หน้าแรก » 🇪🇸 ABaC – เอบัค
Visit: April 11, 2022
🇪🇸 ABaC - เอบัค
👨🏻🍳 Chef Jordi Cruz - เชฟยอดี้ ครูซ
Avenida del Tibidabo 1, Barcelona, 08022, Spain
Tel: (+34) 933 196 600
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
Country
Spain
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับสุดยอดเชฟอัจฉริยะนามว่า Jordi Cruz ผู้สร้างสถิติคว้าดาว MICHELIN Star มาครองได้ในวัยเพียง 24 ปีซึ่งถือว่ารวดเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ MasterChef España ที่ออกอากาศเป็นประจำทางช่อง TVE1 จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
[THE PLACE] ห้องอาหาร ABaC ตั้งอยู่ในโรงแรมชื่อเดียวกันบนถนน Avenida del Tibidabo ใครที่ขับรถมาสามารถนำรถเข้าจอดได้บริเวณชั้นใต้ดินจากนั้นกดลิฟท์ขึ้นมายังชั้น G ที่มีล็อบบี้สำหรับตรวจเช็คการจอง ห้องรับประทานอาหารหลักออกแบบและจัดวางมาอย่างปราณีตสังเกตจากการเลือกใช้วัสดุอย่างประตูไม้โอ้ค Spazzolato และชั้นวางหนังสือ Ebony พื้นไม้ปาร์เก้โอ้คเคลือบด้วยแว็กซ์จนขึ้นเงาตัดกันกับสีขาวของผ้าลินินสีขาวที่ใช้ปูโต๊ะได้อย่างลงตัว บนเพดานมีโคมไฟขนาดใหญ่ห้อยลงมาเพื่อส่องสว่างมายังกลางโต๊ะช่วยให้อาหารทุกจานดูโดดเด่นและช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น ใครที่มาในช่วงกลางวันสามารถมองผ่านหน้าต่างกระจกใสราวกับกรอบรูปภาพขนาดใหญ่ออกไปยังสวนที่เต็มไปด้วยงานศิลปะมากมายดูเพลิดเพลินตา อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่มารอบค่ำอย่างเราอาจไม่มีจุดดึงดูดสายตามากนะกเพราะรอบ ๆ ห้องอาหารจะถูกกั้นด้วยผ้าม่านซาตินโปร่งแสงสีเทาจนอาจทำให้ไม่มีจุดดึงดูดสายตามากนัก นอกจากนี้ทางร้านยังมีห้องส่วนตัวจำนวน 2 ห้องสำหรับรองรับลูกค้าที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่อีกด้วย
[THE CHEF] Jordi Cruz Mas เกิดในเดือนมิถุนายน 1978 ณ เมือง Manresa ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน หลังจากจบการศึกษาจาก Escuela Superior de Hostelería de Manresa เขาได้เริ่มต้นเดินทางในสายอาชีพเชฟกับห้องอาหาร Estany Clar ตั้งแต่อายุ 14 ปีก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นไปคว้าตำแหน่ง Head Chef เมื่ออายุได้ 18 ปี ความอัจฉริยะของเขาฉายแววเด่นชัดเมื่อ Estany Clar ได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในเดือนพฤศจิกายน 2002 และด้วยวัยเพียง 24 ปีในตอนนั้นทำให้ Jordi Cruz กลายเป็นเชฟที่มีอายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ของโลกที่สามารถคว้า Michelin Star มาครองได้สำเร็จพ่วงด้วยรางวัลชนะเลิศ Young Chef’s Spanish Championchip ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง San Sebastían ในปีเดียวกันยังไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ต่อมาในเดือนธันวาคม 2007 เชฟ Jordi Cruz ได้ลาออกจากห้องอาหาร Estany Clar และย้ายมารับงานควบคุมห้องอาหาร Angle ใน Món Sant Benet เมือง Barcelona พร้อมกับคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในเดือนพฤศจิกายน 2008 ตัวร้านย้ายตำแหน่งมายัง Hotel Cram Barcelona ในช่วงเดือนมิถุนายน 2013 และยังรักษาดาวเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องจนได้รับการเลื่อนขั้นสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2019 ส่วนห้องอาหารเรือธงที่เราได้แวะมาชิมในวันนี้คือ ABaC Restaurant & Hotel นั้นได้ตัวเชฟ Jordi Cruz มาควบคุมตั้งแต่ปี 2010 การันตีด้วยรางวัล Best Restaurant of Catalonia ปี 2011, ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2012, ![]()
![]()
3 Soles Guía Repsol ในปี 2013 ก่อนที่จะเลื่อนขั้นสู่ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2017 ปัจจุบัน Jordi Cruz ถือเป็นเชฟมากพรสวรรค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในประเทศสเปน มีงานเขียนหนังสือรวมกัน 6 เล่มทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ MasterChef España แห่งช่อง TVE1 นั่นเอง
[THE FOOD] ห้องอาหาร ABaC นำเสนอ Tasting Menu ชุดใหญ่แบบเดียวจำนวนราว 20 คอร์สที่ราคาคนละ 250 € ภายใต้คอนเซป 50 % Tradition 50% Avant-garde 100% Product เชฟ Jordi Cruz ยังคงเน้นย้ำในการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดทั้งในพื้นที่ท้องถิ่นและแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองกันโดยผสมผสานเทคนิคแบบดั้งเดิมเข้ากันกับเทคนิคยุคใหม่ออกมาได้อย่างลงตัวและมีจานที่น่าสนใจอย่างเช่น
เชฟ Jordi Cruz ตั้งใจนำซุปเย็นพื้นบ้านมาดัดแปลงวิธีการนำเสนอจนได้เมนูที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร องค์ประกอบตรงกลางได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Salmorejo หรือซุปเย็นที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบ Andalusia ทำมาจากมะเขือเทศ ด้านล่างเป็น Sun-dried Tomato มีรสหวาน เปรี้ยว และอุมามิ ยังมีขนมปังกรอบและปลาซาดีนรมควันช่วยเพิ่มความเค็มที่ลงตัวให้กับจาน เสริมด้วยรสเผ็ดเบา ๆ ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก ๆ (20/20)
จานนี้เป็นเมนูที่ใช้เทคนิคโมเลกุลสุดล้ำที่พบได้เฉพาะห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งบนโลกคือ Aponiente (3 Michelin Stars) และ AbaC แห่งนี้ เชฟนำหอยนางรมสด ๆ มาผ่านกระบวนการ Instant sea salt tecnique เริ่มต้นด้วยการเทราดของเหลวใสที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีแล้วกลายเป็นเกลือแบบทันทีทันใดต่อหน้าต่อตาลูกค้าทุก ๆ คน ระหว่างนั้นจะเกิดกระบวนการคายความร้อนขึ้นทำให้เนื้อหอยถูกปรุงสุกที่ระดับมีเดียมแรร์พอดิบพอดี เชฟ Jordi Cruz เลือกเสิร์ฟมากับแอปเปิ้ลที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าเล็ก ๆ ข้างกันคือ Oyster leaf ใบไม้ที่เติบโตบนบกและไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องใด ๆ กับหอยนางรมแต่กลับมีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายหอยนางรมมาก ๆ ที่โต๊ะพนักงานจะเทราดชาคอมบุฉะที่มีองค์ประกอบของ Black tea และเห็ดนานาชนิดลงไปในจาน (19/20)
ตั้งแต่เริ่มมื้ออาหารพนักงานจะวางภาชนะที่บรรจุเกลือเอาไว้บนโต๊ะอาหารและบอกกับเราว่านี่คือหนึ่งในเมนูไฮไลท์ในวันนี้ กระทั่งเมื่อถึงเวลาพนักงานจะคุ้ย Carabineros จาก Palamós ออกมาจากภาชนะ กุ้งแดงคุณภาพสูง เนื้อหวาน ฉ่ำ นุ่มจนแทบจะละลายได้ในปาก ทั้งยังผ่านการหมักในเกลือช่วยชูรสชาติหวานธรรมชาติของกุ้งให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้านล่างคือถั่วฮาเซลนัทปรุงมาในน้ำ Fideuà stock และซอสทำมาจากถั่วฮาเซลนัทเช่นกันรสชาติเข้มข้น สุดท้ายคือองค์ประกอบของขนมปัง Romesco and nut bread ย่างมาพอเกรียม ๆ ช่วยเชื่อมมิติทางเนื้อสัมผัสระหว่างถั่วและเนื้อกุ้งได้อย่างลงตัว สุดท้ายอย่าลืมหยิบส่วนหัวของกุ้งมาดูดมันกุ้งด้านในเพราะมีความหอม มัน ตามมาด้วยรสขมเบา ๆ อย่างมีมิติ สุดยอดมาก ๆ (19/20)
ขนมหวานจานแรกพนักงานนำเสิร์ฟมาในภาชนะขนาดใหญ่รูปร่างดูคล้ายไข่ไดโนเสาร์ ด้านในเป็น Yougurt เสิร์ฟมาในรูปแบบ Different textures ให้รสชาติออกเปรี้ยวนิด ๆ และบลูเบอร์รี่รสหวานเข้ากันได้ดี ยังมีไอศกรีมทำมาจากดอก Violet ให้กลิ่นและอโรมาหอมโดดเด่นชัดเจน ด้านล่างรองด้วยบิสกิตครัมเบิ้ลกรอบ ด้านบนคือแผ่น Rice paper ทอปด้วยน้ำผึ้งและดอกไม้สดนานาชนิดนั่นเอง (18/20)
[WHY GO] ด้วยชื่อเสียงของเชฟ Jordi Cruz ที่ชาวสเปนคุ้นชินกับภาพลักษณ์การเป็นกรรมการรายการอาหารชื่อดังอย่าง MasterChef España รวมไปถึงตำแหน่งของร้านที่เข้าถึงได้โดยง่ายทำให้ ABaC เป็นหนึ่งในห้องอาหารยอดนิยมและจองยากเป็นอันดับต้น ๆ ของเมือง Barcelona อย่างไรก็ตามสำหรับเรากลับรู้สึกว่ารสชาติอาหารช่วงกลางคอร์สดรอปลงไปอยู่พอสมควร การจัดเสิร์ฟอาหารทุกคอร์สไม่สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้เพราะทีมเชฟจัดเตรียมอาหารหลายโต๊ะไปพร้อมกันส่งผลให้โต๊ะที่ไม่ได้จับคู่ไวน์และรับประทานหมดเร็วอย่างเราต้องรออาหารแต่ละคอร์สไปพร้อมกับโต๊ะที่ดื่มไวน์นานร่วม 20 นาทีต่อคอร์สซึ่งตรงกับที่ลูกค้าหลายท่านคอมเม้นต์เอาไว้ก่อนหน้า ยังไม่นับรวมถึงเรื่องของพนักงานหญิงที่บริการโต๊ะเรามีปัญหากับหัวหน้าพนักงานให้เห็นและเกิดการเร่งรีบในการจัดเสิร์ฟอีกด้วย โดยสรุปแล้วต้องยอมรับว่า ABaC ยังคงเป็นห้องอาหารที่เต็มไปด้วยเทคนิค Molecular Gastronomy และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเฟ้นหาอาหารที่มีเทคนิคอันน่าตื่นตาตื่นใจ รสชาติอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของร้านระดับ 3 Michelin Stars แต่ขอแนะนำให้แวะมาในช่วงมื้อกลางวันและเผื่อเวลาเอาไว้ตลอดช่วงบ่ายน่าจะช่วยให้มื้ออาหารสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
Price :
250 €/p
Parking :
จอดรถที่ชั้นใต้ดินของ ABaC Hotel
Operating Time :
13.00-14.30, 20.00-20.30
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารสไตล์โมเลกุลที่เต็มไปด้วยเทคนิคอันแปลกใหม่ทั้งยังสามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 TASTING MENU (250 €/p)
Apple bubbles with mojito dressing
Gilda de Mar
Bloody Mary on the rocks
Spicy salmorejo textures with droplets of bread and smoked sardine
Galician clams, plankton butter, aguachile and herb Wakame salad
Dried tomatoes with herb bread and Pecorino Romano
Whipped hazelnut butter with bread crusts
Oyster marinated in apple kombucha tea and mushroom
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
Roman-style squid
Chinese box: grilled eel fried brioche with “all i oli” and fresh wasabi
Salt-cured red shrimp, chargrilled romesco and nut bread with textures of breadcrumb “picada” and hazelnuts in fideuà stock
Figueres Onion soup with pullet egg like a traditional onion soup
Cheese Chinese bun with freeze-dried truffle and roasted and crunchy skin onion paper
Japanese grilled lamb rib, Asian souffles, miso garlic, yakiniku and dried flowers
Frosted tile with fresh and dried flowers, yoghurt textures, crumbled biscuit and violet ice cream
Moscato di ABaC
Fleeting bitterness
Balloon with raspberries, lollypops with begonia flowers and tonka beans
“Sweet Pumpkin”
ABaC – เอบัค
![]()
![]()
3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล
Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
Chef Jordi Cruz – เชฟยอดี้ ครูซ
Apple bubbles with mojito dressing
เริ่มต้นด้วย Apple bubbles กรอบ ๆ มีรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ มีกลิ่นหอม ด้านในเป็น Mojito water ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีสำหรับการเสิร์ฟเป็นคำแรก (17/20)
Gilda de Mar
คอร์สนี้เชฟปรับรูปแบบการนำเสนอ Pintxo พื้นบ้านอย่าง Gilda ที่ประกอบไปด้วยซอร์เบท์ทำมาจากมะกอกเย็นช่วยเรียกความสดชื่นและมีความครีมมี่นิด ๆ เสิร์ฟมากับเนยทำมาจากแองโชวี่ทั้งคู่มีอโรมาเฉพาะตัวเสริมกันได้อย่างลงตัว ส่วนเนื้อสัมผัสนั้นเชฟใส่สาหร่ายพวงองุ่นลงไปด้านบนให้มีความกรอบขณะเคี้ยวนั่นเอง (19/20)
Apple bubbles with mojito dressing
คอร์สย่อยถัดมาคือ Mojito cocktail สูตรพิเศษของทางร้านมีลักษณะเป็นฟองช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีเช่นกัน โดยเจ้า Mojito นี้จะเดือดปุด ๆ ด้วยความเย็นตลอดเวลา (17/20)
Bloody Mary on the rocks
จากนั้นพนักงานจะเตรียม Blody Mary สูตรพิเศษของทางร้านต่อหน้าลูกค้าที่ข้างโต๊ะกันเลย (16/20)
Bloody Mary on the rocks
ค็อกเทลยังคงอาศัยส่วนผสมของวัตถุดิบหลักอย่างน้ำมะเขือเทศ, ซอส Tabasco, Lemon, Green sauce, Celery sauce เกลือและ Vodka เพียงเล็กน้อยอีกด้วย รสชาติที่ได้คือความเปรี้ยวแทรกด้วยรสเผ็ดและมีอโรมาของเซเลอรี่ชัดเจน (16/20)
Spicy salmorejo textures with droplets of bread and smoked sardine
เชฟ Jordi Cruz ตั้งใจนำซุปเย็นพื้นบ้านมาดัดแปลงวิธีการนำเสนอจนได้เมนูที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร องค์ประกอบตรงกลางได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Salmorejo หรือซุปเย็นที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบ Andalusia ทำมาจากมะเขือเทศ ด้านล่างเป็น Sun-dried Tomato มีรสหวาน เปรี้ยว และอุมามิ ยังมีขนมปังกรอบและปลาซาดีนรมควันช่วยเพิ่มความเค็มที่ลงตัวให้กับจาน เสริมด้วยรสเผ็ดเบา ๆ ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก ๆ (20/20)
Galician clams, plankton butter, aguachile and herb Wakame salad
จานนี้เชฟใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงอย่างหอยกาบจากแคว้น Galicia มีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างโดดเด่นทำให้บางคนอาจไม่ถูกใจนัก เสิร์ฟมากับเนยแพลงก์ตอนสีเขียวหอมมันไร้ซึ่งกลิ่นคาวเสริมด้วยรสเปรี้ยวของ Fingerlime caviar ด้านบนคือ Fake wakame salad หรือสลัดวากาเมะปลอมทำมาจากสมุนไพรต่าง ๆ ให้เนื้อสัมผัสกรอบพอประมาณตัดกันกับความนุ่มของเนื้อหอยได้อย่างพอเหมาะ (17/20)
Dried tomatoes with herb bread and Pecorino Romano
วัตถุดิบหลักของจานนี้คือมะเขือเทศจากเมือง Huelva หนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อจากแคว้น Andalusia เชฟนำไปผ่านกระบวนการอบแห้งให้มีความเปรี้ยวอุมามิเข้มข้น ด้านล่างรองด้วย Pecorino Romano cheese mousse ให้รสเค็มที่กลมกล่อมไม่แสบลิ้น องค์ประกอบทุกอย่างเหมือนเข้ากันได้ดีจะเว้นเสียก็แต่ Crunchy basil bread ด้านบนที่เสียความกรอบไปบ้าง (18/20)
Whipped hazelnut butter with bread crusts
พนักงานนำเสิร์ฟขนมปังแผ่นแผ่นบางกรอบที่มีส่วนประกอบจาก Hazelnut oil หอม ๆ เสิร์ฟมาคู่กัยเนยและคาเวียร์ (18/20)
Whipped hazelnut butter with bread crusts
ไฮไลท์ของคอร์สนี้ที่ทำให้ขนมปังดูพิเศษและไม่ธรรมดาคือรสชาติที่เสริมกันอย่างลงตัวของเนยที่มีความมันปนเค็มนิด ๆ และความเค็มที่ได้จากคาเวียรนั่นเอง (18/20)
Whipped hazelnut butter with bread crusts
ไม่ว่าจะรับประทานกับขนมปังที่เสิร์ฟมาด้วยในคอร์สหรือขนมปังปกติก็อร่อยไม่แพ้กัน (18/20)
Oyster marinated in apple kombucha tea and mushroom
จานนี้เป็นเมนูที่ใช้เทคนิคโมเลกุลสุดล้ำที่พบได้เฉพาะห้องอาหารเพียงไม่กี่แห่งบนโลกคือ Aponiente (3 Michelin Stars) และ AbaC แห่งนี้ เชฟนำหอยนางรมสด ๆ มาผ่านกระบวนการ Instant sea salt tecnique (19/20)
Oyster marinated in apple kombucha tea and mushroom
กระบวนการเริ่มต้นด้วยการเทราดของเหลวใสที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีแล้วกลายเป็นเกลือแบบทันทีทันใดต่อหน้าต่อตาลูกค้าทุก ๆ คน ระหว่างนั้นจะเกิดกระบวนการคายความร้อนขึ้นทำให้เนื้อหอยถูกปรุงสุกที่ระดับมีเดียมแรร์พอดิบพอดีนั่นเอง (19/20)
Oyster marinated in apple kombucha tea and mushroom
จากนั้นพนักงานจะวางทิ้งไว้บนโต๊ะสักพักหนึ่ง (19/20)
Oyster marinated in apple kombucha tea and mushroom
หอยนางรมสดมากและผ่านกระบวนการปรุงแบบโมเลกุลทำให้มีเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับความกรอบของแอปเปิ้ล เสริมด้วยกลิ่นของใบ Oyster lef โทนรสชาติมีความเปรี้ยวเบา ๆ จากแอปเปิ้ล และรสเฉพาะตัวของซอสที่เทราดมาโดยรอบนั่นเอง (19/20)
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
จานนี้เชฟ Jordi Cruz ได้แนวความคิดมาจากการเชื่อมกรุง Paris และภูมิภาค Basque Country เข้าด้วยกัน (18/20)
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
เริ่มต้นด้วยการนำเสิร์ฟ Cecina de León ซึ่งเป็น Dried beef จาก León ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของประเทศสเปนให้เนื้อสัมผัสที่กรอบ รสชาติเค็มนิด ๆ ส่วนองค์ประกอบสีขาวคือเนยที่ทำมาจาก Green pepper ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว (18/20)
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
สุดท้ายคือ Sherry wine ที่นำมาทำเป็น Consommé (18/20)
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
พนักงานจะเตรียมไว้ในกาสีดำสนิท (18/20)
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
ก่อนเสิร์ฟพนักงานจะฉีด Infusion ที่ทำมาจาก Cecina ลงในแก้วแล้วจึงเทซุปตามลงไป รสชาติที่ได้ออกมากลมกล่อมมากเลยทีเดียว (18/20)
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
อีกจานหนึ่งในคอร์สเดียวกันคือทาทาร์เนื้อวัวสับมาจนละเอียด (18/20)
Paris-Basque fusion : Basque T-bone steak, green pepper, Sherry consommé, Café de Paris and cocktail sauces
เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนจนละลายในปาก ด้านบนทอปด้วยเนย Café de Paris หอมกลิ่นสมุนไพร เสิร์ฟมากับคาเวียร์และองค์ประกอบของ Tendon หรือเส้นเอ็นข้าง ๆ กัน (18/20)
Roman-style squid
Calamares a la Romana เป็นอาหารชึ้นชื่อจากประเทศสเปนโดยปกติมักนำเสนอออกมาในรูปแบบหมึกวงชุบแป้งทอดแต่ในที่นี่เชฟ Jordi Cruz ได้ปรับรูปแบบการนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ (17/20)
Roman-style squid
เริ่มต้นด้วยองค์ประกอบของทาทาร์หมึกดิบหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบเสิร์ฟมาในโฟมตะไคร้ที่มีอโรมาเฉพาะตัว ด้านบนทอปด้วยเทมปุระช่วยให้มีความกรอบเกิดขึ้นในจาน (17/20)
Roman-style squid
ส่วนน้ำในแก้วนั้นไม่ใช่เครื่องดื่มแต่อย่างใดแต่มีลักษณะเป็นซุปอั่น ๆ ที่สกัดมาจากหมึก มีกลิ่นเฉพาะตัวของหมึกขึ้นจมูกคล้ายกันกับหมึกย่างบ้านเรา (17/20)
Chinese box: grilled eel fried brioche with “all i oli” and fresh wasabi
ถัดมาคือกล่องข้าวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารจีน (17/20)
Chinese box: grilled eel fried brioche with “all i oli” and fresh wasabi
ขนมปังหน้าตาคล้ายซาลาเปา ทอดมาจนมีสีเหลืองทอง เคี้ยวกรอบ ไม่น้ำมัน ตรงกลางคือเนื้อปลาไหลย่างด้วยซอสเทอริยากิให้ความหวาน นุ่ม ละลายในปาก (17/20)
Chinese box: grilled eel fried brioche with “all i oli” and fresh wasabi
ข้างกันคือจานวาซาบิสด ๆ ให้ความเผ็ดตัดความหวานที่ตรงปลายของเทอริยากิ ยังมีซอส “all i oli” สีขาวสูตรเฉพาะของเชฟใส่มาด้วยกัน (17/20)
Chinese box: grilled eel fried brioche with “all i oli” and fresh wasabi
ในแง่รสชาติถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตามเมื่อมองแต่ละองค์ประกอบแล้วจานนี้ควรตั้งชื่อว่า Japanese Box มากกว่า Chinese Box ! (17/20)
Salt-cured red shrimp, chargrilled romesco and nut bread with textures of breadcrumb “picada” and hazelnuts in fideuà stock
ตั้งแต่เริ่มมื้ออาหารพนักงานจะวางภาชนะที่บรรจุเกลือเอาไว้บนโต๊ะอาหารและบอกกับเราว่านี่คือหนึ่งในเมนูประจำวันนี้ (19/20)
Salt-cured red shrimp, chargrilled romesco and nut bread with textures of breadcrumb “picada” and hazelnuts in fideuà stock
ต่อมาเมื่อถึงเวลาพนักงานจะคุ้ยกุ้งแดงจาก Palamós ออกมาจากภาชนะ (19/20)
Salt-cured red shrimp, chargrilled romesco and nut bread with textures of breadcrumb “picada” and hazelnuts in fideuà stock
กุ้งแดงผ่านการหมักเกลือมาอย่างดีดูน่ารับประทานมาก ๆ (19/20)
Salt-cured red shrimp, chargrilled romesco and nut bread with textures of breadcrumb “picada” and hazelnuts in fideuà stock
กุ้งแดงคุณภาพสูง เนื้อหวาน ฉ่ำ นุ่มจนแทบจะละลายได้ในปาก ทั้งยังผ่านการหมักในเกลือช่วยชูรสชาติหวานธรรมชาติของกุ้งให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้านล่างคือถั่วฮาเซลนัทปรุงมาในน้ำ Fideuà stock และซอสทำมาจากถั่วฮาเซลนัทเช่นกันรสชาติเข้มข้น สุดท้ายคือองค์ประกอบของขนมปัง Romesco and nut bread ย่างมาพอเกรียม ๆ ช่วยเชื่อมมิติทางเนื้อสัมผัสระหว่างถั่วและเนื้อกุ้งได้อย่างลงตัว สุดท้ายอย่าลืมหยิบส่วนหัวของกุ้งมาดูดมันกุ้งด้านในเพราะมีความหอมมัน ตามมาด้วยรสขมเบา ๆ อย่างมีมิติ (19/20)
Figueres Onion soup with pullet egg like a traditional onion soup
ซุปหัวหอมสไตล์ฝรั่งเศส ในจานประกอบไปด้วยหัวหอมใหญ่ พาเมซานชีส ถั่ววอลนัท เห็ด และไข่ไก่ที่จะละลายไปกับน้ำซุปเพิ่มความเข้นข้นเข้ากันได้เป็นอย่างดี (17/20)
Cheese Chinese bun with freeze-dried truffle and roasted and crunchy skin onion paper
ข้างกันคือขนมปังกรอบสอดไส้ Brie cheese มีกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นจมูก เสิร์ฟมาคู่กันกับ Crunchy Skin Onion Paper หรือแผ่นกรอบทำมาจากเปลือกหอมใหญ่นั่นเอง (16/20)
Japanese grilled lamb rib, Asian souffles, miso garlic, yakiniku and dried flowers
เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อซี่โครงแกะเตรียมมาในสไตล์เอเชียโดยผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นและเกาหลีเข้าด้วยกัน (17/20)
Japanese grilled lamb rib, Asian souffles, miso garlic, yakiniku and dried flowers
ซี่โครงแกะย่างมาสุกกำลังดี เนื้อสัมผัสมีความเฟิร์ม ไม่นุ่มแต่ก็ไม่กระด้าง ด้านบนเป็น Yakiniku sauce และ Lamb jus reduction รสชาติเข้มข้น เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Asian souffles ทำมาจากแป้งเกี๊ยวมีลักษณะคล้าย Air bread เบา ๆ แต่มีความเหนียวติดมาอยู่เล็กน้อย ด้านล่างคือ Kimchi sauce เพิ่มรสชาติเผ็ดกำลังดีให้กับจาน (17/20)
Frosted tile with fresh and dried flowers, yoghurt textures, crumbled biscuit and violet ice cream
ขนมหวานจานแรกเสิร์ฟมาในภาชนะขนาดใหญ่รูปร่างดูคล้ายไข่ไดโนเสาร์ (18/20)
Frosted tile with fresh and dried flowers, yoghurt textures, crumbled biscuit and violet ice cream
ด้านในเป็น Yougurt เสิร์ฟมาในรูปแบบ Different textures ให้รสชาติออกเปรี้ยวนิด ๆ และบลูเบอร์รี่รสหวานเข้ากันได้ดี ยังมีไอศกรีมทำมาจากดอก Violet ให้กลิ่นและอโรมาหอมโดดเด่นชัดเจน ด้านล่างรองด้วยบิสกิตครัมเบิ้ลกรอบ ด้านบนคือแผ่น Rice paper ทอปด้วยน้ำผึ้งและดอกไม้สดนานาชนิดนั่นเอง (18/20)
Moscato di ABaC
Moscato ปกติเป็นไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำนิยมใช้จับคู่กับอาหารหวาน ในที่นี้พนักงานจะเท Dry ice ลงไปส่งผลให้มีควันคาร์บอนไดออกไซด์พวยพุ่งออกมาดูน่าตื่นตาตื่นใจ (16/20)
Moscato di ABaC
จากนั้นจึงเทเสิร์ฟมาในแก้ว ด้านในเป็น Frozen grape หรือองุ่นแช่แข็งมีกลิ่นหอม ทั้งยังมีความซ่าช่วยล้างปากจากอาหารคาวจานก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี (16/20)
Fleeting bitterness
Fleeting bitterness เป็นเมนูที่เชฟตั้งใจนำเสนอความขมในทางที่ดีของช็อกโกแลต ตรงกลางคือ Dark Chocolate Mousse และ Caramel Ice Cream ด้านล่างเป็น Crunchy Condiments ทำมาจากกาแฟ คาเคา ซอสวานิลลา และพริกไทย รอบ ๆ คือ Tonka Cake นอกจากความขมอันโดดเด่นแล้วจานนี้เชฟยังไล่ระดับเนื้อสัมผัสตั้งแต่ส่วนที่นุ่มไปยังส่วนที่กรอบได้อย่างพอเหมาะพอดี (18/20)
Balloon with raspberries, lollypops with begonia flowers and tonka beans
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยลูกโป่งสีชมพูมอบให้กันคนละใบ (17/20)
Balloon with raspberries, lollypops with begonia flowers and tonka beans
ยังมีอาหารหวานสีชมพูเสิร์ฟมาในจานเซรามิครูปลูกโป่งเช่นกัน ตรงกลางคือไอศกรีมราสเบอร์รี่รสชาติเปรี้ยวนำ ด้านล่างเป็นอัลมอนด์บิสกิตกรอบ เมอแรงก์ทำมาจาก Lolipops ยังมี White Chocolate เสิร์ฟมาในรูปแบบ Different Textures ด้านบนทอปด้วยดอก Begonia หอม ๆ และถั่ว Tonka Beans ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)
Balloon with raspberries, lollypops with begonia flowers and tonka beans
ทุกคนจะได้ลูกโป่งติดกลับบ้านมาด้วย (17/20)
“Sweet Pumpkin”
“Sweet Pumpkin” ทำหน้าที่คล้าย Petits fours เสิร์ฟมาชุดใหญ่พร้อมกัน (18/20)
“Sweet Pumpkin”
เริ่มต้นด้วยแท่งลิปสติก ABaC เมื่อหมุนเปิดออกมาจะพบกับซอร์เบท์ราสเบอร์รี่และบีทรูทเปรี้ยวเย็นสดชื่น ทั้งยังไม่มี Earthy Aroma ติดมามากจนเกินไป (18/20)
“Sweet Pumpkin”
ถัดมาคือ Chocolate with Caramel รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม (18/20)
“Sweet Pumpkin”
Decaf Chocolate ใส่มาในซองขนาดจิ๋วสามารถพกกลับไปรับประทานต่อนอกร้านได้ (18/20)
“Sweet Pumpkin”
Strawberry with Amaretto เป็นผลสตรอว์เบอร์รี่ที่มีกลิ่นของเหล้าอมาเร็ตโต้ (18/20)
“Sweet Pumpkin”
Chocolate with Amaretto นุ่มละลายในปาก (18/20)
“Sweet Pumpkin”
Violet Marshmallow เนื้อนุ่มละมุน หอมกลิ่นเฉพาะตัวของดอกไวโอเล็ท (18/20)
“Sweet Pumpkin”
Mini Cheesecake ทอปด้วยผลราสเบอร์รี่ชิ้นจิ๋ว (18/20)
“Sweet Pumpkin”
ปิดท้ายด้วย Chocolate with Mint ช่วยเรียกความสดชื่นจบมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (18/20)
ราคา 500 €
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับสุดยอดเชฟอัจฉริยะนามว่า Jordi Cruz ผู้สร้างสถิติคว้าดาว Michelin Star มาครองได้ในวัยเพียง 24 ปีซึ่งถือว่ารวดเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ MasterChef España ที่ออกอากาศเป็นประจำทางช่อง TVE1 จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
[THE FOOD] ห้องอาหาร ABaC นำเสนอ Tasting Menu ชุดใหญ่แบบเดียวจำนวนราว 20 คอร์สที่ราคาคนละ 250 € ภายใต้คอนเซป 50 % Tradition 50% Avant-garde 100% Product
เชฟ Jordi Cruz ยังคงเน้นย้ำในการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดทั้งในพื้นที่ท้องถิ่นและแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองกันโดยผสมผสานเทคนิคแบบดั้งเดิมเข้ากันกับเทคนิคยุคใหม่ออกมาได้อย่างลงตัว
[THE PLACE] ห้องอาหาร ABaC ตั้งอยู่ในโรงแรมชื่อเดียวกันบนถนน Avenida del Tibidabo ใครที่ขับรถมาสามารถนำรถเข้าจอดได้บริเวณชั้นใต้ดินจากนั้นกดลิฟท์ขึ้นมายังชั้น G ที่มีล็อบบี้สำหรับตรวจเช็คการจอง
ห้องรับประทานอาหารหลักออกแบบและจัดวางมาอย่างปราณีตสังเกตจากการเลือกใช้วัสดุอย่างประตูไม้โอ้ค Spazzolato และชั้นวางหนังสือ Ebony พื้นไม้ปาร์เก้โอ้คเคลือบด้วยแว็กซ์จนขึ้นเงาตัดกันกับสีขาวของผ้าลินินสีขาวที่ใช้ปูโต๊ะได้อย่างลงตัว
บนเพดานมีโคมไฟขนาดใหญ่ห้อยลงมาเพื่อส่องสว่างมายังกลางโต๊ะช่วยให้อาหารทุกจานดูโดดเด่นและช่วยให้ลรรยากาศโดยรวมดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น ใครที่มาในช่วงกลางวันสามารถมองผ่านหน้าต่างกระจกใสราวกับกรอบรูปภาพขนาดใหญ่ออกไปยังสวนที่เต็มไปด้วยงานศิลปะมากมายดูเพลิดเพลินตา
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่มารอบค่ำอย่างเราเพราะรอบ ๆ ห้องอาหารจะถูกกั้นด้วยผ้าม่านซาตินโปร่งแสงสีเทาจนอาจทำให้ไม่มีจุดดึงดูดสายตามากนัก
นอกจากนี้ทางร้านยังมีห้องส่วนตัวจำนวน 2 ห้องสำหรับรองรับลูกค้าที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่
![]()
![]()
3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล
![]()
![]()
3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล
[THE CHEF] Jordi Cruz Mas เกิดในเดือนมิถุนายน 1978 ณ เมือง Manresa ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน หลังจากจบการศึกษาจาก Escuela Superior de Hostelería de Manresa เขาได้เริ่มต้นเดินทางในสายอาชีพเชฟกับห้องอาหาร Estany Clar ตั้งแต่อายุ 14 ปีก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นไปคว้าตำแหน่ง Head Chef เมื่ออายุได้ 18 ปี ความอัจฉริยะของเขาฉายแววเด่นชัดเมื่อ Estany Clar ได้รับรางวัล
1 Michelin Star ในเดือนพฤศจิกายน 2002 และด้วยวัยเพียง 24 ปีในตอนนั้นทำให้ Jordi Cruz กลายเป็นเชฟที่มีอายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ของโลกที่สามารถคว้า Michelin Star มาครองได้สำเร็จพ่วงด้วยรางวัลชนะเลิศ Young Chef’s Spanish Championchip ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง San Sebastían ในปีเดียวกันยังไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย ต่อมาในเดือนธันวาคม 2007 เชฟ Jordi Cruz ได้ลาออกจากห้องอาหาร Estany Clar และย้ายมารับงานควบคุมห้องอาหาร Angle ใน Món Sant Benet เมือง Barcelona พร้อมกับคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้ในเดือนพฤศจิกายน 2008 ตัวร้านย้ายตำแหน่งมายัง Hotel Cram Barcelona ในช่วงเดือนมิถุนายน 2013 และยังรักษาดาวเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องจนได้รับการเลื่อนขั้นสู่ ![]()
2 Michelin Stars ในปี 2019
ส่วนห้องอาหารเรือธงที่เราได้แวะมาชิมในวันนี้คือ ABaC Restaurant & Hotel นั้นได้ตัวเชฟ Jordi Cruz มาควบคุมตั้งแต่ปี 2010 การันตีด้วยรางวัล Best Restaurant of Catalonia ปี 2011, ![]()
2 Michelin Stars ในปี 2012, ![]()
![]()
3 Soles Guía Repsol ในปี 2013 ก่อนที่จะเลื่อนขั้นสู่ ![]()
![]()
3 Michelin Stars ช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2017 ปัจจุบัน Jordi Cruz ถือเป็นเชฟมากพรสวรรค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในประเทศสเปน มีงานเขียนหนังสือรวมกัน 6 เล่มทั้งยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำรายการ MasterChef España แห่งช่อง TVE1 อีกด้วย
[WHY GO] ด้วยชื่อเสียงของเชฟ Jordi Cruz ที่ชาวสเปนคุ้นชินกับภาพลักษณ์การเป็นกรรมการรายการอาหารชื่อดังอย่าง MasterChef España รวมไปถึงตำแหน่งของร้านที่เข้าถึงได้โดยง่ายทำให้ ABaC เป็นหนึ่งในห้องอาหารยอดนิยมและจองยากเป็นอันดับต้น ๆ ของเมือง Barcelona อย่างไรก็ตามสำหรับเรากลับรู้สึกว่ารสชาติอาหารช่วงกลางคอร์สดรอปลงไปอยู่พอสมควร การจัดเสิร์ฟอาหารทุกคอร์สไม่สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้เพราะทีมเชฟจัดเตรียมอาหารหลายโต๊ะไปพร้อมกันส่งผลให้โต๊ะที่ไม่ได้จับคู่ไวน์และรับประทานหมดเร็วอย่างเราต้องรออาหารแต่ละคอร์สไปพร้อมกับโต๊ะที่ดื่มไวน์นานร่วม 20 นาทีต่อคอร์สซึ่งตรงกับที่ลูกค้าหลายท่านคอมเม้นต์เอาไว้ก่อนหน้า ยังไม่นับรวมถึงเรื่องของพนักงานหญิงที่บริการโต๊ะเรามีปัญหากับหัวหน้าพนักงานให้เห็นและเกิดการเร่งรีบในการจัดเสิร์ฟอีกด้วย
โดยสรุปแล้วต้องยอมรับว่า ABaC ยังคงเป็นห้องอาหารที่เต็มไปด้วยเทคนิค Molecular Gastronomy และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเฟ้นหาอาหารที่มีเทคนิคอันน่าตื่นตาตื่นใจ รสชาติอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของร้านระดับ 3 Michelin Stars แต่ขอแนะนำให้แวะมาในช่วงมื้อกลางวันและเผื่อเวลาเอาไว้ตลอดช่วงบ่ายน่าจะช่วยให้มื้ออาหารสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น