หน้าแรก » 🇫🇷 Maison Lameloise – เมซง ลามีลัวส์
Visit: May 14, 2022
🇫🇷 Maison Lameloise - เมซง ลามีลัวส์
👨🏻🍳 Chef Éric Pras - เชฟอีริค พราส์
36 place d'Armes, Chagny, 71150, France
Tel: (+33) 3 85 87 65 65
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars เพียงหนึ่งเดียวในแคว้น Burgundy เชฟ Éric Pras ผู้สืบทอดคนที่ 4 เจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติ Meilleur Ouvrier de France สามารถสานต่อห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine อายุ 101 ปีให้โดดเด่นและเป็นที่รู้จักของเหล่านักชิมทั่วทุกมุมโลก
Price :
85-265 €/p
Parking :
จอดที่โรงแรมหรือจอดริมทางหน้าร้าน
Operating Time :
12.00-13.00, 19.30-21.00 ปิดวันอังคาร-พุธ
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงหนึ่งเดียวในแคว้น Burgundy นำเสนออาหารชั้นสูงในราคาที่เหมาะสม
อาหาร :
18.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 Menu Degustation (245 €/5 Course, 20 € Fromages Supplément) Beginning of Spring 2022
Maison Lameloise – เมซง ลามีลัวส์
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
17.5/20 Gault et Millau – 17.5/20 โก เอ็ท มิโย
Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น
Chef Éric Pras – เชฟอีริค พราส์
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars เพียงหนึ่งเดียวในแคว้น Burgundy เชฟ Éric Pras ผู้สืบทอดคนที่ 4 เจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติ Meilleur Ouvrier de France สามารถสานต่อห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine อายุ 101 ปีให้โดดเด่นและเป็นที่รู้จักของเหล่านักชิมทั่วทุกมุมโลก
Amuse bouches
เริ่มต้นด้วย Lolipop ทำเลียนแบบลูกกวาด ผิวด้านนอกบางกรอบทำมาจาก Cacao Butter ด้านในบรรจุฟัวกราส์เนื้อเนียนละมุนตัดกันกับชิ้นถั่วที่ยังมีความนุ่มอยู่ไม่กรอบมากจนเกินไป ด้านบนท็อปด้วย Marmalade, Red Wine และ Pear เสริมรสชาติให้เข้มข้นขึ้นเล็กน้อย (17/20)
Amuse bouches
ถัดมาคือ Amuse Bouches อีก 3 อย่างจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน เริ่มจากฝั่งขวามือคือ Cottage Cheese Sablé เสิร์ฟมากับ Marinated Trout หรือเนื้อปลาเทราต์ที่ผ่านการหมักจนเนื้อนุ่มแบบไม่น่าเชื่อจนเราตกใจ องค์ประกอบสีขาวคือ Anise Mousse เป็นครีมให้กลิ่นหอมจาง ๆ ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสความกรอบอันพอเหมาะของแผ่น Sablé และความนุ่มของเนื้อปลาได้อย่างลงตัว (19/20)
ชิ้นตรงกลางคือ Tartelette ชิ้นจิ๋ว เช่นเดียวกับชิ้นแรกที่ตัวแป้งทาร์ตทำออกมาได้บางกรอบพอดิบพอดีจนน่าจกใจ ตรงกลางคือ Ham Mousse มีกลิ่นหอมคล้ายรมควัน ด้านบนท็อปด้วย Parsley Jelly สีเขียว (19/20)
ชิ้นสุดท้ายฝั่งซ้ายมือเป็นขนมปัง Cracker ให้ระดับความกรอบที่มากที่สุดใน 3 อย่าง ด้านในเป็นครีมสมุนไพรให้รสชาติเปรี้ยวช่วยกระตุ้นน้ำย่อย ด้านบนท็อปด้วย Saucisson หรือไส้กรอกหมักท้องถิ่นจากหมู่บ้านที่ตัวร้านตั้งอยู่ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัว (18/20)
Amuse bouches
ก่อนเข้าสู่จานแรกของเซ็ตเมนูเราจะได้ชิม Frog Leg Beignet หรือเนื้อกบชุบแป้งทอด เนื้อด้านในนุ่ม เคี้ยวง่ายจนแทบละลายไปกับแป้งแต่อย่าลืมว่ามีกระดูกขากบอยู่ตรงกลางด้วย ซอสสีเขียวรอบ ๆ คือ Parsley Butter หอมมัน (18/20)
Custard “Meurette” | quail egg in breadcrumbs
จานนี้เชฟ Éric Pras นำเมนูพื้นบ้านประจำแคว้น Burgundy อย่าง Œuf en Meurette มาปรับรูปแบบการนำเสนอได้อย่างน่าประทับใจ (19/20)
Custard “Meurette” | quail egg in breadcrumbs
เริ่มต้นด้วยองค์ประกอบแรกในช้อนเล็ก ๆ คือไข่นกกระทาที่ผ่านการ Poached และนำมาชุบเกล็ดขนมปังทอดให้รับประทานแบบ One Bite เพื่อให้ไข่นกกระทาแตกระเบิดออกในปาก (19/20)
Custard “Meurette” | quail egg in breadcrumbs
องค์ประกอบถัดมาคือ Meurette Sauce ที่เชฟปรับรูปแบบมาเสิร์ฟเป็น Custard Cremeux หรือคัสตาร์ดครีมที่มีองค์ประกอบของ Red Wine Sauce เข้มข้นเข้ากันดีกับความหอมจากเบคอนและเห็ดต่าง ๆ ชวนนึกถึงเมนูวัยเด็กบ้านเราอย่างไข่ลวกราดซีอิ๊วอยู่ไม่น้อย พนักงานแนะนำให้รับประทานไข่นกกระทาคู่หรือสลับกับคัสตาร์ดเพื่อแสดงความเป็น Œuf en Meurette ออกมาได้อย่างสร้างสรร (19/20)
Croissant and salted butter from Normandy
สำหรับขนมปังอย่างแรกคือ Croissant รูปทรงแปลก ๆ เนื้อสัมผัสชั้นนอกฟูกรอบ ด้านในนุ่มละมุน หอมกลิ่นเนย โรยด้วยดอกเกลือเพียงเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟมากับ Salted Butter จากแคว้น Normandy
Char fish from the “Crisenon farm” | smoked eel
White asparagus | crispy buckwheat | verjuice gel
จานนี้เชฟเลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ Char ปลาในสกุล Salmonidae จาก Pisciculture De Crisenon ฟาร์มปลาชื่อดังแห่งแคว้น Burgundy เนื้อปลามีความเฟิร์มเล็กน้อยแต่ด้านในยังคงฉ่ำ ที่สำคัญคืออัตราส่วนไขมันที่พอเหมาะไม่มากจนเกินไปแตกต่างจากแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นชินกัน รอบ ๆ คือซอสสีขาวทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งขาว ข้างกันคือแป้งแพนเค้กและชิ้นมันฝรั่งที่ผ่านการ Glazed กับ Sorrel หั่นมาในขนาดพอดีคำ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอันหลากหลายด้วยการใส่บัควีทกรอบลงไปรอบ ๆ จาน ใต้แผ่นกรอบรูปดอกไม้เป็นเนื้อปลาไหลรมควันเนื้อนุ่มละมุน มีกลิ่นหอมโดดเด่น สุดท้ายคือ Verjuice Gel สีขาวให้ความเป็นกรดมาบาลานซ์ Earthy Aroma ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของหน่อไม้ฝรั่งขาวได้อย่างพอเหมาะ (18/20)
Scallops
Thin pie | crab | fennel | French caviar “Kaviari” | chardonnay granita
หนึ่งในจานที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้คือพายที่มีลักษณะเหมือนทาร์ตชิ้นใหญ่ แป้งบาง ๆ ให้ระดับความกรอบที่พอเหมาะเพื่อไม่ให้เกิดการลดทอนเนื้อสัมผัสของวัตถุดิบหลัก (20/20)
Scallops
Thin pie | crab | fennel | French caviar “Kaviari” | chardonnay granita
ด้านในเป็นเนื้อปูฉีกผสมกับครีมท้องถิ่นของแคว้น Burgundy ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวแทงขึ้นถึงไปหลังจมูก เลเยอร์ชั้นกลางคือเฟนเนล เลเยอร์ชั้นบนของชิ้นทาร์ตคือหอยเชลล์ยักษ์จากแคว้น Brittany หมักแล้วแล่มาเป็นชิ้นบาง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมเนื้อสัมผัสกับแป้งทาร์ตและชิ้นเนื้อปู ยังมีองค์ประกอบสีส้มทำมาจากไข่แดง ด้านบนสุดเสริมด้วยวัตถุดิบชั้นยอดคือ Kaviari Caviar หรือคาเวียร์แบรนด์ดังของประเทศฝรั่งเศสซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคาเวียร์ที่ดีที่สุดในโลกและพบเห็นได้ตามห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ทั่วไป เรียกความสดชื่นด้วย Chardonnay Granita ที่ได้จากการนำไวน์ขาว Chardonnay มาแช่แข็งแล้วบดละเอียดเป็นกรานิต้า (20/20)
Scallops
Thin pie | crab | fennel | French caviar “Kaviari” | chardonnay granita
นอกจากนี้ยังมีชิ้นหอยเชลล์ยักษ์แพนเซียจนสุกได้ระดับเสิร์ฟมาในถ้วยเล็ก ๆ คู่กันกับ Scallop Broth อุ่น ๆ ให้รับประทานสลับกันเพื่อให้เกิดมิติและความแตกต่างทางอุณหภูมิ ถือเป็นการนำเสนอวัตถุดิบที่มีความหลากหลายทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัส และอุณหภูมิในอาหารเพียงคอร์สเดียวได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
Sourdough
ขนมปังที่ Maison Lameloise ถูกผลิตขึ้นไม่ใช่รายวันแต่เป็นรายมื้อแบบ On Site ในเบเกอรี่ของตัวร้านโดยมีผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณ Alexandre และคุณ Baptiste คัดสรรวัตถุดิบหลักคือแป้งท้องถิ่นมาผ่านกระบวนการหมักเป็นระยะเวลานานก่อนที่จะนวดแป้งและนำเข้าเตาอบจนสุกได้ระดับ ผิวด้านนอกมีความกรอบ ด้านในก่อเกิดความเปรี้ยว (Tangy) และความอโรมาติค (Fruity Aromatic Notes) แบบไร้ที่ติชนิดหาใครเทียบได้ยากเลยก็ว่าได้
Pollack
Poached in jelly | artichoke | citron | onion broth and cazette du Morvan
จานที่แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการปรุงชั้นสูงของเชฟระดับท็อปของประเทศฝรั่งเศสคือ Pollack ปลาทะเลเนื้อขาวที่แต่เดิมเดิมก็มีเนื้อสัมผัสอันโดดเด่นอยู่แล้ว แต่เชฟ Éric Pras ได้นำไป Gently Cooked โดย Poached ใน Jelly ให้ได้ระดับความสุกพอประมาณ เมื่ออุณหภูมิเย็นลงจะสังเกตได้ว่าเนื้อปลาทั้งชิ้นถูกเคลือบด้วยเลเยอร์ของ Jelly ในระดับความหนาที่เท่า ๆ กันได้อย่างน่าประทับใจ เมื่อเคี้ยวจะได้ความนุ่มเด้งของ Jelly ชั้นนอกตัดกันกับความเฟิร์มละมุนของเนื้อปลา Pollack จนเกิดเป็นเนื้อสัมผัสที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร รอบ ๆ คือองค์ประกอบของ Artichoke ในหลากหลายรูปแบบทั้ง Confit Artichoke และ Artichoke Purée ให้ Earthy Aroma พอประมาณ ตัดด้วยความเปรี้ยวจาก Lemon จากนั้นพนักงานจะเทราด Caramelized Onion Sauce ที่มีองค์ประกอบของ Cazette du Morvan หรือถั่ว Hazelnut จาก Morvan ผสมอยู่ด้วย (19/20)
Pollack
Poached in jelly | artichoke | citron | onion broth and cazette du Morvan
จานนี้ด้วยเทคนิคการปรุงเนื้อปลาเราตั้งใจจะให้ระดับความประทับใจ 20/20 แต่ด้วย Earthy Aroma ที่โดดเกินมาเพียงเล็กน้อยของ Artichoke ทำให้จำเป็นต้องลดทอนความประทับใจเหลือ 19/20 นั่นเอง (19/20)
Langoustines
Green asparagus from “Sylvain Erhardt” | mustard & verbena sabayon | sour orange
กุ้ง Langoustines จำนวน 2 ตัวถูกเตรียมมาอย่างเนื้อ เนื้อนุ่มฉ่ำ มีรสหวานจากธรรมชาติ ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Sabayon หรือซอสไข่แดงที่มีอโรมาของ Mustard และ Verbena ลงไป (19/20)
Langoustines
Green asparagus from “Sylvain Erhardt” | mustard & verbena sabayon | sour orange
ข้างกันคือหน่อไม้ฝรั่งชิ้นใหญ่ที่ได้มาจาก Domaine de Roques-Hautes – Sylvain Erhardt ฟาร์มผักคุณภาพดีแถบเมือง Sénas ทั้งนี้เชฟ Éric Pras ตั้งใจปอกเปลือกส่วนต้นออกเพื่อไม่ให้เกิดรสชาติขมมารบกวนความหวานของเนื้อกุ้ง ด้านบนคือแผ่นกรอยช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ยังมีชิ้นส้มที่ผ่านการดองจนมีความเปรี้ยวเฉพาะตัวก่อนจะย่างจนให้รสชาติที่เข้มข้น พนักงานย้ำว่าให้รับประทานเนื้อกุ้งพร้อมกับชิ้นส้มเพื่อให้ความเปรี้ยวไปช่วยชูความหวานของกุ้งให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (19/20)
Langoustines
Green asparagus from “Sylvain Erhardt” | mustard & verbena sabayon | sour orange
หลังจากจบจานหลักยังมี Langoustine Broth หอม มัน เสริมด้วยความรสชาติขมนิด ๆ ให้ดื่มตามกันไปอีกด้วย (19/20)
Suckling lamb
Celery | mustard | black garlic | carrot
เมนคอร์สจานแรกคือเนื้อลูกแกะสองส่วนคือ Cutlet หรือส่วนซี่โครงและส่วน Saddle หรือส่วนหลังเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare คู่กับ Celery เนื้อแกะให้สัมผัสที่นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ จากนั้นเพิ่มความเข้มข้นด้วยการเทราดซอส Lamb Jus ลงไปด้านบน (19/20)
Suckling lamb
Celery | mustard | black garlic | carrot
รอบ ๆ คือองค์ประกอบของแครอททั้ง Carrot Cake, Carrot Purée และ Carrot Gel เพิ่มอโรมาด้วยการเติม Black Garlic Marmalade ลงไปด้วย (19/20)
Suckling lamb
Celery | mustard | black garlic | carrot
ถัดมาคือเสิร์ฟที่สองเชฟนำเสนอ Lamb Shoulder ที่ผ่านการ Confit มาจนนุ่มเสิร์ฟมาคู่กับแครอทและมันฝรั่ง ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Carrot Bouillon ที่มีสีสันและอโรมาของ Saffron ลงไปด้วยช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อแกะได้อย่างพอเหมาะ (19/20)
Pigeonneau “Excellence Miéral” | snails from “Prés de Fontaines”
Chard | peas | morels | licorice
จานนี้เชฟ Éric Pras ได้จับคู่วัตถุดิบระดับโลก 2 อย่างนำเสนอออกมาในจานเดียวกันได้อย่างลงตัวเริ่มต้นจาก Pigeonneau “Excellence Miéral” ส่วนอกนกพิราบเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เนื้อนกนุ่ม เคี้ยวง่าย มีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่บ้างแต่กลับไม่มีกลิ่นคาวปนมาแม้แต่น้อย เพิ่มความเข้มข้นด้วยการราดซอส Pigeon Jus ที่มีส่วนผสมของ Licorice หรือสมุนไพรจำพวกชะเอมเทศ ตรงกลางคือ Escargots des “Prés de Fontaines” หอยทากที่เตรียมมาอย่างดีจนสุกได้ระดับ นุ่ม หนึบ ไร้ซึ่งกลิ่นดินติดมาดังเช่นที่พบเห็นในห้องอาหารทั่วไป ซอสสีเขียวทำมาจากใบ Swiss Chard ในขณะที่ฝั่งขวาคือต้น Swiss Chard ที่นำมาปรุงในสไตล์ Risotto โดยมีส่วนผสมของ Cottage Cheese อยู่ด้วย (19/20)
Pigeonneau “Excellence Miéral” | snails from “Prés de Fontaines”
Chard | peas | morels | licorice
ยังมีเสิร์ฟที่สองเชฟนำเสนอเห็ด Morel ตัดแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้านในสอดไส้ Foie Gras ให้ความครีมมี่และความละมุนตัดกันกับเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบของชิ้นเห็ด Morel และ Green Peas รอบ ๆ ได้อย่างพอเหมาะ สุดท้ายคือ Mushroom Mousse สีขาวคล้ายโฟมช่วยเสริมกลิ่นหอมของเห็ดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น (19/20)
Burgundy & Franche-Comté cheeses
Fig jam & black cherries jam | chestnut honey
สำหรับคอร์สชีสนั้นจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก 20 € (ส่วนใครที่อยากชิมไม่เยอะสามารถสั่งคนเดียวแล้วมาแบ่งกันลองก็ได้) ทางร้านนำเสนอชีสท้องถิ่นที่มีแหล่งผลิตเฉพาะในแคว้น Burgundy และ Franche-Comté เท่านั้นโดยเฉพาะ Hard Cheese อย่าง Tomme ที่มีอายุการบ่ม 10 เดือนในจานนี้เป็นหนึ่งในชีสที่เราประทับใจที่สุด อย่างไรก็ตาม Blue Cheese, Sheep Cheese, Goat Cheese อื่น ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
Burgundy & Franche-Comté cheeses
Fig jam & black cherries jam | chestnut honey
พนักงานจัดเสิร์ฟลงในจานขนาดใหญ่
Burgundy & Franche-Comté cheeses
Fig jam & black cherries jam | chestnut honey
ชีสต่าง ๆ ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี
Burgundy & Franche-Comté cheeses
Fig jam & black cherries jam | chestnut honey
หนึ่งในนั้นคือ Liquid Cheese หาชิมยาก เนื้อสัมผัสหนืด ๆ หนึบ ๆ มีกลิ่นเฉพาะตัว ไม่ว่าจะชอบหรือไม่แต่รับประกันว่าคุ้มค่ากับการลองมาก ๆ
Burgundy & Franche-Comté cheeses
Fig jam & black cherries jam | chestnut honey
Condiments บนรถเข็นชีส
Burgundy & Franche-Comté cheeses
Fig jam & black cherries jam | chestnut honey
ชีสจัดเสิร์ฟมาคู่กับแยมมะเดื่อ แยมแบล็คเบอร์รี่ และเกาลัดน้ำผึ้ง
Burgundy & Franche-Comté cheeses
Fig jam & black cherries jam | chestnut honey
ยังมีขนมปัง Hazelnut & Almond Baguette ให้ชิมสลับกัน
Mignardises | Apple juice
ล้างปากด้วย Pre-dessert ในที่นี้คือน้ำแอปเปิ้ลรสเปรี้ยว เสิร์ฟมากับ Tapioca คล้ายเมล็ดสาคูหนึบ ๆ เสริมด้วยอโรมาหอม ๆ ของ Rosemary (17/20)
Mignardises | Apple juice
Pre-dessert เสิร์ฟมาพร้อมกันกับ Mignardises หลายอย่างทั้ง Lemon Madeleine ทำออกมาเนื้อสัมผัสดีมากจนเรียกได้ว่าแทบละลายในปาก ข้างกันที่ 4 และ 11 นาฬิกาคือขนมบิสกิตกรอบเสิร์ฟกับองค์ประกอบของ Crème brûlée วานิลลาและเลมอนขนาดจิ๋วท็อปด้วยป็อบคอร์นและน้ำผึ้ง ยังมี Passionfruit tart ท็อปด้วยชิ้นแอปเปิ้ลเขียว สุดท้ายคือช็อกโกแลต 2 อย่างเริ่มจาก Chocolate & chocolate chutney เป็นแป้ง Choux และ Chocolate ganache & hazelnut รสชาติไม่หวือหวานัก (17/20)
Special dessert
สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษอย่าลืมแจ้งตั้งแต่ตอนจองเพื่อรับ Pistachio Cream ชั้นกลางคือเลเยอร์ของ Vanilla ท็อปด้วย Cherry & Blackcurrant Jelly
Lemon
On a shortbread | lemon mousse | whipped cream
Jasmine lemon sorbet | creamy & meringue shell
ขนมหวานจานแรกทางร้านเสิร์ฟมาเป็น Shortbread หรือขนมปังกรอบท็อปด้วยเลเยอร์ของ Lime Marshmallow รอบ ๆ คือ Lemon หลากหลายองค์ประกอบทั้ง Lemon Mousse, Lemon Foam และ White Chocolate Ganache ที่มีองค์ประกอบของ Lemon ผสมจนหอมเข้ากัน (19/20)
Lemon
On a shortbread | lemon mousse | whipped cream
Jasmine lemon sorbet | creamy & meringue shell
จากนั้นเพิ่มมิติของอุณหภูมิด้วยการใส่ Meringue ด้านในบรรจุ Jasmine Lemon Sorbet เย็นสดชื่นและ Lemon Cream ถือเป็นการนำเสนอ Lemon ออกมาในหลากหลายองค์ประกอบได้อย่างน่าประทับใจ (19/20)
Lemon
On a shortbread | lemon mousse | whipped cream
Jasmine lemon sorbet | creamy & meringue shell
ก่อนรับประทานให้เคาะจนเมอแรงก์แตกออก (19/20)
Chocolate blackcurrant
Jelly sorbet warm ganache | blackcurrant pepper
จานนี้เชฟนำเสนอองค์ประกอบที่เข้ากันของช็อกโกแลตและแบล็คเคอแรนท์เริ่มต้นด้วยองค์ประกอบของ Chocolate Ganache ที่ผ่านการเตรียมแบบ À la minute ข้างกันคือ Cocoa Sorbet และ Cocoa Jelly ให้เนื้อสัมผัสที่ไล่ระดับกันขึ้นมา สุดท้ายคือ Warm Chocolate Sauce อุ่น ๆ ช่วยให้จานนี้มีอุณหภูมิที่หลากหลายยิ่งขึ้น (18/20)
Chocolate blackcurrant
Jelly sorbet warm ganache | blackcurrant pepper
อีกจานหนึ่งเล็ก ๆ คือ Chocolate Tartelette เสิร์ฟโดยจับคู่กับ Orange Marmalade ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ (18/20)
ราคา 483 €
[THE FOOD] ถึงแม้ว่า Maison Lameloise จะเป็นห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงแห่งเดียวในแคว้น Burgundy แต่ตัวร้านกลับสามารถนำเสนออาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ออกมาได้ในราคาสุดคุ้มค่า
เชฟ Éric Pras ได้ยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นระดับโลกของแคว้น Burgundy อย่าง Pigeonneau “Excellence Miéral” และ “Prés de Fontaines” Snails รวมไปถึงการหยิบยกเมนูพื้นบ้านอย่าง Œufs en Meurette มาปรับรูปแบบการนำเสนอได้อย่างน่าทึ่ง
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Menu du Déjeuner (85 €/3 Course) ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะในช่วงกลางวันไม่นับรวมวันหยุด, วันก่อนวันหยุด และวันที่จัดงานอีเว้นต์เป็นกรณีพิเศษ
ถัดมาคือ Menu Instant (180 €/4 Course) ที่คัดเลือกบางเมนูจากเซ็ตใหญ่มาเสิร์ฟในราคาที่เข้าถึงง่าย
สุดท้ายคือ Menu Degustation (210 €/4 Courses และ 245 €/5 Course) ที่ลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกแตกต่างกันได้ ยังไม่นับรวม Fromages Supplément (20 €) ที่นำเสนอชีสคุณภาพสูงให้ทุก ๆ คนได้ลองชิมกัน
[THE CHEF, The Lameloise Family] Maison Lameloise ตั้งชื่อตามครอบครัว Lameloise ผู้เป็นเจ้าของห้องอาหารแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1921 โดยมีเจ้าของร้านรุ่นแรกคือ Pierre Lameloise ผู้เริ่มต้นสายอาชีพเชฟกับห้องอาหารชั้นนำมากมายเช่น Drouant, Larue, Ledoyen และ Lapérouse ในกรุง Paris ก่อนที่จะเดินทางไปร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Auguste Escoffier ในการเป็นส่วนหนึ่งของทีมเปิดตัว The Savoy Hotel ณ กรุง London
สำหรับเรื่องราวของ Maison Lameloise นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 1921 โดยเชฟ Pierre และภรรยา Denise ได้รับช่วงต่อกิจการ Hôtel du Commerce โรงแรมขนาดเล็กในเมือง Chagny ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 ทั้งยังปรับปรุงพัฒนาให้กลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหารระดับสูงในพื้นที่นี้อีกด้วย ตัวร้านได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 1926 ถึง 1930 ซึ่งเป็นช่วงที่ MICHELIN Guide มีระบบการให้รางวัลแบบ 1 ดาวเท่านั้นก่อนที่จะถูกยกระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1932 ซึ่งเป็นปีแรกที่ MICHELIN Guide ปรับเปลี่ยนการมอบรางวัลเป็นระบบ 1-3 ดาวก่อนที่จะถูกปรับกลับลงมาอยู่ในระดับ
1 MICHELIN Star ในช่วงปี 1932 ถึง 1939 อย่างไรก็ตามเชฟ Pierre Lameloise มีช่วงอายุที่ไม่ยืนยาวนักเพราะเขาจากโลกนี้ไปในปี 1936 ด้วยวัยเพียง 47 ปี
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่ง ค.ศ. 1944 เชฟ Jean Lameloise ลูกชายของเชฟ Pierre และภรรยา Simone ได้รับช่วงต่อกิจการจนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star กลับมาครองได้ในปี 1952 (MICHELIN Guide เว้นการจัดอันดับร้านอาหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 ถึง 1951) ทั้งยังปรับปรุงโรงแรมและห้องอาหารอย่างต่อเนื่องรวมถึงการเปลี่ยนชื่อจาก Commerce มาเป็น Lameloise ในช่วงยุค 60s ตามชื่อสกุลของตัวเองอีกด้วย
ต่อมาในปี 1971 เชฟ Jacques Lameloise ลูกชายของเชฟ Jean ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 24 ปีและภรรยา Nicole ได้รับช่วงต่อกิจการและกลายมาเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 และเป็นเชฟ Jacques นี่เองที่แสดงถึงพรสวรรค์จนสามารถนำพาห้องอาหารขึ้นไปสู่ระดับ ![]()
2 MICHELIN Stars อีกครั้งในปี 1974 ถึง 1978 และรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 1979 ถึง 2004 ทั้งยังทำสถิติเป็นเชฟที่สามารถคว้าดาวทั้ง 3 ดวงมาครองได้โดยมีอายุน้อยที่สุดในช่วงเวลานั้นอีกด้วย อย่างไรก็ตามตัวร้านถูกลดระดับลงมาเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
2 MICHELIN Stars ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ คือปี 2005 ถึง 2006 ส่งผลให้ตัวเขามีอันต้องกลับมาทบทวนสูตรอาหาร นำเสนอรสชาติ ผสมผสานวัตถุดิบใหม่ ๆ และนำพา Maison Lameloise กลับขึ้นมาสู่ความรุ่งโรจน์และคว้า ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars มาครองได้อีกครั้งในปี 2007 แต่เพราะเหตุนี้เองทำให้เชฟ Jacques Lameloise ในวัยกว่า 60 ปีมีความจำเป็นต้องเริ่มต้นมองหาผู้ที่จะมาสืบทอดและสานต่อกิจการ Maison Lameloise ต่อจากตัวเขาเสียแล้ว
[THE CHEF, Éric Pras] Éric Pras เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1972 ในเมือง Roanne ทั้งยังเป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เริ่มต้นสายอาชีพกับ Hôtel Central de Renaison การันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ Meilleur Ouvrier de France ในปี 2004 ทั้งยังผ่านงานในห้องอาหารระดับสูงมากมายทั้ง Maison Troisgros (3 MICHELIN Stars) ของตระกูล Troisgrois, La Côte d’Or (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Bernard Loiseau ผู้ล่วงลับ, Le Clos Fleuri (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Pierre Gagnaire, Le Buerehiesel (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Antoine Westermann, La Belle Otero (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Cannes ก่อนที่จะย้ายมาร่วมงานกับ Régis Marcon (3 MICHELIN Stars) ตั้งแต่ปี 2005 และด้วยความสามารถทำให้เขาได้รับตำแหน่งเป็นถึงเชฟผู้ช่วยคนสำคัญของเชฟ Marcon เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเชฟ Éric Pras ได้ตอบรับคำเชิญจากเชฟ Jacques Lameloise และย้ายมาร่วมงานกับ Maison Lameloise ในปี 2008 ก่อนที่จะรับไม้ต่อจากเชฟ Jacques Lameloise ซึ่งตัดสินใจวางมือในปี 2009 ด้วยวัย 62 ปีทำให้เขากลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรมและห้องอาหาร Maison Lameloise ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้งยังสามารถรักษารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบัน
ผ้าปูโต๊ะสีขาว จานเซรามิค แก้วไวน์ Riedel และเครื่องเทเบิ้ลแวร์ของ Robbe & Berking บ่งบอกว่าอุปกรณ์ที่เราเห็นด้วยสายตาทุกชิ้นผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี
ผนังอิฐเปลือย ไม้ระแนงบนเพดาน และพรมสีแดงช่วยบางบอกถึงความเป็น Burgundian Tradition ได้ทันทีตั้งแต่แรกสัมผัส
พนักงานให้บริการแบบมืออาชีพแต่ยังคงความเป็นกันเองทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป
ส่วนใครที่อยากพักผ่อนทันทีหลังจบมื้ออาหาร Maison Lameloise ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมหรูระดับ 4 ดาวโดยประกอบไปด้วยห้องพักปรับอากาศจำนวน 16 ห้องในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงง่ายอีกด้วย
บรรยากาศบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม
ทางเดินขึ้นไปยังเลาจน์
เมื่อเข้ามาในตัวอาคารจะพบกับแผนกต้อนรับคอยตรวจสอบการจองโดยพนักงานจะให้เลือกว่าจะเริ่มต้นมื้ออาหารกันที่เลาจน์หรือจะตรงเข้าสู่ 1 ใน 5 ห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน
เคาน์เตอร์บาร์สำหรับชงเครื่องดื่มบริเวณเลาจน์
ชั้นบนเป็นโรงแรมระดับ Relais & Chateaux
ชั้นจัดแสดงภาพของเชฟและตัวอาคาร
ภาพบรรยากาศยุคเก่าของตัวอาคาร
ภาพบรรยากาศยุคเก่าของตัวอาคาร
ภาพบรรยากาศยุคเก่าของตัวอาคาร
ภาพบรรยากาศยุคเก่าของตัวอาคาร
บริเวณทางเข้าโรงแรม
เป็นสมาชิกของ Relais & Chateaux
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
[THE PLACE] Maison Lameloise ตั้งอยู่ใน Chagny เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Burgundy โดยใช้ระยะเวลาเดินทางด้วยรถยนต์จากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Beaune ราว 20 นาทีหรือจาก Dijon ราว 55 นาที
ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดได้ทั้งบริเวณหน้าร้านและริมถนนสายหลัก
[WHY GO] เชฟ Éric Pras สามารถสืบทอดจิตวิญญาณจากตระกูล Lameloise ได้อย่างไร้รอยต่อจนทำให้ Maison Lameloise ยืนหยัดเคียงคู่กับแคว้น Burgundy มานานเกินกว่า 100 ปีสังเกตได้จากสัญลักษณ์ 100 Ans Lameloise (1921-2021) ที่เขียนเอาไว้บนปลอกผ้ากันเปื้อน เซ็ตเมนูมื้อกลางวันที่เริ่มต้นด้วยราคาเพียง 85 € ทำให้เรากล้าพูดได้ว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหารระดับสูงเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่เข้าถึงได้โดยง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม แอบกระซิบว่าใครที่ยังพอมีเวลาเหลือสามารถแวะไปยัง Pierre & Jean (
Bib Gourmand) อีกหนึ่งห้องอาหารในเครือที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันโดยเชฟ Éric Pras ได้หยิบยกอาหารท้องถิ่น Burgundian มาผสมผสานความโมเดิร์นลงไปทั้งยังนำเสนอมาถึง 3 คอร์สที่ราคาเพียง 35 € เท่านั้น