับตัวกุ้ง ยังมีไข่ปลาเทร้าต์ที่จะแตกออกในปากเวลาเคี้ยว ไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ หลังจากรับประทานเสร็จให้ใช้มือหยิบองค์ประกอบสุดท้ายซึ่งเป็นพระเอกของจานคือส่วนหัวของกุ้งมาดูดให้ความหอม มัน ขมปลายเบา ๆ อร่อยจนน้ำตาแทบไหลเลยทีเดียว (19/20)

FERMENTATION (2020)
CRAYFISH CARPACCIO
with fermented plum sauce

ถัดมาคือ “เฟอร์เมนเตชั่น” หรือกระบวนการหมักเป็นเมนูที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจหลังจากการเปิดตัว Molino de Urdániz สาขากรุง Taipei ในประเทศไต้หวันนั่นเอง (16/20)

FERMENTATION (2020)
CRAYFISH CARPACCIO
with fermented plum sauce

กุ้งขาวหรือ White Shrimp เสิร์ฟมาในลักษณะของ Carpaccio มีความนุ่มและหวานจับคู่กับน้ำซอสทำมาจากลูกบ๊วยหมักมีรสเปรี้ยวนำช่วยชูรสชาติของเนื้อกุ้งให้หวานเด่นยิ่งขึ้น (16/20)

FERMENTATION (2020)
CRAYFISH CARPACCIO
with fermented plum sauce

พนักงานจะนำเสิร์ฟ Umeshu หรือสาเกที่ทำมาจากลูกบ๊วยหมักจับคู่กับอาหารคอร์สนี้ด้วย ตัวเครื่องดื่มให้รสชาติหวานนำชวนนึกถึงยาน้ำแก้ไอของเด็ก (16/20)

FERMENTATION (2020)
CRAYFISH CARPACCIO
with fermented plum sauce

และแน่นอนว่าเครื่องดื่มนี้ถูกรวมอยู่ในเซ็ตเมนูแล้ว ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด (16/20

CAMPO (2020)
POULARDE
on truffle puree and crunchy poularde skin

“กัมโป้” จานนี้เชฟเลือกใช้เฉพาะส่วนหนังของโพลาร์ด (ไก่ที่มีอายุไม่ถึง 120 วัน) เตรียมออกมาลักษณะฟู เบา กรอบ เคี้ยวได้ไม่นานก็ละลายไปในปาก ชวนนึกถึงแคบหมูบ้านเรา ด้านบนเป็น Last Truffle of the Season หรือทรัฟเฟิลสไลด์บาง ช่วยเพิ่มกลิ่นและอโรมาให้หอมเด่นยิ่งขึ้น (18/20)

CAMPO (2020)
POULARDE
on truffle puree and crunchy poularde skin

องค์ประกอบด้านล่างเป็นเนื้อไก่พูลาร์ดนุ่ม ๆ วางมาบนทรัฟเฟิลพูเร ส่วนซอสสีน้ำตาลได้จากการ Reduction พูลาร์ดและมัสตาร์ดจนงวดและเข้มข้นนั่นเอง (18/20)

MAR (2020)
FISH OF THE DAY
wild green asparagus with Iberian and paprika sauce

“มาร์” แปลว่าทะเล ในที่นี้เชฟเลือกใช้ปลา Hake ย่างจนสุกได้ที่ เนื้อสัมผัสนุ่มมาก ๆ เสิร์ฟมากับ Green beans ให้ความกรอบและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับเนื้อปลา น้ำซอสด้านล่างทำมาจากหมูดำไอบีเรียเพื่อให้มีความหอมมันและปาปริก้าเพื่อให้มีรสเผ็ดบาลานซ์กันได้อย่างลงตัว (16/20)

PLUMA (2020)
ROASTED PIGEON BREST
moonshine salad, the reduction of the same bird and truffle

“พลูม่า” เป็นอาหารคาวสุดท้ายในมื้อนี้ เชฟเสิร์ฟอกนกพิราบย่างจนสุกระดับ Medium rare จึงมีความนุ่มที่พอเหมาะ ด้านบนคือมูนไชน์สลัดที่มีองค์ประกอบหลักเป็นพืชท้องถิ่นชื่อว่า Pamplinas และพริกไทยดำ (17/20)

PLUMA (2020)
ROASTED PIGEON BREST
moonshine salad, the reduction of the same bird and truffle

ส่วนน้ำซอสที่ราดได้มาจากการ Reduction นกพิราบกับทรัฟเฟิลเข้าด้วยกันจนข้นส่งกลิ่นหอมน่ารับประทานมากจริง ๆ (17/20)

PLUMA (2020)
ROASTED PIGEON BREST
moonshine salad, the reduction of the same bird and truffle

ส่วนน้ำซอสที่ราดได้มาจากการ Reduction นกพิราบกับทรัฟเฟิลเข้าด้วยกันจนข้นส่งกลิ่นหอมน่ารับประทานมากจริง ๆ (17/20)

RECUERDO (2017)
TOASTED MILK SKIN
nats of the milk with beer ice cream

“รีคูเออโด้” ของหวานที่เชฟนำฟองนมท้องถิ่นไปย่างเสิร์ฟมาเป็นแผ่นใหญ่ มีความเบาและกรอบ จับคู่กับไอศกรีมเบียร์หอม ๆ เสริมกลิ่นและอโรม่าด้วยทรัฟเฟิลสไลด์ที่ด้านบน ทั้งสดชื่นและช่วยล้างปากปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างดี (16/20)

PETIT FOURS
financier, passionfruit cloud and armagnac truffle

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย “เปอตี โฟว์” อันประกอบไปด้วยฟีน็องซีเย มาร์ชแมลโลว์เสาวรส และอาร์มาญักทรัฟเฟิล (15/20)

💰 ราคา 291,50 € /2 คน

📃 Evolution Gastronomic Menu (143 EUR/p)

เชฟเจ้าของร้าน David Yárnoz เป็นชาว Navarra โดยกำเนิด ทั้งยังมีประสบการณ์ในห้องอาหารชั้นสูงมากมายก่อนจะมารับช่วงกิจการร้านอาหาร Molino de Urdániz ต่อจากครอบครัวของเขา Isabel และ Javier ในปี 2004 หลังจากปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอมาเป็นอาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์โดยใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นแถบเมือง Pamplona

ตัวร้านแต่เดิมเคยเป็นธุรกิจของครอบครัวเชฟเองโดยนำเสนออาหารท้องถิ่นแบบ Traditional Cuisine จนกระทั่งเชฟ David Yárnoz ได้รับช่วงต่อแล้วเปลี่ยนแนวทางมาเป็นอาหารสไตล์ Creative ในปี 2004

ตัวอาคารตกแต่งแบบรัสติคโดยใช้วัสดุทำจากหินและไม้เป็นหลัก พื้นที่ชั้นล่างมีขนาดราว 90 ตารางเมตรถูกใช้งานเป็นห้องรับประทานอาหารหลักมาจนถึงช่วงปี 2020 ก่อนที่จะถูกปรับปรุงใหม่ให้เป็นห้องอาหารที่สองในอาคารเดียวกันใช้ชื่อว่า El Origen นำเสนออาหารพื้นบ้านในราคาสุดคุ้มค่าแบบเดียวกับที่ครอบครัวของเชฟเคยทำเอาไว้ในสมัยก่อน

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ห้องรับประทานอาหารหลักของ El Molino de Urdániz ต้องถูกย้ายขึ้นไปอยู่บริเวณชั้นบน

ฝั่งอาคารเก่ามีโต๊ะจำนวน 5 ตัวรวมไปถึงห้องเก็บไวน์

แม้อาหารที่นี่จะนำเสนออกมาในรูปแบบ Creative อันประกอบไปด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนแต่ทุกจานกลับมีรสชาติที่เข้าถึงง่าย รับประทานได้อร่อยโดยไม่ต้องตีความ ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่า พนักงานบริการดีและเป็นกันเองตามมาตรฐานห้องอาหารชั้นสูงในประเทศสเปน จากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ El Molino de Urdániz กลายเป็นเพชรเม็ดงามแห่งแคว้น Navarra ที่คุ้มค่ากับการบุกป่าฝ่าเขามาชิมกันถึงที่และยังเป็นห้องอาหารระดับ 2 Michelin Stars ที่ดีที่สุดเท่าที่เราได้พบเจอมาในรอบปีนี้เลยทีเดียว

ห้องเก็บไวน์

ไฮไลท์ของร้านคือส่วนที่ได้รับการขยับขยายเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ประกอบไปด้วยครัวเปิดแบบ Open Kitchen และโต๊ะจำนวน 3 ตัวทำให้ลูกค้าที่นั่งในห้องนี้สามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลานั่นเอง

ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ในปี 2007 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 2018 ทั้งยังขยับขยายไปเปิดสาขาที่กรุง Taipei ประเทศไต้หวันในชื่อ Molino de Urdániz และคว้า 🌟 1 Michelin Star มาครองเพิ่มเติมได้อีกด้วย

El Molino de Urdániz แอบซ่อนตัวอยู่ในแคว้น Navarra ทางตอนเหนือของประเทศสเปน ที่ต้องใช้คำว่าแอบซ่อนตัวเพราะตำแหน่งของร้านนั้นตั้งอยู่ในชนบทอันห่างไกลโดยจำเป็นต้องขับรถจากกรุง Madrid มาไกลราว 400 กิโลเมตรหรือจากเมือง Barcelona มาไกลถึง 500 กิโลเมตรตามลำดับ

เมื่อขับรถผ่านเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดอย่าง Pamplona จะพบกับทางเบี่ยงนำเราเข้าสู่ถนนหลวง N-135 ทอดยาวลัดเลาะไปตามป่าเขาทำให้เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยวไปมากระทั่งพบกับร้านที่ตั้งอยู่ ณ มุมโค้งหนึ่งของถนนข้างกันกับแม่น้ำ Arga ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่ลานกว้างหน้าร้านได้เลย