หน้าแรก » 🇮🇹 Taverna Estia – ทาเวอร์น่า เอสเตีย
Visit: December 2, 2022
🇮🇹 Taverna Estia - ทาเวอร์น่า เอสเตีย
👨🏻🍳 Chef Francesco Sposito - เชฟฟรานเชสโก้ สโปซิโต้
Via Guido De Ruggiero, 108, 80031 Brusciano NA, Italy
Tel: (+39) 081 5199633
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Italy
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
16.5/20
Price
[INTRO] Taverna Estia เป็นห้องอาหารธุรกิจครอบครัวที่ได้รับการพัฒนาและส่งต่อจากเจ้าของรุ่นแรกมายังลูกชายทั้ง 2 คนโดยมี Francesco Sposito รับตำแหน่ง Head Chef และ Mario Sposito รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการควบกับ Sommelier ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นแฝงไปด้วยความหรูหราที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไปทำให้อาหารมื้อนี้สร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่ยาก
Price :
150-200 €
Parking :
จอดรถที่ Stadio Comunale di Brusciano
Operating Time :
Lunch Sat-Sun 12.30-14.30, Dinner Wed-Mon 19.30-22.00, Closed on Tuesday
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารระดับสูงที่ยกระดับวัตถุดิบของภูมิภาค Campania ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
อาหาร :
16.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 FREE HAND (200 €, Coperto 5 €/p)
Taverna Estia – ทาเวอร์น่า เอสเตีย
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Francesco Sposito – เชฟฟรานเชสโก้ สโปซิโต้
Cannolli full of spinach cream and smoked amberjack
Cannoli บางกรอบ รูตรงกลางสอดไส้ครีมผักโขมเนื้อเนียนท็อปด้านบนด้วยชิ้นปลา Amberjack หมักเบาๆ แล้วนำไปรมควันจนหอม (15/20)
Sponge of black cabbage
Sponge หรือฟองน้ำนุ่มฟูที่เชฟเตรียมมาจาก Cavolo Nero หรือ Black Cabbage ให้กลิ่นเฉพาะตัว อย่างไรก็ตามฟองน้ำเตรียมาค่อนข้างแฉะและกลิ่นเขียวของ Black Cabbage ค่อนข้างโดดมากเกินไปพอสมควร (15/20)
Escarole bon bon topped with anchovies foam
Bon bon ทรงกลมผิวกรอบเตรียมมาจาก Escarole (พืชในตระกูลเดียวกันกับ Endive) ท็อปด้านบนด้วย Anchovies Foam หอม ๆ (15/20)
Tartlet full of mushrooms and cocoa powder
Tartlet ขนาดจิ๋ว ภายในบรรจุเห็ดฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ เบรคความ Earthy Aroma ของเห็ด Porcini ด้วยรสชาติอันเข้มข้นของผงโกโก้โรยไว้ด้านบน (15/20)
Neapolitan Temaki full of tuna fish tartare and orange gel
Temaki ที่เชฟนำเสนอมาในสไตล์ Neapolitan โดยการบรรจุเนื้อปลา Tuna สับเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุนเสริมด้วยรสชาติของเจลที่เตรียมมาจากส้ม โคนรอบ ๆ เตรียมมาจาก Friarielli ซึ่งเป็นผักบล็อคโคลี่ท้องถิ่นของพื้นที่แถบ Campania ให้ความกรอบมาช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสและกลิ่นเฉพาะตัวจนทำให้ Finger Food คำนี้อร่อยโดดเด่นกว่าใคร (15/20)
Roasted Babà, french butter and homemade smoked anchovies
ขนมปัง Babà ย่างจนให้เนื้อสัมผัสฟูกรอบคล้ายกับขนมปัง Brioche เสิร์ฟมาคู่กับเนยจากประเทศฝรั่งเศสและปลา Anchovies ที่เชฟนำไปรมควันเองจนหอมและให้เนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร (15/20)
Breadstick, loins pork from Pietraroja and truffle
Fake Breadstick หรือขนมปังปลอมที่เชฟเตรียมมาจาก Black Salsify ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบและกระด้างกว่าขนมปังปกติเล็กน้อย ตรงปลายพันล้อมด้วยเนื้อสันนอกหมูจาก Pietraroja หรือพื้นที่บนภูเขาสูงในภูมิภาค Campania และ Truffle ซึ่งกำลัง In Season อยู่ในช่วงนี้ (15/20)
Seaweed Chips
จบด้วย Seaweed Chips กรอบ ๆ ที่เชฟตั้งใจเลียนแบบ Classic Neapolitan Fried Pizza ออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน (15/20)
FINGER FOOD
มื้ออาหารที่ Taverna Estia มักเริ่มต้นด้วย Finger Food เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 8 อย่าง (15/20)
Pumpkin broth with cow’s mik bubbles and black truffle
คอร์สแรกอย่างเป็นทางการเริ่มต้นด้วย Pumpkin Consommé หรือซุปใสที่เตรียมมาจากฟักทอง ตัวซุปโดดเด่นด้วยอโรมาโดยมีรสชาติค่อนข้างเบาเหมาะกับการเริ่มต้นเป็นคอร์สแรก เชฟเสิร์ฟมาคู่กับ Fake Mozzarella ที่ได้จากการนำนมวัวไปผ่านกระบวนการ Spherification จนได้เนื้อสัมผัสรูปแบบใหม่ที่จะแตกระเบิดออกในปากเสริมด้วยความหอมและ Earthy Aroma ของTruffle ที่สไลซ์มาบาง ๆ ด้านบน (16/20)
Pumpkin broth with cow’s mik bubbles and black truffle
เชฟตั้งใจเสิร์ฟให้รับประทานคู่กันกับขนมปัง Focaccia ที่มีความเปรี้ยวอุมามิของ Dried Tomato และ Fresh Oregano (16/20)
Homemade bread
นอกจากนี้ยังมีขนมปังเสิร์ฟมาพร้อมกันอีก 3 อย่างคือ Glazed Crackers ที่มีรสเค็มของเกลือ, Grissini และ Tarallo ซึ่งเป็นขนมปังท้องถิ่นของภูมิภาค Campania ที่มีส่วนผสมของอัลมอนด์และพริกไทย
Tagliatelle of squid with its black
สำหรับคอร์สที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้ต้องยกให้กับหมึกกล้วยที่นำมาเตรียมเป็นเส้น Tagliatelle แน่นอนว่าเทคนิคการใช้หมึกกล้วยซึ่งมีความนุ่มหนึบมาเตรียมเป็นเส้นพาสต้าไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่สำหรับห้องอาหารระดับนี้แต่เชฟ Francesco Sposito สามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เส้นหมึกบาง ๆ มีระดับความแบนเท่ากันตลอดชิ้น ทั้งยังมีความยาวที่พอเหมาะ เนื้อสัมผัสที่ได้จากกระบวน Sous Vide ในอุณหภูมิต่ำทำให้เมื่อแรกเคี้ยวจะมีความนุ่มตามมาด้วยความหนึบที่พอเหมาะ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นกรอบเตรียมมาจากสาหร่าย เติมแต่งรสชาติด้วยความเปรี้ยวของเลมอนชั้นดี ด้านบนโรยด้วยผงหมึกดำช่วยเติมแต่งสีสันให้เกิดความแตกต่างกับเส้นหมึกสีขาวได้อย่างลงตัว (18/20)
Tuna fried sandwich…
คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนู Neapolitan พื้นบ้านอย่าง Mozzarella in Carrozza โดยปกติจะมีลักษณะเป็นแซนวิชชุบเกล็ดขนมปังทอดสอดไส้ชีสเยิ้ม ๆ แต่ในที่นี้เชฟปรับรูปแบบมาใช้ปลา Tuna ที่มีเนื้อสีแดงสวยงามให้เนื้อสัมผัสนุ่ม มัน และครีมมี่ ชั้นสีขาวบาง ๆ คือชีส Mozzarella ในขณะที่ซอสสีแดงเข้มเตรียมมาจาก Ponzu ให้รสเปรี้ยวมาช่วยตัดกับความมันของเนื้อปลาได้อย่างพอเหมาะ ส่วนผิวชั้นนอกสุดฝั่งหนึ่งคือถั่ว Pistachio ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือถั่ว Almonds เสริมมิติความกรอบตัดกันกับความนุ่มของเนื้อปลาได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตามจุดสังเกตเดียวของคอร์สที่คือขนาดชิ้นที่ค่อนข้างใหญ่ซึ่งอาจทำให้อิ่มได้โดยง่ายนั่นเอง (15/20)
Homemade bread
จากนั้นเป็นคิวของ Authentic Bread ชิ้นใหญ่ ผิวด้านนอกกรอบส่วนเนื้อด้านในนุ่มเสิร์ฟมาคู่กับน้ำมันมะกอก EVO
Glazed eel served with leeks and apricot marinated on black fermented cabbage and laurel extravergin olive oil
ปลาไหลน้ำจืดที่ผ่านการย่างมาอย่างดีจนเนื้อนุ่มฟูทั้งยังมีชั้นของซอสเข้มข้นเคลือบไปทั่วทั้งชิ้น เชฟเสิร์ฟมาคู่กับซอสกะหล่ำปลีหมักสีม่วงและซอสลอเรลที่ผสมผสานกับน้ำมันมะกอก EVO จนได้ออกมาเป็นสีเขียวอ่อน ข้างกันคือกระเทียมต้นย่างให้ความกรอบและแอปริคอตที่ให้รสชาติหวานอีกด้วย (17/20)
Spaghetti with peperoni juice, herring caviar, marjoram and smoked anchovies
พาสต้าเส้นสปาเก็ตตี้เสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Al Dente มีความกรึบนิด ๆ พอดิบพอดี ซอสสีเหลืองได้จาก Peperoni หรือพริกหวานท้องถิ่นให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัวที่ไม่มากจนเกินไป ในส่วนของรสชาติเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเค็มของวัตถุดิบ 2 ชนิดคือ Caviar และ Anchovies รมควันจบด้วยการท็อปใบ Basil สด ๆ ช่วยเพิ่มเติมความสดชื่นให้กับจานที่ด้านบน (17/20)
Variation of Pigeon: breast and fried legs served on chutney with Campari and red fruit, mousse of foie gras and spinach
สำหรับ Main Course ในเซ็ตเมนูหลักเชฟนำเสนอนกพิราบท้องถิ่นจากแคว้น Tuscany ประเทศอิตาลี ส่วนอกถูกย่างเพียงเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เพื่อคงความนุ่มฉ่ำเอาไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าคุณภาพของวัตถุดิบอย่างนกพิราบถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับนกพิราบจากประเทศฝรั่งเศสได้ ด้านล่างรองด้วย Chutney เข้มข้นเตรียมมาจาก Red Fruit และ Campari (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ข้างกันคือชิ้นผักโขมนุ่ม ๆ ยังมีส่วนขาของนกพิราบที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Mousse ที่ผสมผสานความละมุนของฟัวกราส์เข้ากันกับความหวานธรรมชาติของเกาลัดได้อย่างลงตัว (17/20)
Variation of suckling pig, served with crispy potatoes, Neapolitan peperoni “Papacelle” and emulsion of mandarins
Suckling Pig หรือหมูหันเสิร์ฟมาหลากหลายส่วนในจานเดียวกันทั้งส่วนซี่โครง ขา สามชั้น และแก้ม ครีมสีส้มเตรียมมาจาก Papacelle หรือพริกหวานท้องถิ่นของภูมิภาค Campania ให้อโรมาหอมฉุนเฉพาะตัว ซอสสีเหลืองเล็ก ๆ เตรียมมาจากซิตรัสส้ม Mandarins ให้รสออกเปรี้ยว ยังมีมันฝรั่งกรอบ ๆ เรียงซ้อนกันมาเป็นชั้นอย่างสวยงามอีกด้วย (17/20)
Pre dessert
ล้างปากด้วย Pre Dessert ที่เตรียมมาให้มีลักษณะคล้ายกับไอศกรีมแต่เพิ่มเติมความซับซ้อนลงไปกว่านั้นโดยอาศัย Sfogliatella หรือขนม Puff Pastry ท้องถิ่นของภูมิภาค Campania ที่เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอมาเป็นโคนขนาดจิ๋ว องค์ประกอบตรงกลางได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Neapolitan Pasteira ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะเป็นเค้กที่มีส่วนผสมของส้ม, ข้าวบาเลย์และชีส Ricotta แต่เชฟนำมาปรับรูปแบบการเสิร์ฟเสียใหม่โดยมี Neapolitan Pasteira Ice Cream ท็อปอยู่ด้านบนอีกทีหนึ่ง (16/20)
Neapolitan babà served with apple sorbet, kumquat and chocolates cream
ของหวานจานหลักในวันนี้คือ Neapolitan Babà มีลักษณะเป็นชิ้นเค้กกลม ๆ ที่ชุ่มด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กลิ่นหอมที่ไม่เหมือนใคร ทั้งยังผ่านการรมควันและ Caramelized จนผิวด้านบนมีความกรอบและรสชาติขมนิด ๆ ข้างกันคือ Apple Sorbet สีแดงอ่อนช่วยเรียกความสดชื่น ยังมีครัมเบิ้ลกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส องค์ประกอบของ Kumquat ซึ่งเป็นผลไม้จำพวกซิตรัสให้รสเปรี้ยวตัดกับรสชาติของช็อกโกแลตในจานได้อย่างลงตัว (17/20)
Small pastries
ปิดท้ายด้วยขนมหวานขนาดจิ๋วเริ่มต้นจาก Almonds Pastries, Beignet Fulled of Nut Cream and Raspberry, Macaron with Miso; Orange and Chocolate, Fake Peanut made with Peanut and Salted Chocolate Caramel, Marshmallow with Dried Raspberry
ราคา 753 €
[INTRO] Taverna Estia เป็นห้องอาหารธุรกิจครอบครัวที่ได้รับการพัฒนาและส่งต่อจากเจ้าของรุ่นแรกมายังลูกชายทั้ง 2 คนโดยมี Francesco Sposito รับตำแหน่ง Head Chef และ Mario Sposito รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการควบกับ Sommelier ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นแฝงไปด้วยความหรูหราที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไปทำให้อาหารมื้อนี้สร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่ยาก
[THE FOOD] เชฟ Francesco Sposito ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
ลูกค้าสามารถเลือกรายการอาหารในรูปแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบ อย่างไรก็ตามเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดเราขอแนะนำให้เลือกชิม 1 ใน 3 ของ Tasting Menu ที่เชฟได้ออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีเริ่มจาก The Vesuvian Countryside (150 €) นำเสนออาหารจากพื้นดินอย่างเช่นผักและเนื้อสัตว์มารวมกันทั้งสิ้น 5 คอร์ส ถัดมาคือ The Coast นำเสนออาหารทะเลที่จับโดยชาวประมงท้องถิ่นแถบ Naples Bay มาในจำนวน 5 คอร์สเช่นกัน สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่เชฟใช้ชื่อว่า Free Hand (200 €) ที่เชฟจะเลือกเมนูเด็ดประจำร้านนำเสนอมามากถึง 8 คอร์ส ทั้งนี้ทุกเมนูยังไม่รวมค่า Coperto อีก 5 € ต่อคน
Taverna Estia ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Brusciano ห่างจากนคร Napoli ออกมาราว ๆ 15 กิโลเมตร
ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์โมเดิร์นและรัสติค
[THE CHEF] Armando Sposito แต่เดิมมีอาชีพเป็นครูก่อนที่ตัวเขาจะตัดสินใจลาออกเพื่อหันหน้ามาเดินตามความฝันกับสายอาชีพพ่อครัวโดยการซื้อกิจการห้องอาหาร Taverna Estia ลูกชายของเขาซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef นามว่า Francesco Sposito นั้นเกิดและเติบโตขึ้นมาในนคร Naples อย่างไรก็ตามเส้นทางสายอาชีพเชฟเริ่มต้นจากความบังเอิญที่ตัวเขาในช่วงวัยรุ่นจำเป็นต้องไปช่วยงานคุณพ่อในห้องครัว หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารเขามีโอกาสเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard เพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารยุคใหม่ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีในปี 2002 เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Il Trigabolo (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) และ Locanda della Tamerice (1 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ของเชฟ Igles Corelli ต่อมาในปี 2005 เขาตัดสินใจเดินทางไปฝึกฝนเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ และเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ที่ห้องอาหาร Taverna Estia แทนคุณพ่อในปี 2006 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2008 ในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 24 ปีและรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2014 ซึ่งช่วงนั้นเขามีอายุ 31 ปีจนสร้างสถิติเป็นเชฟชาวอิตาลีที่อายุน้อยที่สุดที่คว้าดาวทั้งสองมาครองได้อีกด้วย อีกหนึ่งคนที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือ Mario Sposito ผู้รับตำแหน่งเป็นทั้งผู้จัดการและ Sommelier ประจำร้านโดยตัวเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วสมกับที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยในกรุง London เราขอแนะนำให้ลองสอบถามเขาถึงคำแนะนำไวน์ท้องถิ่นคุณภาพสูงของภูมิภาค Campania รับรองว่าเพื่อน ๆ นักชิมจะได้คำตอบในเชิงลึกอย่างคาดไม่ถึงแน่นอน
ลูกค้าสามารถสังเกตเห็นเตาฟืนที่เปิดใช้งานตลอดเวลาโดยไม่เคยมอดจนกลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของทางร้าน
ห้องครัวขนาดใหญ่กั้นด้วยกระจกใสถูกใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาเพื่อให้ลูกค้าทุกโต๊ะสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลา
โต๊ะข้าง ๆ เปียโนในห้องอาหาร
โต๊ะข้าง ๆ ชั้นเก็บไวน์
ถัดมาคือห้องเก็บไวน์ขนาดย่อมนำเสนอไวน์ท้องถิ่นจากประเทศอิตาลีและไวน์จากพื้นที่อื่น ๆ ในยุโรปรวมกันราว 1,000 Labels
ยังมีพื้นที่แบบ Open Air สุดชิลสำหรับรองรับลูกค้าในช่วงฤดูร้อนในวันที่อากาศเป็นใจ
พื้นที่สวนขนาดใหญ่ที่เชฟปลูกผักและสมุนไพรสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบ
ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถของสถานฟุตบอลท้องถิ่น Stadio Comunale di Brusciano ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันโดยจะมีพนักงานคอยต้อนรับอยู่บริเวณทางเข้า
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
[WHY GO] Taverna Estia จัดว่าเป็นห้องอาหาร Hidden Gem ที่มีคนรู้จักน้อยเมื่อเทียบกับความน่าสนใจและประสบการณ์ที่เราได้รับในวันนี้ ทุกจานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีรสชาติที่เข้าถึงง่ายทั้งจากลูกค้ากลุ่มแคชวลและผู้ที่มีใจรักอาหารจริงจัง ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พนักงานบริการดีและเป็นกันเองเหมาะกับการเดินทางมาชิมได้ในทุก ๆ โอกาส