Visit: December 6, 2019

🇵🇹 Alma - อัลม่า

👨🏻‍🍳 Chef Henrique Sá Pessoa

R. Anchieta 15, 1200-224 Lisboa, Portugal

Tel: (+351) 213 470 650

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

Country

Portugal

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16/20

Price

4/5
          

🦐 อัลม่า ห้องอาหารโปรตุเกสเชิงความคิดสร้างสรรค์แห่งย่าน Chiado จัดเป็นหนึ่งในสองร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินในกรุงลิสบอน เเละเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในประเทศโปรตุเกส ตัวร้านดัดแปลงมาจากโกดังที่เก่าที่สร้างขึ้นในยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อเก็บหนังสือให้กับร้าน Bertrand ซึ่งเป็นร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก การมาทานอาหารที่นี่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น (และมักถูกจองเต็มตลอด) แม้ว่าจะเป็นร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลิน แต่บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างเป็นกันเอง ลูกค้าสามารถพูดคุยกับเพื่อนๆ หรือจะสังสรรค์กันเสียงดังได้ตามใจชอบ ภายในออกแบบโดยใช้วัสดุสไตล์สแกนดิเนเวียนทำจากจากไม้และทองแดงเป็นหลัก หน้าร้านมีครัวแบบเปิด ลูกค้าสามารถมองเห็นทีมเชฟจัดเตรียมอาหารให้ดูตั้งเเต่เริ่มต้นจนถึงการจัดจานเลยทีเดียว

🦐 อาหารที่นี่นำทีมโดยเซเลบริตี้เชฟ Henrique Sá Pessoa ผู้ผ่านการฝึกงานที่ห้องอาหารระดับ 1 ดาวมิชลินอย่าง Evo ของเชฟ Santi Santamaria ในกรุง Barcelona ในปี 2007 และสุดยอดห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินชั้นนำของโลกอย่าง El Celler de Can Roca ในเมือง Girona เมื่อปี 2011 หลังจากสั่งสมประสบการณ์มามากมาย ในที่สุดเชฟ Henrique จึงได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Alma เป็นของตัวเอง และได้รับดาวมิชลินดวงที่ 2 ในปี 2018 ปัจจุบันห้องอาหาร Alma ถูกควบคุมโดย Daniel Costa ผู้ดำรงตำเเหน่ง Head chef และร่วมงานกับเชฟ Henrique Sá Pessoa มานานถึง 13 ปี

🦐 แน่นอนว่าที่นี่เสิร์ฟเมนูอาหารโปรตุเกสเป็นหลัก เเต่บางจานก็มีการทวิสต์โดยใช้อาหารนานาชาติเข้ามาเสริม ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu 2 แบบคือ Costa a Costa ซึ่งเน้นเสิร์ฟเมนูอาหารทะเลเป็นหลักในราคาคนละ 120 € และ Alma ซึ่งเป็นเมนูคลาสสิคขึ้นชื่อของทางร้านในราคาคนละ 110 € แต่เราขอแนะนำให้เพื่อนๆสั่งเมนู A la carte มาชิมกัน เนื่องจากราคาสมเหตุสมผล มีความหลากหลาย และสามารถเลือกเมนูที่อยากทานได้ตามใจชอบ อาหารที่นี่ถือว่าเหมาะสมกับดาวมิชลิน 2 ดวงในยุโรป อาหารทุกจานทำออกมาได้ดีมากและบางจานถึงกับต้องร้องว้าวเลยทีเดียว ที่สำคัญยังมีราคาไม่สูง เทียบกับร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินอื่นๆในยุโรปอีกด้วย

🤫 Tips: เนื่องจาก Alma เป็นร้านอาหารที่ถูกจองเต็มตลอด เเนะนำให้จองล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนครึ่ง

Price :

100-120 €/p

Parking :

จอดรถที่ Parking garage ในเมือง

Operating Time :

12.30-15.30, 19.00-23.00 ปิดวันจันทร์

Dress Code :

Casual

Score

👍 ร้านอาหารโปรตุเกสระดับ 2 ดาวมิชลิน ราคาคุ้มค่า ในบรรยากาศเป็นกันเอง

อาหาร :

16

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

3/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 À LA CARTE

          

🥄 Amuse-bouche

Tapioca with Portuguese oyster mayonnaise

Cockles in brine with sea lettuce

Cod fish “à Bulhão Pato” style

Red bellpepper in black tempura

Bread with smoked butter and smoked salt and olive oil

🐟 Entrees

Seared foie gras, apple, granola, beetroot, coffee (25 €)

Portuguese Sole, green peas, Alentejo chorizo, noisette hollandaise (23 €)

Scarlett Prawns, “açorda”, sea lettuce (29 €)

🥩 Main courses

John Dory, fennel purée, squid and chives (36 €)

Portuguese beef fillet, red onion, burnt leek, beetroot (36 €)

🍫 Desserts

Chocolate “Bomb”, salted caramel, hazelnut sorbet (13 €)

Sea flavors and citrus, yuzu sorbet, crystallized algae (11 €)

Madeira Island Banana, lime caramel (11 €)

Petit four

🇵🇹 Alma – อัลม่า

⭐️⭐️ 2 Michelin Star – 2 ดาวมิชลิน

ปัจจุบันห้องอาหาร Alma ถูกควบคุมโดย Daniel Costa ผู้ดำรงตำเเหน่ง Head chef และร่วมงานกับเชฟ Henrique Sá Pessoa มานานถึง 13 ปี

🥄 Amuse-bouche

เริ่มจากอมูสบูชก่อน

Tapioca with Portuguese oyster mayonnaise

สำหรับอมูสบูชอย่างเเรกคือแผ่นกรอบทำจากมันสำปะหลังและสาหร่ายทะเล ด้านบนคือมายองเนสทำจากหอยนางรมท้องถิ่น แป้งมันสำปะหลังบาง กรอบ มายองเนสหอยนางรมคือทีเด็ด เพราะมีกลิ่นหอยที่ลงตัวพอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป คนไม่ชอบหอยก็สามารถทานได้ (16/20)

Cockles in brine with sea lettuce

ถัดมาคือหอยแครงพื้นเมืองเสิร์ฟมาในน้ำทะเลหรือ brine เข้มข้นและสาหร่ายทะเล ตอนยกมาเสิร์ฟบอกตรงๆว่าหน้าตาดูไม่ค่อยน่าทานเท่าไหร่ แต่พอลองชิมดูก็ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าที่คิดไว้มาก เนื้อหอยเคี้ยวหนึบ ไม่มีกลิ่นคาวใดๆ น้ำทะเลมีรสเค็มกลมกล่อมพอเหมาะ สาหร่ายทะเลช่วยเสริมกลิ่นที่ดีให้กับจาน และช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีอีกด้วย (14/20)

Cod fish “à Bulhão Pato” style

ถัดมาคือปลาค็อดสดๆ เสิร์ฟมาในซอสคลาสสิคของประเทศโปรตุเกสที่มีส่วนผสมของ ผักชี เลมอน ไวน์ขาว และกระเทียม เราเรียกซอสนี้ว่า อาบูลยงปาร์ต สไตล์ โดยซอสชื่อแปลกนี้มีที่มาจากชื่อของนักกวีชาวปอโต António de Bulhão Pato ผู้คิดค้นสูตรซอสนี้ขึ้นมา เนื้อปลาค็อดสดจนสัมผัสได้ตั้งเเต่ที่ตักเข้าปาก ตัวซอสมีกลิ่นหอมของกระเทียมและผักชี เสริมกันได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีรสเปรี้ยวเบาๆที่ได้จากเลมอน อร่อยชนิดที่ต้องร้องว้าวเลยทีเดียว (17/20)

Red bellpepper in black tempura

สุดท้ายคือพริกหวานสีแดงทอดมาในเทมปุระสีดำ สีดำด้านนอกได้มาจากการนำผักไปย่างถ่าน ทานกับ spicy tomato และ red pepper purée เหมือนกับจานก่อนหน้า เราดูตอนเเรกหน้าตาจานนี้ดูไหม้ๆ ไม่ค่อยน่าทานสักเท่าไหร่ แต่พอทานเข้าไปต้องแอบทึ่งกับรสชาติ พริกหวานที่ทอดมามีกลิ่นไม่แรงมากนัก แต่ไม่เบาจนเกินไป แป้งเทมปุระข้างนอกบาง กรอบ ตอนเคี้ยวนอกจากจะได้ความกรอบของผิวปุระเเล้ว ยังสัมผัสได้ถึงความกรอบของผิวพริกหวานทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัส ซอสที่ใส่มามีรสเปรี้ยวอุมามิของมะเขือเทศ เเซมด้วยรสเผ็ดอ่อนๆ อร่อยสุดๆ (16/20)

Bread with smoked butter and smoked salt and olive oil

ขนมปัง sour dough และ white bread รสเลิศ เสิร์ฟให้ทานกับเนยรมควันและเกลือรมควัน รวมถึงน้ำมันมะกอกสูตรพิเศษของทางรา้น รสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์มากๆ (17/20)

Seared foie gras, apple, granola, beetroot, coffee (25 €)

สำหรับอาหารจานแรกคือเมนูคลาสสิคของทางร้านอย่างฟัวกราส์หรือตับห่าน เซียมาอย่างดี เนื้อนุ่มละมุนในมาตรฐานที่ห้องอาหารระดับมิชลิน สตาร์ต้องทำได้ ทานกับพูเรแอปเปิ้ล ข้างล่างคือบีทรูทเคี้ยวกรอบ ขนาบข้างด้วยกราโนลา และเพิ่มความกรอบอีกมิติให้กับจาน มี pickled ซึ่งมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ ข้างบนคือโฟมทำจากกาแฟ ตอนทานจะมีรสขมและกลิ่นหอมเบาๆ เเละยังมีกลิ่นของซินนามอนเเละซ็อกโกแลตอีกด้วย (16/20)

Seared foie gras, apple, granola, beetroot, coffee (25 €)

ดูจากสีของฟัวกราส์บ่งบอกว่าถูกเซียมาอย่างดี อย่างไรก็ตาม จานนี้ถือว่ายังเป็นจานที่หาทานได้ตามห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงทั่วไป ยังไม่ใช่ทีเด็ดของมื้อนี้ (16/20)

Portuguese Sole, green peas, Alentejo chorizo, noisette hollandaise (23 €)

ถัดมาคือหนึ่งในจานที่ดีที่สุดในมื้อนี้ เป็นปลาโซลท้องถิ่นของโปรตุเกสที่ได้จากมหาสมุทรแอตแลนติค แล่เป็นชิ้น เสิร์ฟมาสดๆ เนื้อปลานุ่ม ละมุนลิ้นมากๆ ทานกับพูเรสีเขียวเนื้อเนียนและเมล็ดถั่วลันเตารสหวานกลมกล่อม มีโชริโซ่หรือไส้กรอกที่ได้มาจากภูมิภาค Alentejo แถบแม่น้ำ Tagus ของประเทศโปรตุเกสหั่นเต๋ามาเพิ่มรสเค็มเบาๆ สุดท้ายคือซอสฮอลันเดสสูตรพิเศษที่ทางร้านผสมถั่วฮาเซลนัทลงไปด้วยจนสีส้มอ่อนๆ ราดมาด้านบน มีรสหวาน หอมไข่เเดง ครีมมี่มากๆ เสริมกับรสหวานธรรมชาติของปลาโซลได้ดีสุดๆ ถือเป็นจานที่เราขอแนะนำว่าห้ามพลาดเลยสำหรับใครมาทานที่นี่ (18/20)

Portuguese Sole, green peas, Alentejo chorizo, noisette hollandaise (23 €)

ตอนทานต้องตักให้ครบทุกกองค์ประกอบคือเนื้อปลา เมล็ดถั่ว พูเรถั่ว โชริโซ่ และซอสฮอลันเดสฮาเซลนัท ฟินสุดๆจริงๆ (18/20)

Scarlett Prawns, “açorda”, sea lettuce (29 €)

ถัดมาคือสุดยอดวัตถุดิบล้ำค่าประจำประเทศโปรตุเกสอย่างกุ้งม่วงหรือ Scarlett prawns ขนาดกลางจำนวน 2 ตัว รองด้านล่างด้วย “açorda” เป็นอาหารโปรตุเกส ที่ทำมาจากขนมปังเเละกระเทียมผสมกับเปลือกเเละมันจากหัวกุ้งจนมีกลิ่นหอมลงตัว แผ่นสีเขียวคือสาหร่าย Clorelia เนื้อสัมผัสของกุ้งเเน่นคล้ายกุ้งลายเสือบ้านเรา มีรสหวานธรรมชาติ ซอสข้างล่างมีรสและกลิ่นเฉพาะตัวจากมันกุ้ง มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเพราะมีขนมปังเป็นส่วนประกอบ แนะนำว่าให้รีบทาน อย่าทิ้งไว้นานเพราะขนมปังจะดูดน้ำจนอืด (16/20)

Scarlett Prawns, “açorda”, sea lettuce (29 €)

สำหรับเราจานนี้ถือว่าทำออกมาได้ดี รสชาติอร่อยตามคุณภาพวัตถุดิบ อาจไม้ว้าวเท่าจานปลา แต่หากใครมาประเทศโปรตุเกส คงไม่พลาดที่จะต้องสั่งสุดยอดวัตถุดิบประจำชาติในห้องอาหารระดับติดดาวมิชลินมาชิมดูสักครั้ง (16/20)

John Dory, fennel purée, squid and chives (36 €)

สำหรับอาหารจานหลักอย่างเเรกคือปลาจอห์น ดอรี่รสเลิศ ทานกับพูเรสีเขียวและมีรสออกหวานทำจากเฟนเนล ราดด้วยโฟม Fumet สีขาวทำจากกระดูกปลา ข้างๆกันคือปลาหมึก cuttlefish ซอยเป็นเส้นๆกับหมึกดำ เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบของหมึกตัดกันกับความนุ่มเนื้อปลาจอห์นดอรี่ได้อย่างดี จานนี้ถือเป็นจานที่ทำออกมาได้ดีและมีความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก (18/20)

John Dory, fennel purée, squid and chives (36 €)

ดูจากภาพจะสังเกตเห็นได้ว่าเนื้อหมึกหั่นมาขนาดพอดีมากจริงๆ หมึกดำที่ใส่มามีสัดส่วนกำลังดี ไม่คาว อร่อยมากๆ (18/20)

Portuguese beef fillet, red onion, burnt leek, beetroot (36 €)

เนื้อวัวท้องถิ่นของประเทศโปรตุเกส แล่มาเป็นฟิลเลท์ เสิร์ฟมาในความสุกระดับมีเดียมเเรร์ ทานกับพูเรหอมแดงรสหวาน บีทรูท ข้างบนคือกระเทียมต้นเผาจนกรอบ ปิดท้ายด้วยการราดซอสทารากอน เนื้อวัวมีความนุ่ม เเละฉ่ำในเเบบที่ควรจะเป็น กลิ่นของเนื้อไม่แรง ทานง่าย ซอสที่เสิร์ฟมารสชาติเข้มข้น อร่อยมากเลยทีเดียว (17/20)

Chocolate “Bomb”, salted caramel, hazelnut sorbet (13 €)

สำหรับขนมหวานอย่างเเรกคือช็อกโกแลตบอมบ์ ข้างในสอดไส้ salted caramel รสหวานเค็ม ทานกับซอเบท์และเมล็ดถั่วฮาเซลนัทที่คาคาเมลไลซ์มาอย่างดี ข้างๆกันคือช็อกโกแลตมูสเนื้อเนียน จานนี้มีรสหวานขมของช็อกโกเเลต มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวกรอบของถั่วฮาเซลนัท โดยรวมถือว่าทำออกมาได้ดีตามมาตรฐานห้องอาหารระดับติดดาวมิชลิน (16/20)

Sea flavors and citrus, yuzu sorbet, crystallized algae (11 €)

เมื่อเราสอบถามถึงเมนูอาหารหวานที่คิดว่าอยากเเนะนำให้เราชิมมากที่สุด น้องพนักงานเลือกเเนะนำจานนี้ให้กับเรา พอมาดูชื่อเมนูและองค์ประกอบเเล้ว บอกเลยว่าลังเลอยู่นานมาก เพราะการเอาสาหร่ายทะเลมาทำขนมมีสองอย่างคือไม่รสชาติอร่อยก็พังเลยเลย หลังจากลังเลอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจลองสั่งมาชิมดู รสชาติที่ได้ทำให้เราทึ่งกับเทคนิคเเละความคิดสร้างสรรค์ของเชฟ และเป็นหนึ่งในจานขนมหวานที่ดีที่สุดในรอบปีนี้เลยทีเดียว เชฟเสิร์ฟมาเป็นซอเบท์รสเปรี้ยวทำจากส้มยูซูจากประเทศญี่ปุ่น ข้างบนคือเมอแรงก์รสเปรี้ยวทำจาก Luci lima หรือมะนาว ทีเด็ดคือ crystalized seaweed เป็นสาหร่ายทะเลที่เคี้ยวกรอบ มีเนื้อสัมผัสที่ดีเอามากๆ แต่ไม่มีกลิ่นเขียวของสาหร่ายปนมาเลย ข้างๆกันคือเค้กสีเขียวทำจากถั่วพิสตาชิโอ เค้กสีดำทำจากหมึกดำของปลาหมึก และเคิร์ดรสเปรี้ยว ถือเป็นสุดยอดจานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีการผสมผสานของหลายอย่างที่ไม่น่าจะนำมาทำเป็นอาหารหวานได้อย่างลงตัว เเละยังทำออกมาได้ดีอีกด้วย ถือว่าดีกว่าห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินหลายแห่งด้วยซ้ำ (19/20)

Madeira Island Banana, lime caramel (11 €)

กล้วยหอมจากหมูเกาะมาดีร่า หั่นเป็นชิ้นเเละผ่านความร้อนจนผิวด้านบนคาราเมลไลซ์ มีรสขมอ่อนๆ ทานกับซอเบท์กล้วยและเจลมะนาวรสเปรี้ยว (15/20)

Cappuccino (4.5 €)

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยกาแฟ เป็นอันจยอีกมื้อที่น่าประทับใจ

Petit four
Pasteis de Nata, chestnut macaron, chocolate

สำหรับเปอตีโฟว์อย่างเเรกคือขนมทาร์ตไข่ที่เชฟนำมาตีความใหม่ ข้างในมีรสหวานอร่อย ถัดมาคือมาการองเกาลัด และช็อกโกแลตพราลีน (15/20)

💰 ราคา 204.50 € หรือประมาณ 6,900 บาท สำหรับสองคน ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลิน

ภายในออกแบบโดยใช้วัสดุสไตล์สแกนดิเนเวียนทำจากจากไม้และทองแดงเป็นหลัก หน้าร้านมีครัวแบบเปิด ลูกค้าสามารถมองเห็นทีมเชฟจัดเตรียมอาหารให้ดูตั้งเเต่เริ่มต้นจนถึงการจัดจานเลยทีเดียว

แน่นอนว่าที่นี่เสิร์ฟเมนูอาหารโปรตุเกสเป็นหลัก เเต่บางจานก็มีการทวิสต์โดยใช้อาหารนานาชาติเข้ามาเสริม

อัลม่า ห้องอาหารโปรตุเกสเชิงความคิดสร้างสรรค์แห่งย่าน Chiado จัดเป็นหนึ่งในสองร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินในกรุงลิสบอน เเละเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในประเทศโปรตุเกส

ภายในห้องอาหาร

ตุ๊กตาน้อง Bibendum

ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu 2 แบบคือ Costa a Costa ซึ่งเน้นเสิร์ฟเมนูอาหารทะเลเป็นหลักในราคาคนละ 120 € และ Alma ซึ่งเป็นเมนูคลาสสิคขึ้นชื่อของทางร้านในราคาคนละ 110 € แต่เราขอแนะนำให้เพื่อนๆสั่งเมนู A la carte มาชิมกัน เนื่องจากราคาสมเหตุสมผล มีความหลากหลาย และสามารถเลือกเมนูที่อยากทานได้ตามใจชอบ

ตัวร้านดัดแปลงมาจากโกดังที่เก่าที่สร้างขึ้นในยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อเก็บหนังสือให้กับร้าน Bertrand ซึ่งเป็นร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในโลก