Visit: May 30, 2022

🇫🇷 Restaurant Marcon - เรสโตรองต์ มาร์กง

👨🏻‍🍳 Chef Régis & Chef Jacques Marcon - เชฟเรจิส และ เชฟฌาคส์ มาร์กอง

Larsiallas 43290 Saint-Bonnet-le-Froid

Tel: (+33) 4 71 59 93 72

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

France

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

18.5/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารชั้นสูงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและป่าสนของภูมิภาค Haute-Loire เจ้าของร้านคือเชฟสองพ่อลูก Régis และ Jacques Marcon สามารถรังสรรค์เมนูจากเห็ดป่านานาชนิดและวัตถุดิบท้องถิ่นของแถบ Le Puy ไปได้จนถึงขีดสุดจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก

          

🎗 [THE PLACE, Saint-Bonnet-le-Froid] Régis et Jacques Marcon ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Saint-Bonnet-le-Froid ใกล้กันกับรอยต่อของจังหวัด Haute-Loire และ Ardèche ระหว่างพื้นที่ Velay และ Vivarais ห่างจากเมืองท่องเที่ยวอย่างนคร Lyon ราว 110 กิโลเมตรโดยอาศัยเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ ระหว่างทางเต็มไปด้วยเส้นทางลัดเลาะขึ้นลงเขา โค้งหักศอก รวมไปถึงถนนเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยป่าสนขนาดใหญ่ชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีห้องอาหารระดับสูงตั้งอยู่ปลายทาง เมื่อเข้าสู่เขตหมู่บ้าน Saint-Bonnet-le-Froid เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ลองแวะชม Boulangerie – Pâtisserie La Chanterelle สถานที่ที่เชฟ Régis Marcon ตั้งชื่อตามเห็ด Chanterelle จัดจำหน่ายขนมปังโฮมเมดและของหวานสไตล์ฝรั่งเศสโดยอาศัยแป้งและผลไม้ท้องถิ่นจากแถบ Velay ทั้งยังรับหน้าที่เป็น Salon de Thé หรือห้องจิบน้ำชาอีกด้วย อีกมุมหนึ่งของหมู่บ้านคือ Bar de Païs หรือชื่อในอดีตคือ Café du Centre บาร์ท้องถิ่นที่คนในหมู่บ้านนิยมใช้เป็นจุดนัดพบกับเพื่อน ๆ และครอบครัวในช่วงเย็น เมื่อขับรถตรงมาอีกนิดริมถนนสายหลัก D105 จะพบกับอาคารหลังคาจั่วสีดำ Vins Marcon หรือร้านจำหน่ายไวน์ท้องถิ่นที่เชฟ Régis Marcon รวบรวมมานำเสนอในราคาสมเหตุสมผล ส่วนใครที่มองหาสถานที่สำหรับเข้าพักทันทีหลังจบมื้ออาหารเราขอแนะนำ Hôtel Régis & Jacques Marcon โรงแรมหรูระดับ 4 ดาวที่มีห้อง Chambre Suite Luxe ขนาด 50 ตารางเมตรจำนวน 9 ห้องและห้อง Appartement ขนาด 95 ตารางเมตรอีก 1 ห้อง ภายในตกแต่งโดยใช้วัสดุพื้นถิ่นอย่างเช่นไม้จากแถบ Ardèche และ Auvergne รวมไปถึง Beyssac Stone พร้อมด้วยทัศนียภาพของหมู่บ้าน Saint-Bonnet-le-Froid ในราคาเริ่มต้นที่ 390 € นอกจากนี้ยังมีโรงแรมระดับ 3 ดาวอีก 2 แห่งคือ Le Clos des cîmes ในราคาเริ่มต้นที่ 175 € และ La Découverte ในราคาเริ่มต้นที่ 145 € อีกด้วย สำหรับใครที่เป็นสายสปาสามารถเพลิดเพลินไปกับ Les Sources du Haut Plateau สปาธรรมชาติที่ตั้งอยู่ ณ ความสูง 1,130 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักเดินทางในแถบนี้อีกด้วย

🎗 [THE PLACE, Régis et Jacques Marcon] สำหรับห้องอาหารนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่โรงจอดสุดอลังการ ฝั่งขวามือเป็น Heliport สำหรับผู้ที่เดินทางมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว ด้านหน้าเป็นแผนกต้อนรับคอยตรวจสอบการจองรวมไปถึงจุดจำหน่ายของที่ระลึกอย่างเช่นเมล็ดถั่ว Lentille Verte du Puy, คอลเล็คชั่นจานที่ใช้ในห้องอาหาร, Huile Olives et Cèpes หรือน้ำมันมะกอกที่มีส่วนผสมของเห็ดเซ็ป และหนังสือหลากหลายเล่มอย่างเช่น Céréales & Légumineuses, Légumes, Herbes, Champignons และ Best of Régis & Jacques Marcon ทั้งหมดเรียบเรียงโดยตัวเชฟ Régis Marcon เอง ถัดเข้ามาเป็นห้องนั่งเล่นสำหรับรับรองลูกค้าที่มาถึงก่อนเวลา ในส่วนของห้องรับประทานอาหารหลักโดดเด่นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานแสดงถึงทัศนียภาพมุมกว้างของเนินเขาและหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง ผ้าปูโต๊ะสีขาว โต๊ะพักอาหาร และเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่แสดงถึงการตกแต่งแบบเรียบง่ายสไตล์ชนบทแต่ก็ไม่ทิ้งความหรูหรา ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งเป็นรูปใบไม้ร่วงบ่งบอกถึงฤดูที่ดีที่สุดในการเดินทางมาเยือนห้องอาหารแห่งนี้ นอกจากห้องอาหารชั้นสูงอย่าง Régis & Jacques Marcon เพื่อน ๆ ยังสามารถเพลิดเพลินกับ Bistrot La Coulemelle (😋 Bib Gourmand) ร้านอาหารสไตล์ Bistro ที่เชฟ Régis Marcon และภรรยาคุณ Michèle เข้าซื้อต่อกิจการในปี 1978 และอาศัยชื่อของเห็ด Coulemelle (Parasol Mushroom) มาใช้เป็นชื่อร้านนำเสนออาหารเริ่มต้นที่ 2 คอร์สในราคาเพียง 28 € ทั้งยังตั้งอยู่ห่างจากห้องอาหารชั้นสูงอย่าง Régis et Jacques Marcon เพียง 400 เมตรเท่านั้น สุดท้ายคือ Ecole de Cuisine คลาสสอนทำอาหารภายใต้การควบคุมของเชฟ Régis และ Jacques Marcon นำเสนอมาที่ราคา Theme ละ 170 € โดยจะมีเนื้อหาแตกต่างกันออกไปและแน่นอนว่า Theme ที่ถูกจองเต็มตลอดเวลาคงหนีไม่พ้น Stage Champignons นั่นเอง

🎗 [THE CHEF, Régis & Jacques Marcon] Régis Marcon เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1956 ในครอบครัวซึ่งมีพี่น้องรวมตัวเขาทั้งหมด 7 คน เนื่องด้วยอากาศอันหนาวเหน็บในปีนั้นทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของเขาตัดสินใจละทิ้งอาชีพฟาร์มซึ่งให้ผลผลิตได้ไม่ดีนัก คุณพ่อของเขาเริ่มรับงานเป็นพ่อค้าไวน์ท้องถิ่นในขณะที่คุณแม่ทำงานในร้าน Café เล็ก ๆ ใกล้หมู่บ้าน ไม่กี่ปีต่อมาคุณแม่ได้นำเงินเก็บที่มีอยู่ซื้อต่อกิจการร้าน Café ทั้งยังเริ่มต้นขายขนมและขยับขยายห้องพักเพิ่มเติมอีกด้วย หลังจากแต่งงานกับภรรยาคือคุณ Michèle ในปี 1978 เชฟ Régis Marcon ได้เข้าสืบทอดกิจการร้าน Café ในปี 1979 และปรับปรุงขยับขยายห้องพักในช่วงปี 1981 และ 1986 ห้องอาหาร Régis Marcon สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1990 ต่อด้วยการเป็นผู้ชนะรางวัล Bocuse d’Or ในปี 1995 จากนั้น MICHELIN Guide ได้เลื่อนให้ Régis Marcon เป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1997 พร้อมกับการเข้าเป็นสมาชิก Relais & Châteaux ในปีเดียวกัน อีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2000 ที่ตัวร้านได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 19/20 พ่วงด้วยรางวัล Cuisinier de l’année (Chef of the Year) ก่อนที่จะได้รับการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2005 และเป็นปีเดียวกันนี้เองที่ลูกชายคนโต Jacques Marcon ตัดสินในเข้าร่วมงานกับเชฟ Régis Marcon ผู้เป็นพ่อทำให้ตัวห้องอาหารถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น Régis et Jacques Marcon ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับเชฟ Jacques Marcon จบการศึกษาจาก Ecole Lenôtre Paris ทั้งยังผ่านงานในห้องอาหารชั้นสูงมาแล้วมากมายอย่างเช่น Restaurant de l’Hôtel de Ville (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Phillippe Rochat ในขณะนั้น, Auberge du Vieux Puits (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Giles Goujon, L’Ambroisie (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Bernard Pacaud ก่อนที่จะกลับมาร่วมงานกับเชฟ Régis Marcon ผู้เป็นพ่อในเวลาต่อมา

🎗 [THE FOOD] สิ่งที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับสองพ่อลูก Marcon คือการรังสรรค์เมนูอาหารโดยผสมผสานองค์ประกอบจากเห็ดต่าง ๆ เข้ากันกับวัตถุดิบหลักรวมไปถึงอาหารหวานได้อย่างไร้ที่ติ แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัย 65 ปีพ่วงด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีมูลค่าหลักล้านยูโรแต่เชฟ Régis Marcon ยังคงเดินเท้าเข้าไปยังป่าสนและเก็บเห็ดแต่ละชิ้นด้วยมือของตัวเอง ทั้งยังเดินทางไปยังตลาดในทุก ๆ เช้าเพื่อคัดเลือกผักต่าง ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ 70-82 € หรือจะลิ้มลองเซ็ตเมนูที่นำเสนอมาใน 2 รูปแบบคือ Menu Vellave (5 Course – 180 €) ที่ตั้งชื่อตามพื้นที่ Le Velay อันประกอบไปด้วยภูเขาไฟอันอุดมสมบูรณ์สังเกตได้จากการเจริญเติบโตของดอกไม้และสมุนไพรอโรมาติคต่าง ๆ ทั้งพื้นที่ในแถบนี้ยังตั้งอยู่ชิดกันกับชายป่าแถบ Yssingeaux และแอ่ง Le Puy ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูก Green Lentils อันโด่งดังอีกด้วย ถัดมาคือ Menu Entre Velay et Vivarais (8 Course – 240 €/p) ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่าพื้นที่ระหว่าง Velay และ Vivarais อันเป็นที่ตั้งของเมือง Saint Bonnet le Froid บ้านเกิดของเชฟ Régis Marcon นั่นเอง สำหรับ Menu Dégustation นี้เชฟได้ผสมผสานเห็ดตามฤดูกาลหลากหลายชนิดเอาไว้ในอาหารเกือบทุก ๆ จานอย่างเช่น

✨ La cistre
L’omble chevalier confit à l’huile de cistre, asperges blanches au sarrasin grillé

เมนูจานแรกในคอร์สหลักคือเนื้อปลา Arctic Char ที่ผ่านการกงฟีในน้ำมันเห็ดจนเนื้อนุ่มละมุน ด้านล่างรองด้วยข้าวบาร์เลย์นุ่ม ๆ ด้านบนเป็นข้าวบาร์เลย์กรอบ ๆ ข้างกันคือหน่อไม้ฝรั่งขาวที่ผ่านการย่างจนนุ่มและหวาน อร่อยจนแย่งซีนปลาซึ่งเป็นพระเอกของจานมาได้อย่างน่าประหลาดใจ ยังมีองค์ประกอบของ Mushroom Ceviche รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ และหอมโดดเด่นช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ซอสสีขาวทำมาจาก Cistre หรือ Wild Fennel สุดท้ายคือองค์ประกอบของหนังปลากรอบและไข่ปลานั่นเอง ยังมีเสิร์ฟที่สองของคอร์สนี้คือ Asparagus Water หรือน้ำหน่อไม้ฝรั่งที่ผ่านการ Infused ด้วย Wild Fennel ใส่มาในแก้วอีกทีหนึ่ง (19/20)

✨ Pimprenelle
Des morillons et hygrophores de mars aux asperges vertes, sabayon aux cèpes

คอร์สนี้ได้จากการจับคู่เห็ด 2 ชนิดคือ Morillons และ Morels นำเสนอมาเป็นพระเอกของจาน เริ่มต้นที่เห็ด Morillons หรืออีกชื่อหนึ่งคือ False Morels เป็นเห็ดสายพันธุ์ใกล้เคียงกันกับเห็ด Morels แต่มีข้อจำกัดคือจำเป็นต้องเสิร์ฟมาแบบสุกแล้วเท่านั้น ชิ้นเห็ดมีความหนึบ ร่วน ให้เนื้อสัมผัสและ Earthy Aroma อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนเห็ด Morels ที่กำลัง In Season เชฟคัดทุกชิ้นด้วยมือเพื่อการันตีคุณภาพ ด้านบนคือหน่อไม้ฝรั่งให้ความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส สุดท้ายเชฟจะ Parfumed โดยการพ่นอโรมาของ Pimprenelle หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Salad Burnet ซึ่งเป็นสมุนไพรที่วางอยู่ชั้นบนสุดให้กลิ่นและอโรมาเฉพาะตัวลงไปเช่นกัน (20/20)

✨ Doyenne de Comice
Poire rôtie au beurre salé, caramel de morilles

ห้ามพลาดเมนูที่เชฟตั้งใจผสมผสานเห็ด Morel เข้ากันกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของ Doyenne de Comice ซึ่งเป็นสายพันธุ์หนึ่งของลูกแพร์จนได้ออกมาเป็นคอร์สที่มีความแปลกใหม่และไม่ซ้ำใคร องค์ประกอบของลูกแพร์ถูกนำเสนอมาในรูปแบบ Different Textures and Variations ทั้งไอศกรีมแพร์ ลูกแพร์สด ลูกแพร์ดอง และลูกแพร์ที่ผ่านการย่างกับเนยเค็ม ขนาบข้างด้วยชิ้นเห็ด Morel ที่ย่างในคาราเมลจนให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไร้ซึ่ง Earthy Aroma มารบกวนจิตใจอีกด้วย (20/20)

🎗 [WHY GO] นอกจากฝีมือระดับพระกาฬแล้วเชฟ Régis และเชฟ Jacques Marcon ยังมีความรู้เกี่ยวกับพฤกษศาสตร์อยู่ในระดับสูงขนาดที่สามารถเขียนหนังสือออกมาวางขายได้ วัตถุดิบพื้นถิ่นจากพื้นที่แถบ Le Puy โดยเฉพาะเห็ดป่าต่าง ๆ ผ่านการยกระดับจนถึงขีดสุดและจัดเตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดีสังเกตได้ตั้งแต่การยกมือและกล่าวสวัสดีเป็นภาษาไทยทันทีที่เราเดินเข้าร้านและการอธิบายเมนูให้กับเราซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยภาษาไทยเป็นคำ ๆ เช่นคำว่าเป็ดหรือเห็ดซึ่งหากพิจารณาจากตำแหน่งของตัวร้านแล้วไม่มีความจำเป็นเลยที่พนักงานจะต้องมาเรียนรู้ภาษาไทยเพื่ออธิบายลูกค้าเพียงโต๊ะเดียวในลักษณะนี้ หากเป็นไปได้เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้แวะมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เห็ดป่าซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายตามธรรมชาติในระบบนิเวศน์มีความหลากหลายและมีคุณภาพสูงที่สุดนั่นเอง

Price :

180-240 €/p

Parking :

จอดในโรงจอดรถ

Operating Time :

12.00-13.30, 19.30-21.00 ปิดวันอังคาร-พุธ (บางช่วงของปีอาจปิดวันจันทร์ด้วย)

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงที่เค้นขีดจำกัดของวัตถุดิบท้องถิ่นจากพื้นที่แถบ Le Puy โดยเฉพาะเห็ดต่าง ๆ ออกมาได้จนถึงขีดสุด

อาหาร :

18.5

ราคา :

4/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 Le Menu Entre Velay et Vivarais (240 €/p)

          

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

La cistre

L’omble chevalier confit à l’huile de cistre, asperges blanches au sarrasin grillé

Lierre terrestre

Textures de nos légumes du moment au lierre terrestre, bouillon parfumé, crémeux de maïs truffé

Aigrelette de nos champs

Truite poêlée à la peau aux petits pois sucrés, beurre mousseux à l’aigrelette

Pimprenelle

Des morillons et hygrophores de mars aux asperges vertes, sabayon aux cèpes

Tanaisie

Le thé de champignons à la tanaisie, sa rissole croquante

Cardamine des prés

Canette fermière aux kumquats et feuille de moutarde, une dégustation de navets fondants

Les fromages d’Ardèche et d’Auvergne affinés par nos soins.

Les douceurs avec les chauds, les glacés et les pâtisseries.

Mignardises, chocolat aux cèpes et caviar de lentilles pour que la fête ne soit jamais finie.

🇫🇷 Restaurant Marcon – เรสโตรองต์ มาร์กง

🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵🏵 Membre de l’Académie Gault&Millau – สมาชิกของสมาคมโก&มิโย

🍴 Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Régis & Chef Jacques Marcon – เชฟเรจิส และ เชฟฌาคส์ มาร์กอง

🎗 [THE CHEF, Régis & Jacques Marcon] Régis Marcon เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1956 ในครอบครัวซึ่งมีพี่น้องรวมตัวเขาทั้งหมด 7 คน เนื่องด้วยอากาศอันหนาวเหน็บในปีนั้นทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของเขาตัดสินใจละทิ้งอาชีพฟาร์มซึ่งให้ผลผลิตได้ไม่ดีนัก คุณพ่อของเขาเริ่มรับงานเป็นพ่อค้าไวน์ท้องถิ่นในขณะที่คุณแม่ทำงานในร้าน Café เล็ก ๆ ใกล้หมู่บ้าน ไม่กี่ปีต่อมาคุณแม่ได้นำเงินเก็บที่มีอยู่ซื้อต่อกิจการร้าน Café ทั้งยังเริ่มต้นขายขนมและขยับขยายห้องพักเพิ่มเติมอีกด้วย หลังจากแต่งงานกับภรรยาคือคุณ Michèle ในปี 1978 เชฟ Régis Marcon ได้เข้าสืบทอดกิจการร้าน Café ในปี 1979 และปรับปรุงขยับขยายห้องพักในช่วงปี 1981 และ 1986 ห้องอาหาร Régis Marcon สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1990 ต่อด้วยการเป็นผู้ชนะรางวัล Bocuse d’Or ในปี 1995 จากนั้น MICHELIN Guide ได้เลื่อนให้ Régis Marcon เป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1997 พร้อมกับการเข้าเป็นสมาชิก Relais & Châteaux ในปีเดียวกัน อีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2000 ที่ตัวร้านได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 19/20 พ่วงด้วยรางวัล Cuisinier de l’année (Chef of the Year) ก่อนที่จะได้รับการยกระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2005 และเป็นปีเดียวกันนี่เองที่ลูกชายคนโต Jacques Marcon ตัดสินในเข้าร่วมงานกับเชฟ Régis Marcon ผู้เป็นพ่อทำให้ชื่อห้องอาหารถูกเปลี่ยนมาเป็น Régis et Jacques Marcon ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับเชฟ Jacques Marcon จบการศึกษาจาก Ecole Lenôtre Paris ทั้งยังผ่านงานในห้องอาหารชั้นสูงมาแล้วมากมายอย่างเช่น Restaurant de l’Hôtel de Ville (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Phillippe Rochat ในขณะนั้น, Auberge du Vieux Puits (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Giles Goujon, L’Ambroisie (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Bernard Pacaud ก่อนที่จะกลับมาร่วมงานกับเชฟ Régis Marcon ผู้เป็นพ่อในเวลาต่อมา

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารชั้นสูงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและป่าสนของภูมิภาค Haute-Loire เจ้าของร้านคือเชฟสองพ่อลูก Régis และ Jacques Marcon สามารถรังสรรค์เมนูจากเห็ดป่านานาชนิดและวัตถุดิบท้องถิ่นของแถบ Le Puy ไปได้จนถึงขีดสุดจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

มื้ออาหารเริ่มต้นด้วยตัวแทนของต้นสนที่เชฟ Marcon เปรียบเทียบว่าเป็น The King of our Forests (18/20)

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

ชิ้นแรกคือ The pine cone to grab… เมล็ดถั่วอัลมอนด์ที่ไม่กรอบไม่นุ่มจนเกินไปเคลือบด้วยองค์ประกอบของต้นสนแล้วห้อยมาบนกิ่งสนอีกทีหนึ่ง (18/20)

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

ถัดมาคือ Mushrooms to pick.. มีลักษณะเป็น Air Bread กรอบ ๆ ภายในบรรจุครีมเห็ดหอมละมุนเสิร์ฟมาให้ดูคล้ายต้นเห็ดเช่นกัน (18/20)

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

3 tastings around the Puy green lentil ได้จากการนำถั่ว Green Lentil ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญระดับโลกของพื้นที่แถบ Le Puy นั่นเอง (18/20)

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

ในภาพคือ Lentil Hammus หอม ๆ ปรุงรสด้วยหอมแดงดองรสชาติอมเปรี้ยวและดอกไม้รับประทานได้เสิร์ฟมาบนมินิทาร์ตบางกรอบ ด้านบนคือ Lentil Crackers กรอบ ๆ เค็ม ๆ ให้กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ (18/20)

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

Lentil Caviar เสิร์ฟมาในเจลลี่ ด้านในมี Black Radish Cream จับคู่กับปลาไหลรมควันช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (18/20)

Entre Ardèche et Auvergne

Spoons Travel คือคอร์สก่อนเข้าสู่เซ็ตเมนูหลักที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของห้องอาหาร Régis et Jacques Marcon เชฟให้ชื่อว่า Entre Ardèche et Auvergne (Between Ardèche and Auvergne) อันเนื่องมาจากวัตถุดิบหลักทั้งหมดได้มาจากพื้นที่ที่อยู่ระหว่าง Ardèche และ Auvergne โดยจัดเสิร์ฟมาในช้อนขนาดจิ๋ว 4 ชิ้นคือ Tartare Fin Gras, Bonbon betternave sureau, Maquereau carvi des prés และ Chou-fleur mélèze (19/20)

Tartare Fin Gras

Fin Gras du Mézenc เป็นวัวสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ได้รับการเพาะพันธุ์ในแถบเทือกเขา Mézenc เชฟนำเนื้อลูกวัวมาสับเป็น Tartare เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ด้านบนคือ Guacamole ทำมาจากอโวคาโด (19/20)

Bonbon betternave sureau

ตามมาด้วย Bonbon มีลักษณะเป็น Sphere ทรงครึ่งวงกลมและได้สีแดงมาจากบีทรูทที่จะแตกออกในปากขณะเคี้ยว ทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นดินติดมาแม้แต่น้อย (19/20)

Maquereau carvi des prés

เนื้อปลาแมคเคอเรลดิบนุ่มหนึบเสิร์ฟมาคู่กับองค์ประกอบของกระเทียมป่า (19/20)

Chou-fleur mélèze

จบด้วยกะหล่ำดอกป่าท้องถิ่นปรุงร่วมกับ Mélèze หรือต้นสนท้องถิ่นนั่นเอง (19/20)

Pour commencer le repas, les petites cuillères légères, l’arbre apéritif pour ouvrir l’appétit.

สุดท้ายคือขากบชุบแป้งทอดในรูปแบบของ Tempura เนื้อกบนุ่มบะมุนในขณะที่เมมปุระกรอบเบา แต่งแต้มด้วยอโรมาหอม ๆ ของกระเทียมป่าและพาสลีย์ รอบ ๆ คือ Infusion ของกระเทียมป่าเช่นกัน (17/20)

จากนั้นพนักงานจำเสิร์ฟขนมปังอย่างแรกเป็น Crackers คู่กัน Ceps Muahroom Butter หรือเนยเห็ดที่ผ่านการเตรียมมาเป็นอย่างดี

ตามมาด้วยขนมปังอีกหลายชนิดตลอดมื้ออาหาร

ทั้งนี้ลูกค้าสามารถขอเพิ่มได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้ออาหาร

La cistre
L’omble chevalier confit à l’huile de cistre, asperges blanches au sarrasin grillé

เมนูจานแรกในคอร์สหลักคือเนื้อปลา Arctic Char ที่ผ่านการกงฟีในน้ำมันเห็ดจนเนื้อนุ่มละมุน ด้านล่างรองด้วยข้าวบาร์เลย์นุ่ม ๆ ด้านบนเป็นข้าวบาร์เลย์กรอบ ๆ (19/20)

La cistre
L’omble chevalier confit à l’huile de cistre, asperges blanches au sarrasin grillé

ข้างกันคือหน่อไม้ฝรั่งขาวที่ผ่านการย่างจนนุ่มและหวาน อร่อยจนแย่งซีนปลาซึ่งเป็นพระเอกของจานมาได้อย่างน่าประหลาดใจ ยังมีองค์ประกอบของ Mushroom Ceviche รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ และหอมโดดเด่นช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ซอสสีขาวทำมาจาก Cistre หรือ Wild Fennel สุดท้ายคือองค์ประกอบของหนังปลากรอบและไข่ปลานั่นเอง (19/20)

La cistre
L’omble chevalier confit à l’huile de cistre, asperges blanches au sarrasin grillé

เสิร์ฟที่สองของคอร์สนี้คือ Asparagus Water หรือน้ำหน่อไม้ฝรั่งที่ผ่านการ Infused ด้วย Wild Fennel (19/20)

Lierre terrestre
Textures de nos légumes du moment au lierre terrestre, bouillon parfumé, crémeux de maïs truffé

จานนี้เป็นการนำเสนอผักตามฤดูกาลหลากหลายชนิดจากสวนของเชฟ Régis Marcon ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปจากห้องอาหารราว 3 ไมล์โดยเลือกมาให้มีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันมีทั้งเห็ดต่าง ๆ แครอท อาร์ติโชค และถั่ว ด้านล่างเป็น Mashed Truffled Corn หรือข้าวโพดบดที่มีอโรมาหอม ๆ ของทรัฟเฟิล จากนั้นพนักงานจะเทราด Vegetables Bouillon หรือซุปผักรสชาติเข้มข้นที่ Parfumed โดยใส่กลิ่นของ Lierre Terrestre หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Ground-ivy ซึ่งเป็นสมุนไพรป่าที่เติบโตในแถบพื้นที่โดยรอบนี้ลงไป ฝั่งซ้ายมือคือแผ่นข้าวโพดกรอบเบา ๆ หอมกลิ่นข้าวโพดชัดเจนเสิร์ฟมาให้รับประทานตัดรสชาติกัน (18/20)

Aigrelette de nos champs
Truite poêlée à la peau aux petits pois sucrés, beurre mousseux à l’aigrelette

จานนี้เชฟเลือกใช้ปลาเทร้าต์ปรุงสุกด้วยเนยจนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มพอดี ด้านบนคือหนังปลานุ่ม ๆ ไร้ซึ่งกลิ่นคาว ข้างกันคือเห็ดและองค์ประกอบสีนำ้ตาลทำมาจากหัวหอมใหญ่เสิร์ฟมาในรูปแบบที่แตกต่างกันถึง 4 แบบคือ Fried (ทอด), Roasted (ย่าง), Mashed (บด) และ Jelly (เจลลี่) ด้านล่างรองด้วยองประกอบของถั่วลันเตาให้รสหวานและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับเนื้อปลา (19/20)

Aigrelette de nos champs
Truite poêlée à la peau aux petits pois sucrés, beurre mousseux à l’aigrelette

จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Beurre Mousseux ที่ได้จากการนำซอส Beurre Blanc มาทำการ Infusion ด้วย Aigrelette ซึ่งเป็นสมุนไพรท้องถิ่นชนิดหนึ่งให้รสเปรี้ยวและกลิ่นเฉพาะตัว (19/20)

Aigrelette de nos champs
Truite poêlée à la peau aux petits pois sucrés, beurre mousseux à l’aigrelette

ซอส Beurre Blanc ที่ผ่านการ Infusion ด้วย Aigrelette (19/20)

Aigrelette de nos champs
Truite poêlée à la peau aux petits pois sucrés, beurre mousseux à l’aigrelette

คอร์สปลานำเสิร์ฟมาคู่กับขนมปังอีกชนิดหนึ่ง

Pimprenelle
Des morillons et hygrophores de mars aux asperges vertes, sabayon aux cèpes

ถัดมาคือการจับคู่เห็ด 2 ชนิดคือ Morillons และ Morels นำเสนอมาเป็นพระเอกของจาน เริ่มต้นที่เห็ด Morillons หรืออีกชื่อหนึ่งคือ False Morels เป็นเห็ดสายพันธุ์ใกล้เคียงกันกับเห็ด Morels แต่มีข้อจำกัดคือจำเป็นต้องเสิร์ฟมาแบบสุกแล้วเท่านั้น ชิ้นเห็ดมีความหนึบ ร่วน ให้เนื้อสัมผัสและ Earthy Aroma อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนเห็ด Morels ที่กำลัง In Season เชฟคัดทุกชิ้นด้วยมือเพื่อการันตีคุณภาพ ด้านบนคือหน่อไม้ฝรั่งให้ความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส สุดท้ายเชฟจะ Parfumed โดยการพ่นอโรมาของ Pimprenelle หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Salad Burnet ซึ่งเป็นสมุนไพรที่วางอยู่ชั้นบนสุดในภาพให้กลิ่นและอโรมาเฉพาะตัวลงไปเช่นกัน (20/20)

Pimprenelle
Des morillons et hygrophores de mars aux asperges vertes, sabayon aux cèpes

จานนี้จบด้วยการเทราดซอส Sabayon ทำจากเห็ด Ceps รสชาติเข้มข้นโดยหนักไปทางเค็มนิด ๆ แต่ไม่ทิ้งความกลมกล่อม (19/20)

Pimprenelle
Des morillons et hygrophores de mars aux asperges vertes, sabayon aux cèpes

พนักงานจะวางซอสเอาไว้ให้ลูกค้าเทราดเพิ่มเติมได้เองด้วย (19/20)

Tanaisie
Le thé de champignons à la tanaisie, sa rissole croquante

ล้างปากด้วยคอร์สที่นำเสนอ Tartelette หรือมินิทาร์ตชิ้นจิ๋ว ตรงกลางบรรจุองค์ประกอบคล้ายโฟมทำมาจากเห็ดต่าง ๆ (17/20)

Tanaisie
Le thé de champignons à la tanaisie, sa rissole croquante

ข้างกันคือชาเห็ดมีลักษณะเป็น Mushroom Consommé มีลักษณะเป็นซุปเห็ดใส ๆ เสิร์ฟมาอุ่น ๆ รสชาติกลมกล่อมไร้ที่ติ (17/20)

Cardamine des prés
Canette fermière aux kumquats et feuille de moutarde, une dégustation de navets fondants

Main Course เป็นอาหารเพียงจานเดียวในคอร์สที่ไม่มีเห็ดใส่มาเป็นองค์ประกอบในจาน เชฟนำเสนอเนื้อเป็ดที่ระดับความสุก Medium Rare เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ องค์ประกอบสีส้มคือ Kumquats ผลไม้จำพวกซิตรัสให้รสชาติเปรี้ยว ดอกไม้สีเหลืองคือ Mustard Flower ใบไม้สีเขียวคือ Mustard Leaf เมื่อเคี้ยวแล้วจะให้รสเผ็ดเบา ๆ และกลิ่นฉุนนิด ๆ เป็นเอกลักษณ์ ยังมีพืชจำพวก Parsnip หลากหลายชนิดจากสวนของเชฟ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Duck Jus ลงไปในจานเพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติอีกด้วย (17/20)

Cardamine des prés
Canette fermière aux kumquats et feuille de moutarde, une dégustation de navets fondants

ลูกค้าสามารถเติม Duck Jus เพิ่มลงไปในจานด้วยตัวเอง (17/20)

Cardamine des prés
Canette fermière aux kumquats et feuille de moutarde, une dégustation de navets fondants

ยังมี 2nd Serving เป็นขาเป็ดที่ผสมผสานกับตับเป็ด จากนั้นแต่งแต้มด้วยรสเปรี้ยวจากองค์ประกอบของ Kumquats อีกด้วย (17/20)

Cardamine des prés
Canette fermière aux kumquats et feuille de moutarde, une dégustation de navets fondants

ขนมปังที่เสิร์ฟมาคู่กับคอร์สเป็ด

Les fromages d’Ardèche et d’Auvergne affinés par nos soins.

คั่นกลางด้วยคอร์ส Goat Cheese ที่เชฟ Régos Marcon คัดสรรมาจากแถบพื้นที่ระหว่าง Ardèche และ Auvergne นำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบทั้ง Fresh Goat Cheese with Spices, Creamy Goat Cheese, Ice Cream of Goat Cheese and Honey, Churros of Goat Cheese และ Dry Goat Cheese นั่นเอง

Les fromages d’Ardèche et d’Auvergne affinés par nos soins.

สำหรับใครที่ไม่ชอบ Goat Cheese ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัวพนักงานจะนำเสิร์ฟ Malt Granita ช่วยล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานได้เช่นกัน

Les fromages d’Ardèche et d’Auvergne affinés par nos soins.

ในคอร์สชีสนี้พนักงานแนะนำให้รับประทานคู่ไปกับแผ่น Tuile กรอบที่มีส่วนผสมของ Red Fruit ส่วนใครที่ไม่รับประทานชีสพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังที่มีส่วนผสมของของ Pistachio และ Red Berry

Les douceurs avec les chauds, les glacés et les pâtisseries.

เริ่มต้นด้วย Pre-dessert ในที่นี้เชฟนำเสนอหน่อไม้ฝรั่งจับคู่กับสตรอว์เบอร์รี่และ Wild Herb Sorbet ล้างปากดับคาวของ Goat Cheese คอร์สก่อนหน้าได้อย่างหมดจด (18/20)

Les douceurs avec les chauds, les glacés et les pâtisseries.

Wild Herb Sorbet ให้กลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ (18/20)

Doyenne de Comice
Poire rôtie au beurre salé, caramel de morilles

ห้ามพลาดเมนูอาหารหวานที่เชฟตั้งใจผสมผสานเห็ด Morel เข้ากันกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของ Doyenne de Comice ซึ่งเป็นสายพันธุ์หนึ่งของลูกแพร์จนได้ออกมาเป็นคอร์สที่มีความแปลกใหม่และไม่ซ้ำใคร (20/20)

Doyenne de Comice
Poire rôtie au beurre salé, caramel de morilles

องค์ประกอบของลูกแพร์ถูกนำเสนอมาในรูปแบบ Different Textures and Variations ทั้งไอศกรีมแพร์ ลูกแพร์สด ลูกแพร์ดอง และลูกแพร์ที่ผ่านการย่างกับเนยเค็ม ขนาบข้างด้วยชิ้นเห็ด Morel ที่ย่างในคาราเมลจนให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไร้ซึ่ง Earthy Aroma มารบกวนจิตใจอีกด้วย (20/20)

Orange Carotte pissenlit
Le baba punché au vin de pissenlit, crémeux carotte orange sanguine, son granité

ถัดมาคือของหวานที่จับคู่ผักอย่างและแครอทเข้ากับผลไม้คือส้มออกมาได้อย่างลงตัว (19/20)

Orange Carotte pissenlit
Le baba punché au vin de pissenlit, crémeux carotte orange sanguine, son granité

องค์ประกอบตรงกลางคือ Baba มีลักษณะเป็นสปองเค้กนุ่มฟู เชฟนำไปจุ่มลงในน้ำไซรัปที่มีส่วนผสมของไวน์ Vin de pissenlit เพื่อเจือจางแอลกอฮอล์ลงจากราว 10 % เหลือเพียงราว 2 % นำเสนอมาคู่กับแครอทเสิร์ฟมาทั้งสิ้น 3 รูปแบบคือ Roasted หรือแครอทย่าง, Les Natural หรือชิ้นแครอทธรรมชาติเสิร์ฟมาทั้งแบบเป็นชิ้นและแบบฝานเป็นริ้วบาง ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน สุดท้ายคือ Cream มีลักษณะเป็นครีมแครอทเนื้อเนียนละมุน ฝั่งขวามือคือชิ้นส้มช่วยบาลานซ์รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวของแครอทและ Baba ไม่ให้โดดจนเกินไป (19/20)

Orange Carotte pissenlit
Le baba punché au vin de pissenlit, crémeux carotte orange sanguine, son granité

ยังมีเสิร์ฟที่สองนำเสนอมาเป็น Sorbet และ Granita ของทั้งแครอทและส้มนั่นเอง (19/20)

Les douceurs avec les chauds, les glacés et les pâtisseries.

จากนั้นล้างปากหลังจบของหวานด้วยเครื่องดื่มที่ได้จากการผสมนม ครีม และเหล้าเกาลัดเข้าด้วยกัน

Mignardises, chocolat aux cèpes et caviar de lentilles pour que la fête ne soit jamais finie.

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 8 อย่างโดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นในพื้นที่แถบนี้

Nougats aux cèpes

Nougat เคี้ยวหนึบที่มีส่วนผสมของเห็ด Porcini

Fraîcheur de fruits

ทาร์ตเล็ตขนาดจิ๋วที่บรรจุสตรอว์เบอร์รี่เนื้อฉ่ำ ๆ

Caviar de lentilles

ถั่ว Lentil ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของแถบ Le Puy เสิร์ฟมาเป็นคาเวียร์ในเจลลี่นุ่ม ๆ

Sucette glacée

ซอร์เบท์เย็น ๆ ที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลและเวอร์บีนาที่เชฟใช้เป็นตัวแทนของวัตถุดิบจากภูมิภาค Haute-Loire

Pâte de fruit verveine

Pâte de Fruit เป็นขนมหวานพื้นบ้านที่เชฟใส่กลิ่นของแอปเปิ้ลและเวอร์บีนาลงไป

Tuile lentille du Puy

แผ่น Tuile กรอบทำมาจากถั่ว Lentil จากแถบ Le Puy

Mikado à la rose

Mikado เป็นขนมปังกรอบแท่งยาวที่มีอโรมาหอม ๆ ของดอกกุหลาบ

Chococèpe avec notre café

จบด้วยช็อกโกแลตที่ด้านในบรรจุเห็ด Ceps ทำเป็น Praline

💰 ราคา 516 €

🎗 [THE FOOD] สิ่งที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับสองพ่อลูก Marcon คือการรังสรรค์เมนูอาหารโดยผสมผสานองค์ประกอบจากเห็ดต่าง ๆ เข้ากันกับวัตถุดิบหลักรวมไปถึงอาหารหวานได้อย่างไร้ที่ติ

แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัย 65 ปีพ่วงด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีมูลค่าหลักล้านยูโรแต่เชฟ Régis Marcon ยังคงเดินเท้าเข้าไปยังป่าสนและเก็บเห็ดแต่ละชิ้นด้วยมือของตัวเอง ทั้งยังเดินทางไปยังตลาดในทุก ๆ เช้าเพื่อคัดเลือกผักต่าง ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย

ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารแบบ À La Carte ได้ตามใจชอบโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ 70-82 € หรือจะลิ้มลองเซ็ตเมนูที่นำเสนอมาใน 2 รูปแบบคือ Menu Vellave (5 Course – 180 €) ที่ตั้งชื่อตามพื้นที่ Le Velay อันประกอบไปด้วยภูเขาไฟอันอุดมสมบูรณ์สังเกตได้จากการเจริญเติบโตของดอกไม้และสมุนไพรอโรมาติคต่าง ๆ ทั้งพื้นที่ในแถบนี้ยังตั้งอยู่ชิดกันกับชายป่าแถบ Yssingeaux และแอ่ง Le Puy ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูก Green Lentils อันโด่งดังอีกด้วย ถัดมาคือ Menu Entre Velay et Vivarais (8 Course – 240 €/p) ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่าพื้นที่ระหว่าง Velay และ Vivarais อันเป็นที่ตั้งของเมือง Saint Bonnet le Froid บ้านเกิดของเชฟ Régis Marcon นั่นเอง สำหรับ Menu Dégustation นี้เชฟได้ผสมผสานเห็ดตามฤดูกาลหลากหลายชนิดเอาไว้ในอาหารเกือบทุก ๆ จาน

ห้องรับประทานอาหารหลักโดดเด่นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานแสดงถึงทัศนียภาพมุมกว้างของเนินเขาและหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง

ภายในห้องอาหาร

ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งเป็นรูปใบไม้ร่วงบ่งบอกถึงฤดูที่ดีที่สุดในการเดินทางมาเยือนห้องอาหารแห่งนี้

ผ้าปูโต๊ะสีขาว โต๊ะพักอาหาร และเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่แสดงถึงการตกแต่งแบบเรียบง่ายสไตล์ชนบทแต่ก็ไม่ทิ้งความหรูหรา

เราขอแนะนำให้เลือกจองที่นั่งบริเวณริมกระจกใส

ใครที่อยากฝึกฝีมือการปรุงอาหารเราขอแนะนำ Ecole de Cuisine คลาสสอนทำอาหารภายใต้การควบคุมของเชฟ Régis และ Jacques Marcon นำเสนอมาที่ราคา Theme ละ 170 € โดยจะมีเนื้อหาแตกต่างกันออกไปและแน่นอนว่า Theme ที่ถูกจองเต็มตลอดเวลาคงหนีไม่พ้น Stage Champignons นั่นเอง

รถเข็นขนมปัง

บริเวณห้องรับรอง

ภายในห้องรับรอง

ด้านหน้าเป็นแผนกต้อนรับคอยตรวจสอบการจอง

ยังมีจุดจำหน่ายของที่ระลึกอย่างเช่นเมล็ดถั่ว Lentille Verte du Puy, คอลเล็คชั่นจานที่ใช้ในห้องอาหาร, Huile Olives et Cèpes หรือน้ำมันมะกอกที่มีส่วนผสมของเห็ดเซ็ป

หนังสือหลากหลายเล่มอย่างเช่น Céréales & Légumineuses, Légumes, Herbes, Champignons และ Best of Régis & Jacques Marcon ทั้งหมดเรียบเรียงโดยตัวเชฟ Régis Marcon เอง

หนังสือแต่ละเล่มถูกเขียนเกี่ยวกับวัตถุดิบเอาไว้อย่างละเอียด

เห็ดแกะสลักจากไม้เหมาะกับการซื้อเป็นของที่ระลึก

บริเวณทางเดินเชื่อมต่อจากโรงจอดรถ

บริเวณทางเดิน

ห้องอาหาร Régis et Jacques Marcon นั้นตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ

ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่โรงจอดสุดอลังการ

ฝั่งขวามือเป็น Heliport สำหรับผู้ที่เดินทางมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว

🎗 [WHY GO] นอกจากฝีมือระดับพระกาฬแล้วเชฟ Régis และเชฟ Jacques Marcon ยังมีความรู้เกี่ยวกับพฤกษศาสตร์อยู่ในระดับสูงขนาดที่สามารถเขียนหนังสือออกมาวางขายได้ วัตถุดิบพื้นถิ่นจากพื้นที่แถบ Le Puy โดยเฉพาะเห็ดป่าต่าง ๆ ผ่านการยกระดับจนถึงขีดสุดและจัดเตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดีสังเกตได้ตั้งแต่การยกมือและกล่าวสวัสดีเป็นภาษาไทยทันทีที่เราเดินเข้าร้านและการอธิบายเมนูให้กับเราซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยภาษาไทยเป็นคำ ๆ เช่นคำว่าเป็ดหรือเห็ดซึ่งหากพิจารณาจากตำแหน่งของตัวร้านแล้วไม่มีความจำเป็นเลยที่พนักงานจะต้องมาเรียนรู้ภาษาไทยเพื่ออธิบายลูกค้าเพียงโต๊ะเดียวในลักษณะนี้ หากเป็นไปได้เราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้แวะมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เห็ดป่าซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายตามธรรมชาติในระบบนิเวศน์มีความหลากหลายและมีคุณภาพสูงที่สุดนั่นเอง