หน้าแรก » 🇫🇷 Christophe Bacquié – คริสตอฟ แบคคีย์
Visit: July 28, 2022
🇫🇷 Christophe Bacquié - คริสตอฟ แบคคีย์
👨🏻🍳 Chef Christophe Bacquié - เชฟคริสตอฟ แบคคีย์
3001 Route des Hauts du Camp 83330 Le Castellet
Tel: (+33) 4 94 98 37 77
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
19.5/20
Price
[INTRO] หากถามบรรดานักท่องเที่ยวถึงภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่าง Provence เชื่อว่าหลายคนมักนึกถึงทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดใสรวมไปถึงเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคโรมัน อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าอาหารฝรั่งเศสสไตล์โพรวองซ์หรือ Provençal Cuisine นั้นโดดเด่นไม่เป็นสองรองใครเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล Mediterranean และมีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินสูงนั่นเอง เชฟมากประสบการณ์ Christophe Bacquié สามารถหยิบจับวัตถุดิบอย่างอาหารทะเลและผักต่าง ๆ รวมไปถึงเมนูท้องถิ่นมาประยุกต์เข้ากับรูปแบบการนำเสนอของตัวเองจนได้เมนูที่มีความซับซ้อนและไม่เหมือนใคร
[THE PLACE] ระหว่างเทือกเขาและท้องทะเล ณ ใจกลางของภูมิภาค Provence ห่างจากหมู่บ้านยุคกลาง Le Castellet มาทางทิศเหนือราว 8 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของ Hotel du Castellet โรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือ Relais & Chateauex อันประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 42 ห้องและ Spa du Castellet สุดหรูในพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร รอบ ๆ โรงแรมยังมีสนามกอล์ฟและป่าสนช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูผ่อนคลาย สำหรับใครที่เดินทางมายังห้องอาหารจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบการจองโดยห้องอาหาร Christophe Bacquié นั้นจะตั้งอยู่ฝั่งขวามือ โต๊ะกลมสีขาวเปลือยไร้ซึ่งผ้าปูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสเผยให้เห็นทัศนียภาพของภูเขาและสวนสไตล์ Mediterranean ดูร่มรื่นตา อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องปรับอากาศสำหรับเก็บชีสกว่า 60 ชนิดโดยลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกชีสได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงคอร์สที่กำหนดไว้ สุดท้ายคืออีกหนึ่งห้องอาหารสไตล์ Bistrot ที่มีชื่อว่า Le San Felice นำเสนอเมนูที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาสมเหตุสมผล
[THE CHEF] Christophe Bacquié เกิดในปี 1972 ไม่ไกลจากกรุง Paris แต่กลับเติบโตขึ้นมาในเมือง Lumio บนหมู่เกาะ Corsica สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟของเขาเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Le Méridien Montparnasse และ Maison Prunier ในกรุง Paris รวมไปถึง L’Oasis ในเมือง Napoule อย่างไรก็ตามห้องอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือ La Villa ที่ตั้งอยู่ในเมือง Calvia ของหมู่เกาะ Corsica โดยเขาสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2002 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2007 รวมไปถึงตำแหน่ง Meilleur Ouvrier de France อันทรงเกียรติอีกด้วย หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ La Villa นานถึง 12 ปีเชฟ Christophe และภรรยาคุณ Alexandra Bacquié ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่โดยย้ายมาร่วมงานกับ Hôtel & Spa du Castellet ในปี 2009 กับห้องอาหารที่มีชื่อว่า Le Monte Cristo ทั้งยังคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีในปี 2010 นับเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 ตัวร้านเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant Christophe Bacquié และได้รับกระแสตอบรับในเชิงบวกอย่างมากจากนักชิมท้องถิ่นและทั่วทุกมุมโลกจนสามารถคว้ารางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 นั่นเอง
[THE FOOD] เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Provence และท้องทะเล Mediterranean นำเสนอออกมาเป็นเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Promenade en Provence จัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 Course/250 € สำหรับมื้อกลางวันและ 8 Course/285 € เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € เท่านั้น สำหรับมื้อค่ำโดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ
Aïoli Moderne คือ Signature Dish ที่เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบวัตถุดิบล้ำค่าอย่างหมึกยักษ์จากท้องทะเล Mediterranean จับคู่มากับซอส Aioli ในรูปแบบโมเดิร์นที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร หนวดหมึกยักษ์เตรียมมาสุกได้ระดับพอดิบพอดีคือมีความนุ่มและหนึบที่ลงตัวแบบไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสหมึกดำรวมไปถึงผักนานาชนิดทั้งแครอท เยรูซาเล็มอาร์ติโชค บีทรูท หัวหอม หอมแดง กะหล่ำดอกโรมาเนสโก สาหร่ายทะเล เสริมด้วยความเปรี้ยวเบา ๆ ของ Grapefruit ฝั่ง Modern Aioli มีลักษณะเป็น Emulsion ฟู เบา และมีกลิ่นหอมของกระเทียมบ่งบอกความเป็น Aioli ได้อย่างชัดเจนแต่กลับไม่บดบังอโรมาของหนวดหมึกแม้แต่น้อย ส่วนองค์ประกอบสีดำด้านบนคือ Ink Powder นั่นเอง (20/20)
Scarlet King Prawn หรือกุ้งแดงจากแหล่งจับระดับโลกอย่าง Palamós ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทะเล Mediterranean ในประเทศสเปนเสิร์ฟมากับเมเยอร์เลมอนและบล็อคโคลี่ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีแดงสดใสที่เตรียมมาจากส่วนหัวของกุ้งแดงลงไปให้รสชาติเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วย Marjoram ที่มี Citrus Flavors อันโดดเด่น นอกจากนี้ยังมี Red King Prawn Chips กรอบ ๆ เสิร์ฟมาบนเปลือกกุ้งอีกทีหนึ่ง (20/20)
หอยนางรม Tamaris เบอร์ 2 จากแหล่งจับขึ้นชื่อของภูมิภาค Provence อย่าง La Seyne-sur-Mer ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกค่อนลงมาทางใต้ของนคร Marseille เชฟนำไปย่างจนได้ความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนโรยด้วย Marine Plankton Powder ช่วยเสริมกลิ่นของทะเลให้เด่นชัด อีกฝั่งหนึ่งของจานคือ Oyster Leaf (Mertensia maritima) พืชที่เจริญเติบโตบนบกและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมเด่นชัด ซอสสีเหลืองรอบ ๆ คือ Citrus Butter ที่ให้รสเปรี้ยวจากส้ม Calamansi เสริมด้วยความเค็มที่พอเหมาะจาก Oscietra Caviar ชั้นดี นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Oyster Gel สีขาวขุ่นช่วยเสริมอโรมาเฉพาะตัวให้กับจานและ Radish กรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (20/20)
[WHY GO] เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Christophe Bacquié เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่จะหาได้ในประเทศฝรั่งเศสหรือกระทั่งในโลก โปรตีนหลักและผักทุกชนิดในอาหารทุก ๆ จานถูกเตรียมมาอย่างไร้ที่ติ พนักงานทุกคนบริการดีและเป็นกันเองทำให้มื้อค่ำในโรงแรมหรูระดับนี้ไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป ราคา 295 € ที่ตั้งไว้ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารระดับสูงอื่น ๆ ในแถบนี้ ถึงแม้ Hotel du Castellet จะมีตำแหน่งตั้งอยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่อย่างนคร Marseille ราว 50 นาทีแต่ขอรับประกันว่าการแวะมาเยี่ยมเยือน Restaurant Gastronomique แห่งนี้สักครั้งในชีวิตจะช่วยสร้างมาตรฐานในระดับสูงสุดให้กับเพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน
Price :
250-295 €
Parking :
จอดรถที่ Hotel du Castellet
Operating Time :
Lunch เสาร์-อาทิตย์ 12.30-13.30, Dinner พุธ-เสาร์ 19.30-21.00, ปิดวันจันทร์-อังคาร
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่จะหาได้บนโลกใบนี้
อาหาร :
19.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 PROMENADE EN PROVENCE (295 €/p)
Mises en Bouches
Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux
Rôti, jus de carcasse “pour saucer”
Févettes – Artichauts – tagète
Juste snacké, repousses de broccoli, la quintessence des têtes
N°2, grillée, caviar « Osciètre » – calamondin – Plancton Marin
Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe
Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage
En crémeux, olives noires – Mezcal
Ou
Compotée et pochée, sorbet Rhubarbe
Mignardises
INFUSIONS CHRISTOPHE BACQUIÉ BY HAPPY PLANTES
Christophe Bacquié – คริสตอฟ แบคคีย์
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
![]()
19/20 Gault&Millau – 19/20 โก&มีโย
Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น
Chef Christophe Bacquié – เชฟคริสตอฟ แบคคีย์
Mises en Bouches
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Murex หรือชื่อภาษาไทยคือหอยสังข์หนามเล็กเป็นหอยทะเลขนาดจิ๋วที่มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเสิร์ฟมากับซอสกระเทียมดำในเปลือกหอยพร้อมกับส่อมไม้สำหรับจิ้มนั่นเอง (20/20)
Mises en Bouches
ถัดมาคือ Cracker กรอบชิ้นจิ๋วท็อปด้านบนด้วยมะม่วงสุกหวานอร่อยและชิ้นปลาซาดีนเผาให้ความเค็มอุมามิที่ลงตัว (19/20)
Mises en Bouches
Fresh Pea Tartelette มีลักษณะเป็นมินิทาร์ตชิ้นจิ๋วพร้อมกับชิ้นถั่วที่ค่อนข้างนุ่มแต่ไม่เละให้ความหวานจากธรรมชาติเสริมด้วยอโรมาของน้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ (19/20)
Bread and Olive Oil
จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปังนุ่ม ๆ ที่มีอโรมาของมะกอกดำและมะเขือเทศให้รสชาติเค็มจากเกลือเบา ๆ
Bread and Olive Oil
ขนมปังจับคู่มากับน้ำมันมะกอกจากเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของ Toulon
Mises en Bouches
เชฟ Christophe Bacquié เดินออกมาจากห้องครัวเพื่อนำเสนอ Pagre หรือปลา Red Porgy ด้วยตัวเอง ชิ้นปลาผ่านการเผามาพอดีจนได้เนื้อสัมผัสที่หนึบพอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยซอสมัสตาร์ดรสเลิศ (20/20)
Mises en Bouches
ล้างปากด้วย Sea Fennel Sorbet ช่วยเรียกความสดชื่นท็อปด้านบนด้วย Caviar และ Bottarga หรือไข่ปลาหมักเกลือจนได้ระดับความเค็มและมันอันแสนกลมกล่อมโดยเชฟขูดมาเป็นฝอยเล็ก ๆ นั่นเอง (20/20)
Sourdough
ขนมปังซาวโดเสิร์ฟมาก้อนใหญ่
Aioli Moderne
Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux
Aïoli Moderne คือ Signature Dish ที่เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบวัตถุดิบล้ำค่าอย่างหมึกยักษ์จากท้องทะเล Mediterranean จับคู่มากับซอส Aioli ในรูปแบบโมเดิร์นที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร (20/20)
Aioli Moderne
Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux
หนวดหมึกยักษ์เตรียมมาสุกได้ระดับพอดิบพอดีคือมีความนุ่มและหนึบที่ลงตัวแบบไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสหมึกดำรวมไปถึงผักนานาชนิดทั้งแครอท เยรูซาเล็มอาร์ติโชค บีทรูท หัวหอม หอมแดง กะหล่ำดอกโรมาเนสโก สาหร่ายทะเล เสริมด้วยความเปรี้ยวเบา ๆ ของ Grapefruit (20/20)
Aioli Moderne
Poulpe de Méditerranée, légumes de nos maraîchers locaux
ฝั่ง Modern Aioli มีลักษณะเป็น Emulsion ฟู เบา และมีกลิ่นหอมของกระเทียมบ่งบอกความเป็น Aioli ได้อย่างชัดเจนแต่กลับไม่บดบังอโรมาของหนวดหมึกแม้แต่น้อย ส่วนองค์ประกอบสีดำด้านบนคือ Ink Powder นั่นเอง (20/20)
Chou-Fleur Coraillé
Rôti, jus de carcasse “pour saucer”
หนึ่งในจานที่เตรียมออกมาได้อย่างน่าสนใจคือดอกกะหล่ำที่เชฟตั้งใจเสิร์ฟมาแทนที่เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์โดยผ่านการเผาจนได้เนื้อสัมผัสอันนุ่มละมุนทั้งยังได้สีแดงจากมันกุ้ง ข้างกันกะหล่ำดอกที่เตรียมมาให้มีเนื้อสัมผัสกรอบมากขึ้น ด้านล่างรองด้วยครีมกะหล่ำดอกหวานหอมเบรคด้วยความเปรี้ยวที่ลงตัวของ Citrus Gel (19/20)
Chou-Fleur Coraillé
Rôti, jus de carcasse “pour saucer”
จากนั้นพนักงานจะเทราด Lobster Jus รสชาติเข้มข้นลงไปในจาน (19/20)
Morille Farcie
Févettes – Artichauts – tagète
จานนี้เชฟ Christophe Bacquié นำเสนอวัตถุดิบล้ำค่าในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิคือ Jumbo Morel หรือเห็ดโมลเรลโดยคัดไซซ์มาจนได้ขนาดใหญ่กว่านิ้วโป้งเราเสียอีก ที่ช่องว่างตรงกลางชิ้นเห็ดสอดไส้ด้วยองค์ประกอบของเนื้อปลา Sea Bream ข้างกันคือหน่อไม้ฝรั่งส่วนยอดพ่วงกับส่วนก้านที่ฝานผิวออกเพื่อลดทอนความขมลงอย่างสมบูรณ์แบบ ยังมีเยรูซาเล็มอาร์ติโชคและถั่วปากอ้าเสริมด้วยความหอมมันของ Emulsion ของ Tagète หรือ Marigold มีลักษณะเป็นโฟมหอมมันเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Gambon Ecarlate
Juste snacké, repousses de broccoli, la quintessence des têtes
Scarlet King Prawn หรือกุ้งแดงจากแหล่งจับระดับโลกอย่าง Palamós ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทะเล Mediterranean ในประเทศสเปนเสิร์ฟมากับเมเยอร์เลมอนและบล็อคโคลี่ (20/20)
Scarlet Gambon
Just snacked, broccoli sprouts, the quintessence of heads
จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีแดงสดใสที่เตรียมมาจากส่วนหัวของกุ้งแดงลงไปให้รสชาติเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วย Marjoram ที่มี Citrus Flavors อันโดดเด่น (20/20)
Scarlet Gambon
Just snacked, broccoli sprouts, the quintessence of heads
Red King Prawn Chips กรอบ ๆ เสิร์ฟมาบนเปลือกกุ้งอีกทีหนึ่ง (20/20)
Huître de Tamaris
N°2, grillée, caviar « Osciètre » – calamondin – Plancton Marin
หอยนางรม Tamaris เบอร์ 2 จากแหล่งจับขึ้นชื่อของภูมิภาค Provence อย่าง La Seyne-sur-Mer ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกค่อนลงมาทางใต้ของนคร Marseille เชฟนำไปย่างจนได้ความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนโรยด้วย Marine Plankton Powder ช่วยเสริมกลิ่นของทะเลให้เด่นชัด อีกฝั่งหนึ่งของจานคือ Oyster Leaf (Mertensia maritima) พืชที่เจริญเติบโตบนบกและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมเด่นชัด ซอสสีเหลืองรอบ ๆ คือ Citrus Butter ที่ให้รสเปรี้ยวจากส้ม Calamansi เสริมด้วยความเค็มที่พอเหมาะจาก Oscietra Caviar ชั้นดี (20/20)
Huître de Tamaris
N°2, grillée, caviar « Osciètre » – calamondin – Plancton Marin
นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Oyster Gel สีขาวขุ่นช่วยเสริมอโรมาเฉพาะตัวให้กับจานและ Radish กรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (20/20)
Rouget de Roche
Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe
จานนี้คือปลา Red Mullet อีกหนึ่งวัตถุดิบระดับโลกจากท้องทะเล Mediterranean ที่เชฟนำไปเซียจนสุกได้ระดับ ด้านบนท็อปด้วย Rockfish Tuile กรอบ ๆ ข้างกันคือ Braised Fennel และ Saffron Potato องค์ประกอบตรงกลางคือ Rockfish Foam ที่มีวัตถุดิบลับอย่างเครื่องในปลาซึ่งให้เนื้อสัมผัสอันโดดเด่นซ่อนอยู่ภายใน (19/20)
Rouget de Roche
Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe
จากนั้นพนักงานจะเทราด Rockfish Soup ลงไปบน Rouille Cream สีเหลืองสดที่เตรียมขึ้นมาจากมัสตาร์ด แซฟฟรอน ไข่ไก่ และครีมเพื่อให้ตัวครีมผสมผสานกันไปกับซอสนั่นเอง (19/20)
Rouget de Roche
Juste saisi, fenouil et pomme de terre fondante, jus de soupe
ขวด Rockfish Soup (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers)
Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage
เมนคอร์สจานสุดท้ายคือ Pigeon « Excellence Miéral » หรือนกพิราบจากฟาร์มระดับโลกในแถบเมือง Bresse ทางตอนเหนือของนคร Lyon เชฟห่อด้วยขนมปังที่ปรุงให้มีรสเค็ม (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers)
Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage
จากนั้นพนักงานจะค่อย ๆ แล่เปิดขนมปังออกมา (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers)
Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage
ภายในเผยให้เห็นนกพิราบทั้งตัว (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers)
Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage
เชฟได้เตรียมเนื้อส่วนอกและส่วนขาที่กงฟีจนนุ่มได้ที่เสิร์ฟมาคู่กันกับ Apricot Chutney เปรี้ยว ๆ จบด้วยการเทราดซอส Pigeon Jus ที่มีอโรมาของเมอร์เทิลลงไป (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers)
Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage
องค์ประกอบของ Puffed Potato กรอบ ๆ เพิ่มเติมมาให้นอกเหนือจากในจานอีกด้วย (19/20)
Pigeonneau Au Sang « Excellence Miéral » (pour 2 pers)
Cuit en pâte à sel épicée, jus acidulé au vinaigre de myrte sauvage
ยังมีเครื่องในนกพิราบคือปอดและหัวใจเสิร์ฟมาในแป้ง Puff Pastry มีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่พอประมาณ (19/20)
Pre-Dessert
Calisson De Provence ที่เชฟเตรียมมาในรูปแบบใหม่ องค์ประกอบด้านล่างคืออัลมอนด์ครีมให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวท็อปด้วยซอร์เบท์แตงโมช่วยล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานได้ดีมาก ๆ
Mignardises
จากนั้นพนักงานจัดเสิร์ฟ Mignardises มา 3 อย่างพร้อมกัน
Mignardises
Hazelnut Cake รองด้านล่างด้วยถั่ว Hazelnut โดยพนักงานเสิร์ฟที่แกะเปลือกถั่วมาคู่กันด้วย
Mignardises
Chocolate เตรียมมาเป็นรูปใบไม้
Mignardises
Brioche and Orange Flavor ขนมพื้นถิ่นของ Provence ที่เชฟเตรียมมาโดยใช้ขนมปังบริยอชประกบครีมที่มีกลิ่นหอมของส้ม
Chocolat « Java » 64%
En crémeux, olives noires – Mezcal
ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตจากหมู่เกาะชวาในประเทศอินโดนีเซียและเหล้า Mezcal ซึ่งทั้งคู่มี Smokey Aroma เป็นจุดเด่นเหมือนกัน (19/20)
Chocolat « Java » 64%
En crémeux, olives noires – Mezcal
จากนั้นพนักงานจะขูด Black Olives และ Olive and Citrus Oil ช่วยเสริมความเป็นกรดเล็ก ๆ ให้กับจาน (19/20)
Chocolat « Java » 64%
En crémeux, olives noires – Mezcal
ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบเล็ก ๆ ของ Chocolate with Mezcal อีกเช่นกัน (19/20)
Chocolat « Java » 64%
En crémeux, olives noires – Mezcal
Black Olives และ Olive and Citrus Oil ที่ถูกใชัเป็นส่วนหนึ่งของจาน (19/20)
Rhubarbe Potagère
Compotée et pochée, sorbet Rhubarbe
อีกหนึ่งเมนูของหวานที่เตรียมออกมาได้น่าประทับใจคือ Rhubarb ที่กำลัง In Season ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินำเสนอมาหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันทั้ง Stewed, Poached, Sorbet, Juice เสริมด้วยความกรอบของ Crumble ด้านล่าง (20/20)
Nougat
จากนั้นเชฟอาหารหวานจะนำเสนอ Nougat สูตรพิเศษแต่แทนที่จะมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มเชฟกลับเตรียมมาให้มีความนุ่มเคี้ยวง่ายและครีมมี่
Nougat
ภายในมีส่วนผสมของ Sweet Black Olives, Sweet Orange, Pinenuts ผสมผสานกับน้ำผึ้งให้รสชาติที่กลมกล่อม
Infusion du Rêveur (8 €)
Verveine, Pomme, Fleur de Reine des Prés, Mélisse
Vertus : Apaisante
เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € ในที่นี้คืออโรมาของ Verbena, Apple, Meadowsweet Flower และ Lemon Balm ช่วยให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายนั่นเอง
หลังจบมื้ออาหารพนักงานจะมอบเค้กเลมอนให้เป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับมาด้วย
ราคา 612 €
[INTRO] หากถามบรรดานักท่องเที่ยวถึงภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสอย่าง Provence เชื่อว่าหลายคนมักนึกถึงทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดใสรวมไปถึงเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคโรมัน อย่างไรก็ตามน้อยคนนักที่จะทราบว่าอาหารฝรั่งเศสสไตล์โพรวองซ์หรือ Provençal Cuisine นั้นโดดเด่นไม่เป็นสองรองใครเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดกับทะเล Mediterranean และมีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินสูงนั่นเอง เชฟมากประสบการณ์ Christophe Bacquié สามารถหยิบจับวัตถุดิบอย่างอาหารทะเลและผักต่าง ๆ รวมไปถึงเมนูท้องถิ่นมาประยุกต์เข้ากับรูปแบบการนำเสนอของตัวเองจนได้เมนูที่มีความซับซ้อนและไม่เหมือนใคร
[THE CHEF] Christophe Bacquié เกิดในปี 1972 ไม่ไกลจากกรุง Paris แต่กลับเติบโตขึ้นมาในเมือง Lumio บนหมู่เกาะ Corsica สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟของเขาเคยผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่างเช่น Le Méridien Montparnasse และ Maison Prunier ในกรุง Paris รวมไปถึง L’Oasis ในเมือง Napoule อย่างไรก็ตามห้องอาหารที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือ La Villa ที่ตั้งอยู่ในเมือง Calvia ของหมู่เกาะ Corsica โดยเขาสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2002 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2007 รวมไปถึงตำแหน่ง Meilleur Ouvrier de France อันทรงเกียรติอีกด้วย
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่ La Villa นานถึง 12 ปีเชฟ Christophe และภรรยาคุณ Alexandra Bacquié ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่โดยย้ายมาร่วมงานกับ Hôtel & Spa du Castellet ในปี 2009 กับห้องอาหารที่มีชื่อว่า Le Monte Cristo ทั้งยังคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีในปี 2010 นับเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2015 ตัวร้านเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant Christophe Bacquié และได้รับกระแสตอบรับในเชิงบวกอย่างมากจากนักชิมท้องถิ่นและทั่วทุกมุมโลกจนสามารถคว้ารางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 นั่นเอง
[THE FOOD] เชฟ Christophe Bacquié ตั้งใจผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Provence และท้องทะเล Mediterranean นำเสนอออกมาเป็นเซ็ตเมนูที่มีชื่อว่า Promenade en Provence จัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 Course/250 € สำหรับมื้อกลางวันและ 8 Course/285 €
เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้จบมื้ออาหารด้วย Infusions Christophe Bacquié by Happy Plantes ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพรต่าง ๆ มาเตรียมเป็นเครื่องดื่มในราคาเพียง 8 € เท่านั้น
หากเดินมาทางโถงรับรองจะพบกับห้องอาหาร Christophe Bacquié นั้นตั้งอยู่ฝั่งขวามือ
โต๊ะกลมสีขาวเปลือยไร้ซึ่งผ้าปูช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา
ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสเผยให้เห็นทัศนียภาพของภูเขาและสวนสไตล์ Mediterranean ดูร่มรื่นตา อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องปรับอากาศสำหรับเก็บชีสกว่า 60 ชนิดโดยลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกชีสได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงคอร์สที่กำหนดไว้
บรรยากาเดอ้าท์ดอร์
ประตูทางเข้าห้องอาหาร
Gault&Millau Table d’Exception 2022
ภายในโรงแรมยังมีอีกหนึ่งห้องอาหารสไตล์ Bistrot ที่มีชื่อว่า Le San Felice นำเสนอเมนูที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาสมเหตุสมผล
บรรยากาศบริเวณบาร์
[THE PLACE] ระหว่างเทือกเขาและท้องทะเล ณ ใจกลางของภูมิภาค Provence ห่างจากหมู่บ้านยุคกลาง Le Castellet มาทางทิศเหนือราว 8 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของ Hotel du Castellet โรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือ Relais & Chateauex อันประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 42 ห้องและ Spa du Castellet สุดหรูในพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร
บริเวณโถงถายในโรงแรม
โต๊ะไม้ขนาดใหญ่
ร้านของฝากในโรงแรม
หนังสือต่าง ๆ ที่เขียนโดยเขฟ Christophe Bacquié
ห้องอาหาร Christophe Bacquié ได้รับการยกย่องในหนังสือ Vovage en Trois Étoiles ของนักชิมชื่อดัง Jean-François Mesplède
อาคารโรงแรมและห้องอาหารทั้งสอง
ห้องอาหาร Le San Felice
รอบ ๆ โรงแรมยังมีสนามกอล์ฟและป่าสนช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูผ่อนคลาย สำหรับใครที่เดินทางมายังห้องอาหารจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบการจอง
บรรยากาศโดยรอบ
บรรยากาศจากฝั่งห้องอาหาร
บรรยากาศภายในโรงแรม
บรรยากาศภายในโรงแรม
ทางเดินเข้าโรงแรม
[WHY GO] เราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Christophe Bacquié เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่จะหาได้ในประเทศฝรั่งเศสหรือกระทั่งในโลก โปรตีนหลักและผักทุกชนิดในอาหารทุก ๆ จานถูกเตรียมมาอย่างไร้ที่ติ พนักงานทุกคนบริการดีและเป็นกันเองทำให้มื้อค่ำในโรงแรมหรูระดับนี้ไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป
ราคา 295 € ที่ตั้งไว้ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับห้องอาหารระดับสูงอื่น ๆ ในแถบนี้ ถึงแม้ Hotel du Castellet จะมีตำแหน่งตั้งอยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่อย่างนคร Marseille ราว 50 นาทีแต่ขอรับประกันว่าการแวะมาเยี่ยมเยือน Restaurant Gastronomique แห่งนี้สักครั้งในชีวิตจะช่วยสร้างมาตรฐานในระดับสูงสุดให้กับเพื่อน ๆ ที่มีใจรักอาหารฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน