หน้าแรก » 🇫🇷 René et Maxime Meilleur – เรเน เอท แมกซีม เมเยอร์
Visit: April 23, 2022
🇫🇷 René et Maxime Meilleur - เรเน เอท แมกซีม เมเยอร์
👨🏻🍳 Chef René Meilleur & Maxime Meilleur - เชฟเรเน เมเยอร์ และเชฟแมกซีม เมเยอร์
LA BOUITTE, Hameau de St Marcel, 73440, Saint-Martin de Belleville
Tel: (+33) 4 79 08 96 77
Cuisine
🍴 Creative, Regional Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารท้องถิ่น
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] เรื่องราวในวันนี้ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ควบคุมโดยเชฟผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ มาก่อนแต่ได้ด้วยแรงบันดาลใจครั้งสำคัญจากมื้อค่ำที่ L’Auberge du Pont de Collonges ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในขณะนั้นของเชฟ Paul Bocuse ทำให้เขาสามารถเดินตามรอยเชฟระดับตำนานจนสามารถคว้าดาวทั้ง 3 มาครองได้สำเร็จในอีก 34 ปีถัดมา
[THE PLACE] ห้องอาหาร La Bouitte ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Saint-Martin-de-Belleville ไม่ไกลจากยอดเขา Massif de la Vanoise ในแคว้น Savoie สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 5,000 ฟุต การเดินทางมาที่นี่กินระยะเวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์จากเมือง Annecy และ 2 ชั่วโมงครึ่งสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากนคร Lyon สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่เวียนหัวไปกับเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวเสียก่อนสามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยงามของเมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา ระหว่างทางให้ระวังสัตว์ป่าต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่เราเจอกวางตัวใหญ่กระโจนตัดหน้ารถ เมื่อเดินทางมาถึงจะพบกับห้องอาหารพร้อมด้วยโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เพิ่งได้รับการต่อเติมมาในปี 2016 ภายในห้องอาหารตกแต่งในสไตล์พื้นเมือง Savoyard คล้ายกันกับ Swiss Chalet บริเวณ Lounge จะมีพนักงานคอยตรวจสอบการจองและนำเสนอเครื่องดื่มหรือแชมเปญก่อนเริ่มมื้ออาหาร ในช่วงฤดูร้อนลูกค้าสามารถเดินออกไปยัง Terrace ซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของหมู่บ้านและหุบเขาน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง ห้องรับประทานอาหารหลักมีขนาดไม่ใหญ่นัก บนผนังและเพดานมีกระดิ่งผูกคอวัวจำนวนมากแขวนประกับเอาไว้รวมไปถึงเครื่องปั้นท้องถิ่นช่วยบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของภูมิภาค Savoie ได้เป็นอย่างดี
[THE CHEF] คำว่า La Bouitte เป็นภาษา Savoyard แปลตรงตัวว่า Little Maison หรือบ้านเล็ก ๆ ตัวร้านถูกสร้างขึ้นโดย René และ Marie-Louise Meilleur และเปิดทำการในวันที่ 4 ธันวาคม 1976 นำเสนออาหารท้องถิ่นแคว้น Savoie โดยมีรายการอาหารประกอบไปด้วยเมนูจำพวก Mountain Specialties ง่าย ๆ อย่างเช่น Raclette หรือ Fondue กระทั่งเย็นวันหนึ่งในปี 1981 คู่สามีภรรยามีโอกาสเดินทางไปรับประทานมื้อค่ำที่ L’Auberge du Pont de Collonges ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars (ในขณะนั้น) ของเชฟ Paul Bocuse จนเกิดแรงบัลดาลใจในการเดินตามรอยเชฟผู้เป็นตำนานแห่งวงการอาหารฝรั่งเศสทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ไม่เคยผ่านโรงเรียนการอาหารใด ๆ มาก่อน เชฟ René Meilleur เปลี่ยนรายการเมนูในร้านของตัวเองเริ่มต้นจากการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเช่นปลาจากทะเลสาบ ลูกแกะ รวมไปถึงสมุนไพรในแถบภูเขาพร้อมกับรังสรรค์เมนู Signature Dish อย่าง Foie Gras de Canard en Escalope, Galette de Maïs Frais, Miel et Réduit de Vieux Vinaigre ซึ่งยังคงได้รับการจัดเสิร์ฟมาจนถึงปัจจุบัน กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1985 เชฟ René Meilleur จึงสามารถถอดอาหารพื้นบ้านทั้ง Raclette และ Fondue ออกจากรายการเมนูได้จนหมด สำหรับลูกชายของเชฟ René คือ Maxime Meilleur นั้นเคยมีดีกรีเป็นถึงเยาวชนทีมชาติ Biathlete ก่อนจะตัดสินใจเข้าร่วมเป็น Pastry Chef ประจำร้านในปี 1996 และค่อย ๆ ขยับมาเป็นลูกมือช่วยเหลือคุณพ่อเพื่อเตรียมสานต่อกิจการนั่นเอง ห้องอาหาร La Bouitte ได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 2003 ตามมาด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2008 ก่อนที่จะถูกยกระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2015 นับเป็นระยะเวลากว่า 34 ปีหลังจากมื้อค่ำสุดพิเศษที่ L’Auberge du Pont de Collonges พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารแห่งแรกในแคว้น Savoie ที่คว้าดาวทั้งสามมาครองได้สำเร็จ
[THE FOOD] ห้องอาหาร La Bouitte นำเสนอวัตถุดิบพื้นถิ่นของแคว้น Savoie อย่างเช่นปลา Arctic Char ของภูมิภาค Savoie, ปลา Fera จาก Lac Léman (หรือ Lake Geneva ทางฝั่งสวิสเซอร์แลนด์) รวมไปถึงเนื้อต่าง ๆ อย่างฟัวกราส์ตับเป็ด, นกพิราบ และสวีทเบรดซึ่งก็คือต่อมไทมัสของลูกวัว นอกจากนี้ยังมีผักพื้นถิ่นต่าง ๆ ที่เติบโตในบริเวณใกล้เคียง ในส่วนของสไตล์การปรุงถึงแม้จะเป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine แต่ด้วยความที่เชฟทั้งคู่เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างด้วยตัวเองทำให้แต่ละจานที่จัดเสิร์ฟยังคงมี Tradition แบบอาหารดั้งเดิมแสดงออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูได้ 3 รูปแบบคือ Découverte de 4 surprises… (239 €/p) เซ็ตเมนูที่รวบรวมจานที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับ La Bouitte จัดเสิร์ฟในปริมาณที่ค่อนข้างใหญ่จำนวน 4 คอร์ส ถัดมาคือ Découverte de 5 surprises… (269 €/p) เซ็ตที่รวบรวมจานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จำนวน 5 คอร์สเข้าไว้ด้วยกัน สุดท้ายคือ Découverte de 8 surprises… (389 €/p) เซ็ตขนาดใหญ่ที่ลดขนาดปริมาณการเสิร์ฟต่อจานลงเพื่อนำเสนอเมนูที่ดีที่สุดของห้องอาหาร La Bouitte จำนวน 8 คอร์สอันประกอบไปด้วยอาหารคาว 5 คอร์ส ชีส 1 คอร์ส และอาหารหวานอีก 2 คอร์สนั่นเอง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกรายการแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบอีกเช่นกันโดยมีราคาอาหารคาวต่อจานเริ่มต้นที่ 99-155 € และอาหารหวานที่ 49 € (แต่ละคนต้องเลือกให้ครบทั้ง Starters, Main Courses และ Desserts) สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นอย่างเช่น
เริ่มต้น Set Menu ด้วยเมนูเด่นประจำร้านอย่าง Arctic Char ปลาน้ำจืดในสกุล Salmonidae จาก Lac Léman (หรือ Lake Geneva ทางฝั่งสวิสเซอร์แลนด์) ที่เชฟนำไปปรุงใน Beurre Rouges หรือ Red Butter ซึ่งก็คือเนยที่มีส่วนผสมของไวน์แดงนั่นเอง ด้านหลังคือ Jelusalem Artichoke สองชิ้นให้รับประทานสลับกัน เนื้อปลาปรุงมาสุกได้ระดับชนิดที่เรียกว่าไร้ที่ติ นุ่ม ฉ่ำ ละมุน ดีงามสุด ๆ กระทั่งเทียบกับร้านอาหารในระดับเดียวกัน ซอสเนยแดงมีความเข้มข้นพอประมาณทั้งยังช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของปลาไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป ชิ้นแก่นตะวันมีความเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง เคี้ยวง่าย มี Earthy Aroma พอประมาณ ยังมีแผ่นกรอบทำมาจากผิวของแก่นตะวันใส่มาด้วย ถือเป็นจานที่มีองค์ประกอบไม่มากแต่เตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
เมนูเก่าแก่ที่สุดที่ยังได้รับการจัดเสิร์ฟในห้องอาหาร La Bouitte ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1981 หรือกว่า 41 ปีมาแล้ว นั่นก็คือ Foie Gras de Canard en Escalope Épaisse เชฟใช้ฟัวกราส์ตับเป็ดคุณภาพสูงจาก La Vienne หั่นมาเป็นชิ้นหนา ๆ ให้เนื้อสัมผัสนุ่มและครีมมี่จนแทบละลายในปาก ด้านล่างรองด้วย Galette de Maïs frais หรือแพนเค้กทำมาจากข้าวโพดเนื้อสัมผัสนุ่มแต่ยังมีความหนักและครีมมี่อยู่พอประมาณช่วยลดทอนความหนักของฟัวกราส์ตับเป็ดได้อย่างพอเหมาะ รอบ ๆ คือครัมเบิ้ลทำจากผักช่วยเพิ่มความกรอบให้กับจาน จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Viuex Vinaigre หรือน้ำส้มสายชูบัลซามิคเก่าที่ผ่านการรีดัคชั่นจนงวดทั้งยังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งจาก Saint Marcel ลงไปด้วย ด้วยความที่เป็นน้ำส้มสายชูเก่าทำให้มีรสหวานนำชัดเจนกว่ารสเปรี้ยว ทั้งยังเพิ่มความกลมกล่อมด้วยความหวานของน้ำผึ้งท้องถิ่นช่วยให้รสชาติมีมิติมากยิ่งขึ้นอีกด้วย (18/20)
ของหวานจานแรกเป็นเมนู Signature Dish ประจำร้านที่เชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบหลักคือนมออกมาในหลากหลายรูปแบบ ด้านล่างเป็นแยมนม ตรงกลางเป็นไอศกรีมนม บิตกิต และเมอแรงก์ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีน้ำตาลเข้มทำมาจากนมเช่นกัน เมื่อตักเข้าปากเราสามารถสัมผัสได้ถึงนมชั้นดีในรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งเนื้อสัมผัส อุณหภูมิ รสชาติหวานกลมกล่อม มีกลิ่นหอมโดดเด่นชวนหลงไหล อร่อยจนเราใช้ชอนปาดเสียเกลี้ยงจาน (19/20)
Price :
239-389 €/p
Parking :
จอดบริเวณลานจอดรถหน้าร้าน
Operating Time :
ห้องอาหาร 3 MICHELIN Stars เปิดทำการเฉพาะช่วงฤดูหนาวคือเดือนธันวาคมถึงเมษายนและช่วงฤดูร้อนคือเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายนเท่านั้น (โปรดตรวจสอบช่วงระยะเวลาเปิดปิดในเวปไซต์อีกครั้ง)
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดร้านอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงไม่กี่แห่งบนโลกที่ควบคุมโดยเชฟผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่กลับนำเสนออาหารท้องถิ่นแห่งแคว้น Savoie ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 Découverte de 4 surprises (239 €/p) Inspiration de la Bouitte en 4 plats
René et Maxime Meilleur – เรเน เอท แมกซีม เมเยอร์
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
17.5/20 Gault et Millau – 17.5/20 โก เอ็ท มิโย
Creative, Regional Cuisine – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารท้องถิ่น
Chef René Meilleur & Maxime Meilleur – เชฟเรเน เมเยอร์ และเชฟแมกซีม เมเยอร์
Gillardeau oyster, seawater veil, yuzu pearl
เริ่มต้นอาหารเรียกน้ำย่อยด้วย Gillardeau หรือหอยนางรมชีลลาโดที่ถูกจัดให้เป็นราชินีของหอยนางรม เชฟหั่นมาเป็นชิ้นสำหรับรับประทานได้ 2 คำ แต่ละชิ้นมีรสชาติของทะเลที่เข้มข้น ด้านบนท็อปด้วย Veil หรือเจลนุ่ม ๆ เบา ๆ ทำมาจากน้ำทะเล เพิ่มความกรอบด้วยแผ่น Crisp เสริมด้วยความเปรี้ยวนิด ๆ ของ Yuzu Pearl เพื่อเสริมแต่งโทนของรสชาตินั่นเอง (18/20)
XXL Pea
XXL Pea เป็นจานที่เชฟใช้ First Pea of The Season หรือถั่วที่เก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูกาลเพื่อให้ได้ถั่วที่มีคุณภาพสูงที่สุด ตกแต่งอโรมาและกลิ่นด้วย Verbena และ Citrus อย่าลืมตักเข้าปากแบบ One Bite เพื่อให้ XXL Pea แตกระเบิดในปากส่งกลิ่นหอมคลุ้งไปทั่ว (17/20)
Veal’s tongue tartlet, grape mustard, gribiche sauce
สุดท้ายคือ Tartlet หรือมินิทาร์ตชิ้นจิ๋ว แป้งด้านนอกบางกรอบ ตรงกลางบรรจุลิ้นลูกวัวที่ผ่านการเตรียมมาเป็นอย่างดี เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่มแต่ไม่ถึงกับละลายเหมือนเนื้อส่วนอื่น ๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสชาติอันเข้มข้น ยังมีองค์ประกอบของ Grape Mustard และ Gribiche Sauce ซึ่งเป็นซอสพื้นเมืองของฝรั่งเศส ทั้งหมดเสิร์ฟมาแบบเย็น รสชาติเปรี้ยวกลมกล่อมจากสมุนไพรหลายชนิด โดยรวมถือว่ามินิทาร์ตคำนี้ช่วยเรียกน้ำย่อยและแสดงถึงความเป็น Savoie ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)
Bread and Butter
ถัดมาพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังชุดแรกคือ White Bread เสิร์ฟมาในรถเข็นแบบพื้นถิ่น
Bread and Butter
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับเลยคือขนมปังทุกชิ้นที่ La Bouitte ผ่านการเตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติแม้จะเทียบกับห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ด้วยกัน
Bread and Butter
ไฮไลท์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเนยที่จัดเสิร์ฟมาถึง 3 อย่าง ชนิดแรกฝั่งซ้ายมือคือ Sérac เนยที่ทำมาจากนมดิบตรงกลางสอดไส้ชีสนมแกะที่ผลิตไม่ไกลจากห้องอาหาร La Bouitte แห่งนี้ เนื้อสัมผัสดีงามและมีกลิ่นของชีสเจือมาเบา ๆ ถัดมาตรงกลางคือ Beurre Noisette เป็นเนยที่ผสมผสาน Raw Butter และ Cooked Butter เข้าด้วยกันจนมีกลิ่นเฉพาะคล้ายถั่ว เนื้อสัมผัสจะมีความสากขึ้นมาแต่ด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวทำให้เนยนี้ถูกปากเรามาก ๆ สุดท้ายคือ Fagot เนยที่ผ่านการ Infused โดยใส่หญ้าแห้งลงไปแช่ไว้นานถึง 48 ชั่วโมงทำให้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติเค็มกำลังดี จัดว่าเป็นเนยที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นชนิดหาใครเทียบได้ยากกระทั่งในหมู่ร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงด้วยกัน
Aerial Raclette
With raw milk
ก่อนเข้าสุดคอร์สหลักพนักงานจะนำเสิร์ฟ Raclette Aérienne เมนูพิเศษที่บ่งบอกถึงที่มาของห้องอาหารแห่งนี้อันเนื่องมาจากเมื่อช่วงราว 45 ปีก่อน La Bouitte เป็นเพียงร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ขาย Raclette และ Fondue ให้กับนักท่องเที่ยวและนักชิมท้องถิ่นเท่านั้น ชีส Raclette เนื้อสัมผัสเบา เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ในวันที่อากาศหนาวเหน็บส่งกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นจมูก ใช้ช้อนตักขึ้นมาจะพบกับชีสเยิ้ม ๆ ทั้งยังมีมิติทางเนื้อสัมผัสอันหลากหลาย ถือเป็นของขวัญจานพิเศษจากเชฟที่น่าประทับใจมาก ๆ (17/20)
Bread and Butter
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังเพิ่มเติมอีก 4 ชนิด เริ่มจาก Authentic Sourdough ผิวกรอบ เนื้อด้านในรสชาติอมเปรี้ยวนิด ๆ นุ่มหนึบกำลังดี ถัดมาคือ Corn Bread ทำมาจากแป้งข้าวโพด ด้านในมีเมล็ดข้าวโพดปนอยู่ท็อปด้านบนด้วย Corn Crumble ช่วยให้ความกรอบมีมิติที่หลากหลาย ฝั่งขวาสุดคือ Potato Bread ด้านในมี Mashed Potato และ Fresh Potato ให้ลักษณะเป็นมันฝรั่งบด สุดท้ายชิ้นด้านหลังเป็น Traditional French Baguette ขนมปังทุกชนิดเตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติเช่นเคยจนสร้างความประทับใจให้กับเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ
Bread and Butter
พนักงานจะเตรียมขนมปังลงในถ้วยใบเล็ก ๆ และสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ
Arctic char fish
From fresh water, served pearly, red butter, Delicious Jerusalem artichokes
เริ่มต้นคอร์สหลักด้วยเมนูเด่นประจำร้านอย่าง Arctic Char ปลาน้ำจืดในสกุล Salmonidae จาก Lac Léman (หรือ Lake Geneva ทางฝั่งสวิสเซอร์แลนด์) ที่เชฟนำไปปรุงใน Beurre Rouges หรือ Red Butter ซึ่งก็คือเนยที่มีส่วนผสมของไวน์แดงนั่นเอง ด้านหลังคือ Jelusalem Artichoke สองชิ้นให้รับประทานสลับกัน (19/20)
Arctic char fish
From fresh water, served pearly, red butter, Delicious Jerusalem artichokes
เนื้อปลาปรุงมาสุกได้ระดับชนิดที่เรียกว่าไร้ที่ติ นุ่ม ฉ่ำ ละมุน ดีงามสุด ๆ กระทั่งเทียบกับร้านอาหารในระดับเดียวกัน ซอสเนยแดงมีความเข้มข้นพอประมาณทั้งยังช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของปลาไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป ชิ้นแก่นตะวันมีความเฟิร์มแต่ไม่กระด้าง เคี้ยวง่าย มี Earthy Aroma พอประมาณ ยังมีแผ่นกรอบทำมาจากผิวของแก่นตะวันใส่มาด้วย ถือเป็นจานที่มีองค์ประกอบไม่มากแต่เตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Duck foie gras
Thick slice, fresh corn pancake, Saint Marcel honey, vegetable breadcrumbs, reduced in vinegar
เมนูเก่าแก่ที่สุดที่ยังได้รับการจัดเสิร์ฟในห้องอาหาร La Bouitte ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1981 หรือกว่า 41 ปีมาแล้ว นั่นก็คือ Le Foie Gras de Canard en Escalope Épaisse เชฟใช้ฟัวกราส์ตับเป็ดคุณภาพสูงจาก La Vienne หั่นมาเป็นชิ้นหนา ๆ ให้เนื้อสัมผัสนุ่มและครีมมี่จนแทบละลายในปาก ด้านล่างรองด้วย Galette de Maïs frais หรือแพนเค้กทำมาจากข้าวโพดเนื้อสัมผัสนุ่มแต่ยังมีความหนักและครีมมี่อยู่พอประมาณช่วยลดทอนความหนักของฟัวกราส์ตับเป็ดได้อย่างพอเหมาะ รอบ ๆ คือครัมเบิ้ลทำจากผักช่วยเพิ่มความกรอบให้กับจาน (18/20)
Duck foie gras
Thick slice, fresh corn pancake, Saint Marcel honey, vegetable breadcrumbs, reduced in vinegar
จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Viuex Vinaigre หรือน้ำส้มสายชูบัลซามิคเก่าที่ผ่านการรีดัคชั่นจนงวดทั้งยังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งจาก Saint Marcel ลงไปด้วย (18/20)
Duck foie gras
Thick slice, fresh corn pancake, Saint Marcel honey, vegetable breadcrumbs, reduced in vinegar
ด้วยความที่เป็นน้ำส้มสายชูเก่าทำให้มีรสหวานนำชัดเจนกว่ารสเปรี้ยว ทั้งยังเพิ่มความกลมกล่อมด้วยความหวานของน้ำผึ้งท้องถิ่นช่วยให้รสชาติมีมิติมากยิ่งขึ้นอีกด้วย (18/20)
Duck foie gras
Thick slice, fresh corn pancake, Saint Marcel honey, vegetable breadcrumbs, reduced in vinegar
ตัวน้ำส้มสายชูสามารถเติมเองลงในจานได้เรื่อย ๆ (18/20)
Pigeon
Roasted, soft potatoes, stew on toast, mushrooms, ”Chénopodes Bon Henri“
spinach
ปิดท้ายเมนคอร์สด้วยนกพิราบย่างแล้วเสิร์ฟมาบนชิ้นมันฝรั่งนุ่ม ๆ เนื้อนกพิราบมีความกรึบนิด ๆ แต่ยังคงความเคี้ยวง่ายไร้ซึ่งกลิ่นคาว (18/20)
Pigeon
Roasted, soft potatoes, stew on toast, mushrooms, ”Chénopodes Bon Henri“
spinach
ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดซอส Pigeon Jus ที่ผ่านการรีดัคชั่นจนงวดเพื่อให้มีรสชาติที่เข้มข้นลงไปด้วย (18/20)
Pigeon
Roasted, soft potatoes, stew on toast, mushrooms, ”Chénopodes Bon Henri“
spinach
ข้างกันคือ Candied Leg หรือส่วนขาของนกพิราบตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมากับองค์ประกอบของเห็ดบนขนมปังกรอบ องค์ประกอบสีเขียวคือพูเรทำมาจากผักโขม Chénopode Bon-Henri (Chenopodium bonus-henricus) ให้รสชาติออกหวานพอประมาณทั้งยังสามารถลดทอนความหนักของซอส Jus ได้อย่างพอเหมาะ (18/20)
Pigeon
Roasted, soft potatoes, stew on toast, mushrooms, ”Chénopodes Bon Henri“
spinach
สุดท้ายคือหัวใจนกพิราบผ่าครึ่งแล้วเสิร์ฟมาเป็นชิ้นซึ่งก็เคี้ยวง่ายและไม่มีกลิ่นคาวเช่นกัน (18/20)
Pre-dessert
Rhubarb water, served like a beer, crispy paper, lovage siphon
ก่อนเข้าสู่ของหวานล้างปากด้วยน้ำรูบาร์บเสิร์ฟมาในรูปแบบเบียร์ ด้านบนคือฟองของ Lovage Siphon (17/20)
Pre-dessert
Rhubarb water, served like a beer, crispy paper, lovage siphon
น้ำรูบาห์บรสเปรี้ยวนำ มีหวานตามนิด ๆ หอมกลิ่นโฟม Lovage Siphon ช่วยล้างปากและเรียกความสดชื่นได้ดี (17/20)
Pre-dessert
Rhubarb water, served like a beer, crispy paper, lovage siphon
ข้างกันคือรูบาร์บทำออกมาเป็นแผ่นกรอบ ๆ หนึบ ๆ รสชาติเปรี้ยวอมหวานสำหรับแบ่งกันรับประทานได้ 2 คน (17/20)
Pre-dessert
Rhubarb water, served like a beer, crispy paper, lovage siphon
กระทั่งที่รองแก้วยังทำมาจากหนังวัว (17/20)
Milk
In all its forms, meringue, jam, sorbet, biscuit …
ของหวานจานแรกเป็นเมนู Signature Dish ประจำร้านที่เชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบหลักคือนมออกมาในหลากหลายรูปแบบ ด้านล่างเป็นแยมนม ตรงกลางเป็นไอศกรีมนม บิตกิต และเมอแรงก์ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสีน้ำตาลเข้มทำมาจากนมเช่นกัน (19/20)
Milk
In all its forms, meringue, jam, sorbet, biscuit …
เมื่อตักเข้าปากเราสามารถสัมผัสได้ถึงนมชั้นดีในรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งเนื้อสัมผัส อุณหภูมิ รสชาติหวานกลมกล่อม มีกลิ่นหอมโดดเด่นชวนหลงไหล อร่อยจนเราใช้ชอนปาดเสียเกลี้ยงจาน (19/20)
Strawberry
Floating island, candied fruit, coulis
อีกจานหนึ่งคือสตรอว์เบอร์รี่เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสในเมอแรงก์สีขาวตรงกลาง (18/20)
Strawberry
Floating island, candied fruit, coulis
จากนั้นพนักงานจะมาเทราด Strawberry Coulis เพื่อให้องค์ประกอบตรงกลางกลายเป็น Floating Island ด้านบนท็อปด้วย Candied Strawberry ซึ่งจะมีเลเยอร์กรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (18/20)
Mignardises
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Mignardises จำนวน 4 อย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน
« Biscuirons » Gisèle orange blossom
จานแรกเป็น Biscuirons บิสกิตพื้นบ้านของภูมิภาค Savoie ที่คิดค้นสูตรโดย Gisèle คุณแม่ของเชฟ René Meilleur เนื้อสัมผัสไม่กรอบมากแต่ก็ไม่นุ่มจนเกินไป ด้านในมีกลิ่นหอมของ Orange Blossom (17/20)
« La Cruche »
La Cruche เป็นขนมพื้นบ้านที่อาศัยสูตรของ Gisèle คุณแม่ของเชฟ René Meilleur อีกเช่นกันโดยทำมาจากดอกไม้ เนย รสหวานหวาน หอม และน้ำตาล เนื้อสัมผัสค่อนข้างร่วน และค่อนข้างหนักพอสมควร (17/20)
Rissole with Safran
Rissole เป็นแป้งแพสทรี่บางกรอบ ด้านในสอดไส้ครีมหญ้าฝรั่นหอม ๆ รสชาติหวานกำลังดี (17/20)
Chocolate and pine pebble
สุดท้ายคือก้อนหินสอดไส้ช็อกโกแลตที่มีอโรมาของต้นสนหอม ๆ (17/20)
Blueberries Tart
สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษอย่าลืมแจ้งตั้งแต่ตอนจองเพราะทางร้านจะมอบขนมเพิ่มให้อีก 1 ชิ้น ในที่นี่คือทาร์ตแป้งกรอบ ด้านในสอดไส้บลูเบอร์รี่มาให้แบบล้น ๆ
Blueberries Tart
ใครที่อิ่มแล้วพนักงานจะแพคกลับบ้านให้ด้วย
ราคา 487 €
Découverte de 4 surprises (239 €/p)
Inspiration de la Bouitte en 4 plats
Mises en Bouche
Gillardeau oyster, seawater veil, yuzu pearl
XXL Pea
Veal’s tongue tartlet, grape mustard, gribiche sauce
Aerial Raclette
With raw milk
Découverte de 4 surprises
Arctic char fish
From fresh water, served pearly, red butter, Delicious Jerusalem artichokes
Duck foie gras
Thick slice, fresh corn pancake, Saint Marcel honey, vegetable breadcrumbs, reduced in vinegar
Pigeon
Roasted, soft potatoes, stew on toast, mushrooms, ”Chénopodes Bon Henri“
spinach
Pre-dessert
Rhubarb water, served like a beer, crispy paper, lovage siphon
Milk
In all its forms, meringue, jam, sorbet, biscuit …
Substitution
Strawberry
Floating island, candied fruit, coulis
Mignardises
« Biscuirons » Gisèle orange blossom
« La Cruche »
Rissole with Safran
Chocolate and pine pebble
[INTRO] เรื่องราวในวันนี้ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ควบคุมโดยเชฟผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ มาก่อนแต่ได้ด้วยแรงบันดาลใจครั้งสำคัญจากมื้อค่ำที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในขณะนั้นของเชฟ Paul Bocuse ทำให้เขาสามารถเดินตามรอยเชฟระดับตำนานจนคว้าดาวทั้ง 3 มาครองได้ด้วยตัวเองในอีก 34 ปีถัดมา
ห้องอาหาร La Bouitte นำเสนอวัตถุดิบพื้นถิ่นของแคว้น Savoie อย่างเช่นปลา Arctic Char ของภูมิภาค Savoie, ปลา Fera จาก Lac Léman (หรือ Lake Geneva ทางฝั่งสวิสเซอร์แลนด์) รวมไปถึงเนื้อต่าง ๆ อย่างฟัวกราส์ตับเป็ด, นกพิราบ และสวีทเบรดซึ่งก็คือต่อมไทมัสของลูกวัว นอกจากนี้ยังมีผักพื้นถิ่นต่าง ๆ ที่เติบโตในบริเวณใกล้เคียง ในส่วนของสไตล์การปรุงถึงแม้จะเป็นห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine แต่ด้วยความที่เชฟทั้งคู่เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างด้วยตัวเองทำให้แต่ละจานที่จัดเสิร์ฟยังคงมี Tradition แบบอาหารดั้งเดิมแสดงออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน
ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูได้ 3 รูปแบบคือ Découverte de 4 surprises… (239 €/p) เซ็ตเมนูที่รวบรวมจานที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับ La Bouitte จัดเสิร์ฟในปริมาณที่ค่อนข้างใหญ่จำนวน 4 คอร์ส
ถัดมาคือ Découverte de 5 surprises… (269 €/p) เซ็ตที่รวบรวมจานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จำนวน 5 คอร์สเข้าไว้ด้วยกัน
สุดท้ายคือ Découverte de 8 surprises… (389 €/p) เซ็ตขนาดใหญ่ที่ลดขนาดปริมาณการเสิร์ฟต่อจานลงเพื่อนำเสนอเมนูที่ดีที่สุดของห้องอาหาร La Bouitte จำนวน 8 คอร์สอันประกอบไปด้วยอาหารคาว 5 คอร์ส ชีส 1 คอร์ส และอาหารหวานอีก 2 คอร์สนั่นเอง
นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกรายการแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบอีกเช่นกันโดยมีราคาอาหารคาวต่อจานเริ่มต้นที่ 99-155 € และอาหารหวานที่ 49 € (แต่ละคนต้องเลือกให้ครบทั้ง Starters, Main Courses และ Desserts)
ภายในห้องอาหารตกแต่งในสไตล์พื้นเมือง Savoyard คล้ายกันกับ Swiss Chalet
ห้องรับประทานอาหารหลักมีขนาดไม่ใหญ่นัก
บรรยากาศภายในให้ความอบอุ่นและเป็นกันเอง
บนผนังและเพดานมีกระดิ่งผูกคอวัวจำนวนมากแขวนประกับเอาไว้รวมไปถึงเครื่องปั้นท้องถิ่นช่วยบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของภูมิภาค Savoie ได้เป็นอย่างดี
บรรยากาศในห้องอาหาร
ในช่วงฤดูร้อนลูกค้าสามารถเดินออกไปยัง Terrace ซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของหมู่บ้านและหุบเขาน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง
ตัวอาคารจากมุมมองฝั่ง Terrace
บริเวณ Lounge จะมีพนักงานคอยตรวจสอบการจองและนำเสนอเครื่องดื่มหรือแชมเปญก่อนเริ่มมื้ออาหาร
ห้องอาหาร La Bouitte ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Saint-Martin-de-Belleville ไม่ไกลจากยอดเขา Massif de la Vanoise ในแคว้น Savoie สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 5,000 ฟุต
คำว่า La Bouitte เป็นภาษา Savoyard แปลตรงตัวว่า Little Maison หรือบ้านเล็ก ๆ
ตัวร้านถูกสร้างขึ้นโดย René และ Marie-Louise Meilleur และเปิดทำการในวันที่ 4 ธันวาคม 1976 นำเสนออาหารท้องถิ่นแคว้น Savoie โดยมีรายการอาหารประกอบไปด้วยเมนูจำพวก Mountain Specialties ง่าย ๆ อย่างเช่น Raclette หรือ Fondue
กระทั่งเย็นวันหนึ่งในปี 1981 คู่สามีภรรยามีโอกาสเดินทางไปรับประทานมื้อค่ำที่ L’Auberge du Pont de Collonges ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars (ในขณะนั้น) ของเชฟ Paul Bocuse จนเกิดแรงบัลดาลใจในการเดินตามรอยเชฟผู้เป็นตำนานแห่งวงการอาหารฝรั่งเศสทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ไม่เคยผ่านโรงเรียนการอาหารใด ๆ มาก่อน เชฟ René Meilleur เปลี่ยนรายการเมนูในร้านของตัวเองเริ่มต้นจากการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเช่นปลาจากทะเลสาบ ลูกแกะ รวมไปถึงสมุนไพรในแถบภูเขาพร้อมกับรังสรรค์เมนู Signature Dish อย่าง Foie Gras de Canard en Escalope, Galette de Maïs Frais, Miel et Réduit de Vieux Vinaigre ซึ่งยังคงได้รับการจัดเสิร์ฟมาจนถึงปัจจุบัน
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1985 เชฟ René Meilleur จึงสามารถถอดอาหารพื้นบ้านทั้ง Raclette และ Fondue ออกจากรายการเมนูได้จนหมด
สำหรับลูกชายของเชฟ René คือ Maxime Meilleur นั้นเคยมีดีกรีเป็นถึงเยาวชนทีมชาติ Biathlete ก่อนจะตัดสินใจเข้าร่วมเป็น Pastry Chef ประจำร้านในปี 1996 และค่อย ๆ ขยับมาเป็นลูกมือช่วยเหลือคุณพ่อเพื่อเตรียมสานต่อกิจการนั่นเอง ห้องอาหาร La Bouitte ได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 2003 ตามมาด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2008 ก่อนที่จะถูกยกระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2015 นับเป็นระยะเวลากว่า 34 ปีหลังจากมื้อค่ำสุดพิเศษที่ L’Auberge du Pont de Collonges พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารแห่งแรกในแคว้น Savoie ที่คว้าดาวทั้งสามมาครองได้สำเร็จ
การเดินทางมาที่นี่กินระยะเวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์จากเมือง Annecy และ 2 ชั่วโมงครึ่งสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากนคร Lyon
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
เป็นสมาชิกของ LES GRANDES TABLES DU MONDE
เป็นสมาชิกของ RELAIS & CHATEAUX
สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่เวียนหัวไปกับเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวเสียก่อนสามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยงามของเมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา ระหว่างทางให้ระวังสัตว์ป่าต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่เราเจอกวางตัวใหญ่กระโจนตัดหน้ารถ
เมื่อเดินทางมาถึงจะพบกับห้องอาหารพร้อมด้วยโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่เพิ่งได้รับการต่อเติมมาในปี 2016
[WHY GO] เชฟ René และ Maxime Meilleur สามารถยกระดับวัตถุดิบและอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค Savoie ให้ออกมาเป็นอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ได้อย่างน่าประทับใจ พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเองและเรียบง่าย ราคาอาหารค่อนข้างสูงตามมาตรฐานของตัวร้าน
อย่าลืมวางแผนล่วงหน้าให้ดี ๆ เพราะตัวร้านเปิดเฉพาะช่วงฤดูหนาวคือเดือนธันวาคมถึงเมษายนและช่วงฤดูร้อนคือเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายนเท่านั้น (โปรดตรวจสอบช่วงระยะเวลาเปิดปิดในเวปไซต์อีกครั้ง)