หน้าแรก » 🇹🇭 IGNIV – อิกนีฟ (2022)
Visit: January 5, 2022
🇹🇭 IGNIV - อิกนีฟ
👨🏻🍳 Chef David Hartwig - เชฟเดวิด ฮาร์ตวิก
👍 ร้านอาหารสาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ของเชฟ Andreas Caminada ที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัวในแบบห้องอาหารชั้นสูงแถบสวิสเซอแลนด์-เยอรมัน
Tel: 02-207-7822
Cuisine
🍴 European Contemporary - อาหารยุโรปร่วมสมัย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
15.5/20
Price
[INTRO] รีวิวในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ IGNIV ห้องอาหาร 1 Michelin Star น้องใหม่ประจำ Michelin Guide Thaialnd ปี 2022 ทั้งยังเป็นร้านสาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ของเชฟชื่อดังระดับโลกอย่างคุณ Andreas Caminada อีกด้วย
[THE PLACE] ห้องอาหาร IGNIV ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ของโรงแรม The St. Regis Bangkok ภายในได้ถูกปรับปรุงมาจากห้องอาหาร Jojo เดิมโดยมี Patricia Urqiuola อินทีเรียดีไซน์เนอร์ชื่อดังชาวสเปนผู้ออกแบบห้องอาหาร IGNIV ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาแล้วรับหน้าที่ปรับแต่งให้บรรยากาศภายใน IGNIV สาขากรุงเทพมีความอบอุ่นและเป็นกันเองแตกต่างจากห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไปสังเกตจากการเลือกใช้วัสดุทำจากไม้ โซฟาขนาดใหญ่ ยังมีประติมากรรมทำจากไม้บนเพดานรูปร่างหน้าตาคล้ายรังนกรวมไปถึงเครื่องเทเบิ้ลแวร์รูปนกสไตล์พาสเทลสีสันสดใสสมกับชื่อร้าน IGNIV ซึ่งเป็นภาษา Romansh แปลว่า Nest หรือรังนกเลยจริง ๆ
[THE CHEF] Andreas Caminada เป็นเชฟที่มีอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ห้องอาหารเรือธงของเขา Schloss Schauenstein การันตีด้วยรางวัล ![]()
![]()
3 Michelin Stars และ 19 Points Gault & Millau ทั้งยังมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน World’s 50 Best Restaurants เป็นประจำทุกปี หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากมายกับห้องอาหาร Fine Dining แบบฉบับดั้งเดิม เชฟ Andreas ได้มีแนวคิดในการผลักดัน IGNIV ห้องอาหารภายใต้คอนเซปใหม่คือ Sharing Set Menu โดยก่อตั้งสาขาแรกคือ IGNIV by Andreas Caminada ขึ้นที่โรงแรม Badrutt’s Palace ในเมืองตากอากาศสุดหรู Saint Moritz และสามารถคว้ารางวัล ![]()
2 Michelin Stars มาครองได้สำเร็จ จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมนี้เองทำให้เชฟขยับขยายอาณาจักรร้านอาหารเพิ่มเติมไปอีกคือ IGNIV by Andreas Caminada สาขา Bad Ragaz (![]()
2 Michelin Stars) และ IGNIV Zürich by Andreas Caminada (
1 Michelin Star) ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงกับโรงแรม The St. Regis Bangkok ในการเปิดห้องอาหาร IGNIV สาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงปลายปี 2020 พร้อมทั้งได้รับรางวัล
1 Michelin Star ในการประกาศรางวัลโดย Michelin Guide Thailand ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง สำหรับที่สาขากรุงเทพ IGNIV ควบคุมโดยเชฟ 2 ท่านเริ่มจาก David Hartwig เชฟระดับแนวหน้าจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ผู้ผ่านงานกับเครือโรงแรมใหญ่ ๆ อย่าง The NoMad Hotel และ Hotel Paradise รวมไปถึงห้องอาหารชั้นนำเช่น Maaemo (3 Michelin Stars), Wallsé (1 Michelin Star) และ Schloss Schauenstein (3 Michelin Stars) ของเชฟ Andreas Caminada อีกท่านหนึ่งคือเชฟ Arne Riehn ชาวเยอรมันผู้ควบตำแหน่ง Sous Chef และ Pastry Chef ให้กับห้องอาหาร IGNIV ทั้งยังเคยผ่านงานในห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมันอย่าง Vendôme (3 Michelin Stars) มาแล้วนั่นเอง
[THE FOOD] IGNIV นำเสนออาหารในรูปแบบ European Contemporary โดยแฝงตัวตนความเป็นชาวสวิสของเชฟ Andres Caminada เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน ปกติแล้วห้องอาหารอื่น ๆ ที่มาเปิดสาขาในกรุงเทพมักพยายามปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นคนไทยแต่ IGNIV ถือเป็นห้องอาหารไม่กี่แห่งในกรุงเทพที่เรารู้สึกว่ามีตัวตนความเป็นยูโรเปี้ยนสูงมาก แต่ละคอร์สถอดแบบมาจากห้องอาหารชั้นสูงฝั่งสวิส-เยอรมันอย่างชัดเจนและด้วยความที่เชฟไม่ปราณีปรานอมกับรสชาตินี่เองอาจทำให้คนไทยหลายคนรู้สึกไม่คุ้นชินกับรสชาติเอาได้ ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน Business Lunch (1,900++/p) จำนวน 3 คอร์สซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันพุธ-ศุกร์หรือเซ็ตเมนูขนาดใหญ่ 4-Course Sharing Experience (3,800++/p) ที่สามารถสั่งได้ในทุกเวลา นอกจากนี้ยังมี IGNIV Signature to Adds On เมนูเสริมที่ได้รวบรวมจาน Classic of The House เอาไว้ให้สั่งแยกเพิ่มเติมต่างหาก แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงเราจึงอยากแนะนำให้เลือกสั่งเฉพาะ IGNIV Chicken Nuggets (900++ per couple) เพิ่มเพียงจานเดียวน่าจะเพียงพอ อย่างไรก็ตามในวันนี้เราได้เลือก Review Menu (5,500++/p) เซ็ตเมนูพิเศษส่งท้ายปีที่ได้รวบรวมจานเด็ด ๆ ที่จัดเสิร์ฟตลอดปี 2021 เข้าไว้ด้วยกันซึ่งจะมีราคาสูงกว่าเซ็ตเมนูปกติอยู่พอสมควร คอนเซปของอาหารที่นี่จะเสิร์ฟมาสำหรับแชร์กันระหว่างผู้ร่วมโต๊ะซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับวัฒนธรรมการกินของคนยุโรปแต่ถือเป็นเรื่องปกติของคนในบ้านเรา แต่ละคอร์สใหญ่จะถูกแบ่งออกเป็นคอร์สย่อยอีกราว ๆ 4-7 จาน เมื่อนับรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันพบว่าเซ็ตเมนูใหญ่มีปริมาณอาหารมากถึง 18 คอร์สเลยทีเดียวและมีจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น
เนื้อ “ปลาทูน่า” ที่เชฟตั้งใจเสิร์ฟมาถึง 2 รูปแบบในจานเดียว อย่างแรกคือทาทาร์ที่สับมาละเอียดพอดี เนื้อสัมผัสนุ่มจนแทบละลายในปาก อีกฝั่งหนึ่งคือเนื้อปลาที่ผ่านการเซียทำให้เนื้อแน่นและเฟิร์มมากขึ้น ทั้งสองชิ้นมีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันช่วยให้เพลิดเพลินเวลารับประทาน ข้าง ๆ กันคือโคลราบิที่พันม้วนมาเสริมความกรอบให้กับจาน ทั้งสองชนิดทอปด้านบนด้วยวาซาบิครีมช่วยให้มีรสเผ็ดนิด ๆ มาตัดไม่ให้ความมันของเนื้อปลาโดดเด่นจนเกินไป อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกในจานนี้คือซอสสีเขียวรอบ ๆ ที่มีส่วนผสมของผักชีลาวให้รสชาติเปรี้ยวจัด เมื่อรับประทานพร้อมกันแล้วพบว่าช่วยดึงความหวานธรรมชาติออกมาจากเนื้อปลาทูน่าได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)
เนื้อ “ปลาฮามาจิ” ที่เชฟนำ Crushed Pepper หรือพริกไทยบดมาทำเป็น Crust ที่ผิวปลา จากนั้นนำไปเซียจนสุก เมื่อรับประทานจะพบว่าเนื้อปลานุ่มตัดกันกับความกรอบของครัสท์ที่ด้านบน ทั้งมีอโรม่าและความเผ็ดร้อนที่ดีจากพริกไทยติดมาด้วย ด้านบนคือ Lobster Chip กรอบ ๆ ผัก Celery และ Citrus Gel ให้รสเปรี้ยวช่วยเบรคความมันของเนื้อปลาและความเผ็ดของพริกไทยไม่ให้โดดจนเกินไป ขณะเสิร์ฟพนักงานจะจุดถ่านไม้แอปเปิ้ลเพื่อให้มีควันลอยขึ้นมาเสริมกลิ่นให้หอมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย (16/20)
“มิลค์ ไรซ์” เป็นอาหารหวานจากประเทศเยอรมันบ้านเกิดของเชฟ Arne มีลักษณะคล้าย Rice Pudding ของประเทศสเปน ในที่นี้เชฟเสิร์ฟมาในรูปแบบ Deconstruction โดยนำ Milk Rice มาทำเป็นมูสหอมมัน เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน เสิร์ฟมากับองค์ประกอบจาก Rooibos Saffron ซึ่งเป็นชาชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ยังมี Toasted Rice หรือข้าวคั่วกรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (16/20)
ของหวานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “คลาฟูติส” ขนมอบพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบ Limousin ประเทศฝรั่งเศส ในที่นี้เชฟ Arne เลือกเสิร์ฟมาเป็นเค้กเนื้อนุ่มเบา ราดด้วย Rum Raisin รสหวานนำขมปลาย ตัดปลายด้วยความหวานจากน้ำตาลไอซิ่ง แน่นอนว่าขนมอบร้อน ๆ ควรคู่กับการรับประทานกับไอศกรีมวานิลลาเย็น ๆ ช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (17/20)
Price :
1,900-3,800++/p (Regular Price), 5,500++ (Review Menu)
Parking :
จอดที่โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส
Operating Time :
พุธ-อาทิตย์ 12.00-15.00, 18.00-23.00
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารสาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ของเชฟ Andreas Caminada ที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัวในแบบห้องอาหารชั้นสูงแถบสวิสเซอแลนด์-เยอรมัน
อาหาร :
15.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 4-COURSE 2021 REVIEW MENU (5,500++ THB/p)
Air Bread – White Bean – Jalapeño
Caviar – Cheesecake – Sturgeon
IGNIV Chicken Nuggets – BBQ – Smoke (800++ per couple)
Butternut Squash – Black Garlic
Basil – Lychee – Red Wine
IGNIV – อิกนีฟ
1 Michelin Star – 1 ดาวมิชลิน
European Contemporary – อาหารยุโรปร่วมสมัย
Chef David Hartwig – เชฟเดวิด ฮาร์ตวิก
รีวิวในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ IGNIV ห้องอาหาร 1 Michelin Star น้องใหม่ประจำ Michelin Guide Thaialnd ปี 2022 ทั้งยังเป็นร้านสาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ของเชฟชื่อดังระดับโลกอย่างคุณ Andreas Caminada อีกด้วย
SNACKS
มื้ออาหารเริ่มต้นด้วย Snacks เสิร์ฟมาพร้อมกัน 4 อย่าง
Gazpacho – Paprika
คำแรกคือ “ปาปริก้า คอนเนตโต้” สีสันจัดจ้านสดใส ด้านนอกเป็นกรวยกรอบทำมาจากปาปริก้า ด้านในเป็น Gazpacho หรือซุปเย็นทำมาจากซอร์เบท์ปริก้าแล้วทอปด้วย Salsa เช่นกัน หยิบรับประทานในคำเดียวเพื่อให้ได้ความหวานจากกรวยด้านนอกและรสชาติเปรี้ยวอันโดดเด่นช่วยกระตุ้นน้ำย่อยและเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (16/20)
Air Bread – White Bean – Jalapeño
ถัดมาคือ “แอร์เบรด” ขนมปังผิวบาง กรอบ ด้านในมีที่ว่างเติมเต็มด้วย Hammus ทำมาจากครีมถั่วขาวให้เนื้อสัมผัส Starchy นิด ๆ ด้านบนคือ Pickled Jalapeño และ Jalapeño Cream มีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากพริกฆาลาเปญโญ่ (15/20)
Papaya Roll
“ปาปาย่า โรล” เป็นเมนูที่เชฟนำสลัดมาปรับรูปแบบการเสิร์ฟเป็นโรลมะละกอทรงกระบอก ให้รสชาติเปรี้ยวจี๊ดถึงใจ ด้านบนคือถั่วลิสงเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส รับประทานแล้วชวนนึกถึงส้มตำบ้านเราอยู่นิด ๆ เลยเหมือนกัน (15/20)
Kohlrabi – Lobster – Chip
สุดท้ายคือ “โคลราบิ” ผักในตระกูลหัวไชเท้าที่เชฟนำมา Compressed ดองแล้วหั่นเป็นชิ้นวางรองเอาไว้ด้านล่าง มีความหวานและกรอบนิด ๆ เลเยอร์ตรงกลางคือสลัดกุ้งล็อบสเตอร์จากจังหวัดภูเก็ตให้รสหวานอ่อน ๆ ด้านบนคือแผ่นชิปกรอบ ๆ ทำมาจากล็อบสเตอร์เช่นกัน (14/20)
BREAD
ทางร้านนำเสนอ “ขนมปัง” 2 ชนิดเริ่มจาก Mushroom Bread Knot ขนมปังที่ทำมาจากเห็ด 3 ชนิดคือ Truffle, Morel และ Trumpet แป้งด้านนอกกรอบ ด้านในฟูแต่ไม่นุ่มจนเกินไป มีกลิ่นหอมจากเห็ดทั้ง 3 ชนิดเข้ากันได้อย่างพอเหมาะ ถัดมาคือ Baguette แบบมาตรฐาน แป้งด้านนอกกรอบ ด้านในหนึบนุ่ม เสิร์ฟมากับ Yogurt Butter หรือเนยโยเกิร์ตที่มีรสชาติอมเปรี้ยวนิด ๆ เราพบว่าเนยสามารถรับประทานกับ Baguette ได้ดี แต่เมื่อรับประกอบกับ Mushroom Bread Knot แล้วอโรม่าของ Yogurt และ Truffle ดูจะตีกันพอสมควร โดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานร้านระดับ 1 Michelin Star
STARTERS
1st Starters หรืออาหารเรียกน้ำย่อยชุดแรกจัดเสิร์ฟมาพร้อมกันทั้งสิ้น 4 คอร์สย่อย
Lettuce – Kimchi – Smoked Mayo
สำหรับจานแรกในหมวด Starters คือผักกาดหอมสด ๆ ราดด้วยซอสกิมจิรสชาติเปรี้ยวหวาน ด้านบนคือซอสมาโยรมควันให้รสเปรี้ยวและความหอม จานนี้โทนของรสชาติโดยรวมยังคงมีความเปรี้ยวเด่นชัดเพื่อกระตุ้นน้ำย่อย อย่างไรก็ตามธรรมชาติของผักกาดหอมบ้านเราจะมีอัตราส่วนน้ำมากกว่าของยุโรปทำให้รสชาติของซอสเจือจางลงไปเล็กน้อยเวลาเคี้ยว หากตัวซอสมีความเข้มข้นขึ้นอีกนิดจะทำให้รสชาติเด่นชัดขึ้นอีกมาก (14/20)
Tuna – Wasabi – Dill
คือเนื้อ “ปลาทูน่า” เสิร์ฟมาถึง 2 รูปแบบในจานเดียว เริ่มจากทาทาร์เนื้อปลาที่สับมาละเอียดพอดี เนื้อสัมผัสนุ่มจนแทบละลายในปาก อีกฝั่งหนึ่งคือเนื้อปลาที่ผ่านการเซียจนเนื้อแน่นและเฟิร์มมากขึ้น ทั้งสองชิ้นมีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันช่วยให้เพลิดเพลินเวลารับประทาน ข้าง ๆ กันคือโคลราบิที่พันม้วนมาเสริมความกรอบให้กับจาน ทั้งสองชนิดทอปด้านบนด้วยวาซาบิครีมช่วยให้มีรสเผ็ดนิด ๆ มาตัดไม่ให้ความมันของเนื้อปลาโดดเด่นจนเกินไป อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกในจานนี้คือซอสสีเขียวรอบ ๆ ที่มีส่วนผสมของผักชีลาวให้รสชาติเปรี้ยวจัด เมื่อรับประทานพร้อมกันแล้วพบว่าช่วยดึงความหวานธรรมชาติออกมาจากเนื้อปลาทูน่าได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)
Beef Roll – Truffle – Radish
ถัดมาคือคอร์ส “เนื้อวัว” เสิร์ฟมาเป็นสองจานย่อย (15/20)
Beef Roll – Truffle – Radish
เริ่มจากจานแรกคือการนำเนื้อวัววากิวไปสับเป็นทาทาร์ให้ความนุ่ม หนึบ ไร้ซึ่งกลิ่นคาว ด้านบนทอปด้วย Daikon และ Radish กรอบ รอบ ๆ คือซอส Truffle Vinaigrette ช่วยเสริมอโรม่าที่เหมาะสมให้กับทาทาร์นั่นเอง (15/20)
Beef Roll – Truffle – Radish
อีกไฮไลท์ของคอร์สนี้คือมันฝรั่งเสิร์ฟมาให้รับประทานคู่กับทาทาร์ (15/20)
Beef Roll – Truffle – Radish
เชฟเตรียมมันฝรั่งมาได้กรอบ เบา มีรสเค็มนำเพื่อเสริมความมันและนุ่มของทาทาร์เนื้อวัวได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
Snow Pea – Espuma – Mint
จากนั้นเบรคความมันและครีมมี่ของจานก่อนหน้าด้วย “ถั่วลันเตา” เสิร์ฟมาเป็นสลัดพร้อมด้วยพืชและสมุนไพรหลายชนิดและองค์ประกอบของกุ้ยช่าย ทั้งหมดให้ความกรอบ แต่ไม่มีกลิ่นเขียวที่แรงเกินไปนัก ข้าง ๆ กันคือโฟมถั่วที่มีความละมุน ผสมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันเพื่อให้โฟมช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของผักหลายชนิดเข้าด้วยกัน (14/20)
STARTERS
ตามมาด้วย 2nd Starters เสิร์ฟมาทั้งสิ้น 2 คอร์สย่อย
Caviar – Cheesecake – Sturgeon
สำหรับ 2nd Starters จานแรกเชฟเลือกใช้วัตถุดิบล้ำค่าอย่าง “คาเวียร์” เป็นองค์ประกอบหลัก เริ่มจากเค้กเนื้อปลาสเตอร์เจียนทรงกลมทอปด้านบนด้วย Petrossian Caviar จากประเทศฝรั่งเศสใส่มาจนเกือบล้นชิ้นเค้ก จากนั้นตกแต่งสีสันให้ด้วยงามด้วยดอกไม้รับประทานได้ ข้าง ๆ กันคือเนื้อปลาสเตอร์เจียนที่เบฟนำไปเซียจนสุก (15/20)
Caviar – Cheesecake – Sturgeon
ส่วนองค์ประกอบสีเขียวคือ Chive Oil นั่นเอง (“5/20)
Caviar – Cheesecake – Sturgeon
ทุกองค์ประกอบเสิร์ฟมาพร้อมกับ Buckwheat Blinis (15/20)
Caviar – Cheesecake – Sturgeon
ตัดแยกทุกอย่างมารวมกัน (15/20)
Caviar – Cheesecake – Sturgeon
แป้ง Blinis นุ่มหนึบ ในขณะที่เนื้อปลาสเตอร์เจียนถูกเซียมาอย่างดีจนแทบไม่มีความกระด้างแม้แต่น้อย เค้กสเตอร์เจียนมีแผ่นกรอบด้านล่างในขณะที่องค์ประกอบตรงกลางซึ่งทำเลียนแบบชีสเค้กมีความละมุนและครีมมี่จบด้วยคาเวียร์คุณภาพดีที่ทอปมาด้านบน อย่างไรก็ตามแม้ว่าแต่ละองค์ประกอบจะทำออกมาได้ดีมากแต่เมื่อรับประทานร่วมกันตามที่พนักงานบอกเอาไว้กลับพบว่าเนื้อสัมผัสของ Blinis ที่แม้จะนุ่มและหนึบแต่ยังมีความต้องเคี้ยวมากกว่าองค์ประกอบอื่น เมื่อรวมกับความกรอบของแผ่นกรอบชั้นล่างสุดของชีสเค้กพบว่าทั้งสองอร์ประกอบนี้กลบเนื้อสัมผัสที่ดีของเนื้อปลาสเตอร์เจียน กลบความครีมมี่ของเค้ก และกลบรสชาติและกลิ่นของคาเวียร์ไปพอสมควร แม้จะรสชาติออกมาดีแต่เราเสียดายที่คาเวียร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบราคาสูงกลับไม่โดดเด่นมากนัก หรือหากรับประทานแต่ละองค์ประกอบแยกกันอาจมีได้ความหลากหลายทั้งทางรสชาติและเนื้อสัมผัสมากกว่านี้ (15/20)
Hamachi – Smoke – Celery
ถัดมาคือ “ปลาฮามาจิ” เชฟนำ Crushed Pepper หรือพริกไทยบดมาทำเป็น Crust ที่ผิวปลา จากนั้นนำไปเซียจนสุก เมื่อรับประทานจะพบว่าเนื้อปลานุ่มตัดกันกับความกรอบของครัสท์ที่ด้านบน ทั้งมีอโรม่าและความเผ็ดร้อนที่ดีจากพริกไทยติดมาด้วย ด้านบนคือ Lobster Chip กรอบ ๆ ผัก Celery และ Citrus Gel ให้รสเปรี้ยวช่วยเบรคความมันของเนื้อปลาและความเผ็ดของพริกไทยไม่ให้โดดจนเกินไป ขณะเสิร์ฟพนักงานจะจุดถ่านไม้แอปเปิ้ลเพื่อให้มีควันลอยขึ้นมาเสริมกลิ่นให้หอมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย (16/20)
IGNIV SIGNATURES TO ADDS ON
นอกจากเซ็ตเมนูหลักแล้วลูกค้ายังสามารถสั่ง Signature Dish เพิ่มเติมได้อีกด้วย แม้ว่าแต่ละจานมีราคาต่อจานที่ค่อนข้างสูงแต่ห้ามพลาด IGNIV Chicken Nuggets ซึ่งเป็นเมนูที่มีอยู่ในรายการของ IGNIV ทุกสาขาทั้งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และประเทศไทยนั่นเอง
IGNIV Chicken Nuggets – BBQ – Smoke (800++ per couple)
เมนู Signature Dish ประจำร้าน IGNIV ทุกสาขาคือ ”นักเก็ตไก่อิกนีฟ” เราแอบแปลกใจที่เชฟเลือกใช้ไก่จากอำเภอเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมามาใช้เป็นองค์ประกอบหลัก เชฟนำเนื้อไก่ไปหมักกับเครื่องเทศนาน 48 ชั่วโมง จากนั้นนำมาชุบแป้งทอดจนผิวกรอบนอกฉ่ำใน อร่อยจนสามารถนำไปเทียบเคียงได้กับเนื้อไก่นำเข้า เชฟเสิร์ฟมาให้รับประทานกับซอสบาบีคิวสูตรเข้มข้นที่ผ่านการเคี่ยวและรมควันมาอย่างดีจนหอม มีรสเค็ม เปรี้ยว หวาน บาลานซ์กันได้อย่างลงตัวพอเหมาะ จัดเป็นเมนูที่มีความเรียบง่ายแต่ถูกยกระดับอย่างดีจนมีรสชาติโดดเด่นไม่แพ้จานอื่น ๆ เลยทีเดียว (15/20)
MAINS
ตามมาด้วยเมนคอร์สเสิร์ฟมาจนเต็มโต๊ะเช่นกัน
Wagyu Striploin – Pickled Onions – Ponzu
สำหรับเมนคอร์สจานแรกคือ “เนื้อวัววากิว” จาก Keller Y Farm จังหวัดบุรีรัมย์ เชฟเลือกใช้ส่วน Striploin เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ทอปด้านบนด้วยหอมใหญ่ดองและ Black Truffle จบด้วยการเทราดซอส Ponzu ลงไปเป็นอันพร้อมเสิร์ฟ เนื้อวัววากิวมีความสู้ฟันเล็กน้อยแต่ไม่เหนียว หอมใหญ่ด้านบนให้รสหวานในขณะที่ซอส Ponzu ให้รสเปรี้ยวบาลานซ์กันดี แต่ละองค์ประกอบถูกเตรียมออกมาได้ดีแต่ยังไม่มีอะไรพิเศษเมื่อเทียบกับจานอื่น ๆ (15/20)
BBQ Pork – Plum – Pork Cracklings
จานที่สร้างความประหลาดใจให้กับเรามากกว่าคือการที่เชฟนำ “เนื้อหมู” จากฟาร์มในจังหวัดราชบุรีมาทำเป็นหมูแดงที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มกว่าหมูทั่วไปมาก ๆ ด้านในมีแคบหมูกรอบแอบซ่อนอยู่ทำให้เกิดความแตกต่างทางเนื้อสัมผัสกับเนื้อหมูนุ่ม ๆ ด้านบนคือ Plum หรือบ๊วยให้รสชาติเปรี้ยวที่พอเหมาะ ไม่โดดจนเกินไป ยังมีซอสบ๊วยรสเปรี้ยวเช่นกันเทมารอบ ๆ ถือเป็นจานที่ยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นของไทยออกมาได้อย่างน่าประทับใจ (16/20)
Cauliflower – Truffle Glaze
สำหรับเมนูผักจานแรกคือ “กะหล่ำดอก” ที่เชฟนำไป Deep Fried แล้วนำมา Glaze กับ Truffle จนมีผิวที่กรอบแต่เนื้อด้านในยังคงนุ่ม หอมกลิ่น Truffle เด่นชัด รอบ ๆ คือ Brown Butter Foam ที่มีความนุ่ม ครีมมี่ หอม มัน จบด้วยการสไลด์ Truffle จากฝรั่งเศสทอปไปด้านบน ทั้งนี้หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าทรัฟเฟิลที่ใช้ในคอร์สนี้เป็นคนละชนิดกับที่เสิร์ฟมาในคอร์สเนื้อทำให้มีอโรม่าและกลิ่นที่หอมชัดเจนกว่านั่นเอง (16/20)
Butternut Squash – Black Garlic
เมนคอร์สจานสุดท้ายคือ “ฟักทองน้ำเต้า” ที่เชฟนำไปแพนเซียจนสุก เนื้อนุ่มจนเกือบละลายในปาก ข้าง ๆ กันคือสลัดและพูเรทำมาจากฟักทองน้ำเต้าเช่นกัน ด้านบน Black Garlic Cream และซอส Black Garlic Hollandaise ให้กลิ่นหอม ความครีมมี่ และรสชาติที่หวานนำขมปลายคล้ายคาราเมลนั่นเอง (15/20)
DESSERTS
ปิดท้ายด้วยอาหารหวานเสิร์ฟมาพร้อมกันหลายจาน ต่างจากของคาวที่สามารถรอสักพักก่อนได้ ของหวานหลายจานมีไอศกรีมเป็นองค์ประกอบ หากรับประทานช้าอาจจะละลายได้
Basil – Lychee – Red Wine
เริ่มต้นด้วยจานแรกที่ทำหน้าที่คล้าย Pre Dessert คือ “เบซิลซอร์เบท์” สีเขียวที่มีกลิ่นเฉพาะตัวของใบ Basil เราเห็นการนำ Basil มาทำเป็น Sorbet กันได้บ่อย ๆ แต่ในที่นี่เชฟบาลานซ์กลิ่นของใบ Basilมาพอดีมากคือไม่แรงเกินไปจนฉุนแต่ก็สามารถช่วยล้างกลิ่นคาวของเมนคอร์สจานก่อนหน้าได้จนหมด ทั้งยังมีส่วนผสมของ Lime หรือมะนาวช่วยเรียกความสดชื่นและมีรสชาติเปรี้ยวจัด ด้านล่างเป็น Red Wine Cream สีม่วงให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว รอบ ๆ เป็นผลลิ้นจี่ที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กลิ่นหอมและรสหวานตัดกันกับความเปนี้ยวของมะนาวและกลิ่นของ Basil ได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Buckwheat – Oat – Apple
ถัดมาคือไข่ไก่ที่บรรจุองค์ประกอบของ “บัควีท” ที่ผ่านการ Caramelized มาอย่างดี ยังมีแอปเปิ้ลกรอบหอมรองอยู่ด้านล่าง (16/20)
Buckwheat – Oat – Apple
ด้านบนคือ Oat Foam และ Oat Crunch ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสกรอบให้กับคอร์สนี้ (16/20)
Milk Rice – Rooibos Saffron
“มิลค์ ไรซ์” เป็นอาหารหวานจากประเทศเยอรมันบ้านเกิดของเชฟ Arne มีลักษณะคล้าย Rice Pudding ของประเทศสเปน ในที่นี้เชฟเสิร์ฟมาในรูปแบบ Deconstruction โดยนำ Milk Rice มาทำเป็นมูสหอมมัน เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน เสิร์ฟมากับองค์ประกอบจาก Rooibos Saffron ซึ่งเป็นชาชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ยังมี Toasted Rice หรือข้าวคั่วกรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (16/20)
Clafoutis – Rum Raisin – Vanilla Ice Cream
ของหวานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “คลาฟูติส” ขนมอบพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบ Limousin ประเทศฝรั่งเศส ในที่นี้เชฟ Arne เลือกเสิร์ฟมาเป็นเค้กเนื้อนุ่มเบา ราดด้วย Rum Raisin รสหวานนำขมปลาย ตัดปลายด้วยความหวานจากน้ำตาลไอซิ่ง (17/20)
Clafoutis – Rum Raisin – Vanilla Ice Cream
แน่นอนว่าขนมอบร้อน ๆ ควรคู่กับการรับประทานกับไอศกรีมวานิลลาเย็น ๆ ช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (17/20)
Complimentary Dessert
สำหรับใครที่เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญอย่าลืมแจ้งทางร้านเอาไว่ตั้งแต่ตอนจองเพื่อรับขนมหวานจานพิเศษเพิ่มเติมอีก 1 จาน ในที่นี้คือ Mousse Cake ทำมาจากยูซูและเสาวรส รสชาติเปรี้ยวหวาน เนื้อเนียนนุ่ม ด้านบนคือ Chocolate Spike กรอบ ๆ ให้รสขมปลาย ๆ ตัดกับรสชาติของเสารวได้เป็นอย่างดี (15/20)
CANDY STORE
หลังจากคิดเงินเสร็จยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ก่อนออกจากร้านนั่นก็คือรถเข็นขนมที่ทำหน้าที่คล้าย Petits Fours แต่จะมอบใส่กล่องให้ลูกค้ากลับบ้านไปด้วยนั่นเอง ในที่นี้เชฟ Arne จะเป็นผู้ช่วยเลือกขนมให้กับลูกค้าทุก ๆ คน
CANDY STORE
หลังจากคิดเงินเสร็จยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ก่อนออกจากร้านนั่นก็คือรถเข็นขนมที่ทำหน้าที่คล้าย Petits Fours แต่จะมอบใส่กล่องให้ลูกค้ากลับบ้านไปด้วยนั่นเอง ในที่นี้เชฟ Arne จะเป็นผู้ช่วยเลือกขนมให้กับลูกค้าทุก ๆ คน
CANDY STORE
แต่ละคนสามารถเลือกใส่กล่องได้จนล้น
CANDY STORE
ขนม Canelés อร่อยมาก Chocolate ก็ดี
CANDY STORE
อยากได้อันไหนบอกเชฟได้เลย
CANDY STORE
เชฟใส่กล่องมาให้จนล้น
CANDY STORE
สามารถนำมารับประทานต่อที่บ้านได้
ราคา 14,241 บาท (ช่วงที่เราไปเป็น Festive Menu เพื่อน ๆ สามารถมาในช่วงเวลาปกติในราคาที่คุ้มค่ากว่าและมีจำนวนคอร์สใกล้เคียงกัน)
IGNIV นำเสนออาหารในรูปแบบ European Contemporary โดยแฝงตัวตนความเป็นชาวสวิสของเชฟ Andres Caminada เอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
ปกติแล้วห้องอาหารอื่น ๆ ที่มาเปิดสาขาในกรุงเทพมักพยายามปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นคนไทยแต่ IGNIV ถือเป็นห้องอาหารไม่กี่แห่งในกรุงเทพที่เรารู้สึกว่ามีตัวตนความเป็นยูโรเปี้ยนสูงมาก แต่ละคอร์สถอดแบบมาจากห้องอาหารชั้นสูงฝั่งสวิส-เยอรมันอย่างชัดเจนและด้วยความที่เชฟไม่ปราณีปรานอมกับรสชาตินี่เองอาจทำให้คนไทยหลายคนรู้สึกไม่คุ้นชินกับรสชาติเอาได้
ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน Business Lunch (1,900++/p) จำนวน 3 คอร์สซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันพุธ-ศุกร์หรือเซ็ตเมนูขนาดใหญ่ 4-Course Sharing Experience (3,800++/p) ที่สามารถสั่งได้ในทุกเวลา นอกจากนี้ยังมี IGNIV Signature to Adds On เมนูเสริมที่ได้รวบรวมจาน Classic of The House เอาไว้ให้สั่งแยกเพิ่มเติมต่างหาก แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงเราจึงอยากแนะนำให้เลือกสั่งเฉพาะ IGNIV Chicken Nuggets (900++ per couple) เพิ่มเพียงจานเดียวน่าจะเพียงพอ
อย่างไรก็ตามในวันนี้เราได้เลือก Review Menu (5,500++/p) เซ็ตเมนูพิเศษส่งท้ายปีที่ได้รวบรวมจานเด็ด ๆ ที่จัดเสิร์ฟตลอดปี 2021 เข้าไว้ด้วยกันซึ่งจะมีราคาสูงกว่าเซ็ตเมนูปกติอยู่พอสมควร คอนเซปของอาหารที่นี่จะเสิร์ฟมาสำหรับแชร์กันระหว่างผู้ร่วมโต๊ะซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับวัฒนธรรมการกินของคนยุโรปแต่ถือเป็นเรื่องปกติของคนในบ้านเรา แต่ละคอร์สใหญ่จะถูกแบ่งออกเป็นคอร์สย่อยอีกราว ๆ 4-7 จาน เมื่อนับรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันพบว่าเซ็ตเมนูใหญ่มีปริมาณอาหารมากถึง 18 คอร์สเลยทีเดียว
ภายในห้องอาหารถูกปรับปรุงมาจากห้องอาหาร Jojo เดิม
Patricia Urqiuola อินทีเรียดีไซน์เนอร์ชื่อดังชาวสเปนผู้ออกแบบห้องอาหาร IGNIV ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาแล้วรับหน้าที่ปรับแต่งให้บรรยากาศภายใน IGNIV สาขากรุงเทพมีความอบอุ่นและเป็นกันเองแตกต่างจากห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไป
เลือกใช้วัสดุทำจากไม้ โซฟาขนาดใหญ่ ยังมีประติมากรรมทำจากไม้บนเพดานรูปร่างหน้าตาคล้ายรังนกรวมไปถึงเครื่องเทเบิ้ลแวร์รูปนกสไตล์พาสเทลสีสันสดใสสมกับชื่อร้าน IGNIV ซึ่งเป็นภาษา Romansh แปลว่า Nest หรือรังนกเลยจริง ๆ
ภายในห้องรับประทานอาหาร
แม้อาหารหลายคอร์สของ IGNIV จะใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของไทยแต่ในแง่ของรสชาตินั้นถือว่ายังคงตัวตนความเป็นยูโรเปี้ยนเอาไว้ค่อนข้างมาก แต่ละองค์ประกอบผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว
เราขอแนะนำเซ็ตเมนูมื้อกลางวันที่มีราคาเข้าถึงได้โดยง่ายทั้งบางจานยังเป็นเมนูเดียวกับที่จัดเสิร์ฟในเซ็ตเมนูมื้อกลางคืนอีกด้วย IGNIV เป็นห้องอาหารชั้นสูงที่มีบรรยากาศเรียบง่าย พนักงานบริการแบบเป็นกันเองทำให้เหมาะกับการแวะมารับประทานได้ในทุก ๆ โอกาส
[THE CHEF] Andreas Caminada เป็นเชฟที่มีอิทธิพลทางอาหารมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ห้องอาหารเรือธงของเขา Schloss Schauenstein การันตีด้วยรางวัล ![]()
![]()
3 Michelin Stars และ 19 Points Gault & Millau ทั้งยังมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน World’s 50 Best Restaurants เป็นประจำทุกปี หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากมายกับห้องอาหาร Fine Dining แบบฉบับดั้งเดิม เชฟ Andreas ได้มีแนวคิดในการผลักดัน IGNIV ห้องอาหารภายใต้คอนเซปใหม่คือ Sharing Set Menu โดยก่อตั้งสาขาแรกคือ IGNIV by Andreas Caminada ขึ้นที่โรงแรม Badrutt’s Palace ในเมืองตากอากาศสุดหรู Saint Moritz และสามารถคว้ารางวัล ![]()
2 Michelin Stars มาครองได้สำเร็จ จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมนี้เองทำให้เชฟขยับขยายอาณาจักรร้านอาหารเพิ่มเติมไปอีกคือ IGNIV by Andreas Caminada สาขา Bad Ragaz (![]()
2 Michelin Stars) และ IGNIV Zürich by Andreas Caminada (
1 Michelin Star) ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงกับโรงแรม The St. Regis Bangkok ในการเปิดห้องอาหาร IGNIV สาขาแรกนอกประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงปลายปี 2020 ก่อนที่จะได้รับรางวัล
1 Michelin Star ในการประกาศรางวัลโดย Michelin Guide Thailand ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง สำหรับที่สาขากรุงเทพ IGNIV ควบคุมโดยเชฟ 2 ท่านเริ่มจาก David Hartwig เชฟระดับแนวหน้าจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ผู้ผ่านงานกับเครือโรงแรมใหญ่ ๆ อย่าง The NoMad Hotel และ Hotel Paradise รวมไปถึงห้องอาหารชั้นนำเช่น Maaemo (3 Michelin Stars), Wallsé (1 Michelin Star) และ Schloss Schauenstein (3 Michelin Stars) ของเชฟ Andreas Caminada อีกท่านหนึ่งคือเชฟ Arne Riehn ชาวเยอรมันผู้ควบตำแหน่ง Sous Chef และ Pastry Chef ให้กับห้องอาหาร IGNIV ทั้งยังเคยผ่านงานในห้องอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมันอย่าง Vendôme (3 Michelin Stars) มาแล้วนั่นเอง
ห้องอาหาร IGNIV ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ของโรงแรม The St. Regis Bangkok