Visit: December 21, 2019

🇵🇹 Casa de Chá da Boa Nova - กาซ่า เดอ ชา ดา โบอา โนวา

👨🏻‍🍳 Chef Rui Paula

Rua da Boa Nova, 4450-705 Leça da Palmeira, Portugal

Tel: (+351) 229 940 066

Cuisine

🍴 Seafood - อาหารทะเล

Country

Portugal

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

15/20

Price

3/5
          

🎗 บริเวณ Leça da Palmeira ทางตอนเหนือห่างจากกรุง Porto ประมาณ 20 นาที เป็นที่ตั้งของสุดยอดห้องอาหารทะเลสไตล์โมเดิร์นที่มีวิวสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศโปรตุเกส ทั้งยังเป็นร้านอาหาร Flagship ของเซเลบริตี้เชฟชื่อดัง Rui Paula หนึ่งในสามกรรมการของรายการทีวี MasterChef Portugal และเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดังริมแม่น้ำ Duoro อย่าง DOC และร้านอาหารใน Palace of Art อย่าง DOP

          
🎗 ประวัติตัวร้านแต่เดิมเป็นร้านน้ำชา Boa Nova Tea House ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1963 โดยสุดยอดสถาปนิกชาวโปรตุเกสเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ปี 1992 อย่าง Alvaro Siza Vieira ก่อนที่จะถูกปรับปรุงใหมโดยสถาปนิคคนเดิมในอีก 50 ปีถัดมาเพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในนคร Porto ภายในแบ่งออกเป็นหลายส่วนรวมถึงมีห้องกึ่งส่วนตัวให้บริการ แต่เราแนะนำให้ทุกคนที่มีโอกาสมาทานอาหารที่นี่อย่าลืมที่จะขอพนักงานนั่งในห้องทานอาหารหลักซึ่งถูกจัดให้เป็นห้องอาหารที่มีบรรยากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศโปรตุเกส สังเกตได้จากการเลือกใช้วัสดุปูพื้นเเละผนังเป็นไม้ Red African Afizelia wood นำเข้าจากทวีปแอฟริกามีสีน้ำตาลแดงสวยงาม วิวฝั่งมหาสมุทรเป็นกระจกใสบานใหญ่บนโขดหิน Boa Nova สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 2 เมตร สามารถมองเห็นวิวมุมกว้างของมหาสมุทรแอตแลนติคได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เเละยังมีประภาคารขนาดใหญ่สองเเสงสว่างให้เรือเดินสมุทรตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลกัน สวยงามมากๆ พนักงานบริการแบบเป็นกันเองและสามารถพูดภาษาอังกฤษพอใช้ได้ หากมีโอกาสได้ไปทานวันที่เชฟอยู่ร้านก็สามารถพูดคุยและขอถ่ายรูปกับเชฟได้อีกด้วย

🎗 ทางร้านนำเสนอ Tasting Menu ขนาดใหญ่ Por Mares Nunca de Antes Navegados จำนวนมากถึง 21 Take (คอร์ส) และทุกจานล้วนเป็นเมนูอาหารทะเลท้องถิ่น มีเมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่เคยถูกถอดออกจากเมนูของร้านคือ Squid “Chanel” เป็นปลาหมึกลายขาวดำที่ได้รับบันดาลใจมาจากกระเป๋าแบรนด์หรูอย่าง Chanel ยังมี Red mullet / Cashew / Manioc หรือปลาเรดมัลเล็ตเนื้อเเน่น ทานกับซอสรสเลิศในโคนคอนเน่ รวมไปถึง Sea urchin brulée หรือเครมบรูเล่หอยเม่นเนื้อเนียน ละมุน อาหารทุกคอร์สมีเทคนิคการปรุงที่ซับซ้อนและสามารถเเสดงถึงคุณภาพเเละความสดของอาหารทะเลระดับโลก แต่ด้วยความที่เป็นอาหารโปรตุเกสซึ่งมักมีรสชาติไม่ซับซ้อนทำให้รสชาติโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน บางจานรสชาติยังไม่หวือหวามากนัก นับเป็นเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของร้านอาหารโปรตุเกสทั่วโลก

Price :

VI Take 90 €, XII Take 120 €, XI Take 160 €

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

12.30-15.00, 19.30-23.00

Dress Code :

Smart Casual

Score

✌️ อาหารทะเลท้องถิ่นในบรรยากาศริมทะเล รสชาติก้ำกึ่งระหว่าง 1 และ 2 ดาว ราคาเหมาะสม แนะนำให้มากลางวันจะเห็นบรรยากาศของมหาสมุทรชัดเจนยิ่งขึ้น

อาหาร :

15

ราคา :

3/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 Por Mares Nunca de Antes Navegados (XXI Takes 160 €/p)

          
Take I Toast / Barley

Take II Potato tartlet / white asparagus / Oscietre Caviar

Take III Seafood taco

Take IV Sea urchin brulée

Take V Season vegetables

Take VI Razor clam

Take VII Clam “à bulhão pato”

Take VIII Oyster / Tuna

Take IX Mussel éclair

Take X Sea bass in its habitat

Take XI Scallop and tapioca

Take XII Scarlet shrimp

Take XIII Lobster / Celery / Hazelnut

Take XIV Crawfish / Korean soup

Take XV Red mullet / Cashew / Manioc

Take XVI Codfish stew

Take XVII Squid “Chanel”

Take XVIII Dejá vu

Take XIX Zen garden

Take XX Late harvest

Take XI Autumn walks

🇵🇹 Casa de Chá da Boa Nova – กาซ่า เดอ ชา ดา โบอา โนวา

⭐️⭐️ 2 Michelin Star – 2 ดาวมิชลิน (Promoted in 2020 Guide)

ประวัติตัวร้านแต่เดิมเป็นร้านน้ำชา Boa Nova Tea House ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1963 โดยสุดยอดสถาปนิกชาวโปรตุเกสเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ปี 1992 อย่าง Alvaro Siza Vieira ก่อนที่จะถูกปรับปรุงใหมโดยสถาปนิคคนเดิมในอีก 50 ปีถัดมาเพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในนคร Porto

Take I Toast / Barley

เริ่มจากคอร์สแรกที่เชฟได้รับเเเรงบันดาลใจจากอาหารเช้าในวัยเด็กที่คุณแม่มักปิ้งขนมปังให้ทาน ตัวขนมปังทำจากข้าวบาเลย์ ปิ้งมาอุ่นๆ ผิวด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่ม อร่อยในเเบบที่ขนมปังที่ดี่ควรจะเป็น (14/20)

Take I Toast / Barley

ทางร้านเสิร์ฟให้ทานกับ seaweed butter รูปหอยเสิร์ฟมาบนฝาหอยเชลล์ เนยมีเนื้อสัมผัสเนียน เเต่กลิ่นของสาหร่ายทะเลยังติดอยู่มากไปหน่อยทำให้พอทาลงบนขนมปังเเล้วเด่นจึ้นมามากจนเกินไป (14/20)

Take II Potato tartlet / white asparagus / Oscietre Caviar

Take III Seafood taco

ต่อมาเป็นอาหารแบบ Finger food จำนวน 2 Take เสิร์ฟมาพร้อมกัน

Take II Potato tartlet / white asparagus / Oscietre Caviar

เริ่มจากทาร์ตเล็ทหรือมินิทาร์ตมันๆทำจากมันฝรั่งผิวบางกรอบ ข้างในเป็นมูสเนื้อเนียนทำจากหน่อไม้ฝรั่งขาว ข้างๆกันมีออซีตรัาคาเวียช่วยเพิ่มรสเค็มอ่อนๆเข้ากันกับหน่อไม้ฝรั่งได้อย่างดี (17/20)

Take III Seafood taco

เเละข้างๆกันคือทาโก้ซีฟู้ดชิ้นจิ๋ว ผิวทาโก้บางกรอบ สีเขียวข้างบนคือครีมทำจากอโวคาโด เสริมกับรสหวานธรรมชาติของไส้ตรงกลาง ทานเเล้วอยากทานต่อจริงๆ ชิ้นนี้เด็ดมากๆ (17/20)

Take IV Sea urchin brulée

จานที่ 4 คือไข่หอยเม่นท้องถิ่นที่ถูกนำมาทำเป็นบรูเล่เนื้อเนียน ทานเเล้วเย็น สดชื่น หวานเล็กน้อย มีกลิ่นหอมของทะเล โดยรวมถือว่าดีใช้ได้ อย่างไรก็ตามขอบอกเลยว่าคุณภาพของหอยเม่นที่นี่ยังสู้อูนิของฮอกไกโดไม่ได้จริงๆ (15/20)

Take V Season vegetables

ถัดมาคือผักตามฤดูกาล ทานกับครีมมะกรูดสีขาว ผงสีเเดงคือขนมปังย่างผสมกับบีทรูท ลูกกลมๆสีส้มตรงกลางคือฟักทองที่ตอนทานตะเเตกระเบิดออกมาในปาก ทานเเล้วมีรสชาติเปรี้ยวสลับหวานตามผักเเต่ละชนิดที่ตักทานได้ในเเต่ละคำ (14/20)

Take VI Razor clam

Take VII Clam “à bulhão pato”

ต่อมาเป็น fingerfood นำเสิร์ฟพร้อมกัน

Take VI Razor clam

ถัดมาคือหอยหั่นเป็นเเว่นๆ มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ข้างนอกคือขนมปังหวานกรอบที่จำลองเป็นรูปฝาหอย ทั้งรสชาติอร่อยเเละมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี (16/20)

Take VII Clam “à bulhão pato”

หอยกาบและสลัดทำจากพาสลีย์ ผักชี ทานกับขนมปังปิ้งเสิร์ฟมาในฝาหอยขนาดเล็ก ตัวหอยเเม้จะเสิร์ฟมาสดๆ เเต่ไม่คาวเลย เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ตัดกันกับขนมปังกรอบ และยังมีซอสสลัดสีขาวรสหวานอร่อย (17/20)

Take VIII Oyster / Tuna

อีกจานนำเสิร์ฟพร้อมกันกับสองจานก่อนคือทาทาร์ทำจากปลาทูน่าน้ำลึก ทานกับหอยนางรมสดๆ และแผ่นกรอบตัดเนื้อสัมผัสกันกับปลาทูน่าได้อย่างดี (16/20)

Take IX Mussel éclair

ถัดมาดูเหมือนจะเป็นของหวาน เเต่ไม่ใช่ เพราะนี่คือเอเเคลสอดไส้ข้างในทำจากหอยนางรมท้องถิ่น สีขาวข้างบนคือกะหล่ำดอกในรูปแบบที่เเตกต่างกัน ตัวเอแคลทำออกมาได้ดี นุ่ม อร่อย ไส้หอยนางรมไม่คาว ถือว่าเป็นการนำอาหารหวานมาทำเป็นอาหารคาวได้ดี (15/20)

Take X Sea bass in its habitat

ถัดมาคือปบากระพงน้ำลึก วิธีทานจานนี้ต้องเริ่มจาก Finger food ข้างบนซึ่งเป็นหนังปลากรอบ ก่อนที่จะทานเนื้อปลากับซอส เนื้อปลากระพงเเน่น เเต่ไม่เเข็ง ซอสรสเค็มกำลังดี มีกลิ่นหอมของคลอโรฟิลด์ (14/20)

Take XI Scallop and tapioca

ถัดมาคือหอยเขลล์ที่ใส่มาในฝากับสาคู ใส่ lemon vinegrette ลงไป ทอปด้วย chorizo หรือไส้กรอกโปรตุเกส จากนั้นหุ่มด้วยขนมปังเเละอบในความร้อน จานนี้เขฟตั้งใจเล่นที่เนื้อสัมผัสของหอยเชลล์กับความนุ่มหนึบของสาคู แต่ส่วนตัวเรามองว่าเนื้อสัมผัสหนึบๆ เคี้ยวนานของสาคูไปกลบจุดเด่นของหอยเชลล์คือรสหวาน เนื้อสัมผัสที่นุ่มอร่อย จนหมด โดยรวมคือราชาติกลางๆ แต่เราอดรู้สึกเสียดายวัตถุดิบหลักไม่ได้จริงๆ (13/20)

Take XII Scarlet shrimp

ถัดมาคือวัตถุดิบขึ้นชื่อระดับโลกของประเทศโปรตุเกสอย่าง Scarlet shrimp เนื้อกุ้งนุ่ม หวาน อร่อย ทานกับซอสเข้มข้นทำจากหัวกุ้ง มีรสขมอ่อนๆ ไม่มากเท่ากุ้งเเม่น้ำบ้านเรา และ carrot in different texture (16/20)

Take XIII Lobster / Celery / Hazelnut

จานถัดมาคือล็อบสเตอร์ย่างบาบีคิวที่พรักงานจะลากเตาบาบีคิวมาย่างให้ชมกันข้างๆโต๊ะเลย (17/20)

Take XIII Lobster / Celery / Hazelnut

และจัดเสิร์ฟกันต่อหน้าลูกค้าเลย (17/20)

Take XIII Lobster / Celery / Hazelnut

กุ้งล็อบสเตอร์ย่างบนเตาถ่านจนสุกพอดีเนื้อนุ่มเด้ง กลิ่นหอม รสชาติเนื้อหวานฉ่ำ ทอปด้านบนด้วย lardo กรือไขมันสัตว์ตัดรสเค็ม มีเซเลอรี พูเรรสหวานทำจากถั่วฮาเซลนัท และถั่วฮาเซลนัทบด เพิ่มเนื้อสัมผัสที่เเตกต่างให้กับจาน จ้างๆกันคือโฟมสีขาวทำจาก Portuguese sparkling wine (17/20)

Take XIV Crawfish / Korean soup

ยังคงอยู่ที่สัตว์จำพวกกุ้ง จานถัดไปคือ crawfish ทานกับเห็ดเข็มทอง ผักต่างๆ เเละซุปข้นสไตล์เกาหลี เนื้อกุ้งสุกพอดี ชิ้นค่อนข้างใหญ่เเม้ว่ากุ้งจะทำออกมาได้ดี เเต่น้ำซุปรสชาติออกไปทางเค็มมากเกินไปจนต้องดื่มน้ำตามตลอด จานนี้มองผ่านๆถือว่าทานได้ เเต่หากเทียบมาตรฐานห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์ ถือว่ายังไม่ผ่านสำหรับเรา (13/20)

Take XV Red mullet / Cashew / Manioc

ถัดมาเป็นหนึ่งจานเด็ดของร้านที่ผสมผสานอาหารสองสัญชาติเข้าด้วยกัน เริ่มจากปลาเรดมัลเล็ทพื้นเมืองของโปรตุเกส ตัวปลาทำออกมาได้ดีมาก เนื้อเเน่น เเต่ข้างในนุ่ม ไม่เเข็งทานกับโคนกรอบที่เหมือนกับมีซอส Manoic สีเหลืองสไตล์บราซิลหกออกมา ข้างบนคือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์บดและ tapioca ตัดเนื้อสัมผัสกับปลาได้อย่างดี (16/20)

Take XVI Codfish stew

ถัดมาคืออาหารท้องถิ่นชื่อดังที่พบเจอได้ตั้งเเต่ร้านอาหารพื้นบ้านไปจนถึงร้านอาหารระดับติดดาวมิชลินนั่นก็คือสตูว์เนื้อและกระเพาะปลาค็อด เนื้อปลาค็อดนุ่มๆเสิร์ฟมากับพูเรทำจากถั่วขาว เเละข้างล่างคือกระเพาะปลาที่หั่นออกเป็นชิ้นเล็กๆ หากนึกไม่ออกก็บอกเลยว่าเหมือนกับกระเพาะปลาสดที่เราทานกันในห้องอาหารจีนนี่เอง นุ่ม เเต่เคี้ยวหนึบ พูเรถั่วรสหวานอ่อนๆ เป็นจานพื้นเมืองที่รสชาติดีใช้ได้เลยทีเดียว (15/20)

Take XVII Squid “Chanel”

จานที่มีความเป็นเอกลักษณ์และโด่งดังจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของห้องอาหาร Casa de Chá da Boa Nova นั่นก็คือปลาหมึกชาแนล ที่เชฟเลือกใช้ปลาหมึกท้องถิ่น ยัดไส้ข้างในด้วยข้าว ทำสีสลับขาวดำดูคล้ายลวดลายของกระเป๋าแบรนด์หรู เนื้อหมึกนุ่มอร่อย ทานสลับกับ toasted rice กรอบๆ ซอสสีน้ำตาลเข้มข้างล่างคือ Bordelaise sauce หรือซอสสไตล์ฝรั่งเศสทำจากไวน์แดงและไขกระดูก (15/20)

Take XVIII Dejá vu

ถัดมาคือเดจา วู คงไม่ต้องบอกว่าทำไม เพราะดูด้วยตาภายนอกเป็นเอเเคลที่หน้าตาเหมือนกันกับ Take IX เป๊ะ เเต่คราวนี้เสิร์ฟมาเป็นของหวาน ข้างในสอดไส้ราสเบอร์รี่ ลิ้นจี่ และแตงกวา แป้งเอแคลนุ่ม อร่อย ถือว่ามีลูกเล่นที่น่าสนใจ เเต่รสชาติยังไม่มีอะไรต้องว้าวสำหรับห้องอาหารติดดาว (14/20)

Take XIX Zen garden

ของหวานจานแรกคือสวนเซ็นเป็น Take ที่เชฟได้รับเเรงบันดาลใจมาจากวัตถุดิบของประเทศญี่ปุ่น ตรงกลางคือไอศกรีมมัทฉะ ขนาบข้างด้วยสปองเค้กมัทฉะ ครีมรสหวาน ข้าวกรอบ รสชาติโดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ด้วยความที่จานนี้นำชาเขียวมาเป็นวัตถุดิบหลักทำให้รสชาติอาจดูแปลกสำหรับชาวต่างชาติ เเม้จะไม่มีองค์ประกอบไหนเเย่เเต่หากเทียบมาตรฐานห้องอาหารติดดาว รสชาติถือว่าธรรมดามากสำหรับคนเอเชีย (13/20)

Take XX Late harvest

จานถัดมาคือขนมหวาน ชิ้นกรอบๆตรงกลางทำจากน้ำผึ้ง ข้างกันมีพูเรสีเหลืองส้มทำจากแอปริคอต เค้กทำจากถั่วพีเเคน และซอเบท์ทำจากไวน์ รสชาติโดยรวมออกไปทางรสหวาน มีความกรอบของน้ำผึ้ง กับถั่ว สิ่งที่น่าสนใจคือซอเบท์ไวน์ที่มีรสชาติคาอนข้างเป็นเอกลักษณ์ (14/20)

Take XXI Autumn walks

ปิดท้ายด้วย Take ขนมหวานที่แปลกที่สุดในคืนนี้ เชฟเลือกใช้เห็ดชิทาเกะ ผสมกับเกาลัด น้ำมันมะกอก เเละกลิ่นของทรัฟเฟิล องค์ประกอบทั้งหมดทำออกมาเป็นขนมรูปเห็ดทางขวา ทางซ้ายคือแผ่นกรอบรูปใบไม้ สำหรับเราขนมรูปเห็ดมีกลิ่นเห็ดเเรงมากจนกลบรสเเละกลิ่นเกาลัดไปหมด เเละเเทบไม่ได้รสขององค์ประกอบอื่นเลย ทรัฟเฟิลที่ใส่มากลับเพิ่มกลิ่น earthy ของ”เห็ด”ลงไปอีกจนเหมือนอาหารคาวมากกว่าอาหารหวาน เราเคยทานขนมหวานรสอร่อยที่ทำจากเห็ดและทรัฟเฟิลมาเเล้ว สำหรับที่นี่ถือว่ายังไม่ผ่านสำหรับห้องอาหารระดับติดดาวมิชลิน (12/20)

Petit Four

ขนมเปอตี โฟว์ใส่มาในกล่องรูปเรือใบ เปิดออกมาจะเป็นขนมหลายอย่างเเต่ร้านให้เลือกเพียงคนละ 2 อย่าง (15/20)

Petit Four
Chocolate truffle with sun-dried fruit, orange madeleine, almond cookie, chocolate with pistachio and raspberry

ขนมเปอตี โฟว์ รสชาติมาตรฐาน ชิ้นที่อร่อยที่สุดขอยกให้ช็อกโกแลตกับถั่วพิสตาชิโอ้ที่มีราสเบอร์รี่รสเปรี้ยวมาตัดรสกัน อร่อยใช้ได้ (15/20)

Chocolate cake

ใครมาฉลองวันครบรอบหรือวันเกิดทางร้านจะมอบช็อกโกแลตเค้กกับราสเบอร์นี่ให้ด้วย (13/20)

ปิดท้ายด้วยกาแฟจากประเทศเคนย่า

💰 ราคา 332 € สำหรับ 2 คน หรือประมาณ 11,200 บาท

เราแนะนำให้ทุกคนที่มีโอกาสมาทานอาหารที่นี่อย่าลืมที่จะขอพนักงานนั่งในห้องทานอาหารหลักซึ่งถูกจัดให้เป็นห้องอาหารที่มีบรรยากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศโปรตุเกส วิวฝั่งมหาสมุทรเป็นกระจกใสบานใหญ่บนโขดหิน Boa Nova สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 2 เมตร สามารถมองเห็นวิวมุมกว้างของมหาสมุทรแอตแลนติคได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เเละยังมีประภาคารขนาดใหญ่สองเเสงสว่างให้เรือเดินสมุทรตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลกัน สวยงามมากๆ

ภายในห้องอาหาร

ทางร้านเลือกใช้วัสดุปูพื้นเเละผนังเป็นไม้ Red African Afizelia wood นำเข้าจากทวีปแอฟริกามีสีน้ำตาลแดงสวยงาม

ภายในแบ่งออกเป็นหลายส่วนรวมถึงมีห้องกึ่งส่วนตัวให้บริการ

ภายในห้องอาหาร

หน้าร้าน