หน้าแรก » 🇮🇹 Le Calandre – เลอ กาลอนเดอร์
Visit: December 25, 2022
🇮🇹 Le Calandre - เลอ กาลอนเดอร์
👨🏻🍳 Chef Massimiliano Alajmo - เชฟมาสซิมิลิยาโน อะลายโม
Via Liguria, 1, 35030 Rubano PD, Italy
Tel: (+39) 049 630303
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Italy
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟผู้ทำสถิติในการคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars มาครองได้ด้วยอายุที่น้อยที่สุดในโลกคือ 28 ปี ทั้งนี้ตัวเขายังเป็นผู้รังสรรค์เมนูชื่อก้องโลกนักชิมหลาย ๆ คนอาจคุ้นตากันดีอย่าง CUTTLEFISH CAPPUCCINO และ “PASSI D’ORO” RISOTTO อีกด้วย
[THE PLACE] Le Calandre ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง Rubano รวมกันกับคอมเพล็กซ์อื่น ๆ ของตระกูล Alajmo พื้นที่ด้านหน้าคือ Il Calandrino มีลักษณะเป็นบาร์และร้านขนมให้บรรยากาศแบบ Casual เคียงคู่ไปกับโรงแรม Le Calandre ฝั่งตรงข้ามคือ In.gredienti – La dispensa Alajmo นำเสนอวัตถุดิบคุณภาพดีให้เลือกซื้อกันในราคาสมเหตุสมผล สำหรับตัวร้านตั้งอยู่ลึกเข้ามาเล็กน้อยบนถนน Via Liguria ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างเรียบง่ายแบบ Minimalism แต่ยังคงไว้ซึ่งความ Modern และหรูหราสังเกตจาการเลือกใช้สีโทนมืด เคาน์เตอร์ตรงกลางคือพื้นที่พักอาหารและไวน์ โต๊ะไม้เปลือยทุกตัวจะมีของว่างวางเตรียมเอาไว้สำหรับรอต้อนรับแขกทุก ๆ คน
[THE CHEF] หลังจากเสร็จสิ้นเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ตระกูล Alajmo ได้เริ่มต้นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในวงการเชฟและร้านอาหารโดยมีคุณตา Vittorio ทำงานเป็นพ่อค้าชีสใจกลางนคร Padua ก่อนที่ลูกสาวของเขาคือคุณ Rita และสามี Erminio Alajmo เปิดห้องอาหาร Le Calandre เป็นของตัวเองในปี 1981 และพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องจนคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จ ทั้งคู่มีบุตร 3 คนคือ Raffaele (Raf), Laura และ Massimiliano (Max) โดยผู้ที่สืบทอดเจตนารมย์ของตระกูลเป็นรุ่นที่สามคือลูกชายคนสุดท้องนั่นเองผู้รับหน้าที่เป็นเชฟและพี่ชายคนโตผู้รับหน้าที่เป็น Maître นั่นเอง สำหรับ Massimiliano Alajmo เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1974 ณ นคร Padua ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี หลังจากเรียนจบจากโรงเรียน Hotel Management School เขาได้ร่วมงานกับห้องอาหารระดับตำนานมากมายเช่น Ja Navalge ของเชฟ Alfredo Chiocchetti, Auberge de l’Eridan ของเชฟ Marc Veyrat และ Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard หลังจากสั่งสมประสบการณืได้มากพอเขาจึงเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อช่วยงานคุณแม่คือเชฟ Rita ซึ่งถือครองรางวัล
1 MICHELIN Star กับห้องอาหาร Le Calandre อยู่เดิมก่อนจะรับช่วงต่อเป็น Executive Chef เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 1993 และเปลี่ยนรูปแบบมานำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคระดับสูง ตัวร้านได้รับการยกระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1997 ก่อนที่จะได้รับรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2002 ในขณะที่ตัวของเชฟ Massimiliano นั้นมีอายุได้เพียง 28 ปีส่งผลให้เขาทำสถิติเป็นเชฟที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่สามารถพาห้องอาหารคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้นั่นเอง นอกจากนี้ใครที่อยากสัมผัสฝีมือของเชฟโดยไม่ต้อฝเดินทางมายังเมือง Rubano สามารถแวะชิมห้องอาหาร Quadri (
1 MICHELIN Star) ที่ตั้งอยู่ในนคร Venice ได้เช่นกัน
[THE FOOD] ห้องอาหาร Le Calandre นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นในการสร้าง Tasting Menu ออกมาทั้งสิ้น 3 รูปแบบคือ Classico (295 €) ที่รวบรวมเมนูคลาสสิคประจำร้านมาไว้ด้วยกันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางมายังห้องอาหารแห่งนี้เป็นครั้งแรก ถัดมาคือ Max (295 €) และ Raf (295 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูประจำฤดูกาลตั้งชื่อตามเชฟและพี่ชายของเขา สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้ลูกค้าเลือกเมนูได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ 3 จาน – 160 €, 4 จาน 200 € และ 5 จาน – 230 € ตามลำดับ ส่วนใครที่เป็นคอไวน์สามารถเพลิดเพลินไปกับรายการไวน์ที่คุณ Matteo Bernardi Sommelier ประจำร้านได้คัดสรรค์มาเป็นอย่างดีก่อนจะเสิร์ฟมาในแก้วไวน์ขนาดยักษ์ สำหรับจานเตรียมออกมาได้อย่างน่าประทับใจในวันนี้เช่น
คอร์สแรกเริ่าต้นด้วยองค์ประกอบอันหลากหลายจากท้องทะเล ด้านล่างคือ Mackerel Broth Jelly ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสชาติเค็มกลมกล่อม เลเยอร์ตรงกลางคือ Caviar ให้เนื้อสัมผัสความหนึบเพิ่มขึ้นมาจากเจลลี่ด้านล่าง ด้านบนคือ Tuna Belly Ice Cream เพิ่มเติมความมันแต่ไม่ทิ้งกลิ่นอายของท้องทะเล สุดท้ายคือชิ้น Bottarga รูปวงกลมให้เนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวมากที่สุดวางอยู่ด้านบน (19/20)
Classic Signature Dish ประจำห้องอาหาร Le Calandre ที่ได้รับการพูดถึงและแพร่ขยายไปสู่ห้องอาหารอิตาลีสมัยใหม่ทั่วโลกคือ Cuttlefish Cappuccino หรือซุปหมึกกระดองที่มีองค์ประกอบด้านล่างรองด้วยดีหมึกสีดำรวมไปถึงชิ้นหมึกเคี้ยวหนึบ ชั้นตรงกลางคือครีมมันฝรั่งที่ให้เนื้อสัมผัสทั้งเบาและนุ่มละมุนลิ้นไปพร้อม ๆ กันโดยมีความหอมของน้ำมันมะกอก EVO เสริมอยู่อย่างพอเหมาะ ด้านล่างรองด้วยตัวอักษรภาษาอิตาลีแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า First Taste หรือสัมผัสแรกของเด็กทารกเนื่องจากตัวเชฟตั้งใจจะสื่อถึงครีมมันฝรั่งที่เตรียมออกมาได้นุ่มและละมุนราวกับน้ำนมแม่นั่นเอง (20/20)
สุดยอดเมนู Signature Dish จานนี้เชฟ Massimiliano Alajmo ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก I PASSI D’ORO (THE GOLDEN STEPS) งานศิลป์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 2013 โดยศิลปินชาวอิตาลีนามว่า Roberto Barni และตั้งอยู่บริเวณ Uffizi Galleries ในนคร Florence ข้าว Risotto ที่ได้สีทองของ Saffron หรือหญ้าฝรั่นแสดงออกถึงความไร้ที่สิ้นสุดของทองคำตัดกันกับสีของผง Liqourice หรือชะเอมที่สื่อความถึงความมืดมิดและความเศร้าโศก เชฟใส่ข้าว Risotto ลงไปในกระทะร้อนกับซอสที่เตรียมมาจากหัวหอมและน้ำมัน จากนั้นหุงข้าวกับน้ำสต๊อกไก่ที่มีส่วนผสมของผงหญ้าฝรั่น หลังจากเมล็ดข้าวสุกได้ระดับจึงใส่เนย ชีส Parmesan และน้ำเลมอนลงไป จัดวางลงบนจานแบนแล้วโรย Liqourice Powder หรือผงชะเอมลงไปอีกทีหนึ่งแล้วจบด้วยการตกแต่งด้วย Saffron Sauce เป็นอันพร้อมเสิร์ฟ ข้าว Risotto สุกกำลังดีทั้งยังมีอโรมาของ Saffron เด่นชัดเข้ากันกับกลิ่นเฉพาะตัวของ Liqourice ได้อย่างไร้ที่ติ สำหรับผู้ที่ได้ชิมเมนูนี้ทางร้านจะมอบการ์ดพร้อมกับ Order Number ให้ติดตัวกลับบ้านกันอีกด้วย (20/20)
Price :
295 €
Parking :
จอดที่ห้องอาหาร
Operating Time :
Lunch Wed-Sat 12.00-14.00, Dinner Tue-Sat 20.00-22.00, Closed on Sun-Mon
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารระดับสูงของเชฟผู้ทำสถิติในการคว้าดาวทั้งสามมาครองได้ด้วยอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 CLASSICO (295 €)
FU…MARE
CUTTLEFISH CAPPUCCINO
OR
MURRINA CAPPUCCINO
CRISPY RICOTTA, MOZZARELLA AND STRACCIATELLA CANNELLONE WITH TOMATO PASSATA
SMOKED TAGLIOLINI WITH EGG YOLK AND SMOKED BROTH
A variation of our saffron and licorice risotto dedicated to Roberto Barni’s sculpture at the Uffizi Gallery
HAND-CHOPPED BEEF TARTARE ON BARK WITH WHITE TRUFFLES
OR
SCORCHED BONE MARROW WITH PARSLEY, SEA URCHIN AND CAVIAR BRUSCHETTA
VENISON WITH WHITE TRUFFLES
SEEDS, LEEKS, PUMPKIN AND BROCCOLI RABE MOZZARELLA
BEYOND THE SKY
OR
CHOCOLATE, HAZELNUT AND COFFEE
Le Calandre – เลอ กาลอนเดอร์
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Massimiliano Alajmo – เชฟมาสซิมิลิยาโน อะลายโม
AMUSE-BOUCHE
ทันทีที่มาถึงโต๊ะลูกค้าจะพบกับของว่างที่วางเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว Parmigiano Snacks กรอบ ๆ มีกลิ่นหอมของชีสผสานไปกับองค์ประกอบอื่น ๆ ชิ้นหนึ่งคือมะเขือเทศและอีกชิ้นหนึ่งคือขมิ้นนั่นเอง
BREAD
ทางร้านจะวางขนมปังกรอบ ๆ เป็น Crackers, Grissi, Carta di Musica และ Bagel เอาไว้อยู่แล้วด้วย
AMUSE-BOUCHE
จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟของว่างอีก 3 อย่างเริ่มต้นด้วย Tartelette ขนาดจิ๋วที่บรจุไอศกรีมที่เตรียมขึ้นมาจาก Salsa di Ventresca หรือซอสที่ทำขึ้นจากส่วนท้องของปลาทูน่าผสมผสานกับอโรมาของเคเปอร์ปสมปสากับองค์ประกอบของ Aubergine Reduction อย่างไรก็ตามเรารู้สึกว่าทาร์ตทั้งชิ้นมีความหนักอยู่พอสมควร ชิ้นตรงกลางคือ Fish Bone Pasta เตรียมมาจากแป้ง Semolina และน้ำมันมะกอก EVO ขึ้นรูปเป็นก้างปลากรอบ ๆ ด้านบนท็อปด้วยหัวหอมและ Oregano ปิดท้ายด้วย Parmigiano Reggiano Popcorn ที่มีความเปรี้ยวของเลมอนอยู่ด้วย (16/20)
BREAD
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Durum Wheat Bread หรือขนมปังอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากธัญพืชสายพันธุ์โบราณของหมู่เกาะ Sicily ชื่อว่า Grano Rossello เสิร์ฟมาคู่กับน้ำมันมะกอกของ Sicily เช่นกัน
FU…MARE
เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยองค์ประกอบอันหลากหลายจากท้องทะเล ด้านล่างคือ Mackerel Broth Jelly ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสชาติเค็มกลมกล่อม เลเยอร์ตรงกลางคือ Caviar ให้เนื้อสัมผัสความหนึบเพิ่มขึ้นมาจากเจลลี่ด้านล่าง ด้านบนคือ Tuna Belly Ice Cream เพิ่มเติมความมันแต่ไม่ทิ้งกลิ่นอายของท้องทะเล สุดท้ายคือชิ้น Bottarga รูปวงกลมให้เนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวมากที่สุดวางอยู่ด้านบน (19/20)
CUTTLEFISH CAPPUCCINO
Classic Signature Dish ประจำห้องอาหาร Le Calandre ที่ได้รับการพูดถึงและแพร่ขยายไปสู่ห้องอาหารอิตาลีสมัยใหม่ทั่วโลกคือ Cuttlefish Cappuccino หรือซุปหมึกกระดองที่มีองค์ประกอบด้านล่างรองด้วยดีหมึกสีดำรวมไปถึงชิ้นหมึกเคี้ยวหนึบ ชั้นตรงกลางคือครีมมันฝรั่งที่ให้เนื้อสัมผัสทั้งเบาและนุ่มละมุนลิ้นไปพร้อม ๆ กันโดยมีความหอมของน้ำมันมะกอก EVO เสริมอยู่อย่างพอเหมาะ (20/20)
CUTTLEFISH CAPPUCCINO
ด้านล่างรองด้วยตัวอักษรภาษาอิตาลีแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า First Taste หรือสัมผัสแรกของเด็กทารกเนื่องจากตัวเชฟตั้งใจจะสื่อถึงครีมมันฝรั่งที่เตรียมออกมาได้นุ่มและละมุนราวกับน้ำนมแม่นั่นเอง (20/20)
MURRINA CAPPUCCINO
Murrina Cappuccino เป็นคอร์สซุปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันอันฉูดฉาดอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องแก้ว Murano Glass อันโด่งดังจากนคร Venice องค์ประกอบด้านล่างคือครีมมันฝรั่งแบบเดียวกับ Cuttlefish Cappuccino ที่เตรียมออกมาได้นุ่มและละมุนลิ้นตัดกันกับความหนึบของหมึกกระดอง องค์ประกอบสีแดงได้จากบีทรูท สีเขียวและน้ำเงินได้จากสาหร่าย Spirulina ส่วนสีเหลืองได้จากอูนิหรือไข่หอยเม่นนั่นเอง (20/20)
CRISPY RICOTTA, MOZZARELLA AND STRACCIATELLA CANNELLONE WITH TOMATO PASSATA
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Cannellone กรอบ ๆ ด้านในบรรจุชีสสองชนิดคือ Ricotta และ Mozzarella เชฟตั้งใจให้จิ้มลงใน Passata หรือซอสมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวและอุมามิชวนนึกถึงช่วงเวลาที่เราเดินทางไปทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ถัดมาคือ Crispy Pillow หรือหมอนสี่เหลี่ยมกรอบ ๆ สอดไส้องค์ประกอบของใบเบซิล จากนั้นปิดท้ายด้วย Stracciatella Cheese ผสมผสานมากับน้ำมันมะกอก EVO ให้ความครีมมี่ช่วยล้างความจัดจ้านของ Passata เตรียมลิ้นเข้าสู่คอร์สถัดไป (18/20)
SMOKED TAGLIOLINI WITH EGG YOLK AND SMOKED BROTH
พาสต้าจานแรกเชฟนำเสนอ Tagliolini ที่ผ่านการรมควันจนหอม ด้านบนท็อปด้วยองค์ประกอบของแฮม ไข่แดง เห็ด และเจลลี่ที่เตรียมมาจากซุปไก่ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป ด้านบนคือ Smoked Pepper หรือผงพริกไทย หลังจากนั้นให้ดื่ม Chicken Broth หรือซุปไก่อุ่น ๆ ตามลงไปด้วย (18/20)
“PASSI D’ORO” RISOTTO
A variation of our saffron and licorice risotto dedicated to Roberto Barni’s sculpture at the Uffizi Gallery
สุดยอดเมนู Signature Dish จานนี้เชฟ Massimiliano Alajmo ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก I PASSI D’ORO (THE GOLDEN STEPS) งานศิลป์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในปี 2013 โดยศิลปินชาวอิตาลีนามว่า Roberto Barni และตั้งอยู่บริเวณ Uffizi Galleries ในนคร Florence ข้าว Risotto ที่ได้สีทองของ Saffron หรือหญ้าฝรั่นแสดงออกถึงความไร้ที่สิ้นสุดของทองคำตัดกันกับสีของผง Liqourice หรือชะเอมที่สื่อความถึงความมืดมิดและความเศร้าโศก เชฟใส่ข้าว Risotto ลงไปในกระทะร้อนกับซอสที่เตรียมมาจากหัวหอมและน้ำมัน จากนั้นหุงข้าวกับน้ำสต๊อกไก่ที่มีส่วนผสมของผงหญ้าฝรั่น หลังจากเมล็ดข้าวสุกได้ระดับจึงใส่เนย ชีส Parmesan และน้ำเลมอนลงไป จัดวางลงบนจานแบนแล้วโรย Liqourice Powder หรือผงชะเอมลงไปอีกทีหนึ่งแล้วจบด้วยการตกแต่งด้วย Saffron Sauce เป็นอันพร้อมเสิร์ฟ (20/20)
“PASSI D’ORO” RISOTTO
A variation of our saffron and licorice risotto dedicated to Roberto Barni’s sculpture at the Uffizi Gallery
ข้าว Risotto สุกกำลังดีทั้งยังมีอโรมาของ Saffron เด่นชัดเข้ากันกับกลิ่นเฉพาะตัวของ Liqourice ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
“PASSI D’ORO” RISOTTO
A variation of our saffron and licorice risotto dedicated to Roberto Barni’s sculpture at the Uffizi Gallery
สำหรับผู้ที่ได้ชิมเมนูนี้ทางร้านจะมอบการ์ดพร้อมกับ Order Number ให้ติดตัวกลับบ้านกันอีกด้วย (20/20)
“PASSI D’ORO” RISOTTO
A variation of our saffron and licorice risotto dedicated to Roberto Barni’s sculpture at the Uffizi Gallery
มุมมองจากหลังการ์ด (20/20)
HAND-CHOPPED BEEF TARTARE ON BARK WITH WHITE TRUFFLES
Tartare เนื้อวัวจากภูมิภาค Piedmont สับด้วยมือเพื่อให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสเสิร์ฟมาบนเปลือกไม้จับคู่กับความกรอบของขนมปังและอโรมาความหอมของ White Truffle อย่างไรก็ตามนอกจากความนุ่มของเนื้อวัวที่เป็นธรรมชาติของวัตถุดิบแล้วในแง่รสชาติและความซับซ้อนอาจถือว่าตกลงไปกว่าคอร์สอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับห้องอาหารระดับนี้ (16/20)
SCORCHED BONE MARROW WITH PARSLEY, SEA URCHIN AND CAVIAR BRUSCHETTA
Bone Marrow หรือไขกระดูกวัวสายพันธุ์ Piedmontese ชิ้นโต ตรงกลางของไขกระดูกให้เนื้อสัมผัสละมุนคล้ายเจลลี่ในขณะที่ผิวด้านบนมีเกล็ดขนมปังกรอบตัดกันได้ดี ทั้งยังมีความหอมของ Tarragon Cream อีกด้วย ข้างกันคือ Bruschetta กรอบ ๆ ท็อปด้วย Cream โดยมีความเค็มที่พอเหมาะของ Caviar และความครีมและมันของ Uni หรือไข่หอยเม่น อยู่ด้วย (16/20)
VENISON WITH WHITE TRUFFLES, SEEDS, LEEKS, PUMPKIN AND BROCCOLI RABE MOZZARELLA
เนื้อกวางท้องถิ่นของอิตาลีเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ราดด้วยซอส Jus เข้มข้น เชฟจับคู่กับอโรมาหอม ๆ ของ White Truffle นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของกระเทียมต้นและฟักทองวาวเรียงเป็นชั้นแบบ Mille-Feuille ให้รสหวานกลมกล่อม อีกหนึ่งไฮไลท์องจานคือชีส Mozzarella ยัดไส้ด้วยผัก Broccoli Rabe อยู่ข้างในสำหรับรับประทานให้หมดภายในคำเดียว (18/20)
CHEESE SELECTIONS
สำหรับใครที่เป็นคอชีสสามารถสั่งเพิ่มได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
PRE-DESSERT
ล้างปากด้วยผลไม้หลายชนิดคือแอปเปิ้ลที่มีอโรมาหอม ๆ ของเบอร์กามอท, แมนดารินจบท้ายที่ลูกแพร์ที่มีอโรมาหอม ๆ ของซินนามอน
BEYOND THE SKY
ของหวานจานนี้คือนมอัลมอนด์เสิร์ฟมากับเนยอัลมอนด์กรอบ ยังมีกรานิต้าเตรียมมาจากเลมอนเบอร์กามอทและเลมอนอีกด้วย (17/20)
CHOCOLATE, HAZELNUT AND COFFEE
ของหวานจานนี้ได้จากการผสมผสานกับของช็อกโกแลต, ถั่วฮาเซลนัท และกาแฟ เริ่มจาก Cannolo กรอบ ๆ สอดไส้ด้วยช็อกโกแลตและครีมถั่วฮาเซลนัท ในถ้วยคือช็อกโกแลตผสมผสานกับกาแฟเอสเปรซโซ่และไอศกรีมถั่วฮาเซลนัท สุดท้ายคือ Chocolate Explosion สอดไส้ช็อกแลต เอสเปรซโซ่ และถั่วฮาเซลนัทเช่นกันโดยเชฟเสิร์ฟมาให้สำหรับรับประทานหมดในคำเดียว (17/20)
PETITS FOURS
ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วคือ Crispy Cannolo with Vanilla Ice Cream and Prune, Tartelette with White Rice and chocolate with Sour Cherry และ Watnut with Marzipan and Coffee
รายการไวน์ในมื้อนี้
รายการไวน์ในมื้อนี้
รายการไวน์ในมื้อนี้
ราคา 1,648 €
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของเชฟผู้ทำสถิติในการคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars มาครองได้ด้วยอายุที่น้อยที่สุดในโลกคือ 28 ปี ทั้งนี้ตัวเขายังเป็นผู้รังสรรค์เมนูชื่อก้องโลกนักชิมหลาย ๆ คนอาจคุ้นตากันดีอย่าง CUTTLEFISH CAPPUCCINO และ “PASSI D’ORO” RISOTTO อีกด้วย
[THE FOOD] ห้องอาหาร Le Calandre นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นในการสร้าง Tasting Menu ออกมาทั้งสิ้น 3 รูปแบบคือ Classico (295 €) ที่รวบรวมเมนูคลาสสิคประจำร้านมาไว้ด้วยกันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางมายังห้องอาหารแห่งนี้เป็นครั้งแรก ถัดมาคือ Max (295 €) และ Raf (295 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูประจำฤดูกาลตั้งชื่อตามเชฟและพี่ชายของเขา สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้ลูกค้าเลือกเมนูได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ 3 จาน – 160 €, 4 จาน 200 € และ 5 จาน – 230 € ตามลำดับ
บรรยากาศในห้องอาหาร
[THE PLACE] Le Calandre ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง Rubano รวมกันกับคอมเพล็กซ์อื่น ๆ ของตระกูล Alajmo พื้นที่ด้านหน้าคือ Il Calandrino มีลักษณะเป็นบาร์และร้านขนมให้บรรยากาศแบบ Casual เคียงคู่ไปกับโรงแรม Le Calandre ฝั่งตรงข้ามคือ In.gredienti – La dispensa Alajmo นำเสนอวัตถุดิบคุณภาพดีให้เลือกซื้อกันในราคาสมเหตุสมผล
สำหรับตัวร้านตั้งอยู่ลึกเข้ามาเล็กน้อยบนถนน Via Liguria ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างเรียบง่ายแบบ Minimalism แต่ยังคงไว้ซึ่งความ Modern และหรูหราสังเกตจาการเลือกใช้สีโทนมืด
เคาน์เตอร์ตรงกลางคือพื้นที่พักอาหารและไวน์ โต๊ะไม้เปลือยทุกตัวจะมีของว่างวางเตรียมเอาไว้สำหรับรอต้อนรับแขกทุก ๆ คน
ภายในห้องอาหาร
ส่วนใครที่เป็นคอไวน์สามารถเพลิดเพลินไปกับรายการไวน์ที่คุณ Matteo Bernardi Sommelier ประจำร้านได้คัดสรรค์มาเป็นอย่างดีก่อนจะเสิร์ฟมาในแก้วไวน์ขนาดยักษ์
[THE CHEF] หลังจากเสร็จสิ้นเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ตระกูล Alajmo ได้เริ่มต้นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในวงการเชฟและร้านอาหารโดยมีคุณตา Vittorio ทำงานเป็นพ่อค้าชีสใจกลางนคร Padua ก่อนที่ลูกสาวของเขาคือคุณ Rita และสามี Erminio Alajmo เปิดห้องอาหาร Le Calandre เป็นของตัวเองในปี 1981 และพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องจนคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จ ทั้งคู่มีบุตร 3 คนคือ Raffaele (Raf), Laura และ Massimiliano (Max) โดยผู้ที่สืบทอดเจตนารมย์ของตระกูลเป็นรุ่นที่สามคือลูกชายคนสุดท้องนั่นเองผู้รับหน้าที่เป็นเชฟและพี่ชายคนโตผู้รับหน้าที่เป็น Maître นั่นเอง สำหรับ Massimiliano Alajmo เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1974 ณ นคร Padua ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี หลังจากเรียนจบจากโรงเรียน Hotel Management School เขาได้ร่วมงานกับห้องอาหารระดับตำนานมากมายเช่น Ja Navalge ของเชฟ Alfredo Chiocchetti, Auberge de l’Eridan ของเชฟ Marc Veyrat และ Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard หลังจากสั่งสมประสบการณืได้มากพอเขาจึงเดินทางกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อช่วยงานคุณแม่คือเชฟ Rita ซึ่งถือครองรางวัล
1 MICHELIN Star กับห้องอาหาร Le Calandre อยู่เดิมก่อนจะรับช่วงต่อเป็น Executive Chef เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 1993 และเปลี่ยนรูปแบบมานำเสนออาหารเชิงสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคระดับสูง ตัวร้านได้รับการยกระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1997 ก่อนที่จะได้รับรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2002 ในขณะที่ตัวของเชฟ Massimiliano นั้นมีอายุได้เพียง 28 ปีส่งผลให้เขาทำสถิติเป็นเชฟที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่สามารถพาห้องอาหารคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้นั่นเอง
นอกจากนี้ใครที่อยากสัมผัสฝีมือของเชฟโดยไม่ต้องเดินทางมายังเมือง Rubano สามารถแวะชิมห้องอาหาร Quadri (
1 MICHELIN Star) ที่ตั้งอยู่ในนคร Venice ได้เช่นกัน
[WHY GO] Le Calandre เป็นสุดยอดเพชรเม็ดงามแห่งภูมิภาค Venezia และ Veneto เชฟ Massimiliano Alajmo ได้รังสรรค์เมนูที่กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารชั้นสูงของประเทศอิตาลี การบริการเป็นไปอย่างรื่นไหลในสไตล์ของห้องอาหารในแถบนี้ การแนะนำและเสิร์ฟไวน์โดย Sommelier เป็นไปอย่างน่าประทับใจตลอดมื้อ ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ สำหรับใครที่เดินทางมาในแถบนคร Venice หรือ Padoa แล้วล่ะก็ Le Calandre จัดเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว