Visit: February 16, 2023

🇨🇭 roots - รูทส์

👨🏻‍🍳 Chef Pascal Steffen - เชฟปาสคาล ชเตฟเฟ่น

Mühlhauserstrasse 17, Basel, 4056, Switzerland

Tel: (+41) 61 322 10 56

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

Switzerland

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16.5/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] ในครั้งนี้เราขอพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่สร้างจุดเด่นให้กับตัวเองโดยการนำเสนอ Vegetable Forward Cuisine หรือการนำพืชและผักมาเสิร์ฟเป็นองค์ประกอบหลักและดันโปรตีนต่าง ๆ ไปเป็นองค์ประกอบเสริมแทนจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงฉบับปีล่าสุดนี้นั่นเอง

          

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร roots ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เรียกว่า Rhyoark ห่างออกมาจากย่านใจกลางนคร Basel ไม่ไกลกันกับพรมแดมของประเทศสวิตเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส บริเวณลานกว้างหน้าร้านโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของสะพาน Dreirosenbrücke ทอดข้ามผ่านแม่น้ำ Rhine ภายในห้องอาหารมีพื้นที่กว้างขวางพร้อมกับการตกแต่งตกแต่งในรูปแบบ Modern ผนังเกือบทุกด้านตกแต่งด้วยสีโทนมืดบอกถึงช่วยเสริมความหรูหราในขณะที่ฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพของแม่น้ำและบ้านเรือนฝั่งตรงข้าม สำหรับใครที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวันสามารถเพลิดเพลินไปกับที่นั่งเอ้าท์ดอร์พร้อมกับซึมซับอากาศอันแสนบริสุทธิ์ ส่วนใครที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ 10-16 คนทางร้านยังมีห้องกึ่งส่วนตัวที่เรียกว่า Semi-privée เตรียมไว้รองรับอีกด้วย

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Pascal Steffen เกิดและเติบโตขึ้นมาในนคร Lucerne โดยตัวเขาเริ่มต้นเรียนรู้การปรุงอาหารในโรงแรมขนาดเล็กก่อนจะเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงมาแล้วมากมายอย่างเช่น Schloss Schauenstein (3 MICHELIN Stars), José Carlos Garcia (1 MICHELIN Star), และ focus by Nenad Mlinarevic (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันคือห้องอาหาร focus ATELIER) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร roots ขึ้นในปี 2017 ก่อนจะคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2019 พ่วงด้วย Discovery of The Year โดย Gault&Millau Switzerland ในปีเดียวกันและยกระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Star ในปี 2022 สิ่งที่ทำให้ roots โดดเด่นกว่าห้องอาหารอื่น ๆ คือการนำเสนออาหารในรูปแบบ Vegetable Forward Cuisine โดยนำเสนอพืชและผักต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบหลักของจานโดยมีโปรตีนอื่น ๆ เป็นเพียงองค์ประกอบเสริมเท่านั้น ผักแต่ละชนิดได้รับการปรุงมาอย่างเหมาะสมและยกระดับรสชาติและเนื้อสัมผัสของผักธรรมดา ๆ ไปอีกขั้นหนึ่ง ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ตามจำนวนคอร์สตั้งแต่ 5- Course (152 CHF), 6-Course (165 CHF), 7-Course (178 CHF) และ 9-Course (198 CHF) การบริการเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง อย่างไรก็ตามข้อด้อยหรือจุดอ่อนของตัวร้านคงต้องยกให้กับรายการไวน์ที่มีให้เลือกไม่มากนักเมื่อเทียบกับห้องอาหารระดับเดียวกันในทวีปยุโรป สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ salmon / radish / asia mayonnaise / rice

คอร์สแรกคือเนื้อปลา Salmon จับคู่กับ Radish สองชนิดที่ผ่านการหมักมาอย่างดีโดยสรแดงด้านบนฝานมาเป็นแผ่นบางและสีขาวด้านล่างหั่นเป็นเส้น ๆ ให้เนื้อสัมผัสความกรอบที่มีมิติแตกต่างกัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะพบกับความฉุนและเผ็ดเบา ๆ จาก Horseradish รอบ ๆ คือซอส Vinaigrette ที่เตรียมขึ้นมาจากชาข้าวหรือ Roasted Rice Tea ให้กลิ่นหอมเด่นชัดทั้งยังมีรสเปรี้ยวจาก Ponzu ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีอีกด้วย (17/20)

✨ roots garden

สุดยอด Signature Dish ของเชฟ Pascal Steffen คือเมนูที่มีชื่อว่า roots garden ประกอบไปด้วยผักและสมุนไพรกว่า 30 ชนิดที่ผ่านการต้ม รมควัน ย่าง ดอง และอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงกลางคือองค์ประกอบของสาคูนุ่ม ๆ และ Portulak Sauce ที่เตรียมมาจากพืช Common Purslane ให้สีเขียวเด่นชัดแต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นเหม็นเขียว ถือว่าเป็นจานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและอร่อยสมกับที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมานานกว่า 5 ปี (17/20)

✨ jerusalem artichoke / truffle / sbrinz / breadsauce

Topinambur หรือแก่นตะวันย่างให้รสชาติหวานละมุนโดยธรรมชาติและมีกลิ่นหอมควัน รอบ ๆ คือ Sbrinz Cream หรือซอสครีมที่เตรียมมาจาก Sbrinz ชีสชื่อดังจากเมือง Stans ทางตอนกลางของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ผ่านการบ่มมานานกว่า 4 ปีให้รสชาติเค็มและมัน ด้านบนคือ Perigord Truffle ฝนมาแบบล้น ๆ จนหอมคลุ้ง นอกจากนี้ยังมี Kale Chip หรือคะน้าใบหยักเตรียมมาให้มีความกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส จากนั้นจบด้วยการใส่ Sourdough Bread Sauce หรือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังพิเศษจากแถบนคร Lucerne ลงไปให้รสชาติเฉพาะตัว (18/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการสัมผัสรสชาติและตัวตนของผักหลายชนิดที่ถูกยกระดับจนสามารถจัดเสิร์ฟเป็นองค์ประกอบหลักในห้องอาหารระดับสูงน่าจะลองให้โอกาสแวะมาชิมห้องอาหาร roots กันดู ราคาโดยรวมถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เราขอแนะนำให้เลือกชิมเมนูเซ็ตใหญ่ประจำร้านอย่าง 9-Course Menu ที่ให้ความรู้สึกไม่หนักท้องจนเกินไปอาจเพราะปริมาณของโปรตีนต่าง ๆ มีอยู่ไม่มากเมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ นั่นเอง

Price :

152-198 CHF

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

18.30-24.00 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารสไตล์ Vegetable Forward Cuisine ระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในโลก

อาหาร :

16.5

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

3/5

Map

📃 9-COURSE MENU (198 CHF)

          

amuse-bouche

salmon / radish / asia mayonnaise / rice

roots garden

pikeperch / pumpkin

scallop / apple / kale / cidre

jerusalem artichoke / truffle / sbrinz / breadsauce

sweetbread / salsify / shiitake / miso hollandaise

lamb / roasted vegetables / shallot

pineapple / coffee

banana / celery / malt

petits fours

🇨🇭 roots – รูทส์

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵🏵 17/20 Gault&Millau – 17/20 โก&มีโย

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Pascal Steffen – เชฟปาสคาล ชเตฟเฟ่น

amuse-bouche

เริ่มต้นด้วยอาหารคำเล็ก ๆ สำหรับเรียกน้ำย่อยมีลักษณะเป็น Vegetable Consommé รสชาติเค็มและเข้มข้นตัดด้วยความมันและฉุนของ Lovage Oil (16/20)

amuse-bouche

ถัดมาคือ Celery Taco มีลักษณะเป็นแป้งนุ่ม ๆ พันห่อองค์ประกอบของสมุนไพรนานาชนิดอยู่ด้านในและ Tarragon Cream สีเขียวด้านบน (16/20)

amuse-bouche

Tarlette ขนาดจิ๋ว ตรงกลางบรรจุ Celery Mousse และองค์ประกอยของฟักทองน้ำเต้าอันแสนนุ่มละมุน (16/20)

amuse-bouche

ทั้งสามอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน (16/20)

bread

จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟ Sourdough มาตรฐานมาคู่กับ Lightly Salted Butter

salmon / radish / asia mayonnaise / rice

คอร์สแรกคือเนื้อปลา Salmon จับคู่กับ Radish สองชนิดที่ผ่านการหมักมาอย่างดีโดยสรแดงด้านบนฝานมาเป็นแผ่นบางและสีขาวด้านล่างหั่นเป็นเส้น ๆ ให้เนื้อสัมผัสความกรอบที่มีมิติแตกต่างกัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะพบกับความฉุนและเผ็ดเบา ๆ จาก Horseradish รอบ ๆ คือซอส Vinaigrette ที่เตรียมขึ้นมาจากชาข้าวหรือ Roasted Rice Tea ให้กลิ่นหอมเด่นชัดทั้งยังมีรสเปรี้ยวจาก Ponzu ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีอีกด้วย (17/20)

roots garden

สุดยอด Signature Dish ของเชฟ Pascal Steffen คือเมนูที่มีชื่อว่า roots garden ประกอบไปด้วยผักและสมุนไพรกว่า 30 ชนิดที่ผ่านการต้ม รมควัน ย่าง ดอง และอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงกลางคือองค์ประกอบของสาคูนุ่ม ๆ และ Portulak Sauce ที่เตรียมมาจากพืช Common Purslane ให้สีเขียวเด่นชัดแต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นเหม็นเขียว ถือว่าเป็นจานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและอร่อยสมกับที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมานานกว่า 5 ปี (17/20)

pikeperch / pumpkin

ปลา Pikeperch จากทะเลสาบ Lago Maggiore ทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เตรียมมาให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบแต่เคี้ยวไม่ยาก เชฟจับคู่กับชิ้นฟักทองและเมล็ดฟักทองให้เนื้อสัมผัสที่แข็งขึ้นมาจากเนื้อปลาเล็กน้อย ๆ ส่วนซอส Roasted Pumpkin Soup สีคล้ำรอบ ๆ นั้นเชฟทำเลียนแบบ Dashi โดยการเตรียมขึ้นมาจากฟักทองเผาและมีส่วนผสมของน้ำมันจากหัวของปลา Pikeperch ย่างอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามตัวซอสดูจะมีความหนัก (Thick) และมัน (Oily) มาเกินไปพอสมควรจนอาจกลบความดีงามของฟักทองและเนื้อปลาไปพอสมควร (15/20)

scallop / apple / kale / cidre

หอยเชลล์ยักษ์หั่นมาเป็นชิ้น ๆ เคี้ยวง่ายรองด้านล่างด้วยแอปเปิ้ลดองให้รสชาติออกเปรี้ยว ด้านบนท็อปด้วยผัก Kale รอบ ๆ คือซอส Citrus Velouté ให้รสออกเปรี้ยวแต่ไม่หนักจนเกินไป (15/20)

jerusalem artichoke / truffle / sbrinz / breadsauce

Topinambur หรือแก่นตะวันย่างให้รสชาติหวานละมุนโดยธรรมชาติและมีกลิ่นหอมควัน รอบ ๆ คือ Sbrinz Cream หรือซอสครีมที่เตรียมมาจาก Sbrinz ชีสชื่อดังจากเมือง Stans ทางตอนกลางของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ผ่านการบ่มมานานกว่า 4 ปีให้รสชาติเค็มและมัน ด้านบนคือ Perigord Truffle ฝนมาแบบล้น ๆ จนหอมคลุ้ง นอกจากนี้ยังมี Kale Chip หรือคะน้าใบหยักเตรียมมาให้มีความกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส จากนั้นจบด้วยการใส่ Sourdough Bread Sauce หรือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังพิเศษจากแถบนคร Lucerne ลงไปให้รสชาติเฉพาะตัว (18/20)

sweetbread / salsify / shiitake / miso hollandaise

Sweetbread หรือส่วนต่อมไทมัสของลูกวัวนำไป Sautéed กับเนยก่อนจะ Glazed ด้วยซอส Jus เข้มข้น ด้านล่างรองด้วย Shiitake Mushroom Duxelles หรือเห็ดหอมที่สับมาจนละเอียดให้ Earthy Aroma เฉพาะตัว ด้านบนคือ Salsify เคี้ยวสู้ฟันเล็กน้อย (17/20)

sweetbread / salsify / shiitake / miso hollandaise

จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Miso Hollandaise หอมมันราดลงไปเป็นอันพร้อมชิม (17/20)

lamb / roasted vegetables / shallot

Main Course ในวันนี้เชฟนำเสนอเนื้อแกะจากเมือง Grindelwald ทางตอนกลางของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เนื้อแกะยังคงความนุ่มและฉ่ำ ส่วนหนังมีความหนาแต่ไร้ซึ่งกลิ่นสาบหรือคาว ข้างกันคือ Roasted Carrot Purée และ Shallot หรือหัวหอมชิ้นโต จากนั้นจึงเทราดซอส Jus ลงไปเพื่อเติมรสชาติให้เข้มข้น (16/20)

pineapple / coffee

ของหวานจานแรกคือการผสมผสานกันของสับปะรดและกาแฟ ในจานประกอบไปด้วยไอศกรีมกาแฟ, ครีมกาแฟ, สับปะรดสด, น้ำสับปะรด, Crème Fraîche, ครัมเบิ้ลมะพร้าวกรอบ และหยดสีขาวเล็ก ๆ ตรงกลางคือ Yogurt Lassi เมื่อรับประทานหลากหลายองค์ประกอบพร้อมกันจะสัมผัสได้ถึงความมันของครีมต่าง ๆ และอโรมาหอม ๆ ของกาแฟตัดกันกับความเป็นกรดของสับปะรดได้อย่างลงตัว (17/20)

banana / celery / malt

ของหวานจานสุดท้ายเป็นการผสมผสานระหว่างกล้วย เซเลอรี่ และมอลต์นำเสนอมาหลากหลายรูปแบบ เมื่อรับประกอบไปจะสัมผัสได้ถึงความหอมหวานของกล้วย ความสดชื่นขิง, เซเลอรี่ และกลิ่นเฉพาะตัวของมอลต์เข้ากันได้อย่างดียิ่ง (17/20)

petits fours

ปิดท้ายด้วย Banana Royale เนื้อละมุนที่มีกลิ่นหอมของกล้วยจับคู่กับผลไม้ตระกูลส้มโดยอาศัยความกรอบจาก Buckwheat Crumble อีกชิ้นหนึ่งคือ Pâtes de Fruits นุ่มหนึบเตรียมมาจากลูกพรุน และสุดท้ายคือคือขนม Homemade Madeleine

รายการไวน์ในมื้อนี้

รายการไสน์ในมื้อนี้

💰 ราคา 1,032 €/5 คน

🎗 [INTRO] ในครั้งนี้เราขอพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่สร้างจุดเด่นให้กับตัวเองโดยการนำเสนอ Vegetable Forward Cuisine หรือการนำพืชและผักมาเสิร์ฟเป็นองค์ประกอบหลักและดันโปรตีนต่าง ๆ ไปเป็นองค์ประกอบเสริมแทนจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงฉบับปีล่าสุดนี้นั่นเอง

ภายในห้องอาหารมีพื้นที่กว้างขวางพร้อมกับการตกแต่งตกแต่งในรูปแบบ Modern ผนังเกือบทุกด้านตกแต่งด้วยสีโทนมืดบอกถึงช่วยเสริมความหรูหราในขณะที่ฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพของแม่น้ำและบ้านเรือนฝั่งตรงข้าม

ใครที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ 10-16 คนทางร้านยังมีห้องกึ่งส่วนตัวที่เรียกว่า Semi-privée เตรียมไว้รองรับอีกด้วย

สำหรับใครที่แวะมาในช่วงมื้อกลางวันสามารถเพลิดเพลินไปกับที่นั่งเอ้าท์ดอร์พร้อมกับซึมซับอากาศอันแสนบริสุทธิ์

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Pascal Steffen เกิดและเติบโตขึ้นมาในนคร Lucerne โดยตัวเขาเริ่มต้นเรียนรู้การปรุงอาหารในโรงแรมขนาดเล็กก่อนจะเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงมาแล้วมากมายอย่างเช่น Schloss Schauenstein (3 MICHELIN Stars), José Carlos Garcia (1 MICHELIN Star), และ focus by Nenad Mlinarevic (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันคือห้องอาหาร focus ATELIER) หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร roots ขึ้นในปี 2017 ก่อนจะคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2019 พ่วงด้วย Discovery of The Year โดย Gault&Millau Switzerland ในปีเดียวกันและยกระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Star ในปี 2022

สิ่งที่ทำให้ roots โดดเด่นกว่าห้องอาหารอื่น ๆ คือการนำเสนออาหารในรูปแบบ Vegetable Forward Cuisine โดยนำเสนอพืชและผักต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบหลักของจานโดยมีโปรตีนอื่น ๆ เป็นเพียงองค์ประกอบเสริมเท่านั้น ผักแต่ละชนิดได้รับการปรุงมาอย่างเหมาะสมและยกระดับรสชาติและเนื้อสัมผัสของผักธรรมดา ๆ ไปอีกขั้นหนึ่ง

ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ตามจำนวนคอร์สตั้งแต่ 5- Course (152 CHF), 6-Course (165 CHF), 7-Course (178 CHF) และ 9-Course (198 CHF) การบริการเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง อย่างไรก็ตามข้อด้อยหรือจุดอ่อนของตัวร้านคงต้องยกให้กับรายการไวน์ที่มีให้เลือกไม่มากนักเมื่อเทียบกับห้องอาหารระดับเดียวกันในทวีปยุโรป

🎗 [WHY GO] สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการสัมผัสรสชาติและตัวตนของผักหลายชนิดที่ถูกยกระดับจนสามารถจัดเสิร์ฟเป็นองค์ประกอบหลักในห้องอาหารระดับสูงน่าจะลองให้โอกาสแวะมาชิมห้องอาหาร roots กันดู ราคาโดยรวมถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เราขอแนะนำให้เลือกชิมเมนูเซ็ตใหญ่ประจำร้านอย่าง 9-Course Menu ที่ให้ความรู้สึกไม่หนักท้องจนเกินไปอาจเพราะปริมาณของโปรตีนต่าง ๆ มีอยู่ไม่มากเมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ นั่นเอง

ห้องอาหาร roots ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เรียกว่า Rhyoark ห่างออกมาจากย่านใจกลางนคร Basel ไม่ไกลกันกับพรมแดมของประเทศสวิตเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส

บริเวณลานกว้างหน้าร้านโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของสะพาน Dreirosenbrücke ทอดข้ามผ่านแม่น้ำ Rhine