Visit: March 22, 2020

🇱🇺 Ma Langue Sourit - มา ล็องก์ ซูริท

👨🏻‍🍳 Chef Cyril Molard

1 Rue de Remich, 5331 Moutfort, Luxembourg

Tel: (+352) 26 35 20 31

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารยุคใหม่

Country

Luxembourg

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

5/5
          

🎗 Luxembourg เป็นประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่ระหว่างพรหมเเดนของประเทศฝรั่งเศส เยอรมันและเบลเยี่ยม สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วที่นี่มักถูกมองเป็นเพียงจุดพักค้างคืนของการเดินทางในประเทศกลุ่มเบเนลักษ์หรือไม่ก็เเคว้นอาลซัสในประเทศฝรั่งเศส ไม่ต้องพูดถึง Gastronomic Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหารเนื่องจากประเทศรอบข้างอย่างฝรั่งเศสเเละเยอรมันเต็มไปด้วยห้องอาหารชั้นสูงกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตามหากใครที่มีโอกาสมาเเวะเที่ยวลักเซมเบิร์กจริงๆ เราขอเเนะนำสุดยอดห้องอาหารฝรั่งเศสที่พอจะนำไปเทียบเคียงกับร้านอาหารชั้นสูงในกลุ่ม Haute cuisine ของประเทศรอบข้างได้อย่างไม่เคอะเขิน นั่นก็คือ Ma Lange Sourit

          
🎗 หลังจากมิชลินไกด์ฉบับปี 2020 ประกาศปรับ Mosconi ห้องอาหารอิตาเลียนใจกลางเมืองให้เหลือเพียง 1 ดาวมิชลิน ทำให้ Ma Langue Sourit กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินสูงที่สุดเพียงหนึ่งเดียวในประเทศทันที อาหารที่นี่ควบคุมโดยสุดยอดเชฟชาวฝรั่งเศส Cyril Molard ผู้เติบโตมาในครอบครัวพ่อค้าขายเนื้อในเมืองเล็กๆอย่าง Cornimont โดยจุดนี้เองคือจุดเริ่มต้นความสนใจในด้านอาหารของเชฟ หลังจากผ่านการฝึกงานกับเชฟชั้นนำอย่าง Guy Krenzer ในกรุง Paris และ Emmanuel Renaut ในกรุง London ถัดมาไม่นานเชฟ Molard ได้ตัดสินใจย้ายมาทำงานใน La Lorraine บราสเซอรี่ระดับ Michelin Plate ใจกลางเมือง Luxembourg ตามด้วยตำเเหน่ง Executive chef ที่ห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง La Pomme Cannelle ใน Hôtel Le Royal ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันถึง 8 ปี หลังจากสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานเชฟ Molard ได้ตัดสินใจซื้อต่อ La Chimney กิจการร้านอาหารขนาดกลางในย่าน Moutfort ซึ่งเป็นเเถบชนบทอันเงียบสงบห่างจากตัวเมืองถึง 10 กิโลเมตรมาเป็นของตัวเองในปี 2008 และเปลี่ยนชื่อจากเดิมคือ La Chimney มาเป็นชื่อใหม่คือ Ma Langue Sourit ตัวร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินทันทีภายในปีเเรกที่เปิดร้านตามด้วยดาวดวงที่ 2 ในมิชลินไกด์เบลเยี่ยมและลักเซมเบิร์กปี 2019 พ่วงด้วยตำเเหน่ง 2019 Gault & Millau Luxembourg Chef of The Year อีกด้วย

🎗 ชื่อของร้านมีที่มาจาก Julie ลูกสาววัยสี่ขวบของเชฟที่เอร็ดอร่อยกับช็อกโกแลตมูสแล้วพูดขึ้นมาว่า “Ma Langue Sourit” ซึ่งแปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “My Smiling Tongue” เชฟ Molard พอใจกับประโยคนี้มากเนื่องจากเป็นการเเสดงออกทางอารมย์ที่บ่งบอกถึงความสุขของคนทานเเละถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเชฟทุกคนจึงได้นำมาตั้งเป็นชื่อร้าน ห้องทานอาหารหลักถูกออกแบบโดยเลือกใช้วัสดุทำจากไม้เป็นหลักทำให้ภายในมีโทนสีน้ำตาลเข้ม บนผนังมีรูปวาดที่ใช้โทนสีฉูดฉาดเป็นภาพติดตลกของสัตว์นานาชนิด นอกจากนี้ทางร้านได้ทำการแปลงส่วนเทอเรสเดิมให้กลายเป็นส่วนต่อขยายของห้องอาหารทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้มากถึง 40 คนในเเต่ละมื้อ ที่สำคัญคือทางร้านอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาที่ผ่านการฝึกเข้าไปในนั่งรอเจ้านายข้างโต๊ะได้อีกด้วยซึ่งพบเห็นไม่บ่อยนักในห้องอาหารระดับ Fine Dining

🎗 วันนี้เราได้เลือกทานเมนูอาหารกลางวัน The Spur of The Moment จำนวนคนละ 3 คอร์ส เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยอมูสบูชมากถึง 6 อย่าง ต่อด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก อาหารหวานปิดท้าย และเปอตีส์โฟว์ อาหารทุกจานใช้เทคนิคการปรุงชั้นสูง รสชาติอร่อยเลิศสมกับดาวมิชลิน 2 ดวง ส่วนจุดเด่นที่สุดของมื้อนี้คงหนีไม่พ้นราคาที่ตั้งเอาไว้ที่คนละ 58 € หรือประมาณ 2,000 บาทเท่านั้นซึ่งถือว่าไม่เเพงเลยหากเทียบกับค่าครองชีพของประเทศลักเซมเบิร์กทำให้ Ma Langue Sourit เป็นร้านอาหารที่เราขอเเนะนำว่าห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง

Price :

52-135 €/p

Parking :

จอดรถที่ข้างร้าน

Operating Time :

เวลาในการจอง 12.00-14.00, 19.00-21.30 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์ The Spur of The Moment จัดเสิร์ฟเฉพาะมื้อกลางวันอังคาร-ศุกร์ Annual closure คือวันอีสเตอร์, 3 อาทิตย์ในเดือนสิงหาคม, 2 อาทิตย์สำหรับคริสมาสต์ และวันขึ้นปีใหม่

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 อาหารฝรั่งเศสสุดคลาสสิคในราคาสมเหตุสมผล

อาหาร :

17

ราคา :

5/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 L’Expression du Moment - The Spur of The Moment (58 €/p)

          
Les Amuse-Bouches, avec l’instant « charcutier »
****
Stuffed cabbage, Mère Fillioux mousseline, seabuckthorn juice, clementine oil
OR
Pistachio and black truffle white pudding, Chicken sauce, argan oil from Leblanc
****
Delivery of the moment, watercress and fennel ravioli, fish sauce
OR
Braised farm Lamb shoulder, lemon, buckwheat, cauliflower
****
Chocolate cake, anise sabayon, caramel, praline ice cream
OR
Orange and vanilla crème brûlée, anise madeleine
****
Petits Fours

🇱🇺 Ma Langue Sourit – มา ล็องก์ ซูริท

⭐️⭐️ 2 Michelin Stars – 2 ดาวมิชลิน

👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳 18/20 Gault & Millau (4 Toques) – 18 คะเเนน โกท เอท มิโย (หมวก 4 ใบ)

บนผนังมีรูปวาดที่ใช้โทนสีฉูดฉาดเป็นภาพติดตลกของสัตว์นานาชนิด

Les Amuse-Bouches, avec l’instant « charcutier »

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยอมูสบูช 4 อย่างเริ่มจากด้านล่างคือ Pâté en croûte ทำจากตับห่านผสมกับเนื้อไก่ ผิวขนมปังกรอบกำลังดี ไม่เเข็ง ตับห่านไม่คาว เนื้อเเน่น เนียน เสิร์ฟมาที่อุณหภูมิห้อง ไม่เย็นจนเกินไป (17/20) ฝั่งซ้ายคือ Fennel and cucumber meringue with lemon cream ตัวเมอแรงก์เบา ละลายในปาก มีกลิ่นหอม (17/20) ฝั่งขวาคือ Vegetal ravioli with beetroot and guacamole หรือราวิโอลีทำจากบีมรูท เคี้ยวกรอบ เชฟกำจัดกลิ่นดินหรือ Earthy flavor ของบีทรูทออกไปได้ทั้งหมด ตรงกลางคือกัวคาโมเล่เนื้อเนียนทำมาจากอโวคาโด มีรสเปรี้ยว ช่วยเรียกน้ำย่อยได้อย่างดี (17/20) สุดท้ายด้านบนคือ Cappuccino with potato เป็นมันฝรั่งหั่นเต๋า เเละครีมมันฝรั่ง มีกลิ่นหอม ละมุน เสิร์ฟมาในถ้วยทรงไข่ครึ่งฟอง อร่อยกว่าหน้าตามากๆ (17/20)

Les Amuse-Bouches, avec l’instant « charcutier »

ถัดมาคือ Hazelnut tart ชิ้นจิ๋ว แป้งด้านนอกบาง กรอบ ครีมตรงกลางหอมกลิ่นถั่วฮาเซลนัท ทานเเล้วเบาจนเเทบละลายในปาก สุดยอดจริงๆ (17/20)

Les Amuse-Bouches, avec l’instant « charcutier »

สุดท้ายก่อนเข้าสู่อาหารจานหลักพนักงานจะนำเสิร์ฟโฟมทำจากมันฝรั่ง ภายในมีไข่แดง ทานคู่กับหนวดหมึกยักษ์ ตรงกลางคือหมึกดำของปลาหมึก ไฮไลท์ของจานนี้คือหนวดหมึกยักษ์ที่ทำออกมานุ่มมากๆ มีกลิ่นหอม มีรสเค็มเบาๆ เพียงกดเบาๆก็จะมีน้ำฉ่ำๆไหลออกมาจากหนวดหมึก อร่อยจนเราจำไม่ได้ว่าทานหนวดหมึกดีๆแบบนี้ครั้งสุดท้ายตั้งเเต่เมื่อไหร่ (18/20 )

Bread

ทางร้านนำเสิร์ฟขนมปังรสเลิศกับเนยให้ทานกันก่อน (15/20)

Bread

ขนมปังทำออกมาได้ผิวกรอบตามมาตรฐาน (15/20)

Stuffed cabbage, Mère Fillioux mousseline, seabuckthorn juice, clementine oil

ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดของจานนี้ต้องนอกเรื่องไปเกริ่นถึงประวัติของ Mère Fillioux กันเสียก่อน Mère แปลว่า Mother เป็นคำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้เรียกหญิงสาวที่มีความสามารถโดดเด่นในการปรุงอาหาร (คล้ายกับที่บ้านเราเรียกให้เกียรติผู้อาวุโสที่มีหน้าที่ทำอาหารที่บ้านเช่น แม่วันนี้มีอะไรทาน) โดยหนึ่งใน Mère ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Mère Fillioux หญิงสาวจากหมู่บ้าน Auvergne ผู้ซึ่งภายหลังกลายเป็นหนึ่งในเชฟที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงทางอาหารของฝรั่งเศสอย่างกรุง Lyon สูตรอาหารของคุณเเม่ยังคงเป็นเเม่เเบบเเละพัฒนาต่อเนื่องสู่เชฟยุคปัจจุบัน (17/20)

ปล. Bresse Chicken Cooked in a Bladder ‘a la Mère Fillioux’ เมนูซิกเนเจอร์ของ Paul Bocuse สุดยอดเชฟสามดาวมิชลินระดับตำนานผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น Pope of French cuisine ที่ใช้เนื้อไก่ปรุงมาในกระเพาะปัสสาวะหมูก็ได้สูตรมาจากคุณเเม่ Mère Fillioux นี่ล่ะ โดยเอกลักษณ์ของจานดั้งเดิมของคุณเเม่คือการใช้มีดสองเล่มในการตัดกระเพาะไก่ออกมา หนึ่งในมีดสองเล่มนั้นปัจจุบันยังจัดเเสดงอยู่ที่ Escoffier Museum ในเเคว้น Provence

Stuffed cabbage, Mère Fillioux mousseline, seabuckthorn juice, clementine oil

นอกเรื่องไปไกลต้องกลับมาเข้าเรื่องเสียที อาหารเรียกน้ำย่อยคอร์สเเรกคือกะหล่ำปลี สอดไส้ตรงกลางด้วยมูสลีนทำจากเนื้อล็อบสเตอร์ตามสูตรของคุณเเม่ Mère Fillioux เนื้อกุ้งนุ่ม เด้ง มีกลิ่นหอม ตัดกันกับความกรอบของใบกะหล่ำปลีได้อย่างลงตัว น้ำสีส้มด้านนอกทำมาจากผลโทงเทงผสมกับน้ำมันทำจากส้มแมนดารินช่วยชูรสหวานธรรมชาติของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ขนาบข้างกันคือกุ้งตัวจิ๋วมีเนื้อสัมผัสหยาบคล้ายกุ้งเเห้งบ้านเรา (17/20)

Pistachio and black truffle white pudding, Chicken sauce, argan oil from Leblanc

อีกจานหนึ่งคือพุดดิ้งสีขาวสองชิ้นทำมาจากถั่วพิสตาชิโอและเห็ดทรัฟเฟิล มีเนื้อสัมผัสนุ่มเด้ง(16/20)

Pistachio and black truffle white pudding, Chicken sauce, argan oil from Leblanc

จากนั้นราดด้วยซอสสกัดจากเนื้อไก่รสชาติเค็มนิดๆ มีกลิ่นหอมเสริมกันกับกลิ่นของทรัฟเฟิลได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านบนคือเห็ดและเห็ดทรัฟเฟิลสไลด์ ปิดท้ายด้วยการหยดน้ำมันพืชอาแกนวัตถุดิบหายสกจากเมืองเลอบล็องก์ลงไปด้วย (16/20)

Delivery of the moment, watercress and fennel ravioli, fish sauce

จานถัดมาคือปลา Red Mullet เเล่มาเป็นฟิลเลท์ชิ้นโต เสิร์ฟให้ทานคู่กับราวิโอลีสอดไส้เฟนเนลและผักสลัดน้ำหรือ Watercress ราดด้วยน้ำสกัดจากเนื้อปลา เนื้อปลาเนื้อนุ่ม สุกพอดีตามมาตรฐานร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง ในขณะที่หนังด้านบนกรอบจนเกิดความต่างทางเนื้อสัมผัส ตัวราวิโอลีทำออกมาค่อนข้างนุ่มเเบบฝรั่งเศส (17/20)

Braised farm Lamb shoulder, lemon, buckwheat, cauliflower, sauce diable

อีกจานหนึ่งคือเนื้อแกะส่วน shoulder ที่ตุ๋นมาจนเปื่อยนุ่ม มีกลิ่นเฉพาะของเนื้อเเกะเด่นชัดเจน ราดด้วย Lamb jus รสชาติเข้มข้น (15/20)

Braised farm Lamb shoulder, lemon, buckwheat, cauliflower, sauce diable

เนื้อแกะตุ๋นเสิร์ฟมาให้ทานคู่กับดอกกะหล่ำที่นำไปบดละเอียดเป็นแมช จากนั้นนำไปทำเป็นกราเเตง ดอกกะหล่ำบดละเอียดมีเนื้อเนียน หอม ครีมมี่ ด้านบนคือดอกกะหล่ำชิ้นจิ๋วที่ใส่มาเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัส รสชาติดีเลิศจนเเย่งซีนเนื้อแกะไปเกือบหมด (18/20)

Chocolate cake, anise sabayon, caramel, praline ice cream

สำหรับของหวานอย่างแรกคือช็อกโกแลตเค้กชิ้นโตที่วางตั้งสูงขึ้นมาจากจาน ฝั่งซ้ายคือครัมเบิ้ลกรอบ ซาบายองโป๊ยกั๊ก ฝั่งขวาคือซอสคาราเมลเละไอศกรีมพราลีนรสหวาน (15/20)

Orange and vanilla crème brûlée, anise madeleine

อีกฝั่งหนึ่งคือขนมเครมบรูเล่เนื้อเนียน ทำมาจากวานิลลาเเละส้ม ตอนทานจะได้กลิ่นหอมของวัตถุดิบหลักสองอย่างผสานกันอย่างลงตัว ผิวด้านบนถูกทอร์ชมาอย่างดีจนคาราเมลไลซ์เป็นชั้นบางๆ มีรสหวานนำปนรสขมเพียงเบาๆเป็น Aftertaste อร่อยมากจริงๆ (16/20)

Orange and vanilla crème brûlée, anise madeleine

เสิร์ฟมาคู่กับขนมมาเดอลีนรสอร่อยที่ดูหน้าตาไม่ค่อยเหมือนมาเดอลีนทั่วไปสักเท่าไหร่ (16/20)

Petits Fours

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตีส์โฟว์ เริ่มจาก Caramel choux แป้งชูกกรอบเเละคาราเมลรสหวานอร่อย, Biscuit de Savoie ขนมฝรั่งเศสพื้นเมืองที่มีเลมอนเป็นองค์ประกอบ และ Vanilla biscuit ด้านในมีครีมวานิลลาหอมอยู่ด้วย (16/20)

Petits Fours

ข้างๆกันเป็น Chocolate tart อีกหนึ่งชิ้น (16/20)

💰 ราคา 124 € หรือประมาณ 4,300 บาท

ร้านตั้งอยู่ในย่าน Moutfort ซึ่งเป็นเเถบชนบทอันเงียบสงบห่างจากตัวเมืองถึง 10 กิโลเมตร

ห้องทานอาหารหลักถูกออกแบบโดยเลือกใช้วัสดุทำจากไม้เป็นหลักทำให้ภายในมีโทนสีน้ำตาลเข้ม

นอกจากนี้ทางร้านได้ทำการแปลงส่วนเทอเรสเดิมให้กลายเป็นส่วนต่อขยายของห้องอาหารทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้มากถึง 40 คนในเเต่ละมื้อ

บนผนังมีรูปวาดที่ใช้โทนสีฉูดฉาดเป็นภาพติดตลกของสัตว์นานาชนิด

อาหารที่นี่ควบคุมโดยสุดยอดเชฟชาวฝรั่งเศส Cyril Molard ผู้เติบโตมาในครอบครัวพ่อค้าขายเนื้อในเมืองเล็กๆอย่าง Cornimont

หลังจากมิชลินไกด์ฉบับปี 2020 ประกาศปรับ Mosconi ห้องอาหารอิตาเลียนใจกลางเมืองให้เหลือเพียง 1 ดาวมิชลิน ทำให้ Ma Langue Sourit กลายเป็นห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินสูงที่สุดเพียงหนึ่งเดียวในประเทศทันที

ลูกค้าสามารถจอดรถได้ข้างๆร้าน

ฝั่งเทอเรสที่ถูกปรับใหม่เป็นห้องอาหาร

ชื่อของร้านมีที่มาจาก Julie ลูกสาววัยสี่ขวบของเชฟที่เอร็ดอร่อยกับช็อกโกแลตมูสแล้วพูดขึ้นมาว่า “Ma Langue Sourit” ซึ่งแปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “My Smiling Tongue” เชฟ Molard พอใจกับประโยคนี้มากเนื่องจากเป็นการเเสดงออกทางอารมย์ที่บ่งบอกถึงความสุขของคนทานเเละถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของเชฟทุกคนจึงได้นำมาตั้งเป็นชื่อร้าน