หน้าแรก » 🇫🇷 Pic – ปิก
Visit: June 18, 2022
🇫🇷 Pic - ปิก
🧑🏻🍳 Chef Anne-Sophie Pic - เชฟอานน์-โซฟี ปิก
285 Av. Victor Hugo, 26000 Valence, France
Tel: (+33) 4 74 44 15 32
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
19.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เป็นเรื่องราวของห้องอาหารที่ยืนหยัดฝ่ากาลเวลาจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส เจ้าของร้านคนปัจจุบันคือเชฟ Anne-Sophie Pic เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของเชฟชั้นครูผู้นำพา Maison Pic คว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาแล้วทั้งสองรุ่นอย่างคุณปู่ André Pic ที่ทำได้ในปี 1934 และคุณพ่อ Jacques Pic ที่เคยทำเอาไว้ในปี 1973 อย่างไรก็ตามตัวเธอเองนั้นกลับไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ได้รับหน้าที่สำคัญคือการนำพาห้องอาหารกลับมาสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars อีกครั้งซึ่งเธอทำได้ในอีก 10 ปีต่อมาจนบรรดานักชิมจากทั่วโลกต่างตั้งสมญานามให้เธอเป็น The Queen of French Cuisine กันเลยทีเดียว
Price :
350 €/p
Parking :
จอดรถที่ Maison Pic
Operating Time :
อังคาร-พฤหัส 12.00-12.45, 19.00-19.45; เสาร์ 19.00-19.45; ปิดวันเสาร์-จันทร์ (เวลาเปิด-ปิดเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงของปี)
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 หนึ่งในห้องอาหารระดับตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส เจ้าของร้านรุ่นที่สาม Anne-Sophie สามารถสานต่อเจตนารมย์ของตระกูล Pic ออกมาได้อย่างไร้รอยต่อ
อาหาร :
19.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 MENU IMPRÉGNATION (350 €/p) LE VOVAGE SENSORIEL EN 10 HALTES - YOUR JOURNEY IN 10 COURSES
Pic – ปิก
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
18.5/20 Gault&Millau – 18.5/20 โก&มิโย
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Anne-Sophie Pic – เชฟอานน์-โซฟี ปิก
The horizon fades
เริ่มต้นมื้อด้วย Amuse Bouche เสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง ชิ้นแรกคือ Mussels หรือหอยแมลงภู่นุ่ม ๆ ละลายในปากจับคู่กับองค์ประกอบของ Shiso และถั่ว Pistachio ถัดมาคือ Cheese Tartelette ด้านในบรรจุ Saffron Cream ส่งอโรมาหอมคลุ้งและรสชาติเปรี้ยว-เค็มไปทั่วปาก สุดท้ายคือ Squid Crackers หรือแผ่นทอดกรอบทำมาจากหมึกส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนท็อปด้วย Sardine Tarama และองค์ประกอบของสาหร่ายวากาเมะ (20/20)
Bread and butter
ระหว่างมื้ออาหารพนักงานนำเสิร์ฟขนมปังต่าง ๆ เริ่มต้นที่ชิ้นแรกเป็นขนมปังที่มีอโรมาของสาเก, ถั่วเหลือง และวานิลลา ชิ้นตรงกลางมีรสของเสาวรส ส่วนชิ้นสุดท้ายคือ Red Bread ที่มีรสชาติของ Talisker Whisky ข้างกันคือเนยที่มีกลิ่นหอมของ Voatsiperifery ซึ่งเป็นเครื่องเทศจาก Madagascar ที่มีความใกล้เคียงกับพริกไทยโดยลูกค้าสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้ออาหาร
Garden peas
pearls of the fine season
linden, meadowsweet, tonka bean
คอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือ Green Peas Salad ที่เชฟ Anne-Sophie เปรียบเปรยว่าเป็นไข่มุกแห่งฤดูใบไม้ผลิ ถั่วที่คัดมาคุณภาพดีสังเกตจากความหวานและกรอบที่พอเหมาะ ด้านล่างคือองค์ประกอบคล้ายพานาคอตต้าทำมาจากนม (Used Milk Cheese) และองค์ประกอบของชาเขียวญี่ปุ่นให้ความครีมและรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ (19/20)
Garden peas
pearls of the fine season
linden, meadowsweet, tonka bean
องค์ประกอบด้านบนคือใบ Linden ทอดและ Tonka Bean ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (19/20)
Green asparagus
rushing to spring
ground ivy, fire buds, combawa, shiso
จานที่โดดเด่นมาก ๆ ในเซ็ตเมนูแห่งฤดูใบไม้ผลิคือหน่อไม้ฝรั่งคุณภาพสูง เชฟห่อด้วย Combawa หรือใบมะกรูดซึ่งเป็นหนึ่งใน Citrus ที่เชฟ Anne-Sophie ชื่นชอบมาก ๆ จากนั้นนำไปย่างแบบบาบีคิวจนสุกกำลังดี ผิวชั้นนอกกรอบเล็กน้อย มีกลิ่นหอมโดดเด่นแตะจมูก ด้านในให้ความหวานที่พอเหมาะและไร้ซึ่งรสชาติขม อีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือไอศกรีมที่ทำมาจาก Green Shiso และองค์ประกอบของ Combawa ซึ่งจะแตกออกเมื่อเคี้ยวเพียงเบา ๆ ให้กลิ่นหอมและรสชาติที่จะช่วยเสริมให้หน่อไม้ฝรั่งจานนี้ออกมาสมบูรณ์ไร้ที่ติ (20/20)
Les berlingots ©ASP
viridescent gem
Banon cheese, matcha, watercress
Signature Dish ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Anne-Sophie Pic คือ Berlingots เมนูที่มีลักษณะเป็นพาสต้าทรงสามเหลี่ยมเตรียมจากองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละห้องอาหารนั่นเอง สำหรับ Berlingots ที่ห้องอาหารเรือธงแห่งนี้เชฟผสมแป้งเข้ากันกับไข่แดง น้ำมันมะกอกและ Infused ด้วยชาเขียว Matcha จนได้สีเขียวเข้ม นำไปแช่เย็นนาน 1 ชั่วโมงแล้วรีดจนได้ความบาง 1 มิลลิเมตรเท่ากันทั้งแผ่น ด้านในบรรจุ Banon ชีสนมแพะจากพื้นที่แถบ Provence ผสมกันกับ Smoked Mascarpone ที่จะให้ความหอมและครีมมี่เข้ากันพอดีเมื่อผ่านความร้อนที่พอเหมาะ ซอสสีเขียวรอบ ๆ คือ Watercress Consommé ที่มีส่วนผสมของ Matcha และอโรมาของขิง (Ginger) และ Bergamot สุดท้ายคือการนำ Berlingots ไป Poached ในน้ำเกลือราว 2 นาที จัดวางลงจานพร้อมกันกับองค์ประกอบของ Matcha Butter ที่จะช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (20/20)
Les berlingots ©ASP
viridescent gem
Banon cheese, matcha, watercress
กลิ่นเฉพาะตัวของชีสเข้ากันดีกับอโรมาของสมุนไพรต่าง ๆ ได้อย่างพอเหมาะลงตัว (20/20)
John Dory
ortu maritimu
citron, whelks, lovage
สำหรับจานปลาเชฟนำเสนอ Saint Pierre หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของปลา John Dory เชฟนำมา Infused ด้วย Green Cardamom ย่างจนเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบได้ระดับ ไฮไลท์ที่ทำเอาเราตกใจคือเนื้อสัมผัสของหนักปลาที่นุ่มหนึบหนับจนคล้ายกันกับแคบหมูบ้านเรา ข้างกันคือ Citrus Raviole ให้รสชาติออกเปรี้ยวและขมเล็กน้อยเสริมด้วยอโรมาทะเลของสาหร่าย สุดท้ายคือซอส Dashi ที่มีส่วนผสมของ Cardamom และ Lovage เติมแต่งโทนกลิ่นและอโรมาของจานให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (19/20)
White asparagus
golden crunch
saffron, beeswax, Oscietre caviar
จานนี้คือหน่อไม้ฝรั่งขาวจาก Mount Ventoux ซึ่งเป็นภูเขาในแถบ Provence เชฟนำไปหมักกับสาเกแล้วย่างด้วยความร้อนสูง (Cooked on the Plancha) จนได้เนื้อสัมผัสกรอบบริเวณผิวในขณะที่เนื้อด้านในยังคงฉ่ำหวาน ข้างกันคือองค์ประกอบของ Saffron Cream และ Orange Blossom หรือดอกส้ม คั่นกลางด้วยแผ่นกรอบทำจากข้าวเคลือบด้วยไขผึ้งช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือ Kaviari Oscietra Caviar หนึ่งในแบรนด์คาเวียร์คุณภาพสูงที่พบได้ในห้องอาหารระดับสูงทั่วโลกให้รสชาติกลมกล่อมทั้งยังชูความหวานของหน่อไม้ฝรั่งให้โดดเด่นยิ่งขึ้นอีกด้วย (19/20)
“Charolles AOP” Beef
Charolles and ebony spices
black garlic, smoked vanilla, Gédéo coffee, leeks
Main Course จานแรกคือเนื้อวัวสายพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ (Charlolles) เชฟ Anne-Sophie ตั้งใจนำไปหมักกับกาแฟ Gédéo, วานิลลารมควัน และกระเทียมดำจนให้กลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้นจากนั้นจึงย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เสริมด้วยอโรมาของ Bay Leaf และ Black Sesame Oil ได้อย่างพอดิบพอดี (19/20)
“Charolles AOP” Beef
Charolles and ebony spices
black garlic, smoked vanilla, Gédéo coffee, leeks
ส่วนองค์ประกอบข้างกันคือ Leek หรือกระเทียมต้นย่างมาสไตล์บาบีคิวนั่นเอง (19/20)
Pork chop
Duroc & Mira
valerian, rose, rhubarb
อีกจานหนึ่งคือ Pork Chop ของหมูสายพันธุ์ Duroc ที่ผ่านการหมักใน Valerian ซึ่งเป็นสมุนไพรจำพวก Aromatic Herb และดอกกุหลาบให้อโรมาหอมเข้ากันดีกับเนื้อหมูได้อย่างน่าประหลาด ชั้นไขมันนุ่ม หอม ละลายในปาก ตรงกลางคือซอส Juice ช่วยเพิ่มความเข้มข้น (19/20)
Pork chop
Duroc & Mira
valerian, rose, rhubarb
ข้างกันคือ Tartelette ชิ้นจิ๋วที่บรรจุองค์ประกอบของบีทรูท, กุหลาบ, คากิ และชิ้นแคบหมูกรอบเบาตัดกันกับความนุ่มของเนื้อหมูจนก่อให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี (19/20)
Saint Marcellin
linger in clover
clover, beer
แทนที่จะเสิร์ฟ Cheese Board แบบปกติเชฟ Anne-Sophie ได้รังสรรค์คอร์สนี้โดยใช้ชีสนมวัวท้องถิ่นแซง มาเซอร์ล็อง (Saint Marcelin) ซึ่งมีอโรมาเฉพาะตัว Infused ด้วยอโรมาของ White Beer และ Clover ลงไปจนได้รสหวาน ทั้งยังมีความแตกต่างทางอุณหภูมิอีกด้วย (19/20)
Pineapple
sugar loaves
chamomile, whisky, liquorice
ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วย Pre Dessert ที่เป็นการผสมผสานรสชาติเปรี้ยวของชิ้นสับปะรด กลิ่นหอมของคาโมมายล์ และ Talisker Whisky เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนด้านบนโรยด้วยผง Liqourice (19/20)
Pineapple
sugar loaves
chamomile, whisky, liquorice
ด้านล่างมีเนื้อสับปะรดเป็นองค์ประกอบด้วย (19/20)
Chocolate honeycomb
beyond the beehive
hojicha, Cubeb, corsican bitter honey
ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตที่วางเรียงตัวกันอย่างสวยงามจนดูคล้ายรังผึ้ง (20/20)
Chocolate honeycomb
beyond the beehive
hojicha, Cubeb, corsican bitter honey
ในแต่ละช่องถูกเติมเต็มด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างกันตั้งแต่ Hojicha Caramel, Corsican Honey Panna Cotta, Chocolate Ganache ที่มีอโรมาของ Cubeb (Piper cubeba) เครื่องเทศในกลุ่มพริกไทยที่เชฟใส่มาเพื่อเพิ่มอโรมาแต่ไร้ซึ่งรสเผ็ดแม้แต่น้อย สุดท้ายคือช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้นจาก Corsica หมู่เกาะในทะเล Mediterranean ซึ่งเป็นเขตการปกครองของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (20/20)
Rhubarb
coffee break
Gédéo coffee, meadowsweet
ของหวานจานใหม่ในที่นี้คือ Rhubarb ซึ่งเป็นผักชนิดหนึ่งที่กำลัง In Season ในช่วงฤดูใบไม้ผลิทั้งยังสามารถนำมาเตรียมเป็นของหวานเลิศรสได้อีกด้วย เชฟเตรียม Rhubarb เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสให้รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ คู่กันกับอโรมาของกาแฟ Gédéo หอม ๆ และดอก Meadowsweet ทั้งอร่อยและสวยงามจนยากที่จะลืมได้ลง (20/20)
Rhubarb
coffee break
Gédéo coffee, meadowsweet
อีกมุมหนึ่งของ Rhubarb ซึ่งเป็นหนึ่งในจานที่มีความสวยงามที่สุดในมื้อนี้ (20/20)
The White Millefeuille
monochrome
vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery
Le Millefeuille Blanc เป็น Signature Dessert ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟ Anne-Sophie Pic และเป็นอาหารหวานเพียงจานเดียวที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมาจนถึงปัจจุบัน ขนม Millefeuille ทรงลูกบาศก์สีขาวโมโนโครมขนาดประมาณ 125 ลูกบาศก์เซ็นติเมตรวางอยู่กลางจาน ภายในประกอบไปด้วยแป้ง Puff Pastry โรยด้วย Crystalline Jasmine นำมาเรียงกันเป็นเลเยอร์ทั้งหมด 3 ชั้นในแนวนอน แต่ละชั้นคั่นด้วย Tahiti Vanilla Chantilly และ Jasmine Tea Jelly ให้อโรมาหอมโดดเด่นและเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนตัดกันกับความกรอบของแป้ง Puff Pastry อันเป็นเอกลักษณ์ แผ่นสีขาวด้านบนคือ Royal Icing ทำมาจากไข่ขาว น้ำตาลไอซิ่ง และน้ำเลมอนให้รสชาติหวานนำโดยมีความขมตามมาเป็น Aftertaste เพียงเบา ๆ (20/20)
The White Millefeuille
monochrome
vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery
สุดท้ายคือการเติม Voatsiperifery Foam Milk ที่ได้จากการนำ Voatsiperifery ซึ่งเป็นเครื่องเทศในกลุ่มพริกไทยจาก Madagascar ใส่ลงไปในน้ำนมเพื่อ Infused นานถึง 24 ชั่วโมงจนให้กลิ่นหอมเข้ากันดีกับความมันและครีมมี่ของนมเสริมมิติทางรสชาติ อโรมา และเนื้อสัมผัสกับ Millefeuille ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
The White Millefeuille
monochrome
vanilla from Tahiti, jasmine, voatsiperifery
ภาพตัดขวางแสดงถึงองค์ประกอบภายในของ The White Millefeuille (20/20)
Mignardises
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยขนมชิ้นเล็ก ๆ 3 อย่าง
Mignardises
Ravioli of Pine Nuts ด้านในสอดไส้ Confit Yuzu อีกชิ้นหนึ่งคือ Rose Chocolate ด้านในสอดไส้ Almonds & Hazelnuts Praline
Mignardises
ขนม Biscuit กรอบท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของ Smoked Vanilla, Dark Chocolate Ganache และ Black Olive Tapenade
Complimentary Cake
สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษอย่าลืมแจ้งตั้งแต่ตอนจองเพื่อรับขนมเค้กฟรี 1 ชิ้นโดยเชฟผสมผสานรสชาติของส้มโอ, ฟักทองน้ำเต้า และมะพร้าวลงไปนั่นเอง
ราคา 789 €
[INTRO] บทความในวันนี้เป็นเรื่องราวของห้องอาหารที่ยืนหยัดฝ่ากาลเวลาจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศส เจ้าของร้านคนปัจจุบันคือเชฟ Anne-Sophie Pic เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของเชฟชั้นครูผู้นำพา Maison Pic คว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาแล้วทั้งสองรุ่นอย่างคุณปู่ André Pic ที่ทำได้ในปี 1934 และคุณพ่อ Jacques Pic ที่เคยทำเอาไว้ในปี 1973
อย่างไรก็ตามตัวเธอเองนั้นกลับไม่เคยเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ได้รับหน้าที่สำคัญคือการนำพาห้องอาหารกลับมาสู่ความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 3 MICHELIN Stars อีกครั้งซึ่งเธอทำได้ในอีก 10 ปีต่อมาจนบรรดานักชิมจากทั่วโลกต่างตั้งสมญานามให้เธอเป็น The Queen of French Cuisine เลยทีเดียว
[THE FOOD] ห้องอาหาร Pic จัดเสิร์ฟ Tasting Menu รูปแบบเดียวเท่านั้นโดยใช้ชื่อว่า Le Voyage Sensoriel en 10 Haltes (Your Journey in 10 Courses) นำเสนอมาที่ราคา 350 € ต่อคน
เชฟ Anne-Sophie Pic ผสมผสานเทคนิคการปรุงอย่างอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงเคียงคู่ไปกับการเลือกใช้วัตถุดิบและกลิ่นอายจากฝั่งเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นออกมาได้อย่างลงตัว อาหารแต่ละคอร์สแฝง Feminine Touch หรือความเป็นผู้หญิงได้อย่างกลมกลืนสังเกตได้จากความละเอียดอ่อนและการเลือกใช้สีสันอันนุ่มนวลในการจัดแต่งจาน
เดินตามทางเดินมาจนสุดจะพบกับ Crystal Chandelier ห้อยลงมาจากเพดานดูโดดเด่นเป็นสง่าขนาบข้างด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดาน
ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็นหลายโซนโดยเลือกใช้สีสันที่บ่งบอกความเป็นผู้หญิงอย่างเทาและชมพู
ใครที่ได้นั่งริมกระจกอย่างเราสามารถเพลิดเพลินกับสวนขนาดใหญ่ที่มีแมกไม้สีเขียวเป็นจุดดึงดูดสายตา
[THE FIRST GENERATION, André Pic] Eugene และ Sophie Pic ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Auberge du Pin ขึ้นที่เนินเขาในเขต Saint-Péray ทางตะวันออกของเมือง Valence ในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1893 ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่า André Pic และด้วยพรสวรรค์ส่วนตัวประกอบกับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ทำให้เขามุ่งมั่นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานในห้องอาหารหลายแห่งก่อนจะเดินทางกลับมาเป็นเชฟให้กับ Auberge du Pin ในปี 1929 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้คนและนักชิมท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 1934 นับเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังจาก MICHELIN Guide เปลี่ยนวิธีการจัดอันดับจากการมอบ MICHELIN Star มาเป็นระบบ 1-3 MICHELIN Stars ต่อมาในปี 1936 อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศฝรั่งเศสเจริญเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดทำให้เชฟ André Pic ตัดสินใจย้ายร้านมายังตำแหน่งปัจจุบันไม่ไกลกันจากถนนสาย Nationale 7 (RN7) ที่เริ่มต้นจากกรุง Paris ไปสุดที่นคร Menton ซึ่งเป็นพรมแดนของประเทศอิตาลี
Maison Pic สามารถคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars กลับมาครองอีกครั้งตั้งแต่ปี 1939 พร้อมกับสร้างชื่อด้วย Signature Dish อย่าง Crayfish Gratin และ Poulardes en Vessie ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นเคียงคู่ไปกับ La Pyramide ของเชฟ Fernand Point (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น – ปัจจุบันคือ La Pyramide – Patrick Henriroux) และ La Côte d’Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Alexandre Dumaine ซึ่งเราได้เขียนบทความรีวิวไปแล้วเช่นกัน
[THE SECOND GENERATION, Jacques Pic] ถึงกิจการของ Maison Pic จะดำเนินไปได้ด้วยดีแต่ลูกชายของเชฟ André Pic คือคุณ Jacque Pic นั้นกลับไม่ได้มีความสนใจในการสืบทอดกิจการหรือเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟแม้แต่น้อยเพราะตัวเขามีความใฝ่ฝันในการเป็นช่างยนต์มากกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสุขภาพของเชฟ André Pic เริ่มเสื่อมถอยลงตามกาลเวลาและส่งผลโดยตรงกับงานจนเป็นเหตุให้ MICHELIN Guide ปรับลด Maison Pic สู่การเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1946 และ
1 MICHELIN Star ในปี 1950 จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้คุณ Jacques Pic ตัดสินใจกลับมาเลือกเส้นทางสายอาขีพเชฟเพื่อกอบกู้ดาวทั้งหมดกลับคืนมาให้จงได้ เขาเริ่มต้นโดยการสมัครเข้าฝึกงานกับเชฟ Fernand Point และ Alexandre Dumaine แต่ได้รับการปฏิเสธกลับมาทำให้ชีวิตการเป็นเชฟช่วงแรกเริ่มต้นขึ้นที่นคร Geneva ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการเกณฑ์ทหารรวมไปถึงการข้ามน้ำข้ามทะเลไปประจำการอยู่ที่ประเทศอัลจีเรียเชฟ Jacques Pic ได้เดินทางกลับมายังห้องอาหาร Maison Pic และเริ่มต้นปฏิวัติ Maison Pic โดยการนำเสนอ Tasting Menu จำนวน 8 คอร์สแทนที่การนำเสนออาหารแบบ 3 คอร์สดั้งเดิมซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มากในช่วงเวลานั้นจนได้รับการยกย่องให้เป็นเชฟคนแรก ๆ ที่ริเริ่มการเคลื่อนไหวของเทรนด์อาหารแบบ Nouvelle Cuisine (ก่อนที่เทรนด์นี้จะถูกสืบทอดไปยัง Paul Bocuse, Michel Guérard รวมไปถึง Pedro Subijana และ Martín Berasategui ในประเทศสเปน)
นอกจากนี้เชฟ Jacques Pic ยังได้รังสรรค์เมนู Signature Dish ระดับตำนานเอาไว้อีกมากมายอย่างเช่น Soufflé Glacé à l’Orange (Chilled Orange Soufflé), Rognon de Veau à l’Oseille ou à la Menthe (Mint or Sorrel Flavoured Veal Kidneys) แต่จานที่โด่งดังจนสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอาหารฝรั่งเศสคือ Filet de Loup au Caviar (Caviar Topped Seabass Fillet) มีลักษณะเป็นชิ้นปลากะพงเสิร์ฟมาในซอสอุ่น ๆ ท็อปด้านบนด้วยคาเวียร์เย็น ๆ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการอาหารฝรั่งเศสที่คาเวียร์ซึ่งเป็นของเย็นถูกจัดเสิร์ฟมาในจานเดียวกันกับอาหารร้อนอีกด้วย (เราได้ชิมเมนูนี้ที่ห้องอาหาร Anne-Sophie Pic ![]()
ในนคร Lausanne เพื่อน ๆ สามารถติดตามจากรีวิวที่จะออกตามกันมาได้เลย) จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ตัวร้านได้รับการเลื่อนขั้นกลับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1959 และ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 1973 โดยมีเชฟ André Pic ผู้เป็นพ่อคอยชื่นชมความสำเร็จของลูกชายอยู่เบื้องหลังก่อนที่เขาจะจากไปในปี 1983 ด้วยวัย 91 ปี
[THE THIRD GENERATION, Anne-Sophie Pic] แม้จะเติบโตมาในครอบครัวของเชฟระดับตำนานแต่ในช่วงวัยรุ่นนั้น Anne-Sophie Pic กลับมีความใฝ่ฝันที่จะเลือกเดินเส้นทางอื่นนอกเหนือจากการเป็นเชฟโดยการเดินทางไปฝึกงานในสาขาการจัดการที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกากับบริษัทชั้นนำอย่าง Cartier และ Moët & Chandon ก่อนที่จะกลับมายัง Maison Pic ในปี 1992 ด้วยวัย 23 ปี
อย่างไรก็ตามเพียง 3 เดือนหลังจากนั้นคือวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 1992 คุณพ่อของเธอคือเชฟ Jacques Pic บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการอาหารฝรั่งเศสจากไปอย่างกระทันหันด้วยโรคหัวใจขณะทำงานอยู่หน้าเตาอบโดยที่ Anne-Sophie Pic ในช่วงเวลานั้นแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานครัวใด ๆ จนเป็นเหตุให้พี่ชายของเธออย่าง Alain Pic มีอันต้องรับตำแหน่ง Head Chef จำเป็นต่อจากคุณพ่อโดยทันทีในขณะที่ตัวเธอนั้นย้ายมารับงานที่แผนกต้อนรับแทนนั่นเอง
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1995 สมุดปกแดงอย่าง MICHELIN Guide ตัดสินใจปรับให้ Pic กลายมาเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
2 MICHELIN Stars อีกครั้งในช่วงเวลานั้นเองเชฟ Anne-Sophie Pic รู้สึกว่าเธอได้สูญเสีย “ดาวของคุณพ่อ” ไปจนเกิดแรงผลักดันครั้งสำคัญในการกลับมารับตำแหน่งในห้องครัวให้จงได้ ต่อมาในปี 1997 เธอได้รับตำแหน่ง Head Chef ต่อจากพี่ชายและพัฒนาอาหารในรูปแบบของตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars กลับมาครองได้ในปี 2007 หรืออีก 10 ปีถัดมาซึ่งเธอรู้สึกว่าดาวทั้งสามที่คว้ากลับมาได้ในครั้งนั้นคือ “ดาวของเธอ” อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ Anne-Sophie Pic ยังเป็นเชฟเพียงไม่กี่คนในโลกที่ไม่เคยผ่านโรงเรียนการอาหารใด ๆ แต่สามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จและเป็นเชฟหญิงคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลอันเกียรตินี้มาครองได้ต่อจาก Eugénie Brazier ในปี 1933 กับห้องอาหาร La Mère Brazier ทั้ง 2 แห่ง (ทั้งนี้ Eugénie Brazier ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟคนแรกของโลกที่ควบคุมห้องอาหาร 2 แห่งจนได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars อีกด้วย), Marie Bourgeois กับห้องอาหาร Priay ในปี 1933 และ Marguerite Bise กับห้องอาหาร Auberge du Père Bise ในปี 1951 (ปัจจุบันคือห้องอาหาร Jean Sulpice ที่เราเขียนบทความเอาไว้ก่อนหน้านี้) จนถึงตอนนี้ Anne-Sophie Pic และสามีคุณ David Sinapian เป็นเจ้าของห้องอาหารหลายแห่งคือ Pic (![]()
![]()
3 MICHELIN Stars), Anne-Sophie Pic (![]()
2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic (Paris) (![]()
2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic London (![]()
2 MICHELIN Stars), La Dame de Pic – Le 1920 (
1 MICHELIN Star), La Dame de Pic (Singapore) (Selected by MICHELIN Guide), André (Selected by MICHELIN Guide), L’Epicerie และ Daily Pic ทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ The Final Table Season 1 อีกด้วย
บริเวณสวนมีแมกไม้สีเขียวมากมายดูร่มรื่นตา
เก้าอี้โซฟาสุดชิลบริเวณสวน
ทางเดินในสวน
บริเวณทางเดินตกแต่งด้วยรูปภาพในอดีตของตระกูล Pic รวมไปถึงรายการเมนูที่เคยจัดเสิร์ฟในโอกาสสำคัญต่าง ๆ
บริเวณทางเดินตกแต่งด้วยรูปภาพในอดีตของตระกูล Pic
บางส่วนคือรายการเมนูที่เคยใช้จัดเสิร์ฟในโอกาสสำคัญต่าง ๆ
ภายในห้องอาหาร
เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูโค้งทรงครึ่งวงกลมเข้ามาจะพบกับจุดตรวจสอบการจอง
ตู้ไม้ขนาดใหญ่จัดแสดงคู่มือ MICHELIN Guide ปกแดงตั้งแต่ฉบับแรกในปี 1900 ไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน
ในภาพประกอบไปด้วยสมุดปกแดงกว่า 100 เล่ม
คู่มือ Guide MICHELIN ฉบับปกแดงเล่มแรกถูกจัดทำขึ้นในปี 1900
ข้างกันมีหุ่นรูป Mickey Mouse ที่มีหน้าตาเป็น Bibendum มาสคอตของ MICHELIN ยืนต้อนรับลูกค้าทุก ๆ คน
ทางเดินออกสู่บริเวณสวน
หันมองออกไปบริเวณเทอเรสจะพบกับ André ห้องอาหารสไตล์ Bistro ที่เชฟ Anne-Sophie Pic ตั้งชื่อตามเจ้าของรุ่นแรก
ห้องอาหาร André นำเสนอเมนู Classic of The House ของตระกูล Pic อย่างเช่น Crayfish Tail Gratin ของเชฟ André Pic, Chilled Orange Soufflé © ของเชฟ Jacques Pic และ Drôme Pigeon in a Walnut Crust ของเชฟ Anne-Sophie Pic
ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหารสามารถขอจองห้องพักของ Maison Pic โรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวในเครือสมาชิกของ Relais & Chateaux ในราคาเริ่มต้นที่ 381 € ไปจนถึง 747 € นั่นเอง
บริเวณบาร์สำหรับชงเครื่องดื่ม
[THE PLACE, Maison Pic] Maison Pic เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บนนถนสายหลักของเมือง Valence ห่างจากนคร Lyon ลงมาทางใต้ราว 110 กิโลเมตร
รางวัลต่าง ๆ
ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ฝั่งโรงแรม
ส่วนใครที่เดินทางมาด้วยรถไฟ TGV จากทั้งกรุง London, Paris และ Lyon สามารถเลือกลงที่ Gare de Valence Ville ซึ่งเป็นสถานีหลักของเมือง Valence ได้เช่นกัน
[WHY GO] ถึงจะไม่เคยผ่านโรงเรียนสอนทำอาหารใด ๆ แต่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง Anne-Sophie Pic สามารถสืบทอดจิตวิญญาณของเชฟระดับตำนานอย่างคุณปู่ André Pic และคุณพ่อ Jacques Pic ได้อย่างไร้รอยต่อ อาหารทุกจานมีเอกลักษณ์สูงมากทั้งยังแสดงถึงตัวตนความเป็นผู้หญิงผ่านทางรสชาติ, การคัดสรรค์องค์ประกอบ และการจัดแต่งจานได้อย่างชัดเจน
ราคาต่อคนที่ 350 € ถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยการบริการที่แสนเรียบง่ายแต่แฝงเอาไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ เราขอยกย่องให้ Pic เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสและควรค่าอย่างมากที่จะเดินทางมาชิมสักครั้งในชีวิต
บริเวณลานจอดรถ