Visit: November 22, 2021

🇪🇸 Orobianco - โอโรเบียนโค่

👨🏻‍🍳 Chef Marco Tacchetto - เชฟมาโค่ ทัคเกตโต้

Urb. Colina del Sol, 49-A, Calpe, Alicante, España

Tel: (+34) 965 83 79 33

Cuisine

🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาเลียนร่วมสมัย

Country

Spain

MICHELIN Guide

Selected by MICHELIN Guide

Score

15.5/20

Price

3/5
          

🎗 [Intro] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่โรแมนติคที่สุดในประเทศสเปนจากการจัดอันดับบนเวปไซต์ TripAdvisor ในปี 2019 ทั้งยังเป็นห้องอาหารอิตาเลียนเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินอันทรงเกียรติจาก Michelin Guide Spain อีกด้วย

          
🎗 [The Place] ห้องอาหาร Orobianco มีชื่อแปลตรงตัวได้ว่า “ทองคำขาว” (Oro = ทองคำ, Bianco = สีขาว) ตัวร้านตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต Marina Alta จังหวัด Alicante โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ Panoramic View ของ Calpe เมืองตากอากาศชื่อดังรวมไปถึงทะเล Mediterranean ที่ทอดโค้งไปตามเปลือกโลกโดยมีภูเขาหินปูน Peñón de Ifach ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าตัดกันกับเส้นขอบฟ้าอีกด้วย การเดินทางมายังห้องอาหารให้เริ่มต้นจากเมือง Valencia หรือ Alicante แล้วขับมาตามทางด่วน N-332 จากนั้นมองหาทางออก Urbanización Colina del Sol ซึ่งจะนำเราไปยังห้องอาหารในที่สุด ให้ระวังการขับรถมาตาม Google Maps เพราะเส้นทางที่ได้จะเป็นทางเลาะภูเขาเล็ก ๆ แม้ตัวถนนอาจไม่ได้ยากเกินที่จะขับได้ในช่วงกลางวันแต่ควรระวังอย่างมากสำหรับผู้ที่มาช่วงกลางคืน (เราขับมาตามเส้นทางนี้เจอกระต่ายป่านอนเล่นอยู่กลางถนนด้วย) ลูกค้าสามารถจองออนไลน์ได้ทางเวปไซต์ซึ่งจะมีให้เลือกพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหารคือ Restaurante (ภายในห้องอาหาร) และ Terrazza (บริเวณเทอเรสด้านนอก) แน่นอนว่าส่วนเทอเรสมักถูกจองเต็มก่อนเสมอ (แต่ไม่แนะนำสำหรับใครที่มาในช่วงหน้าร้อน)

🎗 [The Chef & The Food] Orobianco คว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้ตั้งแต่ปี 2018 เชฟ Ferdinando Bernardi นำเสนอ Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ CLASSIC (85 €/p) ที่ได้รวบรวมเมนูพื้นบ้านมาผสมผสานโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาให้มีหน้าตาดูร่วมสมัยทั้งยังสามารถขอให้จัดเตรียมเป็นเมนู VERGEL (85 €/p) หรือ Vegetarian ได้อีกด้วย สุดท้ายคือ FESTIVAL (120 €/p) เมนูขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาเสิร์ฟราว 3 ชั่วโมง แต่ละจานทั้งอาหารคาวไปจนถึงของหวานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสามแบบสามารถจับคู่ Wine Pairing (65 €, 65 € และ 95 €) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด ในวันนี้เราเลือกชิมเมนู CLASSIC และมีจานที่ประทับใจมาก ๆ คือ

✨ Risotto e Banda
ข้าว Risotto ที่เชฟตั้งใจใช้เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมการรับประทานข้าวของอิตาลีและสเปนเข้าด้วยกันเริ่มจากการใช้ข้าวปรุงในสไตล์อิตาเลียนคือมีความ Creamy และ Brothy แต่กลับใช้สูตรการปรุงจาก Alicante เมืองใหญ่ทางตอนเหนือไม่ไกลจาก Calpe โดยการใส่เนื้อหมึกสับละเอียดลงไปกับข้าวด้วย เมื่อเคี้ยวข้าวจะสัมผัสได้ถึงเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันของข้าวและหมึก นอกจากนี้เชฟยังตั้งใจนำเสนอ Socarrat ซึ่งก็คือข้าวบริเวณก้นกระทะซึ่งจะมีความกรอบและแข็งมากกว่าข้าวปากกระทะทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ของการปรุงข้าวในประเทศสเปนแต่ Socarrat นี้กลับไม่มีในสูตรอาหารอิตาเลียน เชฟจึงนำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่เป็นแผ่นกรอบสีเหลืองของข้าวและเลมอนวางเอาไว้ด้านบน องค์ประกอบทั้งหมดถูกนำมาจับคู่กับ White Shrimp หรือกุ้งขาวพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่เนื้อสัมผัสอันนุ่มเด้งและ Mayonnaise สีเขียวทำมาจาก Spring Onion ช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน รสชาติโดยรวมจะมีความเข้มข้นของซอส มีความเค็มจาก Matured Cheese มีกลิ่นหอมจากหลาย ๆ องค์ประกอบในจาน ถือเป็นเมนูที่ผสมผสานความเป็นอิตาลีและสเปนออกมาได้อย่างลงตัวโดยไม่เสียรากเหง้าของอาหารทั้งสองสัญชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)

✨ Steamed Whitefish – Stracciatella Sauce – Mollusks
จานที่ดีที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับ Steamed Whitefish ในที่นี้คือปลา Monkfish แล่มาเป็นชิ้น เชฟผสม Burrata Cheese ลงไปแล้วนึ่งมาใน Mussel Water หรือน้ำสต๊อกของหอยแมลงภู่จนเนื้อปลาสุก มีความหนึบพอดีมาก ๆ สิ่งที่ปกคลุมเนื้อปลาด้านนอกคือ Stracciatella Sauce หรือซอสที่ทำมาจากส่วนตรงกลางของ Burrata Cheese ซึ่งเป็นส่วนที่มีความหอม มัน ละมุน และครีมมี่ที่สุดนั่นเอง ตัวซอสเข้ากันดีกับเนื้อปลาได้อย่างไร้ที่ติ ยังมีจุดสีดำเป็น Squid Print ที่ขึ้นมาจาก Stracciatella Sauce เช่นกัน องค์ประกอบด้านล่างใต้ชิ้นปลาเป็นคาเวียร์ทำมาจากมะนาวนิ้วมือให้ความกรึบและรสชาติเปรี้ยวช่วยเบรคความมันของ Stracciatella Sauce ไม่ให้เด่นจนเกินไป (17/20)

✨ Baba – Lemon – Eucalyptus
ส่วนของหวานจานแรกคือ Baba เมนูคลาสสิคที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟโดยใช้ Soy Milk Cream หรือครีมนมถั่วเหลือง Infused ด้วยยูคาลิปตัสจนมีความครีมมี่และกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถัดมาคือองค์ประกอบหลักอย่างบาบาที่จุ่มใน Amaro del Capo จนชุ่มแต่น่าแปลกที่เมื่อตักทุกองค์ประกอบรับประทานพร้อมกันแล้วกลับพบว่ากลิ่นแอลกอฮอล์กลับไม่แรงจนเกินไป ด้านบนทอปด้วย Lemon Chiboust ให้รสชาติอมเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ขององค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งยังมี White Chocolate Cream ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบให้เข้ากันอีกด้วย (16/20)

🎗 [Conclusion] หากจะให้นิยามสั้น ๆ Orobianco คือร้านอาหารอิตาเลียนระดับ Haute Cuisine โดดเด่นด้วยทัศนียภาพสุดโรแมนติคในราคาที่จับต้องได้ และควรค่ากระทั่งการขับออกนอกเส้นทางมาแวะชิมด้วยประการทั้งปวง

Price :

85-120 €/p

Parking :

จอดที่ร้าน

Operating Time :

จันทร์, พฤหัส-เสาร์ 13.30-14.30 และ 19.30-21.30; อาทิตย์ 13.30-14.30; ปิดวันอังคาร-พุธ

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ร้านอาหารอิตาเลียนหนึ่งเดียวในประเทศสเปนพ่วงด้วยทัศนียภาพชั้นเลิศของ Peñón de Ifach

อาหาร :

15.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 CLASSIC (85 €/p)

          
Snacks

Mujol – Cold Bisque of Emulsified Red Shrimp

Conchiglioni Aglio Olio – Peperoncino

Risotto e Banda

Steamed Whitefish – Stracciatella Sauce – Mollusks

Milanese Lamb – Vegetable Demi-Glace and Yogurt

Baba – Lemon – Eucalyptus

Meringata

Petit Fours

🇪🇸 Orobianco – โอโรเบียนโค่

🍴 Italian Contemporary – อาหารอิตาเลียนร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Marco Tacchetto – เชฟมาโค่ ทัคเกตโต้

Homemade Bread and Butter

ทางร้านนำเสิร์ฟขนมปัง White Bread สีขาวทำมาจาก Pan Sabo ส่วนขนมปังสีน้ำตาลเข้มมีส่วนผสมของลาเวนเดอร์, เปลือกส้ม และโปยกั๊ก ข้างซ้ายคือ Grissini ทำมาจากแป้ง Semolina โดยมีส่วนผสมของเมล็ดฟักทอง ฝั่งขวาคือ Salted Butter หรือเนยเค็มสำหรับทาลงบนขนมปังอีกด้วย

Snacks

เริ่มต้นด้วย Snacks เซ็ตใหญ่นำเสิร์ฟมาถึง 7 อย่างพร้อมกันเพื่ออธิบายถึงการผสมผสานรากเหง้าของอาหารอิตาเลียนที่ควบรวมกับการพัฒนารูปแบบการนำเสิร์ฟของห้องอาหาร Orobianco จนได้ออกมาเป็น Amuse Bouche ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (15/20)

Snacks

Snack คำแรกคือ Savory Mascarpone Canolo with Green Pepper Inulin เชฟได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเสิร์ฟ Cannolo ที่ปกติแล้วเป็นขนมหวานจากแคว้น Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาเป็นของคาวโดยนำแป้งวีทผสมผสมกับไวน์แดงจนออกมาเป็นแป้งโด ด้านบนทอปด้วยมัสคาโปนชีสหอมมัน สุดท้ายคือการใส่พริกหวานสีเขียวในรูปแบบที่แตกต่างกันลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นเฉพาะตัว รสชาติโดยรวมมีความเค็มนำมาเล็กน้อยเพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย ถือเป็นการนำเสนอเมนูพื้นบ้านโดยผสมผสานวัตถุดิบสำคัญของประเทศสเปนลงไปได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (15/20)

Snacks

ถัดมาคือ Salazones เมนูที่ได้จากการหมักเกลือซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อของแถบนี้ ในที่นี้เชฟนำเสนอ Huevas de Maruca หรือไข่ปลา Ling Fish ดิบที่ผ่านการตากเกลือจนเกิดกระบวนการดึงน้ำออก มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ รสชาติเค็ม มีกลิ่นอายของทะเลท้องถิ่น ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีมาก ๆ (15/20)

Snacks

ต่อด้วย Snacks อีก 3 อย่างวางมาบนแผ่นหินอ่อน (15/20)

Snacks

ในภาพคือ Biscuit หน้าตาดูคล้ายมินิทาร์ตกรอบ ๆ ทำมาจากชีส Pecorino Romano ผสมกับ Parmesan ด้านในบรรจุ Amatriciana Sauce สีแดงที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบกรุง Rome เนื้อซอสทำออกมาคล้ายพูเร เนียน ละมุน รสชาติเปรี้ยวอุมามิจากมะเขือเทศ เชฟรังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายถึงรสชาติโดยทั่วไปของอาหารอิตาเลียน (15/20)

Snacks

ถัดมาคือ Bambao แป้งที่ผ่านการนึ่งจนฟูนุ่ม ด้านในบรรจุ ‘Nduja หรือเนื้อหมักซึ่งเป็นอาหารที่พบได้บ่อยทางตอนใต้ของอิตาลีแล้วปรุงรสด้วย Pepper Mayonnaise เสริมความเผ็ดร้อนที่ด้านบน (15/20)

Snacks

Snacks บนแผ่นหินอ่อนจบด้วย Pickled Golden Beetroot ให้ความกรอบและรสชาติเปรี้ยวเพื่อล้างปากก่อนเข้าสู่ Snacks คำถัดไป (15/20)

Snacks

จานนี้คือ Tomatillo มะเขือเทศจิ๋วที่มีประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจ พนักงานเล่าว่าสายพันธุ์ของมะเขือเทศชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโกแต่ได้มีการนำมาเพาะพันธุ์ที่ประเทศสเปน (15/20)

Snacks

หลังจากปอกเปลือกจะพบว่าตัวมะเขือเทศมีสีเขียวสด มีรสชาติเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ต่างไปจากมะเขือเทศทั่วไปทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หาใครเทียบได้ยาก พนักงานบอกว่าเมื่อรับประทานเสร็จลูกค้าจะเข้าใจได้ว่าทำไมมะเขือเทศถึงถูกจัดให้เป็นผลไม้ (15/20)

Snacks

ปิดท้ายด้วย Sorbet ที่เสิร์ฟมาเป็นเครื่องดื่มทำมาจากการผสมผสานกันของ แตงโม, เมลอน และคอมบุฉะ มีกลิ่นหอมสดชื่นมาก ๆ (15/20)

Mujol – Cold Bisque of Emulsified Red Shrimp

อาหารจานแรกในเซ็ตเมนู CLASSIC คือเนื้อปลามูโฮลหรือ Grey Mullet หมักกับเกลือและน้ำตาลนาน 20 นาทีจนมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบเมื่อเทียบกับเนื้อปลาสด รอบ ๆ คือ Gazpachuelo หรือซุปเย็นทำมาจากกุ้งแดง มีอโรม่าความหอมของมันกุ้งที่ไม่ข้นและไม่เด่นจนเกินไป ชิ้นสีเหลืองด้านบนคือ Hops พืชที่ให้เนื้อสัมผัสกรอบและกรึบ เสริมด้วยผิวมะนาวช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ (15/20)

Conchiglioni Aglio Olio – Peperoncino

คอร์สที่สองเป็น Primi หรือพาสต้าโดยเชฟนำ Conchiglioni พาสต้ารูปเปลือกหอยเสิร์ฟมากับ Salsa Verde หรือซอสสีเขียวในสไตล์ Aglio Olio – Peperoncino นั่นเอง (15/20)

Conchiglioni Aglio Olio – Peperoncino

ตัวพาสต้าสุกที่ระดับ Al Dente พอดิบพอดี ด้านล่างเป็น Almeja Fina หรือหอยจำพวกหอยตลับและ Gamba หรือกุ้งท้องถิ่นจากชายฝั่งเมือง Calpe คลุกเคล้ากับครีมกระเทียมและพริกตามคอนเซปของ Aglio Olio ตรงกลางคือครีมสีส้มทำมาจาก Clochinas Valencianas หรือหอยแมลงภู่สายพันธุ์พื้นเมืองที่พบได้เฉพาะแถบทะเล Mediterranean ให้กลิ่นหอมและอโรม่าเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้อาหารทะเลแต่ละชนิดที่ใส่มายังมีระดับความนุ่ม-หนึบที่แตกต่างกันออกไปช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (15/20)

Risotto e Banda

ถัดมาคือ Risotto ที่เชฟตั้งใจใช้เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมการรับประทานข้าวของอิตาลีและสเปนเข้าด้วยกันเริ่มจากการใช้ข้าวปรุงในสไตล์อิตาเลียนคือมีความ Creamy และ Brothy แต่กลับใช้สูตรการปรุงจาก Alicante เมืองใหญ่ทางตอนเหนือไม่ไกลจาก Calpe โดยการใส่เนื้อหมึกสับละเอียดลงไปกับข้าวด้วย เมื่อเคี้ยวข้าวจะสัมผัสได้ถึงเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันของข้าวและหมึก นอกจากนี้เชฟยังตั้งใจนำเสนอ Socarrat ซึ่งก็คือข้าวบริเวณก้นกระทะซึ่งจะมีความกรอบและแข็งมากกว่าข้าวปากกระทะทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ของการปรุงข้าวในประเทศสเปนแต่ Socarrat นี้กลับไม่มีในสูตรอาหารอิตาเลียน เชฟจึงนำเสนอออกมาในรูปแบบใหม่เป็นแผ่นกรอบสีเหลืองของข้าวและเลมอนวางเอาไว้ด้านบน องค์ประกอบทั้งหมดถูกนำมาจับคู่กับ White Shrimp หรือกุ้งขาวพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่เนื้อสัมผัสอันนุ่มเด้งและ Mayonnaise สีเขียวทำมาจาก Spring Onion ช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน รสชาติโดยรวมจะมีความเข้มข้นของซอส มีความเค็มจาก Matured Cheese มีกลิ่นหอมจากหลาย ๆ องค์ประกอบในจาน ถือเป็นเมนูที่ผสมผสานความเป็นอิตาลีและสเปนออกมาได้อย่างลงตัวโดยไม่เสียรากเหง้าของอาหารทั้งสองสัญชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)

Steamed Whitefish – Stracciatella Sauce – Mollusks

จานที่ดีที่สุดในมื้อนี้ต้องยกให้กับ Steamed Whitefish ในที่นี้คือปลา Monkfish แล่มาเป็นชิ้น เชฟผสม Burrata Cheese ลงไปแล้วนึ่งมาใน Mussel Water หรือน้ำสต๊อกของหอยแมลงภู่จนเนื้อปลาสุก มีความหนึบพอดีมาก ๆ (17/20)

Steamed Whitefish – Stracciatella Sauce – Mollusks

สิ่งที่ปกคลุมเนื้อปลาด้านนอกคือ Stracciatella Sauce หรือซอสที่ทำมาจากส่วนตรงกลางของ Burrata Cheese ซึ่งเป็นส่วนที่มีความหอม มัน ละมุน และครีมมี่ที่สุดนั่นเอง ตัวซอสเข้ากันดีกับเนื้อปลาได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)

Steamed Whitefish – Stracciatella Sauce – Mollusks

จุดสีดำคือ Squid Print ที่ขึ้นมาจาก Stracciatella Sauce เช่นกัน องค์ประกอบด้านล่างใต้ชิ้นปลาเป็นคาเวียร์ทำมาจากมะนาวนิ้วมือให้ความกรึบและรสชาติเปรี้ยวช่วยเบรคความมันของ Stracciatella Sauce ไม่ให้เด่นจนเกินไป (17/20)

Milanese Lamb – Vegetable Demi-Glace and Yogurt

ปิดท้ายเมนคอร์สด้วย Lamb หรือซี่โครงแกะท้องถิ่นของประเทศสเปนปรุงมาในสไตล์ Milanese (อ่านว่ามิลานเยเซ่) เชฟนำเนื้อแกะไปคลุกกับเกล็ดขนมปังและ Black Tea หรือชาดำ จากนั้นนำลงทอดจนผิวด้านนอกกรอบ แต่ด้านในยังคงสุกระดับ Medium Rare และคงความฉ่ำของเนื้อเอาไว้ได้อย่างดี อย่างไรก็ตามด้วยความทร่เป็นเนื้อส่วนซี่โครงทำให้ชิ้นแกะค่อนข้างมีอัตราส่วนไขมันที่สูงพอสมควร (14/20)

Milanese Lamb – Vegetable Demi-Glace and Yogurt

เนื้อแกะเสิร์ฟมาบนซอสที่ทำมาจากแครอทเดมิเกลสเข้มข้น (14/20)

Baba – Lemon – Eucalyptus

ส่วนของหวานจานแรกคือ Baba เมนูคลาสสิคที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟโดยใช้ Soy Milk Cream หรือครีมนมถั่วเหลือง Infused ด้วยยูคาลิปตัสจนมีความครีมมี่และกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถัดมาคือองค์ประกอบหลักอย่างบาบาที่จุ่มใน Amaro del Capo จนชุ่มแต่น่าแปลกที่เมื่อตักทุกองค์ประกอบรับประทานพร้อมกันแล้วกลับพบว่ากลิ่นแอลกอฮอล์กลับไม่แรงจนเกินไป ด้านบนทอปด้วย Lemon Chiboust ให้รสชาติอมเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ขององค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งยังมี White Chocolate Cream ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบให้เข้ากันอีกด้วย (16/20)

Meringata

ปิดท้ายด้วย Meringata เมนูที่นำเสนอความทรงจำในวัยเด็กของเชฟ Marco Tacchetto ได้จากการนำแผ่นเมอแรงก์เสิร์ฟมาในสไตล์ Pavlova เสิร์ฟมาคู่กับไอศกรีมวานิลลามาดากัสการ์ รองด้านล่างด้วยครีมเนยปิ้ง จบด้วยการแต่งแต้มด้วยจุดของ Muscatel Wine เอาไว้ข้าง ๆ ดูน่ารับประทานเป็นที่สุด (15/20)

Meringata

ตัวเมอแรงก์หวานละลายในปากเข้ากันดีกับความหอมมันของไอศกรีมวานิลลามาดากัสการ์ คนีมเนยปิ้งด้านล่างเข้มข้นช่วยเสริมมิติทางรสชาติที่ดี (15/20)

Petit Fours

เมื่อเรียกบิลพนักงานจะนำเสิร์ฟ Petit Fours รวม 4 ชนิดเริ่มด้วย Almond Panna Cotta with Coffee Balls พานาคอตต้าชิ้นจิ๋วที่เสริมด้วยกลอ่นหอมของกาแฟ, Biscuit with Cinnamon คุกกี้กรอบที่มีกลิ่นหอมของซินนามอน, Muffin with Ginger มัฟฟินขนาดจิ๋วกรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นของขิงอ่อน ๆ และ Chocolate with Fermented Chocolate (15/20)

บิลถูกใส่มาในซองโลโก้ร้าน

💰 ราคา 177,50 €

เชฟ Ferdinando Bernardi นำเสนอ Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ CLASSIC (85 €/p) ที่ได้รวบรวมเมนูพื้นบ้านมาผสมผสานโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนอออกมาให้มีหน้าตาดูร่วมสมัยทั้งยังสามารถขอให้จัดเตรียมเป็นเมนู VERGEL (85 €/p) หรือ Vegetarian ได้อีกด้วย สุดท้ายคือ FESTIVAL (120 €/p) เมนูขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาเสิร์ฟราว 3 ชั่วโมง แต่ละจานทั้งอาหารคาวไปจนถึงของหวานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสามแบบสามารถจับคู่ Wine Pairing (65 €, 65 € และ 95 €) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด

ในวันนี้เราเลือกชิมเมนู CLASSIC

อาหารที่นี่ควบคุมโดยเชฟ Ferdinando Bernardi

ลูกค้าสามารถจองออนไลน์ได้ทางเวปไซต์ซึ่งจะมีให้เลือกพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหารคือ Restaurante (ภายในห้องอาหาร) และ Terrazza (บริเวณเทอเรสด้านนอก)

ห้องรับประทานอาหารหลักดีไซน์มาอย่างปราณีตสวยงามให้บรรยากาศสบาย ๆ แต่ก็ไม่ทิ้งความหรูหรา

ห้องครัวที่นี่เป็นแบบกึ่งเปิด ลูกค้าสามารถมองเห็นทีมเชฟปรุงอาหารและจัดจานได้บางส่วนอีกด้วย

หากจะให้นิยามสั้น ๆ Orobianco คือร้านอาหารอิตาเลียนระดับ Haute Cuisine โดดเด่นด้วยทัศนียภาพสุดโรแมนติคในราคาที่จับต้องได้ และควรค่ากระทั่งการขับออกนอกเส้นทางมาแวะชิมด้วยประการทั้งปวง

บริเวณเทอเรสให้บรรยากาศสบาย ๆ ในวันที่อากาศเป็นใจ

แน่นอนว่าส่วนเทอเรสมักถูกจองเต็มก่อนเสมอ (แต่ไม่แนะนำสำหรับใครที่มาในช่วงหน้าร้อน)

ตัวร้านตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต Marina Alta จังหวัด Alicante โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ Panoramic View ของ Calpe เมืองตากอากาศชื่อดังรวมไปถึงทะเล Mediterranean ที่ทอดโค้งไปตามเปลือกโลกโดยมีภูเขาหินปูน Peñón de Ifach ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าตัดกันกับเส้นขอบฟ้าอีกด้วย

การเดินทางมายังห้องอาหารให้เริ่มต้นจากเมือง Valencia หรือ Alicante แล้วขับมาตามทางด่วน N-332 จากนั้นมองหาทางออก Urbanización Colina del Sol ซึ่งจะนำเราไปยังห้องอาหารในที่สุด ให้ระวังการขับรถมาตาม Google Maps เพราะเส้นทางที่ได้จะเป็นทางเลาะภูเขาเล็ก ๆ แม้ตัวถนนอาจไม่ได้ยากเกินที่จะขับได้ในช่วงกลางวันแต่ควรระวังอย่างมากสำหรับผู้ที่มาช่วงกลางคืน (เราขับมาตามเส้นทางนี้เจอกระต่ายป่านอนเล่นอยู่กลางถนนด้วย)

ภายในตกแต่งแบบร่วมสมัย

Orobianco ถือเป็นห้องอาหารที่โรแมนติคที่สุดในประเทศสเปนจากการจัดอันดับบนเวปไซต์ TripAdvisor ในปี 2019 ทั้งยังเป็นห้องอาหารอิตาเลียนเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินอันทรงเกียรติจาก Michelin Guide Spain อีกด้วย

☀️ 1 Sol Guía Repsol – 1 ดวงอาทิตย์เรปโซล

คำว่า Orobianco แปลตรงตัวได้ว่า “ทองคำขาว” (Oro = ทองคำ, Bianco = สีขาว)