Visit: March 24, 2022

🇪🇸 Akelaŕe - อะเกลาเร

👨🏻‍🍳 Chef Pedro Subijana Reza - เชฟเปโดร ซูบิฮานา เรซ่า

Padre Orkolaga Ibilbidea, 56, 20008 Donostia, Gipuzkoa, Spain

Tel: (+34) 943 311 209

Cuisine

🍴 Creative, Traditional Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารพื้นเมือง

Country

Spain

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

18/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] San Sebastián มีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นเมืองศูนย์กลางทางอาหารระดับโลกทั้งยังเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 4 แห่งที่เรียกรวมกันว่า MAMA Restaurants อันประกอบไปด้วย Mugaritz (2 Michelin Stars), Arzak (3 Michelin Stars), Martín Berasategui (3 Michelin Stars) และ Akelaŕe (3 Michelin Stars) อีกด้วย บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Akelaŕe ห้องอาหารของเชฟระดับตำนานผู้ร่วมสถาปนาอาหารในรูปแบบ New Basque Cuisine ให้กับเชฟและเหล่านักชิมทั่วโลกได้รู้จัก

          

🎗[THE PLACE] Akelaŕe เป็นภาษา Basque แปลตรงตัวได้ว่า Witches’ Sabbath หรือ Wirches’ Meeting ใช้อธิบายถึงการรวมตัวกันของเหล่าแม่มด ตัวร้านเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1974 โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่บนเนินเขานอกตัวเมือง San Sebastián กระทั่งในปี 2017 เชฟ Pedro Subijana ได้ว่าจ้างให้สถาปนิคและดีไซน์สตูดิโอจากกรุง Madrid นามว่า Mecanismo ออกแบบต่อเติมโรงแรม Hotel Akelaŕe โดยผสมผสานวัสดุสามชนิดคือหินอ่อนสีดำ, ไม้โอ้คสีอ่อน และหิน Filitia เข้าด้วยกันอย่างได้กลมกลืน ด้านหน้าเป็นลานจอดขนาดใหญ่เพียงสำหรับลูกค้าทุกคน บริเวณเลาจน์ตรวจสอบการจองมีบรรยากาศเรียบง่ายสบาย ๆ เมื่อถึงเวลาประตูร้านจะเปิดออกพาเราเข้าสู่หนึ่งในห้องอาหารที่มีบรรยากาศสวยงามและโรแมนติคที่สุดในเมือง San Sebastián ผนังฝั่งหนึ่งถูกกั้นด้วยกระจกใสโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมสูงแบบ Panoramic ของ Bay of Biscay แน่นอนว่าโต๊ะริมกระจกซึ่งเป็นไฮไลท์ของร้านถูกกันเอาไว้เพื่อรองรับลูกค้าที่จองเข้ามาเป็นลำดับแรก ๆ ของรอบนั้น ๆ กลุ่มโต๊ะตรงกลางและเพดานถูกยกให้สูงขึ้นเพื่อแบ่งปันวิวอันสวยงามโดยรอบทั้งยังช่วยให้ตัวร้านดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา ในขณะที่โต๊ะด้านหลังสามารถให้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น

🎗 [THE CHEF] Pedro Subijana Reza เกิดในเดือนพฤศจิกายนปี 1948 ณ เมือง San Sebastián ก่อนที่จะเดินทางไปเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนการโรงแรม Casa del Campo ในกรุง Madrid และโรงเรียนการอาหาร Escuela de Hostelería del Hotel Euromar ของเชฟระดับตำนานอย่าง Luis Irízar ในเมือง Zarautz ซึ่งตัวเขาเองได้กลายเป็นหนึ่งในอาจารย์ประจำโรงเรียนแห่งนี้ในเวลาต่อมา หลังจากเข้าพิธีวิวาห์กับภรรยา Ada Pinter เชฟ Pedro Subijana ได้เริ่มต้นสายอาชีพกับร้านอาหารสไตล์ Asador Grill ในเมือง Tolosa และห้องอาหารประจำ Basque Sport Club of Pelota ในเมือง Hernani ก่อนที่อาจารย์ของเขา Luis Irízar จะแนะนำให้กลับไปยังกรุง Madrid เพื่อร่วมงานให้กับห้องอาหารฝรั่งเศสชื่อดังในสมัยนั้นอย่าง Zalacaín (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars แห่งแรกของประเทศสเปน) เป็นระยะเวลา 1 ปี ต่อด้วยห้องอาหาร Estella ในเมือง Navarra อีก 1 ปี เมื่อเก็บสะสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Pedro Subijana ในวัย 27 ปีจึงเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของตัวเองเพื่อควบคุมห้องอาหาร Akelaŕe ในปี 1975 นั่นเอง ช่วงเวลาแห่งการเป็นตำนานเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 70s เมื่อ Juan Mari Arzak เชฟเจ้าของห้องอาหาร Arzak เป็นผู้นำบรรดาเชฟท้องถิ่นในภูมิภาค Basque Country รวมไปถึงเชฟ Pedro Subijana ในการปฏิวัติ Traditional Basque Cuisine โดยอาศัยอิทธิพลจาก Nouvelle Cuisine ของเชฟ Paul Bocuse ในการผสมผสานความ Avant-garde เข้ากับอาหารท้องถิ่นจนได้มาซึ่งอาหารรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า New Basque Cuisine อันเต็มไปด้วยความล้ำสมัยและน่าตื่นตาตื่นใจ ห้องอาหาร Akelaŕe ได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ในปี 1978 ต่อด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 1982 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2006 รวมไปถึง ☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol และการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Relais & Châteaux อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] Akelaŕe นำเสนออาหารในรูปแบบ New Basque Cuisine โดยการยกระดับวัตถุดิบและเมนูพื้นบ้านประจำภูมิภาค Basque Country เข้ากับเทคนิคการปรุงยุคใหม่แต่ไม่ละทิ้งรากเหง้าของอาหารท้องถิ่นดั้งเดิม ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ARANORI และ BEKARKI โดยมีราคาอยู่ที่ 240 € ทั้งนี้แต่ละคนยังสามารถเลือกเมนูทั้งสองเซ็ตได้ตามใจชอบต่างจากห้องอาหารชั้นสูงทั่ว ๆ ไปที่มักมีข้อกำหนดให้ลูกค้าทุกคนต้องเลือกเมนูแบบเดียวกัน จานที่ทำออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ Prawns and Green Beans cooked in “Orujo” Flame, and Sea Roes

จานแรกของเซ็ตเมนู Bekarki เป็นกุ้งสดจากเมือง Huelva ทางตอนใต้ของประเทศสเปนเสิร์ฟมาบนหินภูเขาไฟในหม้อเหล็กขนาดใหญ่ จากนั้นพนักงานจะเทราด Orujo Blanco บรั่นดีท้องถิ่นที่ทำมาจากส่วนที่เหลือขององุ่นเช่นเมล็ด ก้าน และเปลือกลงไปแล้วจึงจุดไฟเพื่อปรุงเนื้อกุ้งให้สุกระดับมีเดียมแรร์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนและรสชาติอันหวานกลมกล่อม เชฟเสิร์ฟมาคู่กับพูเรและชิ้นถั่วกรีนบีนช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ตรงกลางคือ Sea Roes สีส้มทำมาจากกุ้งเช่นกัน ยังมีองค์ประกอบของ Seafood Mayonnaise และ Hake Roe หรือไข่ปลาเฮคหอมมันช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน พนักงานยังกำชับว่าอย่าลืมหยิบหัวกุ้งมาดูดส่วนมันกุ้งเพราะนี่คือส่วนที่ให้รสชาติเข้นข้นมากที่สุดนั่นเอง (19/20)

✨ Kokotxa, Pumpkin Seeds Emulsion, Garlic and Parsley Bread

Kokotxas เป็นอาหารพื้นเมืองของภูมิภาค Basque Country ที่ได้จากการนำส่วนคางของปลาที่มีอัตราส่วนไขมันสูงอย่างปลา Hake หรือปลา Cod นำไปตุ๋นเป็นสตูว์เสิร์ฟมาคู่กันกับ Green Sauce แต่ในที่นี้เชฟ Pedro Subijana ได้นำมาปรับปรุงรูปแบบการเสิร์ฟเสียใหม่นั่นเอง เชฟเริ่มต้นด้วยการนำส่วนแก้มของปลา Hake ไปกงฟีจนมีเนื้อสัมผัสที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้านบนทอปด้วย Emulsion ทำมาจากเมล็ดฟักทองและไข่แดง ด้านล่างรองด้วยฟักทองที่บรูนัวส์มาเป็นชิ้นเล็ก ๆ รับประทานทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อให้ได้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร ในส่วนของ Green Sauce เชฟปรับมาเสิร์ฟเป็นขนมปังทำมาจากกระเทียมและพาสสลีย์ ด้านล่างเป็นซอสทำมาจากกระเทียมและพาสลีย์เช่นกัน คอร์สนี้ถือเป็นการยกระดับอาหารพื้นบ้านออกมาได้อย่างน่าสนใจและไม่ทิ้งรากเหง้าของเมนู Kokotxa ดั้งเดิมอีกด้วย (19/20)

✨ Squid as a Risotto, Butter Flower

หนึ่งในจานที่น่าประทับใจที่สุดในมื้อนี้คือ Fake Risotto เมนูที่เชฟหั่นหมึกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จนมีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าว จากนั้นผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยพอให้ชิ้นหมึกมีเนื้อสัมผัสคล้ายกับข้าวรีซอตโต้ได้อย่างพอดิบพอดีซึ่งถือว่าน่าประทับใจมาก ๆ ในการปรุงหมึกชิ้นเล็กให้นุ่ม หนึบ ไม่จนสุกเกินไปแบบนี้ ซอสสีดำทำมาจากหมึกดำให้ความหอม มัน ครีมมี่ แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้างกันคือเนยรูปดอกไม้ที่มีองค์ประกอบของชีสพาเมซานซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของรีซอตโต้และใบเบซิล วิธีรับประทานให้นำดอกไม้วางลงบนหมึกแล้วคนให้เข้ากันเพื่อให้เนยดอกไม้ที่ทำมาจากพาเมซานและเบซิลช่วยเชื่อมองค์ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน ถือเป็นเมนูคลาสสิคประจำร้านที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าประทับใจ (20/20)

✨ “Xaxu” and foaming Coconut Ice Cream

Xaxu คือของหวานท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดมาจาก Tolosa เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ San Sebastían มีลักษณะเป็นเค้กชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอดีคำ เชฟ Pedro Subijana ได้รับอนุญาตจาก Pastry Chef ผู้คิดค้นเมนูนี้นามว่า Gorrotxategui และนำมาปรับรูปแบบการเสิร์ฟเสียใหม่โดยสอดไส้ตรงกลางด้วยไข่แดง น้ำตาล และถั่วอัลมอนด์ องค์ประกอบสีขาวข้าง ๆ กันคือ Foaming Coconut Ice Cream ให้ความหอม มัน เบา และสดชื่น ทั้งยังช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับ Xaxu อีกด้วย (19/20)

🎗 [WHY GO] แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัย 73 ปีแต่อาหารของเชฟ Pedro Subijana ยังคงไว้ซึ่งเทคนิคอันโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชนิดหาใครเทียบได้ยาก ราคา 240 € ต่อคนเทียบกับอาหารจำนวน 9 คอร์สจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม บริการมีความเป็นกันเองและไม่เป็นทางการจนเกินไป พนักงานส่วนมากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี หลังทำการจองอย่าลืมอีเมลล์ไปขอที่นั่งริมหน้าต่างพร้อมทัศนียภาพมุมกว้างของ Bay of Biscay ที่จะช่วยเสริมให้อาหารมื้อนี้เป็นที่น่าจดจำไปตลอดกาล

Price :

240 €/p

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

พุธ-เสาร์ 13.00-14.30, 20.30-21.30 และอาทิตย์ 13.00-14.30 ปิดจันทร์-อังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ร้านอาหารรูปแบบ New Basque Cuisine ของเชฟระดับตำนานผู้ปฎิวัติและเผยแพร่อาหารพื้นบ้านให้เหล่านักชิมทั่วโลกได้รู้จัก

อาหาร :

18

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 ARANORI (240 €/p)

          

🥄 JUST TO BEGIN

Diabolic Butter

Fried eggs with potato chips and ham

Macaron (Gilda)

Red Prawns fritter

Black pudding cookie

🥄 ARANORI

Egg with Caviar, on Cauliflower purée and Chive butter

Grilled Oyster with Oyster sauce, Ibérico Pork Terrine

Rice with Red Prawns Coral and its Carpaccio

Sautéed Fresh Foie Gras with “Salt Flakes and Grain Pepper”

Hake in Seaweed steam. Plancton and Oyster Leaf

Squid as a Risotto, Butter Flower

Carved Beef, Tendon and lacquered Skin, “Potatoes and Peppers”

Gin-Tonic on a plate

“Xaxu” and foaming Coconut Ice Cream

📃 BEKARKI (240 €/p)

🥄 JUST TO BEGIN

Diabolic Butter

Fried eggs with potato chips and ham

Macaron (Gilda)

Red Prawns fritter

Black pudding cookie

🥄 BEKARKI

Prawns and Green Beans cooked in “Orujo” Flame, and Sea Roes

Tubers in Herbal Infusion

Garden Vegetables and Lobster Salad, its Coral dome

Kokotxa, Pumpkin Seeds Emulsion, Garlic and Parsley Bread

Sea Bass “UMAMI”, Basque Ceviche

Mimetic Octopus

Grilled Iberic “Presa” with Pepper seeds and Garlic in three different versions

The Sheep Milk Dessert

Fried “Frantxineta”, Rhubarb cream

🇪🇸 Akelaŕe – อะเกลาเร

🌟🌟🌟 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน

☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

🍴 Creative, Traditional Cuisine – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารพื้นเมือง

👨🏻‍🍳 Chef Pedro Subijana Reza – เชฟเปโดร ซูบิฮานา เรซ่า

🎗 [INTRO] San Sebastián มีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นเมืองศูนย์กลางทางอาหารระดับโลกทั้งยังเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 4 แห่งที่เรียกรวมกันว่า MAMA Restaurants อันประกอบไปด้วย Mugaritz (2 Michelin Stars), Arzak (3 Michelin Stars), Martín Berasategui (3 Michelin Stars) และ Akelaŕe (3 Michelin Stars) อีกด้วย บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ Akelaŕe ห้องอาหารของเชฟระดับตำนานผู้ร่วมสถาปนาอาหารในรูปแบบ New Basque Cuisine ให้กับเชฟและเหล่านักชิมทั่วโลกได้รู้จัก

Diabolic Butter

มื้ออาหารเริ่มต้นด้วยการเสิร์ฟ La Mantequilla Diabólica หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Diabolic Butter ที่เหล่านักชิมอาจคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเสิร์ฟมาคู่กับขนมปังกรอบสามสีเป็นเอกลักษณ์ (17/20)

Diabolic Butter

เนยนมแพะที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ด้านบนพิมพ์รูปแพะด้วยข้าวดำตามคอนเซปจากชื่อร้าน Akelaŕe ที่เป็นภาษา Basque แปลตรงตัวได้ว่า Witches’ Sabbath หรือ Wirches’ Meeting ใช้อธิบายถึงการรวมตัวกันของเหล่าแม่มดจากตำนานของ Basque Mythology (17/20)

Diabolic Butter

ส่วนขนมปังเตรียมออกมาเป็นสามสีในแผ่นเดียวเริ่มต้นจากสีขาวทำมาจาก Goat Cheese สีแดงทำมาจาก Red Pepper และสีดำทำมาจาก Charchol เนื้อสัมผัสกรอบดีแต่ยังไม่มีอะไรโดดเด่นนักสำหรับห้องอาหารระดับนี้ (17/20)

Fried eggs with potato chips and ham

ถัดมาคือ Huevo Frito con Patatas มันฝรั่งกรอบ แม้จะแตกง่ายขณะหยิบจับแต่เนื้อสัมผัสละมุนจนแทบจะละลายในปาก มีกลิ่นหอมของข้าวโพดและ Jamón หรือแฮมของประเทศสเปนลงตัวมาก ๆ (16/20)

Macaron (Gilda)

Gilda (อ่านว่าฮิลด้า) เป็น Pintxo พื้นบ้านของเมือง Donostia-San Sebastián ทำมาจากแองโชวี่ พริกหวานสีเขียว และมะกอก ในที่นี้เชฟ Pedro Subijana ได้นำเสนออกมาในรูปแบบมาการองสีเขียวอ่อนที่มีรสชาติอมเปรี้ยว ตรงกลางมีกลิ่นหอมของครีมแองโชวี่ อร่อยสมกับเป็นเมนูประวัติศาสตร์ที่พลิกโฉมหน้าอาหารสไตล์ New Basque Cuisine (17/20)

Red Prawns fritter

กุ้งแดงจากทะเล Atlantic Sea ทางตอนใต้ของประเทศสเปนที่นำมาทำเป็นฟริตเตอร์เสิร์ฟมาอุ่น ๆ เนื้อนุ่มและหอมกลิ่นมันหัวกุ้ง ด้านบนเป็นทาทาร์เนื้อกุ้งแดงให้รสหวานละมุน พนักงานแนะนำให้กัดทั้งคำในรอบเดียวแบบ One Bite (18/20)

Black pudding cookie

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งเมนูคลาสสิคที่เสิร์ฟคู่กับตัวร้านมาอย่างยาวนานนั่นก็คือ Black Sausage Talo คุกกี้ทรงสี่เหลี่ยนผืนผ้าขอบหยักทำมาจากข้าวโพด เนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็งตามที่เหล่านักชิมหลายคนเคยกล่าวไว้ ด้านบนทอปด้วย Morcilla ซึ่งเป็น Black Pudding ท้องถิ่นหรือไส้กรอกที่มีส่วนผสมของเลือดหมูทำให้มีกลิ่นหอมพร้อมรูปหมูและอักษร ODOLKI ที่แปลว่า Blood Sausage นั่นเอง (17/20)

Bread

ทางร้านนำเสนอขนมปังมา 3 ชนิดคือ Traditional, 7 Seeds และ Ciabatta

Egg with Caviar, on Cauliflower purée and Chive butter

จานแรกของเซ็ตเมนู Aranori เป็นองค์ประกอบของไข่แดงทำมาเป็นแผ่นรูปทรงสวยงามแล้วทอปด้วยคาเวียร์คุณภาพสูง ด้านล่างเป็นครีมกะหล่ำดอกให้ความหวานมันกำลังดีคู่กันไปกับถั่วอัลมอนด์กรอบ ด้วยอุณหภูมิที่เย็นช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าสู่คอร์สถัดไป ด้านบนทอปด้วย Chive Butter เสริมความมันนิด ๆ สมกับที่เชฟเปรียบเปรยว่า A delicate way of eating a tea spoon of good caviar นั่นเอง (18/20)

Prawns and Green Beans cooked in “Orujo” Flame, and Sea Roes

สำหรับจานแรกของเซ็ตเมนู Bekarki เป็นกุ้งสดจากเมือง Huelva ทางตอนใต้ของประเทศสเปนเสิร์ฟมาบนหินภูเขาไฟในหม้อเหล็กขนาดใหญ่ (19/20)

Prawns and Green Beans cooked in “Orujo” Flame, and Sea Roes

ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Orujo Blanco บรั่นดีท้องถิ่นที่ทำมาจากส่วนที่เหลือขององุ่นเช่นเมล็ด ก้าน และเปลือกลงไปแล้วจุดไฟเพื่อปรุงเนื้อกุ้งให้สุกระดับมีเดียมแรร์ (19/20)

Prawns and Green Beans cooked in “Orujo” Flame, and Sea Roes

จากนั้นจึงปิดหม้อเอาไว้พักหนึ่ง (19/20)

Prawns and Green Beans cooked in “Orujo” Flame, and Sea Roes

เนื้อกุ้งสุกระดับมีเดียมแรร์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนและรสชาติหวานกลมกล่อม เชฟเสิร์ฟมาคู่กับพูเรและชิ้นถั่วกรีนบีนช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ตรงกลางคือ Sea Roes สีส้มทำมาจากกุ้งเช่นกัน ยังมีองค์ประกอบของ Seafood Mayonnaise และ Hake Roe หรือไข่ปลาเฮคหอมมันช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน พนักงานยังบอกว่าอย่าลืมหยิบหัวกุ้งมาดูดเพราะเป็นส่วนที่ให้รสชาติเข้นข้นมากที่สุดนั่นเอง (19/20)

Grilled Oyster with Oyster sauce, Ibérico Pork Terrine

คอร์สนี้พนักงานจะนำเสิร์ฟมาพร้อมกัน 2 จานย่อยคือหอยนางรมย่างและเทอร์รีนหมู Ibérico (18/20)

Grilled Oyster with Oyster sauce, Ibérico Pork Terrine

ส่วนแรกเป็นหอยนางรมย่างแล้วทอปด้วย Emulsion ทำมาจากหอยนางรมเช่นกันที่ด้านบน ข้างกันคือหอมใหญ่เสิร์ฟมาใต้ใบไม้รับประทานได้ (18/20)

Grilled Oyster with Oyster sauce, Ibérico Pork Terrine

อีกส่วนหนึ่งคือเทอร์รีนทำมาจากหางหมู Ibérian รองด้วยแผ่นแป้งกรอบแล้วทอปด้านบนด้วยหอมแดงและ Gherkin (18/20)

Tubers in Herbal Infusion

Tubers หรือพืชที่มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินเสิร์ฟมาพร้อมกันมากถึง 8 ชนิดและทรัฟเฟิลท้องถิ่นของสเปนเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสและรสชาติที่แตกต่างกันออกไป ตรงกลางเป็นไข่ที่จะแตกออกเมื่อเอาช้อนตัด ด้านล่างเป็น Herbal Infusion ทำมาจาก Aromatic Herbs รวมกันถึง 5 ชนิดช่วยบาลานซ์รสชาติและลดทอน Earthy Aroma ไม่ให้แสดงออกเด่นชัดจนเกินไป (17/20)

Rice with Red Prawns Coral and its Carpaccio

คอร์สนี้เชฟตั้งใจนำเสนอความเข้ากันได้และการเสริมรสชาติกันอย่างลงตัวของข้าวและกุ้งแดงซึ่งเป็นวัตถุดิบล้ำค่าแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (18/20)

Rice with Red Prawns Coral and its Carpaccio

พนักงานเริ่มต้นด้วยการนำเสนอจานที่มีเนื้อกุ้งแดงแล่เป็นแผ่นบาง ๆ อย่าง Carpaccio ทอปด้านบนด้วย Red Paprika (18/20)

Rice with Red Prawns Coral and its Carpaccio

อีกฝั่งหนึ่งเป็นข้าว Carnaroli แบบเดียวกันกับที่ใช้ทำ Risotto ปรุงกับ Coral Juice ที่สกัดมาจากทั้งเปลือกและหัวกุ้งคลุกเคล้าจนเข้ากันดี จากนั้นจึงตักข้าวมาวางลงบน Carpaccio อีกทีหนึ่ง (18/20)

Rice with Red Prawns Coral and its Carpaccio

ข้าว Risotto สุกระดับ Al Dente แบบพอดิบพอดี มีความหอม มัน ตัดเนื้อสัมผัสกันกับความนุ่มของ Carpaccio กุ้งแดงที่รองอยู่ด้านล่าง ถือเป็นคอร์สที่ทั้งคลาสสิคและเตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

Garden Vegetables and Lobster Salad, its Coral dome

สลัดกุ้งล็อบสเตอร์เสิร์ฟมาเป็นผักสลัดรอบจาน ตรงกลางคือโดมกรอบ ๆ ทำมาจากน้ำของตัวล็อบสเตอร์เอง (17/20)

Garden Vegetables and Lobster Salad, its Coral dome

กระเทาะโดมออกจะพบกับองค์ประกอบด้านล่างเป็นล็อบสเตอร์ที่เพิ่งปรุงสุกใหม่ ๆ สุกกำลังดีสังเกตได้จากความฉ่ำหวานของเนื้อกุ้งทั้งยังเดรสซิ่งด้วย Chardonnay Vinegar ช่วยชูรสเฉพาะตัวของล็อบสเตอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น (17/20)

Sautéed Fresh Foie Gras with “Salt Flakes and Grain Pepper”

เมนูคลาสสิคอย่างฟัวกราส์เสิร์ฟที่ผ่านการ Sautéed มาสุกได้ระดับ ข้าง ๆ คือ Sweet White Wine Reduction Sauce ทำมาจาก Sauternes ด้านบนคือองค์ประกอบที่ทำมาจากเกลือและพริกไทยให้รสเค็มนิด ๆ กรอบหน่อย ๆ ตัดทั้งความครีมมี่และและเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนของฟัวกราส์ได้อย่างไรเที่ติ ถือเป็นเมนูคลาสสิคที่ปรับรูปแบบการนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ (18/20)

Kokotxa, Pumpkin Seeds Emulsion, Garlic and Parsley Bread

Kokotxas เป็นอาหารพื้นเมืองของภูมิภาค Basque Country ที่ได้จากการนำส่วนคางของปลาที่มีอัตราส่วนไขมันสูงอย่างปลา Hake หรือปลา Cod นำไปตุ๋นเป็นสตูว์เสิร์ฟมาคู่กันกับ Green Sauce แต่ในที่นี้เชฟ Pedro Subijana ได้นำมาปรับปรุงรูปแบบการเสิร์ฟเสียใหม่นั่นเอง (19/20)

Kokotxa, Pumpkin Seeds Emulsion, Garlic and Parsley Bread

เชฟเริ่มต้นด้วยการนำส่วนแก้มของปลา Hake ไปกงฟีจนมีเนื้อสัมผัสที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้านบนทอปด้วย Emulsion ทำมาจากเมล็ดฟักทองและไข่แดง ด้านล่างรองด้วยฟักทองที่บรูนัวส์มาเป็นชิ้นเล็ก ๆ รับประทานทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อให้ได้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร (19/20)

Kokotxa, Pumpkin Seeds Emulsion, Garlic and Parsley Bread

ในส่วนของ Green Sauce เชฟปรับมาเสิร์ฟเป็นขนมปังทำมาจากกระเทียมและพาสสลีย์ ด้านล่างเป็นซอสทำมาจากกระเทียมและพาสลีย์เช่นกัน คอร์สนี้ถือเป็นการยกระดับอาหารพื้นบ้านออกมาได้อย่างน่าสนใจและไม่ทิ้งรากเหง้าของเมนู Kokotxa ดั้งเดิมอีกด้วย (19/20)

Hake in Seaweed steam. Plancton and Oyster Leaf

เมนูปลาที่ดีที่สุดในวันนี้คือ Hake ที่ผ่านการนึ่งด้วยน้ำสาหร่ายจนสุกพอดีและมีเนื้อสัมผัสเฉพาะตัว ในด้านของรสชาติเชฟนำพาสลีย์และไข่ขาวมาทำเป็นไข่มุกทรงกลมชิ้นเล็ก ๆ ข้างกันคือซอสสีเขียวทำมาจากแพลงก์ตอน ด้านบนทอปด้วย Oyster Leaf ซึ่งเป็นใบไม้ที่มีกลิ่นเหมือนกันกับหอยนางรมสด มีความกรอบเล็กน้อย ช่วยแต่งแต้มกลิ่นของจานให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (19/20)

Sea Bass “UMAMI”, Basque Ceviche

เนื้อปลากะพงแล่มาเป็นชิ้นขนาดใหญ่ให้เนื้อสัมผัสเฟิร์มเล็กน้อยแต่ไม่แข็งกระด้าง เชฟเสิร์ฟมากับน้ำซุปใสที่ให้รสชาติอุมามิซึ่งเปรียบเปรยได้กับรสชาติที่ 5 ในธรรมชาติ ตัวซุปมีส่วนประกอบมากกว่า 20 ชนิดโดยทุกอย่างให้รสชาติอุมามิในระดับที่แตกต่างกันอย่างมีมิติ (19/20)

Sea Bass “UMAMI”, Basque Ceviche

เชฟเสิร์ฟเนื้อปลามากับ Percebes หรือเพรียงซึ่งเป็นวัตถุดิบราคาสูงและเป็นที่นิยมในแถบ Basque Country เพราะการจับเก็บเพรียงแต่ละตัวมาได้จำเป็นต้องเดินไปบนหน้าผาหินริมทะเลและเก็บมาด้วยมือเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีไข่มุกกลม ๆ สีเหลืองนวลทำมาจากน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นอีกด้วย (19/20)

Sea Bass “UMAMI”, Basque Ceviche

ปลากระพงเสิร์ฟมาคู่กับ Basque Ceviche ที่ได้จากการปรุงเนื้อปลาให้สุกด้วยด้วยซิตรัสแต่แทนที่จะใช้ Cilantro หรือผักชีเป็นองค์ประกอบหลักเชฟเปลี่ยนมาใช้ Parsley แทนจึงเป็นที่มาของชื่อ Basque Ceviche นั่นเอง (19/20)

Squid as a Risotto, Butter Flower

หนึ่งในจานที่น่าประทับใจที่สุดในมื้อนี้คือ Fake Risotto เมนูที่เชฟหั่นหมึกเป็นชิ้นเล็ก ๆ จนมีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าว จากนั้นผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยพอให้ชิ้นหมึกมีเนื้อสัมผัสคล้ายกับข้าวรีซอตโต้ได้อย่างพอดิบพอดีซึ่งถือว่าน่าประทับใจมาก ๆ ในการปรุงหมึกชิ้นเล็กให้นุ่ม หนึบ ไม่จนสุกเกินไปแบบนี้ (20/20)

Squid as a Risotto, Butter Flower

ซอสสีดำทำมาจากหมึกดำให้ความหอม มัน ครีมมี่ แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นคาว (20/20)

Squid as a Risotto, Butter Flower

ข้างกันคือเนยรูปดอกไม้ที่มีองค์ประกอบของชีสพาเมซานซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของรีซอตโต้และใบเบซิล (20/20)

Squid as a Risotto, Butter Flower

วิธีรับประทานให้นำดอกไม้วางลงบนหมึกแล้วคนให้เข้ากันเพื่อให้เนยดอกไม้ที่ทำมาจากพาเมซานและเบซิลช่วยเชื่อมองค์ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน ถือเป็นเมนูคลาสสิคประจำร้านที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าประทับใจ (20/20)

Mimetic Octopus

Mimetic Octopus ได้จากการนำชิ้นหมึกยักษ์ไปย่างจนสุก นุ่ม หนึบกำลังดี ด้านบนทอปด้วยสาหร่ายที่นำไปชุบแป้งทอดเป็นเทมปุระ ข้างกันคือองค์ประกอบของมันฝรั่งและปาปริก้าเพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงเทราดซอสสีดำทำมาจากหมึกดำชวนนึกถึงการแอบซ่อนตัวของหมึกยักษ์ชิ้นนี้นั่นเอง (18/20)

Carved Beef, Tendon and lacquered Skin, “Potatoes and Peppers”

เมนคอร์สของเซ็ตเมนู Aranori ในวันนี้คือเนื้อวัวเสิร์ฟมาในหลากหลายองร์ประกอบที่แตกต่างกัน (18/20)

Carved Beef, Tendon and lacquered Skin, “Potatoes and Peppers”

เนื้อวัวเสิร์ฟมาคู่กับซอสที่ทำมาจากส่วนเอ็นของวัว ด้านบนทอปด้วยหนังวัวที่นำไปทอดและผ่านกระบวนการ Lacquered จนกรอบ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว องค์ประกอบสีเหลืองอ่อนคือ Mashed Potato ส่วนซอสสีเข้มฝั่งซ้ายมือทำมาจากเนื้อวัวเติมแต่งรสชาติให้เข้มข้นยิ่งขึ้น (18/20)

Carved Beef, Tendon and lacquered Skin, “Potatoes and Peppers”

ข้างกันคือ Coppered Chips ทำมาจากมันฝรั่งและพริก Piquillo Peppers ให้หยิบรับประทานได้ด้วยมือ (18/20)

Grilled Iberic “Presa” with Pepper seeds and Garlic in three different versions

เนื้อหมูดำไอบีเรียเกรดพรีเมี่ยมจากแบรนด์ 5J เชฟเลือกใช้ส่วน Presa เหนือหัวไหล่นำไปย่างใน Vegetal Charchol แล้วจึงผ่านการ Lacquered ด้วย Red Pepper Juice นำเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ทำให้มีเนื้อสัมผัสนุ่มและมีกลิ่นหอมคล้ายถั่วอันเป็นเอกลักษณ์ของหมูดำไอบีเรีย จากนั้นพนักงานจะราดซอสรสชาติเข้มข้น ด้านบนโรยด้วยเกลือเล็กน้อยช่วยดึงรสชาติของเนื้อหมูให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (19/20)

Grilled Iberic “Presa” with Pepper seeds and Garlic in three different versions

ข้างกันคือกระเทียมเสิร์ฟมาใน 3 รูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มจาก Fake Garlic ทำมาจากมันฝรั่งแต่กลับให้เนื้อสัมผัสนุ่มคล้ายกระเทียม ตรงกลางคือ Garlic Flower ดอกไม้สีม่วงที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับกระเทียมแต่ให้กลิ่นคล้ายกระเทียม สุดท้ายคือกระเทียมดำมีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว (19/20)

Gin-Tonic on a plate

จานนี้เชฟนำเสนอ Gin & Tonic ในรูปแบบเจลลี่เสิร์ฟมาคู่กับ Juniper Sauce เสริมกลิ่นหอมเฉพาะตัวให้กับ Gin ข้างกันคือ Lemon Ice Cream ทั้งยังมีรสหวานนิด ๆ จากคาราเมลอีกด้วย เชฟแนะนำให้ลองชิมแต่ละองค์ประกอบแยกกันก่อนที่จะผสมผสานรสชาติได้ตามใจชอบ (19/20)

The Sheep Milk Dessert

ของหวานจานนี้มีชื่อว่า The Sheep Milk Dessert อันเนื่องมาจากการนำนมแกะมาใช้เป็นองค์ประกอบหลัก (19/20)

The Sheep Milk Dessert

ในจานประกอบไปด้วย Curd Milk, Foam Air และ Cottage Cheese ส่วนองค์ประกอบที่มีรอยไหม้คือ Milk Skin หรือฟองนมซึ่งเป็นส่วนบนสุดของนมเมื่อผ่านความร้อนแล้วนำมาทอร์ชจนมีกลิ่นหอมนั่นเอง (19/20)

The Sheep Milk Dessert

องค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมาเสิร์ฟมาคู่กับ Milk Rice Ice Cream หอมมันทั้งล้างปากและช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (19/20)

“Xaxu” and foaming Coconut Ice Cream

Xaxu คือของหวานท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดมาจาก Tolosa เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ San Sebastían มีลักษณะเป็นเค้กชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอดีคำ เชฟ Pedro Subijana ได้รับอนุญาตจาก Pastry Chef ผู้คิดค้นเมนูนี้นามว่า Gorrotxategui และนำมาปรับรูปแบบการเสิร์ฟเสียใหม่โดยสอดไส้ตรงกลางด้วยไข่แดง น้ำตาล และถั่วอัลมอนด์ องค์ประกอบสีขาวข้าง ๆ กันคือ Foaming Coconut Ice Cream ให้ความหอม มัน เบา และสดชื่น ทั้งยังช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับ Xaxu อีกด้วย (19/20)

“Xaxu” and foaming Coconut Ice Cream

ไส้ด้านในมีเนื้อสัมผัสดีงามไร้ที่ติมาก ๆ (19/20)

Fried “Frantxineta”, Rhubarb cream

Pantxineta เป็นของหวานท้องถิ่นประจำภูมิภาค Basque Country มีลักษณะเป็นทาร์ตทำมาจากแป้งพัฟแพสทรี่ ด้านในบรรจุคัสตาร์ดครีม ทอปด้านบนด้วยอัลมอนด์และน้ำตาลไอซิ่ง ประวัติของขนมนี้ต้องเล่าย้อนไปถึงสมัยต้นศตวรรษที่ 20 เชฟอาหารหวานท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในเมือง San Sebastían นามว่า Otaegui ได้ทำการรังสรรค์เมนูของหวานที่ได้รับอิทธิพลมาจากขนมฝรั่งเศส Frangipane เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าหลักคือเหล่าขุนนาง และชนชั้นปกครองในราชวงศ์สเปนที่มาพักตากอากาศ ณ เมือง…

ดูเพิ่มเติม

Petits Fours

ปิดท้ายด้วย Petits Fours เรียงจากขวาไปซ้ายคือช็อกโกแลตสอดไส้เสาวรส มาร์ชแมลโล่ว์ บิสกิตช็อกโกแลตและเกลือ วานิลลามาการอง พิสตาชิโอ้บิสกิต และช็อกโกแลตไส้ถั่วเขียนเป็นรูปตัว R ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของร้านนั่นเอง

Chocolate Cake

สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษให้ระบุกับทางร้านตั้งแต่ตอนจองเพื่อรับมินิเค้กช็อกโกแลตฟรีอีก 1 จาน

💰 ราคา 494 €/2 pp
Akelaŕe นำเสนออาหารในรูปแบบ New Basque Cuisine โดยการยกระดับวัตถุดิบและเมนูพื้นบ้านประจำภูมิภาค Basque Country เข้ากับเทคนิคการปรุงยุคใหม่แต่ไม่ละทิ้งรากเหง้าของอาหารท้องถิ่นดั้งเดิม
ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ARANORI และ BEKARKI โดยมีราคาอยู่ที่ 240 €
ทั้งนี้ลูกค้าแต่ละคนยังสามารถเลือกเมนูทั้งสองเซ็ตได้ตามใจชอบต่างจากห้องอาหารชั้นสูงทั่ว ๆ ไปที่มักมีข้อกำหนดให้ลูกค้าทุกคนต้องเลือกเมนูแบบเดียวกัน

🎗 [THE CHEF] Pedro Subijana Reza เกิดในเดือนพฤศจิกายนปี 1948 ณ เมือง San Sebastián ก่อนที่จะเดินทางไปเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนการโรงแรม Casa del Campo ในกรุง Madrid และโรงเรียนการอาหาร Escuela de Hostelería del Hotel Euromar ของเชฟระดับตำนานอย่าง Luis Irízar ในเมือง Zarautz ซึ่งตัวเขาเองได้กลายเป็นหนึ่งในอาจารย์ประจำโรงเรียนแห่งนี้ในเวลาต่อมา หลังจากเข้าพิธีวิวาห์กับภรรยา Ada Pinter เชฟ Pedro Subijana ได้เริ่มต้นสายอาชีพกับร้านอาหารสไตล์ Asador Grill ในเมือง Tolosa และห้องอาหารประจำ Basque Sport Club of Pelota ในเมือง Hernani ก่อนที่อาจารย์ของเขา Luis Irízar จะแนะนำให้กลับไปยังกรุง Madrid เพื่อร่วมงานให้กับห้องอาหารฝรั่งเศสชื่อดังในสมัยนั้นอย่าง Zalacaín (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars แห่งแรกของประเทศสเปน) เป็นระยะเวลา 1 ปี ต่อด้วยห้องอาหาร Estella ในเมือง Navarra อีก 1 ปี เมื่อเก็บสะสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Pedro Subijana ในวัย 27 ปีจึงเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของตัวเองเพื่อควบคุมห้องอาหาร Akelaŕe ในปี 1975 นั่นเอง ช่วงเวลาแห่งการเป็นตำนานเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 70s เมื่อ Juan Mari Arzak เชฟเจ้าของห้องอาหาร Arzak เป็นผู้นำบรรดาเชฟท้องถิ่นในภูมิภาค Basque Country รวมไปถึงเชฟ Pedro Subijana ในการปฏิวัติ Traditional Basque Cuisine โดยอาศัยอิทธิพลจาก Nouvelle Cuisine ของเชฟ Paul Bocuse ในการผสมผสานความ Avant-garde เข้ากับอาหารท้องถิ่นจนได้มาซึ่งอาหารรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า New Basque Cuisine อันเต็มไปด้วยความล้ำสมัยและน่าตื่นตาตื่นใจ ห้องอาหาร Akelaŕe ได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ในปี 1978 ต่อด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 1982 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2006 รวมไปถึง ☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol และการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Relais & Châteaux อีกด้วย

ตัวร้านเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1974 โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่บนเนินเขานอกตัวเมือง San Sebastián กระทั่งในปี 2017 เชฟ Pedro Subijana ได้ว่าจ้างให้สถาปนิคและดีไซน์สตูดิโอจากกรุง Madrid นามว่า Mecanismo ออกแบบต่อเติมโรงแรม Hotel Akelaŕe โดยผสมผสานวัสดุสามชนิดคือหินอ่อนสีดำ, ไม้โอ้คสีอ่อน และหิน Filitia เข้าด้วยกันอย่างได้กลมกลืน

ผนังฝั่งหนึ่งถูกกั้นด้วยกระจกใสโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมสูงแบบ Panoramic ของ Bay of Biscay 

ดูน้อยลง

กลุ่มโต๊ะตรงกลางและเพดานถูกยกให้สูงขึ้นเพื่อแบ่งปันวิวอันสวยงามโดยรอบทั้งยังช่วยให้ตัวร้านดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา

ในส่วนของโต๊ะด้านหลังสามารถให้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น

แน่นอนว่าโต๊ะริมกระจกซึ่งเป็นไฮไลท์ของร้านถูกกันเอาไว้เพื่อรองรับลูกค้าที่จองเข้ามาเป็นลำดับแรก ๆ ของรอบนั้น ๆ

Akelaŕe เป็นภาษา Basque แปลตรงตัวได้ว่า Witches’ Sabbath หรือ Wirches’ Meeting ใช้อธิบายถึงการรวมตัวกันของเหล่าแม่มด

เมื่อถึงเวลาประตูร้านจะเปิดออกพาเราเข้าสู่หนึ่งในห้องอาหารที่มีบรรยากาศสวยงามและโรแมนติคที่สุดในเมือง San Sebastián

🌟🌟🌟 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน

ด้านหน้าเป็นลานจอดขนาดใหญ่เพียงสำหรับลูกค้าทุกคน บริเวณเลาจน์ตรวจสอบการจองมีบรรยากาศเรียบง่ายสบาย ๆ

🎗 [WHY GO] แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัย 73 ปีแต่อาหารของเชฟ Pedro Subijana ยังคงไว้ซึ่งเทคนิคอันโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชนิดหาใครเทียบได้ยาก ราคา 240 € ต่อคนเทียบกับอาหารจำนวน 9 คอร์สจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม บริการมีความเป็นกันเองและไม่เป็นทางการจนเกินไป พนักงานส่วนมากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี หลังทำการจองอย่าลืมอีเมลล์ไปขอที่นั่งริมหน้าต่างพร้อมทัศนียภาพมุมกว้างของ Bay of Biscay ที่จะช่วยเสริมให้อาหารมื้อนี้เป็นที่น่าจดจำไปตลอดกาล