Visit: December 2, 2022

🇮🇹 Taverna Estia - ทาเวอร์น่า เอสเตีย

👨🏻‍🍳 Chef Francesco Sposito - เชฟฟรานเชสโก้ สโปซิโต้

Via Guido De Ruggiero, 108, 80031 Brusciano NA, Italy

Tel: (+39) 081 5199633

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16.5/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] Taverna Estia เป็นห้องอาหารธุรกิจครอบครัวที่ได้รับการพัฒนาและส่งต่อจากเจ้าของรุ่นแรกมายังลูกชายทั้ง 2 คนโดยมี Francesco Sposito รับตำแหน่ง Head Chef และ Mario Sposito รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการควบกับ Sommelier ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นแฝงไปด้วยความหรูหราที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไปทำให้อาหารมื้อนี้สร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่ยาก

          
🎗 [THE PLACE] Taverna Estia ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Brusciano ห่างจากนคร Napoli ออกมาราว ๆ 15 กิโลเมตร ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถของสถานฟุตบอลท้องถิ่น Stadio Comunale di Brusciano ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันโดยจะมีพนักงานคอยต้อนรับอยู่บริเวณทางเข้า ถัดเข้ามาเป็นสวนขนาดใหญ่ที่เชฟปลูกผักและสมุนไพรสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบ ข้างกันคือพื้นที่แบบ Open Air สุดชิลสำหรับรองรับลูกค้าในช่วงฤดูร้อนในวันที่อากาศเป็นใจ ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์โมเดิร์นและรัสติค ห้องครัวขนาดใหญ่กั้นด้วยกระจกใสถูกใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาเพื่อให้ลูกค้าทุกโต๊ะสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลา ถัดมาคือห้องเก็บไวน์ขนาดย่อมนำเสนอไวน์ท้องถิ่นจากประเทศอิตาลีและไวน์จากพื้นที่อื่น ๆ ในยุโรปรวมกันราว 1,000 Labels สุดท้ายคือเตาฟืนที่เปิดใช้งานตลอดเวลาโดยไม่เคยมอดจนกลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของทางร้านนั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Armando Sposito แต่เดิมมีอาชีพเป็นครูก่อนที่ตัวเขาจะตัดสินใจลาออกเพื่อหันหน้ามาเดินตามความฝันกับสายอาชีพพ่อครัวโดยการซื้อกิจการห้องอาหาร Taverna Estia ลูกชายของเขาซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef นามว่า Francesco Sposito นั้นเกิดและเติบโตขึ้นมาในนคร Naples อย่างไรก็ตามเส้นทางสายอาชีพเชฟเริ่มต้นจากความบังเอิญที่ตัวเขาในช่วงวัยรุ่นจำเป็นต้องไปช่วยงานคุณพ่อในห้องครัว หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารเขามีโอกาสเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard เพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารยุคใหม่ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีในปี 2002 เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Il Trigabolo (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) และ Locanda della Tamerice (1 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ของเชฟ Igles Corelli ต่อมาในปี 2005 เขาตัดสินใจเดินทางไปฝึกฝนเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ และเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ที่ห้องอาหาร Taverna Estia แทนคุณพ่อในปี 2006 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2008 ในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 24 ปีและรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 ซึ่งช่วงนั้นเขามีอายุ 31 ปีจนสร้างสถิติเป็นเชฟชาวอิตาลีที่อายุน้อยที่สุดที่คว้าดาวทั้งสองมาครองได้อีกด้วย อีกหนึ่งคนที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือ Mario Sposito ผู้รับตำแหน่งเป็นทั้งผู้จัดการและ Sommelier ประจำร้านโดยตัวเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วสมกับที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยในกรุง London เราขอแนะนำให้ลองสอบถามเขาถึงคำแนะนำไวน์ท้องถิ่นคุณภาพสูงของภูมิภาค Campania รับรองว่าเพื่อน ๆ นักชิมจะได้คำตอบในเชิงลึกอย่างคาดไม่ถึงแน่นอน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Francesco Sposito ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกรายการอาหารในรูปแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบแต่เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดเราขอแนะนำให้เลือกชิม 1 ใน 3 ของ Tasting Menu ที่เชฟได้ออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีเริ่มจาก The Vesuvian Countryside (150 €) นำเสนออาหารจากพื้นดินอย่างเช่นผักและเนื้อสัตว์มารวมกันทั้งสิ้น 5 คอร์ส ถัดมาคือ The Coast นำเสนออาหารทะเลที่จับโดยชาวประมงท้องถิ่นแถบ Naples Bay มาในจำนวน 5 คอร์สเช่นกัน สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่เชฟใช้ชื่อว่า Free Hand (200 €) ที่เชฟจะเลือกเมนูเด็ดประจำร้านนำเสนอมามากถึง 8 คอร์ส ทั้งนี้ทุกเมนูยังไม่รวมค่า Coperto อีก 5 € ต่อคน สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ Tagliatelle of squid with its black
สำหรับคอร์สที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้ต้องยกให้กับหมึกกล้วยที่นำมาเตรียมเป็นเส้น Tagliatelle แน่นอนว่าเทคนิคการใช้หมึกกล้วยซึ่งมีความนุ่มหนึบมาเตรียมเป็นเส้นพาสต้าไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่สำหรับห้องอาหารระดับนี้แต่เชฟ Francesco Sposito สามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เส้นหมึกบาง ๆ มีระดับความแบนเท่ากันตลอดชิ้น ทั้งยังมีความยาวที่พอเหมาะ เนื้อสัมผัสที่ได้จากกระบวน Sous Vide ในอุณหภูมิต่ำทำให้เมื่อแรกเคี้ยวจะมีความนุ่มตามมาด้วยความหนึบที่พอเหมาะ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นกรอบเตรียมมาจากสาหร่าย เติมแต่งรสชาติด้วยความเปรี้ยวของเลมอนชั้นดี ด้านบนโรยด้วยผงหมึกดำช่วยเติมแต่งสีสันให้เกิดความแตกต่างกับเส้นหมึกสีขาวได้อย่างลงตัว (18/20)

✨ Spaghetti with peperoni juice, herring caviar, marjoram and smoked anchovies
พาสต้าเส้นสปาเก็ตตี้เสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Al Dente มีความกรึบนิด ๆ พอดิบพอดี ซอสสีเหลืองได้จาก Peperoni หรือพริกหวานท้องถิ่นให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัวที่ไม่มากจนเกินไป ในส่วนของรสชาติเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเค็มของวัตถุดิบ 2 ชนิดคือ Caviar และ Anchovies รมควันจบด้วยการท็อปใบ Basil สด ๆ ช่วยเพิ่มเติมความสดชื่นให้กับจานที่ด้านบน (17/20)

✨ Variation of Pigeon: breast and fried legs served on chutney with Campari and red fruit, mousse of foie gras and spinach
สำหรับ Main Course ในเซ็ตเมนูหลักเชฟนำเสนอนกพิราบท้องถิ่นจากแคว้น Tuscany ประเทศอิตาลี ส่วนอกถูกย่างเพียงเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เพื่อคงความนุ่มฉ่ำเอาไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าคุณภาพของวัตถุดิบอย่างนกพิราบถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับนกพิราบจากประเทศฝรั่งเศสได้ ด้านล่างรองด้วย Chutney เข้มข้นเตรียมมาจาก Red Fruit และ Campari (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ข้างกันคือชิ้นผักโขมนุ่ม ๆ ยังมีส่วนขาของนกพิราบที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Mousse ที่ผสมผสานความละมุนของฟัวกราส์เข้ากันกับความหวานธรรมชาติของเกาลัดได้อย่างลงตัว (17/20)

🎗 [WHY GO] Taverna Estia จัดว่าเป็นห้องอาหาร Hidden Gem ที่มีคนรู้จักน้อยเมื่อเทียบกับความน่าสนใจและประสบการณ์ที่เราได้รับในวันนี้ ทุกจานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีรสชาติที่เข้าถึงง่ายทั้งจากลูกค้ากลุ่มแคชวลและผู้ที่มีใจรักอาหารจริงจัง ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พนักงานบริการดีและเป็นกันเองเหมาะกับการเดินทางมาชิมได้ในทุก ๆ โอกาส

Price :

150-200 €

Parking :

จอดรถที่ Stadio Comunale di Brusciano

Operating Time :

Lunch Sat-Sun 12.30-14.30, Dinner Wed-Mon 19.30-22.00, Closed on Tuesday

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารระดับสูงที่ยกระดับวัตถุดิบของภูมิภาค Campania ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

อาหาร :

16.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 FREE HAND (200 €, Coperto 5 €/p)

          
🥄 FINGER FOOD

Cannolli full of spinach cream and smoked amberjack

Sponge of black cabbage

Escarole bon bon topped with anchovies foam

Tartlet full of mushrooms and cocoa powder

Neapolitan Temaki full of tuna fish tartare and orange gel

Roasted Babà, french butter and homemade smoked anchovies

Breadstick, loins pork from Pietraroja and truffle

Seaweed Chips

🥄 MENU

Pumpkin broth with cow’s mik bubbles and black truffle

Tagliatelle of squid with its black

Tuna fried sandwich…

Glazed eel served with leeks and apricot marinated on black fermented cabbage and laurel extravergin olive oil

Spaghetti with peperoni juice, herring caviar, marjoram and smoked anchovies

Variation of Pigeon: breast and fried legs served on chutney with Campari and red fruit, mousse of foie gras and spinach

Pre dessert

Neapolitan babà served with apple sorbet, kumquat and chocolates cream

Small pastries

📃 SUBSTITUTION

Variation of suckling pig, served with crispy potatoes, Neapolitan peperoni “Papacelle” and emulsion of mandarins

🇮🇹 Taverna Estia – ทาเวอร์น่า เอสเตีย

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Francesco Sposito – เชฟฟรานเชสโก้ สโปซิโต้

Cannolli full of spinach cream and smoked amberjack

Cannoli บางกรอบ รูตรงกลางสอดไส้ครีมผักโขมเนื้อเนียนท็อปด้านบนด้วยชิ้นปลา Amberjack หมักเบาๆ แล้วนำไปรมควันจนหอม (15/20)

Sponge of black cabbage

Sponge หรือฟองน้ำนุ่มฟูที่เชฟเตรียมมาจาก Cavolo Nero หรือ Black Cabbage ให้กลิ่นเฉพาะตัว อย่างไรก็ตามฟองน้ำเตรียมาค่อนข้างแฉะและกลิ่นเขียวของ Black Cabbage ค่อนข้างโดดมากเกินไปพอสมควร (15/20)

Escarole bon bon topped with anchovies foam

Bon bon ทรงกลมผิวกรอบเตรียมมาจาก Escarole (พืชในตระกูลเดียวกันกับ Endive) ท็อปด้านบนด้วย Anchovies Foam หอม ๆ (15/20)

Tartlet full of mushrooms and cocoa powder

Tartlet ขนาดจิ๋ว ภายในบรรจุเห็ดฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ เบรคความ Earthy Aroma ของเห็ด Porcini ด้วยรสชาติอันเข้มข้นของผงโกโก้โรยไว้ด้านบน (15/20)

Neapolitan Temaki full of tuna fish tartare and orange gel

Temaki ที่เชฟนำเสนอมาในสไตล์ Neapolitan โดยการบรรจุเนื้อปลา Tuna สับเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุนเสริมด้วยรสชาติของเจลที่เตรียมมาจากส้ม โคนรอบ ๆ เตรียมมาจาก Friarielli ซึ่งเป็นผักบล็อคโคลี่ท้องถิ่นของพื้นที่แถบ Campania ให้ความกรอบมาช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสและกลิ่นเฉพาะตัวจนทำให้ Finger Food คำนี้อร่อยโดดเด่นกว่าใคร (15/20)

Roasted Babà, french butter and homemade smoked anchovies

ขนมปัง Babà ย่างจนให้เนื้อสัมผัสฟูกรอบคล้ายกับขนมปัง Brioche เสิร์ฟมาคู่กับเนยจากประเทศฝรั่งเศสและปลา Anchovies ที่เชฟนำไปรมควันเองจนหอมและให้เนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร (15/20)

Breadstick, loins pork from Pietraroja and truffle

Fake Breadstick หรือขนมปังปลอมที่เชฟเตรียมมาจาก Black Salsify ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบและกระด้างกว่าขนมปังปกติเล็กน้อย ตรงปลายพันล้อมด้วยเนื้อสันนอกหมูจาก Pietraroja หรือพื้นที่บนภูเขาสูงในภูมิภาค Campania และ Truffle ซึ่งกำลัง In Season อยู่ในช่วงนี้ (15/20)

Seaweed Chips

จบด้วย Seaweed Chips กรอบ ๆ ที่เชฟตั้งใจเลียนแบบ Classic Neapolitan Fried Pizza ออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน (15/20)

🥄 FINGER FOOD

มื้ออาหารที่ Taverna Estia มักเริ่มต้นด้วย Finger Food เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 8 อย่าง (15/20)

Pumpkin broth with cow’s mik bubbles and black truffle

คอร์สแรกอย่างเป็นทางการเริ่มต้นด้วย Pumpkin Consommé หรือซุปใสที่เตรียมมาจากฟักทอง ตัวซุปโดดเด่นด้วยอโรมาโดยมีรสชาติค่อนข้างเบาเหมาะกับการเริ่มต้นเป็นคอร์สแรก เชฟเสิร์ฟมาคู่กับ Fake Mozzarella ที่ได้จากการนำนมวัวไปผ่านกระบวนการ Spherification จนได้เนื้อสัมผัสรูปแบบใหม่ที่จะแตกระเบิดออกในปากเสริมด้วยความหอมและ Earthy Aroma ของTruffle ที่สไลซ์มาบาง ๆ ด้านบน (16/20)

Pumpkin broth with cow’s mik bubbles and black truffle

เชฟตั้งใจเสิร์ฟให้รับประทานคู่กันกับขนมปัง Focaccia ที่มีความเปรี้ยวอุมามิของ Dried Tomato และ Fresh Oregano (16/20)

Homemade bread

นอกจากนี้ยังมีขนมปังเสิร์ฟมาพร้อมกันอีก 3 อย่างคือ Glazed Crackers ที่มีรสเค็มของเกลือ, Grissini และ Tarallo ซึ่งเป็นขนมปังท้องถิ่นของภูมิภาค Campania ที่มีส่วนผสมของอัลมอนด์และพริกไทย

Tagliatelle of squid with its black

สำหรับคอร์สที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้ต้องยกให้กับหมึกกล้วยที่นำมาเตรียมเป็นเส้น Tagliatelle แน่นอนว่าเทคนิคการใช้หมึกกล้วยซึ่งมีความนุ่มหนึบมาเตรียมเป็นเส้นพาสต้าไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่สำหรับห้องอาหารระดับนี้แต่เชฟ Francesco Sposito สามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เส้นหมึกบาง ๆ มีระดับความแบนเท่ากันตลอดชิ้น ทั้งยังมีความยาวที่พอเหมาะ เนื้อสัมผัสที่ได้จากกระบวน Sous Vide ในอุณหภูมิต่ำทำให้เมื่อแรกเคี้ยวจะมีความนุ่มตามมาด้วยความหนึบที่พอเหมาะ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยแผ่นกรอบเตรียมมาจากสาหร่าย เติมแต่งรสชาติด้วยความเปรี้ยวของเลมอนชั้นดี ด้านบนโรยด้วยผงหมึกดำช่วยเติมแต่งสีสันให้เกิดความแตกต่างกับเส้นหมึกสีขาวได้อย่างลงตัว (18/20)

Tuna fried sandwich…

คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนู Neapolitan พื้นบ้านอย่าง Mozzarella in Carrozza โดยปกติจะมีลักษณะเป็นแซนวิชชุบเกล็ดขนมปังทอดสอดไส้ชีสเยิ้ม ๆ แต่ในที่นี้เชฟปรับรูปแบบมาใช้ปลา Tuna ที่มีเนื้อสีแดงสวยงามให้เนื้อสัมผัสนุ่ม มัน และครีมมี่ ชั้นสีขาวบาง ๆ คือชีส Mozzarella ในขณะที่ซอสสีแดงเข้มเตรียมมาจาก Ponzu ให้รสเปรี้ยวมาช่วยตัดกับความมันของเนื้อปลาได้อย่างพอเหมาะ ส่วนผิวชั้นนอกสุดฝั่งหนึ่งคือถั่ว Pistachio ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือถั่ว Almonds เสริมมิติความกรอบตัดกันกับความนุ่มของเนื้อปลาได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตามจุดสังเกตเดียวของคอร์สที่คือขนาดชิ้นที่ค่อนข้างใหญ่ซึ่งอาจทำให้อิ่มได้โดยง่ายนั่นเอง (15/20)

Homemade bread

จากนั้นเป็นคิวของ Authentic Bread ชิ้นใหญ่ ผิวด้านนอกกรอบส่วนเนื้อด้านในนุ่มเสิร์ฟมาคู่กับน้ำมันมะกอก EVO

Glazed eel served with leeks and apricot marinated on black fermented cabbage and laurel extravergin olive oil

ปลาไหลน้ำจืดที่ผ่านการย่างมาอย่างดีจนเนื้อนุ่มฟูทั้งยังมีชั้นของซอสเข้มข้นเคลือบไปทั่วทั้งชิ้น เชฟเสิร์ฟมาคู่กับซอสกะหล่ำปลีหมักสีม่วงและซอสลอเรลที่ผสมผสานกับน้ำมันมะกอก EVO จนได้ออกมาเป็นสีเขียวอ่อน ข้างกันคือกระเทียมต้นย่างให้ความกรอบและแอปริคอตที่ให้รสชาติหวานอีกด้วย (17/20)

Spaghetti with peperoni juice, herring caviar, marjoram and smoked anchovies

พาสต้าเส้นสปาเก็ตตี้เสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Al Dente มีความกรึบนิด ๆ พอดิบพอดี ซอสสีเหลืองได้จาก Peperoni หรือพริกหวานท้องถิ่นให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัวที่ไม่มากจนเกินไป ในส่วนของรสชาติเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเค็มของวัตถุดิบ 2 ชนิดคือ Caviar และ Anchovies รมควันจบด้วยการท็อปใบ Basil สด ๆ ช่วยเพิ่มเติมความสดชื่นให้กับจานที่ด้านบน (17/20)

Variation of Pigeon: breast and fried legs served on chutney with Campari and red fruit, mousse of foie gras and spinach

สำหรับ Main Course ในเซ็ตเมนูหลักเชฟนำเสนอนกพิราบท้องถิ่นจากแคว้น Tuscany ประเทศอิตาลี ส่วนอกถูกย่างเพียงเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เพื่อคงความนุ่มฉ่ำเอาไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าคุณภาพของวัตถุดิบอย่างนกพิราบถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับนกพิราบจากประเทศฝรั่งเศสได้ ด้านล่างรองด้วย Chutney เข้มข้นเตรียมมาจาก Red Fruit และ Campari (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ข้างกันคือชิ้นผักโขมนุ่ม ๆ ยังมีส่วนขาของนกพิราบที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Mousse ที่ผสมผสานความละมุนของฟัวกราส์เข้ากันกับความหวานธรรมชาติของเกาลัดได้อย่างลงตัว (17/20)

Variation of suckling pig, served with crispy potatoes, Neapolitan peperoni “Papacelle” and emulsion of mandarins

Suckling Pig หรือหมูหันเสิร์ฟมาหลากหลายส่วนในจานเดียวกันทั้งส่วนซี่โครง ขา สามชั้น และแก้ม ครีมสีส้มเตรียมมาจาก Papacelle หรือพริกหวานท้องถิ่นของภูมิภาค Campania ให้อโรมาหอมฉุนเฉพาะตัว ซอสสีเหลืองเล็ก ๆ เตรียมมาจากซิตรัสส้ม Mandarins ให้รสออกเปรี้ยว ยังมีมันฝรั่งกรอบ ๆ เรียงซ้อนกันมาเป็นชั้นอย่างสวยงามอีกด้วย (17/20)

Pre dessert

ล้างปากด้วย Pre Dessert ที่เตรียมมาให้มีลักษณะคล้ายกับไอศกรีมแต่เพิ่มเติมความซับซ้อนลงไปกว่านั้นโดยอาศัย Sfogliatella หรือขนม Puff Pastry ท้องถิ่นของภูมิภาค Campania ที่เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอมาเป็นโคนขนาดจิ๋ว องค์ประกอบตรงกลางได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Neapolitan Pasteira ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะเป็นเค้กที่มีส่วนผสมของส้ม, ข้าวบาเลย์และชีส Ricotta แต่เชฟนำมาปรับรูปแบบการเสิร์ฟเสียใหม่โดยมี Neapolitan Pasteira Ice Cream ท็อปอยู่ด้านบนอีกทีหนึ่ง (16/20)

Neapolitan babà served with apple sorbet, kumquat and chocolates cream

ของหวานจานหลักในวันนี้คือ Neapolitan Babà มีลักษณะเป็นชิ้นเค้กกลม ๆ ที่ชุ่มด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กลิ่นหอมที่ไม่เหมือนใคร ทั้งยังผ่านการรมควันและ Caramelized จนผิวด้านบนมีความกรอบและรสชาติขมนิด ๆ ข้างกันคือ Apple Sorbet สีแดงอ่อนช่วยเรียกความสดชื่น ยังมีครัมเบิ้ลกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส องค์ประกอบของ Kumquat ซึ่งเป็นผลไม้จำพวกซิตรัสให้รสเปรี้ยวตัดกับรสชาติของช็อกโกแลตในจานได้อย่างลงตัว (17/20)

Small pastries

ปิดท้ายด้วยขนมหวานขนาดจิ๋วเริ่มต้นจาก Almonds Pastries, Beignet Fulled of Nut Cream and Raspberry, Macaron with Miso; Orange and Chocolate, Fake Peanut made with Peanut and Salted Chocolate Caramel, Marshmallow with Dried Raspberry

💰 ราคา 753 €

🎗 [INTRO] Taverna Estia เป็นห้องอาหารธุรกิจครอบครัวที่ได้รับการพัฒนาและส่งต่อจากเจ้าของรุ่นแรกมายังลูกชายทั้ง 2 คนโดยมี Francesco Sposito รับตำแหน่ง Head Chef และ Mario Sposito รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการควบกับ Sommelier ด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นแฝงไปด้วยความหรูหราที่ไม่เป็นทางการมากจนเกินไปทำให้อาหารมื้อนี้สร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่ยาก

🎗 [THE FOOD] เชฟ Francesco Sposito ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Campania เข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

ลูกค้าสามารถเลือกรายการอาหารในรูปแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบ อย่างไรก็ตามเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดเราขอแนะนำให้เลือกชิม 1 ใน 3 ของ Tasting Menu ที่เชฟได้ออกแบบเอาไว้เป็นอย่างดีเริ่มจาก The Vesuvian Countryside (150 €) นำเสนออาหารจากพื้นดินอย่างเช่นผักและเนื้อสัตว์มารวมกันทั้งสิ้น 5 คอร์ส ถัดมาคือ The Coast นำเสนออาหารทะเลที่จับโดยชาวประมงท้องถิ่นแถบ Naples Bay มาในจำนวน 5 คอร์สเช่นกัน สุดท้ายคือเซ็ตเมนูชุดใหญ่ที่เชฟใช้ชื่อว่า Free Hand (200 €) ที่เชฟจะเลือกเมนูเด็ดประจำร้านนำเสนอมามากถึง 8 คอร์ส ทั้งนี้ทุกเมนูยังไม่รวมค่า Coperto อีก 5 € ต่อคน

Taverna Estia ตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Brusciano ห่างจากนคร Napoli ออกมาราว ๆ 15 กิโลเมตร

ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์โมเดิร์นและรัสติค

🎗 [THE CHEF] Armando Sposito แต่เดิมมีอาชีพเป็นครูก่อนที่ตัวเขาจะตัดสินใจลาออกเพื่อหันหน้ามาเดินตามความฝันกับสายอาชีพพ่อครัวโดยการซื้อกิจการห้องอาหาร Taverna Estia ลูกชายของเขาซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef นามว่า Francesco Sposito นั้นเกิดและเติบโตขึ้นมาในนคร Naples อย่างไรก็ตามเส้นทางสายอาชีพเชฟเริ่มต้นจากความบังเอิญที่ตัวเขาในช่วงวัยรุ่นจำเป็นต้องไปช่วยงานคุณพ่อในห้องครัว หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารเขามีโอกาสเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Arpège (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Alain Passard เพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารยุคใหม่ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีในปี 2002 เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Il Trigabolo (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) และ Locanda della Tamerice (1 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ของเชฟ Igles Corelli ต่อมาในปี 2005 เขาตัดสินใจเดินทางไปฝึกฝนเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ และเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ที่ห้องอาหาร Taverna Estia แทนคุณพ่อในปี 2006 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2008 ในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 24 ปีและรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 ซึ่งช่วงนั้นเขามีอายุ 31 ปีจนสร้างสถิติเป็นเชฟชาวอิตาลีที่อายุน้อยที่สุดที่คว้าดาวทั้งสองมาครองได้อีกด้วย อีกหนึ่งคนที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือ Mario Sposito ผู้รับตำแหน่งเป็นทั้งผู้จัดการและ Sommelier ประจำร้านโดยตัวเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วสมกับที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยในกรุง London เราขอแนะนำให้ลองสอบถามเขาถึงคำแนะนำไวน์ท้องถิ่นคุณภาพสูงของภูมิภาค Campania รับรองว่าเพื่อน ๆ นักชิมจะได้คำตอบในเชิงลึกอย่างคาดไม่ถึงแน่นอน

ลูกค้าสามารถสังเกตเห็นเตาฟืนที่เปิดใช้งานตลอดเวลาโดยไม่เคยมอดจนกลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของทางร้าน

ห้องครัวขนาดใหญ่กั้นด้วยกระจกใสถูกใช้เป็นจุดดึงดูดสายตาเพื่อให้ลูกค้าทุกโต๊ะสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลา

โต๊ะข้าง ๆ เปียโนในห้องอาหาร

โต๊ะข้าง ๆ ชั้นเก็บไวน์

ถัดมาคือห้องเก็บไวน์ขนาดย่อมนำเสนอไวน์ท้องถิ่นจากประเทศอิตาลีและไวน์จากพื้นที่อื่น ๆ ในยุโรปรวมกันราว 1,000 Labels

ยังมีพื้นที่แบบ Open Air สุดชิลสำหรับรองรับลูกค้าในช่วงฤดูร้อนในวันที่อากาศเป็นใจ

พื้นที่สวนขนาดใหญ่ที่เชฟปลูกผักและสมุนไพรสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบ

ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถของสถานฟุตบอลท้องถิ่น Stadio Comunale di Brusciano ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันโดยจะมีพนักงานคอยต้อนรับอยู่บริเวณทางเข้า

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🎗 [WHY GO] Taverna Estia จัดว่าเป็นห้องอาหาร Hidden Gem ที่มีคนรู้จักน้อยเมื่อเทียบกับความน่าสนใจและประสบการณ์ที่เราได้รับในวันนี้ ทุกจานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีรสชาติที่เข้าถึงง่ายทั้งจากลูกค้ากลุ่มแคชวลและผู้ที่มีใจรักอาหารจริงจัง ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พนักงานบริการดีและเป็นกันเองเหมาะกับการเดินทางมาชิมได้ในทุก ๆ โอกาส