หน้าแรก » 🇱🇺 Ma Langue Sourit – มา ล็องก์ ซูริท
Visit: March 22, 2020
🇱🇺 Ma Langue Sourit - มา ล็องก์ ซูริท
👨🏻🍳 Chef Cyril Molard
1 Rue de Remich, 5331 Moutfort, Luxembourg
Tel: (+352) 26 35 20 31
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารยุคใหม่
Country
Luxembourg
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17/20
Price
Luxembourg เป็นประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่ระหว่างพรหมเเดนของประเทศฝรั่งเศส เยอรมันและเบลเยี่ยม สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วที่นี่มักถูกมองเป็นเพียงจุดพักค้างคืนของการเดินทางในประเทศกลุ่มเบเนลักษ์หรือไม่ก็เเคว้นอาลซัสในประเทศฝรั่งเศส ไม่ต้องพูดถึง Gastronomic Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหารเนื่องจากประเทศรอบข้างอย่างฝรั่งเศสเเละเยอรมันเต็มไปด้วยห้องอาหารชั้นสูงกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตามหากใครที่มีโอกาสมาเเวะเที่ยวลักเซมเบิร์กจริงๆ เราขอเเนะนำสุดยอดห้องอาหารฝรั่งเศสที่พอจะนำไปเทียบเคียงกับร้านอาหารชั้นสูงในกลุ่ม Haute cuisine ของประเทศรอบข้างได้อย่างไม่เคอะเขิน นั่นก็คือ Ma Lange Sourit
Price :
52-135 €/p
Parking :
จอดรถที่ข้างร้าน
Operating Time :
เวลาในการจอง 12.00-14.00, 19.00-21.30 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์ The Spur of The Moment จัดเสิร์ฟเฉพาะมื้อกลางวันอังคาร-ศุกร์ Annual closure คือวันอีสเตอร์, 3 อาทิตย์ในเดือนสิงหาคม, 2 อาทิตย์สำหรับคริสมาสต์ และวันขึ้นปีใหม่
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 อาหารฝรั่งเศสสุดคลาสสิคในราคาสมเหตุสมผล
อาหาร :
17
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 L’Expression du Moment - The Spur of The Moment (58 €/p)
Ma Langue Sourit – มา ล็องก์ ซูริท
![]()
2 Michelin Stars – 2 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
18/20 Gault & Millau (4 Toques) – 18 คะเเนน โกท เอท มิโย (หมวก 4 ใบ)
บนผนังมีรูปวาดที่ใช้โทนสีฉูดฉาดเป็นภาพติดตลกของสัตว์นานาชนิด
Les Amuse-Bouches, avec l’instant « charcutier »
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยอมูสบูช 4 อย่างเริ่มจากด้านล่างคือ Pâté en croûte ทำจากตับห่านผสมกับเนื้อไก่ ผิวขนมปังกรอบกำลังดี ไม่เเข็ง ตับห่านไม่คาว เนื้อเเน่น เนียน เสิร์ฟมาที่อุณหภูมิห้อง ไม่เย็นจนเกินไป (17/20) ฝั่งซ้ายคือ Fennel and cucumber meringue with lemon cream ตัวเมอแรงก์เบา ละลายในปาก มีกลิ่นหอม (17/20) ฝั่งขวาคือ Vegetal ravioli with beetroot and guacamole หรือราวิโอลีทำจากบีมรูท เคี้ยวกรอบ เชฟกำจัดกลิ่นดินหรือ Earthy flavor ของบีทรูทออกไปได้ทั้งหมด ตรงกลางคือกัวคาโมเล่เนื้อเนียนทำมาจากอโวคาโด มีรสเปรี้ยว ช่วยเรียกน้ำย่อยได้อย่างดี (17/20) สุดท้ายด้านบนคือ Cappuccino with potato เป็นมันฝรั่งหั่นเต๋า เเละครีมมันฝรั่ง มีกลิ่นหอม ละมุน เสิร์ฟมาในถ้วยทรงไข่ครึ่งฟอง อร่อยกว่าหน้าตามากๆ (17/20)
Les Amuse-Bouches, avec l’instant « charcutier »
ถัดมาคือ Hazelnut tart ชิ้นจิ๋ว แป้งด้านนอกบาง กรอบ ครีมตรงกลางหอมกลิ่นถั่วฮาเซลนัท ทานเเล้วเบาจนเเทบละลายในปาก สุดยอดจริงๆ (17/20)
Les Amuse-Bouches, avec l’instant « charcutier »
สุดท้ายก่อนเข้าสู่อาหารจานหลักพนักงานจะนำเสิร์ฟโฟมทำจากมันฝรั่ง ภายในมีไข่แดง ทานคู่กับหนวดหมึกยักษ์ ตรงกลางคือหมึกดำของปลาหมึก ไฮไลท์ของจานนี้คือหนวดหมึกยักษ์ที่ทำออกมานุ่มมากๆ มีกลิ่นหอม มีรสเค็มเบาๆ เพียงกดเบาๆก็จะมีน้ำฉ่ำๆไหลออกมาจากหนวดหมึก อร่อยจนเราจำไม่ได้ว่าทานหนวดหมึกดีๆแบบนี้ครั้งสุดท้ายตั้งเเต่เมื่อไหร่ (18/20 )
Bread
ทางร้านนำเสิร์ฟขนมปังรสเลิศกับเนยให้ทานกันก่อน (15/20)
Bread
ขนมปังทำออกมาได้ผิวกรอบตามมาตรฐาน (15/20)
Stuffed cabbage, Mère Fillioux mousseline, seabuckthorn juice, clementine oil
ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดของจานนี้ต้องนอกเรื่องไปเกริ่นถึงประวัติของ Mère Fillioux กันเสียก่อน Mère แปลว่า Mother เป็นคำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้เรียกหญิงสาวที่มีความสามารถโดดเด่นในการปรุงอาหาร (คล้ายกับที่บ้านเราเรียกให้เกียรติผู้อาวุโสที่มีหน้าที่ทำอาหารที่บ้านเช่น แม่วันนี้มีอะไรทาน) โดยหนึ่งใน Mère ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Mère Fillioux หญิงสาวจากหมู่บ้าน Auvergne ผู้ซึ่งภายหลังกลายเป็นหนึ่งในเชฟที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงทางอาหารของฝรั่งเศสอย่างกรุง Lyon สูตรอาหารของคุณเเม่ยังคงเป็นเเม่เเบบเเละพัฒนาต่อเนื่องสู่เชฟยุคปัจจุบัน (17/20)
ปล. Bresse Chicken Cooked in a Bladder ‘a la Mère Fillioux’ เมนูซิกเนเจอร์ของ Paul Bocuse สุดยอดเชฟสามดาวมิชลินระดับตำนานผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น Pope of French cuisine ที่ใช้เนื้อไก่ปรุงมาในกระเพาะปัสสาวะหมูก็ได้สูตรมาจากคุณเเม่ Mère Fillioux นี่ล่ะ โดยเอกลักษณ์ของจานดั้งเดิมของคุณเเม่คือการใช้มีดสองเล่มในการตัดกระเพาะไก่ออกมา หนึ่งในมีดสองเล่มนั้นปัจจุบันยังจัดเเสดงอยู่ที่ Escoffier Museum ในเเคว้น Provence
Stuffed cabbage, Mère Fillioux mousseline, seabuckthorn juice, clementine oil
นอกเรื่องไปไกลต้องกลับมาเข้าเรื่องเสียที อาหารเรียกน้ำย่อยคอร์สเเรกคือกะหล่ำปลี สอดไส้ตรงกลางด้วยมูสลีนทำจากเนื้อล็อบสเตอร์ตามสูตรของคุณเเม่ Mère Fillioux เนื้อกุ้งนุ่ม เด้ง มีกลิ่นหอม ตัดกันกับความกรอบของใบกะหล่ำปลีได้อย่างลงตัว น้ำสีส้มด้านนอกทำมาจากผลโทงเทงผสมกับน้ำมันทำจากส้มแมนดารินช่วยชูรสหวานธรรมชาติของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ขนาบข้างกันคือกุ้งตัวจิ๋วมีเนื้อสัมผัสหยาบคล้ายกุ้งเเห้งบ้านเรา (17/20)
Pistachio and black truffle white pudding, Chicken sauce, argan oil from Leblanc
อีกจานหนึ่งคือพุดดิ้งสีขาวสองชิ้นทำมาจากถั่วพิสตาชิโอและเห็ดทรัฟเฟิล มีเนื้อสัมผัสนุ่มเด้ง(16/20)
Pistachio and black truffle white pudding, Chicken sauce, argan oil from Leblanc
จากนั้นราดด้วยซอสสกัดจากเนื้อไก่รสชาติเค็มนิดๆ มีกลิ่นหอมเสริมกันกับกลิ่นของทรัฟเฟิลได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านบนคือเห็ดและเห็ดทรัฟเฟิลสไลด์ ปิดท้ายด้วยการหยดน้ำมันพืชอาแกนวัตถุดิบหายสกจากเมืองเลอบล็องก์ลงไปด้วย (16/20)
Delivery of the moment, watercress and fennel ravioli, fish sauce
จานถัดมาคือปลา Red Mullet เเล่มาเป็นฟิลเลท์ชิ้นโต เสิร์ฟให้ทานคู่กับราวิโอลีสอดไส้เฟนเนลและผักสลัดน้ำหรือ Watercress ราดด้วยน้ำสกัดจากเนื้อปลา เนื้อปลาเนื้อนุ่ม สุกพอดีตามมาตรฐานร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง ในขณะที่หนังด้านบนกรอบจนเกิดความต่างทางเนื้อสัมผัส ตัวราวิโอลีทำออกมาค่อนข้างนุ่มเเบบฝรั่งเศส (17/20)
Braised farm Lamb shoulder, lemon, buckwheat, cauliflower, sauce diable
อีกจานหนึ่งคือเนื้อแกะส่วน shoulder ที่ตุ๋นมาจนเปื่อยนุ่ม มีกลิ่นเฉพาะของเนื้อเเกะเด่นชัดเจน ราดด้วย Lamb jus รสชาติเข้มข้น (15/20)
Braised farm Lamb shoulder, lemon, buckwheat, cauliflower, sauce diable
เนื้อแกะตุ๋นเสิร์ฟมาให้ทานคู่กับดอกกะหล่ำที่นำไปบดละเอียดเป็นแมช จากนั้นนำไปทำเป็นกราเเตง ดอกกะหล่ำบดละเอียดมีเนื้อเนียน หอม ครีมมี่ ด้านบนคือดอกกะหล่ำชิ้นจิ๋วที่ใส่มาเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัส รสชาติดีเลิศจนเเย่งซีนเนื้อแกะไปเกือบหมด (18/20)
Chocolate cake, anise sabayon, caramel, praline ice cream
สำหรับของหวานอย่างแรกคือช็อกโกแลตเค้กชิ้นโตที่วางตั้งสูงขึ้นมาจากจาน ฝั่งซ้ายคือครัมเบิ้ลกรอบ ซาบายองโป๊ยกั๊ก ฝั่งขวาคือซอสคาราเมลเละไอศกรีมพราลีนรสหวาน (15/20)
Orange and vanilla crème brûlée, anise madeleine
อีกฝั่งหนึ่งคือขนมเครมบรูเล่เนื้อเนียน ทำมาจากวานิลลาเเละส้ม ตอนทานจะได้กลิ่นหอมของวัตถุดิบหลักสองอย่างผสานกันอย่างลงตัว ผิวด้านบนถูกทอร์ชมาอย่างดีจนคาราเมลไลซ์เป็นชั้นบางๆ มีรสหวานนำปนรสขมเพียงเบาๆเป็น Aftertaste อร่อยมากจริงๆ (16/20)
Orange and vanilla crème brûlée, anise madeleine
เสิร์ฟมาคู่กับขนมมาเดอลีนรสอร่อยที่ดูหน้าตาไม่ค่อยเหมือนมาเดอลีนทั่วไปสักเท่าไหร่ (16/20)
Petits Fours
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตีส์โฟว์ เริ่มจาก Caramel choux แป้งชูกกรอบเเละคาราเมลรสหวานอร่อย, Biscuit de Savoie ขนมฝรั่งเศสพื้นเมืองที่มีเลมอนเป็นองค์ประกอบ และ Vanilla biscuit ด้านในมีครีมวานิลลาหอมอยู่ด้วย (16/20)
Petits Fours
ข้างๆกันเป็น Chocolate tart อีกหนึ่งชิ้น (16/20)
ราคา 124 € หรือประมาณ 4,300 บาท
ร้านตั้งอยู่ในย่าน Moutfort ซึ่งเป็นเเถบชนบทอันเงียบสงบห่างจากตัวเมืองถึง 10 กิโลเมตร
ห้องทานอาหารหลักถูกออกแบบโดยเลือกใช้วัสดุทำจากไม้เป็นหลักทำให้ภายในมีโทนสีน้ำตาลเข้ม
นอกจากนี้ทางร้านได้ทำการแปลงส่วนเทอเรสเดิมให้กลายเป็นส่วนต่อขยายของห้องอาหารทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้มากถึง 40 คนในเเต่ละมื้อ
บนผนังมีรูปวาดที่ใช้โทนสีฉูดฉาดเป็นภาพติดตลกของสัตว์นานาชนิด
อาหารที่นี่ควบคุมโดยสุดยอดเชฟชาวฝรั่งเศส Cyril Molard ผู้เติบโตมาในครอบครัวพ่อค้าขายเนื้อในเมืองเล็กๆอย่าง Cornimont
หลังจากมิชลินไกด์ฉบับปี 2020 ประกาศปรับ Mosconi ห้องอาหารอิตาเลียนใจกลางเมืองให้เหลือเพียง 1 ดาวมิชลิน ทำให้ Ma Langue Sourit กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินสูงที่สุดเพียงหนึ่งเดียวในประเทศทันที
ลูกค้าสามารถจอดรถได้ข้างๆร้าน
ฝั่งเทอเรสที่ถูกปรับใหม่เป็นห้องอาหาร
ชื่อของร้านมีที่มาจาก Julie ลูกสาววัยสี่ขวบของเชฟที่เอร็ดอร่อยกับช็อกโกแลตมูสแล้วพูดขึ้นมาว่า “Ma Langue Sourit” ซึ่งแปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “My Smiling Tongue” เชฟ Molard พอใจกับประโยคนี้มากเนื่องจากเป็นการเเสดงออกทางอารมย์ที่บ่งบอกถึงความสุขของคนทานเเละถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเชฟทุกคนจึงได้นำมาตั้งเป็นชื่อร้าน