หน้าแรก » 🇩🇪 Gästehaus Klaus Erfort – เกสต์เฮ้าส์ เคล้าส์ แอร์ฟอร์ท
Visit: February 18, 2020
🇩🇪 Gästehaus Klaus Erfort - เกสต์เฮ้าส์ เคล้าส์ แอร์ฟอร์ท
👨🏻🍳 Chef Klaus Erfort
Mainzer Str. 95, 66121 Saarbrücken, Germany
Tel: (+49) 681 9582682
Cuisine
🍴 Classic French - อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค
Country
Germany
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
18.5/20
Price
หากพูดถึงอาหารฝรั่งเศส ทุกคนมักนึกถึงกรุง Paris เมืองที่ถูกยกให้เป็นศูนย์กลางของร้านอาหาร Fine Dining แห่งทวีปยุโรป เเต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอีกหนึ่งแห่งที่มีการเจริญเติบโตของห้องอาหารระดับ Haute Cuisine ไม่แพ้ใคร นั่นก็คือประเทศเยอรมัน วันนี้เเอดมินขอเเนะนำเกสเฮ้าส์ (Gästehaus) ของเชฟมากพรสวรรค์ผู้เคยทำสถิติคว้า Michelin Star มาครองได้เมื่ออายุเพียง 21 ปี ชื่อของเขาคือ Klaus Erfort
Price :
150-225 €/p
Parking :
จอดได้ริมถนนหน้าร้าน
Operating Time :
12.00-13.30, 19.00-21.30 ปิดเสาร์-อาทิตย์
Dress Code :
Smart Casual, Jacket is recomended
Score
👍 หนึ่งในร้านอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ดีที่สุดในยุโรป ราคาน่าคบหา เหมาะสมกับรางวัล 3 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง
อาหาร :
18.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
Gästehaus Klaus Erfort – เกสต์เฮ้าส์ เคล้าส์ แอร์ฟอร์ท
ฝั่งซ้ายของอาคารถูกปรับเเต่งให้เป็นห้องทานอาหารหลัก ด้วยระยะ Floor to Ceiling ที่ค่อนข้างสูงทำให้บรรยากาศภายในดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา โทนสีน้ำตาลอ่อนของพื้นไม้และไฟจากเพดานเสริมกันกับสีขาวของผ้าปูโต๊ะได้เป็นอย่างดี
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Les Délices มากถึง 6 อย่างก่อนที่พนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังเเละอาหารเรียกน้ำย่อย
Les Délices
Tart Flambéed with Black Pudding
เริ่มต้นที่อมูสบูชคลาสสิคที่อยู่คู่กับร้านมานาน เสิร์ฟมาแบบ Warm เป็นขนมปังกรอบ ทานกับแบล็กพุดดิ้งหรือ Blood sausage ที่เป็นที่นิยมมากในประเทศเยอรมัน แป้งทาร์ตบางกรอบ ส่วนไส้กรอกรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมที่ได้จากการรมควันชัดเจน (18/20)
Les Délices
Oyster and Green Apple
ถัดมาคือหอยนางรมเสิร์ฟมาแบบเย็น ทานกับน้ำและองค์ประกอบอื่นๆทำมาจากแอปเปิ้ลเขียว ตัวหอยนางรมสดมาก ไม่มีกลิ่นคาว จับคู่กับรสเเละกลิ่นของแอปเปิ้ลเขียวช่วยเรียกความสดชื่นได้อย่างดี (19/20)
Les Délices
Goose Liver with Sour Cherry
Beetroot Macaron with Eel Cream
Chip with Cucumber Sphere
ถัดมาคืออมูสบูชอีก 3 อย่างเสิร์ฟมาในจานกลม
Les Délices
Goose Liver with Sour Cherry
ตับห่านขนาดจิ๋ว เนื้อเนียน ละมุน มีกลิ่นหอม ทอปด้านบนด้วยเจลทำจากเชอรี่รสเปรี้ยวหวาน ขนาบข้างด้วยแผ่นกรอบรสหวานและยังช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสที่ดีอีกด้วย จัดเป็น Classic Combination ที่ลงตัวมากๆ (18/20)
Les Délices
Beetroot Macaron with Eel Cream
ถัดมาคือมินิมาการองขนาดจิ๋วทานกับครีมสีขาวทำมาจากเนื้อปลาไหลรมควัน ตัวมาการองกรอบ หวาน เนื้อปลาไหลเนียน ละเอียด มีกลิ่นหอมที่เด่นชัดเจนจริงๆ (19/20)
Les Délices
Chip with Cucumber Sphere
ขนมปังกรอบ ด้านบนคือสเฟียร์ทรงกลมและคาเวียร์ขนาดจิ๋วทำมาจากเเตงกวา ตัวสเฟียร์เมื่อกัดเเล้วจะเเตกออกในปากพร้อมกับน้ำเเตงกวาช่วยเรียกความสดชื่น (17/20)
Selections of Bread
With Salted Butter
ก่อนเข้าสู่อาหารจานหลักทางร้านจะนำเสิร์ฟขนมปังหลายชนิดทานคู่กับเนยรสเค็มสมกับเป็นห้องอาหาร Classic French มากๆ (18/20)
Greeting from The Kitchen
Mille Feuillle
ก่อนเข้าสู่อาหารจานหลักพนักงานจะนำเสิร์ฟของขวัญจากห้องครัว เป็นมิลเฟยที่เชฟปรับเปลี่ยนจากการใช้ขนมปังมาเป็นบีทรูทเรียงต่อกันเป็นชั้นๆ เสิร์ฟให้ทานคู่กับ Granny Smith Apple เเละ Goose liver ตรงกลางระหว่างชั้นคือเนื้อปลาไหลรมควัน เจลสีเเดงด้านขวาทำมาจาก Raspberry Vinegar และน้ำมันสีเขียวทำมาจาก Parsley Oil (19/20)
Greeting from The Kitchen
Mille Feuillle
ตัวบีทรูทที่นำมาทำเป็นมิลเฟยทำออกมาได้กรอบพอดี ไม่มีกลิ่น Earthy Flavor ติดมาด้วยแม้เเต่น้อย เนื้อปลาไหลตรงกลางนุ่ม ละมุน จนเเทบจะละลายในปาก ยังมีกลิ่นหอมที่ได้จากการรมควันเด่นชัดเจนมากๆ แซมด้วยรสและกลิ่นของแอปเปิ้ลเขียวแกรนนี่สมิธเบาๆ เเละเช่นเดียวกับมาการองที่เป็นอมูสมูชก่อนหน้านี้ การที่นำเชอรี่รสเปรี้ยวกับตับห่านมาจับคู่กันให้ทานสลับกับมิลเฟยเป็นคอมบิเนชั่นที่เพอร์เฟคเเละลงตัวชนิดที่เราต้องร้องว้าวเลยทีเดียว (19/20)
Prawns and Foie Gras (48 €)
Limes Oil, Ginger Jelly
สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกคือฟัวกราส์เนื้อเนียนละมุนเสิร์ฟมาเป็นเเผ่นสี่เหลี่ยม ทานคู่กับองค์ประกอบสีใสด้านบนเป็นเจลลี่ขิงและมะนาวพันม้วนเป็นทรงกระบอก ด้านในสอดไส้ด้วย Prawn Tartare ข้างกันคือ เราลองตักฟัวกราส์ทานอย่างเดียว พบว่ามีเนื้อเนียนล ละมุนใช้ได้ ส่วนรสชาติออกไปทางหวานครีมปนรสขมนิดๆ ตอนเเรกตั้งใจว่าจะให้คะเเนนอาหารจานนี้อยู่ที่ราวๆ 17-18 แต่พอตักฟัวกราส์ทานพร้อมกันกับทาทาร์เนื้อกุ้งเเละเจลลี่เเล้วก็ต้องร้องว้าวออ
Prawns and Foie Gras (48 €)
Limes Oil, Ginger Jelly
มุมมองจากฝั่งด้านข้างจะเห็นว่าทาทาร์เนื้อกุ้งสับมาละเอียดพอดีห่อด้วยเจลลี่ทรงกระบอกดูน่าทานสุดๆ (19/20)
Vegetable Garden with Lobster (48 €)
Olive Cracknel, Poached Quails Egg
อาหารเรียกน้ำย่อยอีกจานหนึ่งคือสลัดกุ้งล็อบสเตอร์ที่เชฟจัดเสิร์ฟมาดูน่าทาน เริ่มจากเนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ที่หั่นมาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ เสิร์ฟให้ทานกับผักนานาชนิด เช่น เเตงกวา ถั่ว มันฝรั่งสีม่วงหรือ Blue potato chip แครอท หน่อไม้ฝรั่ง และวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง Périgord Black Truffle ข้างกันคือพูเรแครอทสีส้มและพูเรหน่อไม้ฝรั่งสีเขียว ทานคู่กับไข่นกกระทาที่นำไป poached จนสุกพอดี องค์ประกอบสีน้ำตาลฝั่งซ้ายคือ Jerusalem artichoke tartare ปิดท้ายด้วยการราดซอส Balsmic olive oil (18/20)
Vegetable Garden with Lobster (48 €)
Olive Cracknel, Poached Quails Egg
เนื้อกุ้งสุกเพอร์เฟค มีเนื้อสัมผัสเด้ง นุ่ม ทานกับผักต่างๆเข้ากันได้ดี พูเรสองสีให้รสหวานเบาๆที่เเตกต่างกัน ไข่นกกระทาถูก poached จนสุกพอดี ตัดออกมาจะพบกับไข่แดงไหลเยิ้มดูน่าทานสุดๆ (18/20)
Vegetable Garden with Lobster (48 €)
Olive Cracknel, Poached Quails Egg
ซอส Balsmic olive oil ที่เสิร์ฟมาคู่กัน (18/20)
Vegetable Garden with Lobster (48 €)
Olive Cracknel, Poached Quails Egg
นอกจากนี้ทางร้านยังนำเสิร์ฟขนมปังบริยอชให้ทานคู่กับสลัดอีกด้วย ขนมปังนุ่ม ละมุนลิ้นสมกับเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับสูงมากๆ (17/20)
Two kinds of Quail Soup (22 €)
Small Ravioli
ถัดมาคือเมนูซุปสูตร Signature ของทางร้าน เเละเป็นหนึ่งในซุปที่ดีที่สุดที่เราได้ทานมาในรอบปีนี้เลยทีเดียวโดยทางร้านจะจัดเสิร์ฟมา 3 จานคือ ซุปใส ซุปข้น เเละขานกกระทา (20+/20)
Two kinds of Quail Soup (22 €)
Small Ravioli
เริ่มทานจากซุปถ้วยฝั่งขวาเพราะมีความเบามากที่สุด คือ Consommé หรือซุปใสทำจากนกกระทา ทานคู่กับราวิโอลีจิ๋วหลากสี ตัวน้ำซุปรสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นหอม ราวิโอลีทำออกมาสุกพอดี (20+/20)
Two kinds of Quail Soup (22 €)
Small Ravioli
ถัดมาฝั่งซ้ายคือซุปนกกระทาผสมกับฟัวกราส์ทำให้มีรสชาติเข้มข้นมากขึ้นกว่าถ้วยก่อน ทอปด้านบนด้วย Périgord Black Truffle ขอบอกเลยว่าถ้วยนี้คือที่สุด กลิ่นหอมของฟัวกราส์กับนกกระทาเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ เเซมด้วยกลิ่นของเห็ดทรัฟเฟิลทานเเล้วอยากทานต่อเรื่อยๆ หยุดทานไม่ได้เลยจริงๆ (20+/20)
Two kinds of Quail Soup (22 €)
Small Ravioli
ปิดท้ายด้วยการเสิร์ฟเนื้อส่วนขาของนกกระทาที่ทำออกมาได้นุ่ม ละมุน เเทบจะละลายในปาก ทอปด้านบนด้วยไข่นกกระทา รองด้วย Young Leek หรือกระเทียมต้น ข้างกันคือ Celeriac purée ปิดท้ายเมนูซุปขั้นเทพที่มีราคา 22 € หรือคิดเป็นเงินไทยเพียง 800 บาทได้อย่างสมบูรณ์แบบ (20+/20)
Langoustines »Royales« cooked on Sea salt (69 €)
Young Leek
ส่วนอาหารจานหลักเราเลือกทานเป็นรอแยลส์กุ้งแลงกูสทีนขนาดยักษ์จำนวน 3 ตัวอบมาในหม้อขนาดใหญ่ ด้านล่างเป็นเกลือทะเล ก่อนเสิร์ฟพนักงานจะยกหม้อทั้งหม้อมาเเสดงให้ดู อลังการมากๆ (19/20)
Langoustines »Royales« cooked on Sea salt (69 €)
Young Leek
จากนั้นจึงนำเสิร์ฟให้กับลูกค้า ภายในจานนอกจากกุ้งขนาดใหญ่ 3 ตัวเเล้วยังมีองค์ประกอบของ Young Leek อาติโชค อาติคย่าง มันฝรั่งม่วง มะเขือเทศ ปิดท้ายด้วยการที่พนักงานราดซอสอาติโชคลงบนตัวชิ้นกลาง และนำซอสวางไว้ข้างๆเพื่อให้ลูกค้าตักราดเองได้ตามใจชอบ (19/20)
Langoustines »Royales« cooked on Sea salt (69 €)
Young Leek
เนื้อกุ้งนุ่ม เด้ง เเต่ไม่เเน่นจนเกินไป มีรสชาติหวานธรรมชาติซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของกุ้งเเลงกูสทีน นอกจากนี้การนำกุ้งไปอบในเกลือทะเลทำให้รสของเกลือช่วยดึงรสหวานของกุ้งให้ออกมามากขึ้นกว่าเดิม ทานสลับกันกับอาติโชคที่มีรสเปรี้ยวเบาๆเเละผักอื่นๆล้วนเข้ากันได้ดี อย่าลืมราดซอสอาติโชคเเต่พอดีเนื่องจากรสเปรี้ยวของอาติโชคจะทำให้ตุ่มรับรสของเรารู้สึกว่าเนื้อกุ้งหวานมากขึ้นอีกเช่นกัน อร่อยเลิศชนิดหาใครเทียบได้ยากมากจริงๆ (19/20)
Langoustines »Royales« cooked on Sea salt (69 €)
Young Leek
ซอสอาติโชคที่ลูกค้าสามารถตักราดได้เรื่อยๆ (19/20)
Bäeckeoffe of »Mieral«-Pigeon (58 €)
Truffle jus, Vegetable Ragout
ถัดมาคือ Baeckeoffe เมนูอาหารพื้นเมืองประจำเเคว้น Alsace ประเทศฝรั่งเศสที่นิยมเสิร์ฟมาในหม้อดินคัสเซอโรลขนาดใหญ่โดยในที่นี้มีโปรตีนหลักคือนกพิราบจากประเทศฝรั่งเศส (17/20)
Bäeckeoffe of »Mieral«-Pigeon (58 €)
Truffle jus, Vegetable Ragout
เปิดออกมาจะพบกับเนื้อส่วนอกของนกพิราบและ Market Vegetables ทอปด้านบนด้วย Périgord Black Truffle นอกจากนี้เชฟยังใส่ด้วย Truffle jus ลงไปด้วย (17/20)
Bäeckeoffe of »Mieral«-Pigeon (58 €)
Truffle jus, Vegetable Ragout
เนื้อส่วนอกของนกพิราบถูกอบมาสุกกำลังดี การอบมาในหม้อดินขนาดใหญ่ทำให้เนื้อสัมผัสเเข็งกว่าปกติเล็กน้อย โดยรวมถือว่าใช้ได้ เเต่ยังไม่ถึงกับที่สุดหากเทียบกับมาตรฐานห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินด้วยกัน ผักต่างๆนุ่มใช้ได้ กลิ่นหอมของนกพิราบเข้ากันกับกลิ่นของเห็ดทรัฟเฟิลอย่างลงตัว ถือเป็นเมนูพื้นบ้านคลาสสิคที่ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว (17/20)
Bäeckeoffe of »Mieral«-Pigeon (58 €)
Truffle jus, Vegetable Ragout
อีกมุมหนึ่งของจาน (17/20)
Grapefruit Cocktail (€ 24)
Litchi, Matcha Tea
มาถึงอาหารหวานอย่างเเรกคือเกรปฟรุตค็อกเทล ทรงกลมตรงกลางเป็นขนมที่มีองค์ประกอบด้านนอกเป็นไวท์ช็อกโกแลตหวานหอม กระเทาะออกมาจะพบกับองค์ประกอบด้านในคือซอสเกรปฟรุตสีเหลืองให้รสเปรี้ยว ทรงกระบอกด้านบนสอดไส้ด้วยครีมโยเกิร์ต ข้างกันคือเมอเเรงก์กรอบ ลิ้นจี่ ยังมีสปองเค้ก, ครีม และคาเวียทำมาจากมัทฉะ ตัดกลิ่นเเละรสกับผลไม้ได้อย่างดี (18/20)
Grapefruit Cocktail (€ 24)
Litchi, Matcha Tea
กระเทาะเปลือกไวท์ช็อกโกแลตออกมาจะเจอกับซอสเสาวรสรสเปรี้ยว (18/20)
Grapefruit Cocktail (€ 24)
Litchi, Matcha Tea
จานนี้นำเสิร์ฟมาคู่กับซอเบท์ทำจากเกรปฟรุต รองด้านล่างด้วยโยเกิร์ตครีมที่ทำออกมามีเนื้อสัมผัสคล้ายพานาคอตต้า รวมไปถึงสปองเค้ก, ครีม และคาเวียทำมาจากมัทฉะ เชฟสามารถดึงกลิ่นหอมของชาเขียวให้ออกมาโดดเด่นไม่เเพ้โยเกิร์ตเลยล่ะ (18/20)
Pina Colada (€ 24)
Exotic Fruits, Coconut
ถัดมาคือ พินา โคลาดา ค็อกเทลที่ถูกปรับโฉมมาเป็นขนมหวาน องค์ประกอบทรงกลมคือ Sugar Ball ทำมาจากน้ำตาลให้รสหวาน ภายในมี Coconut foam มีกลิ่นหอมเด่น ร่วมกับ Maracuyá sorbet หรือซอเบท์รสเปรี้ยวทำมาจากเสาวรส ส่วนสิงโต Merlion ข้างๆกันทำมาจาก Guava หรือลูกฝรั่ง สปองเค้กสีเขียวทำมาจากมัทฉะ ทรงกลมเล็กๆสีส้มข้างๆน้อง Merlion คือ Mango chutney ช่วยเพิ่มรสหวานให้กับจาน ปิดท้ายด้วยการราด Hot sauce รสไปให้น้ำตาลทรงกลมละลาย จานนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกใช้ผลไม้เมืองร้อนซึ่งเป็นวัตถุดิบหายากในประเทศเเถบยุโรปมาทำเป็นขนมจานหรู รสหวานของมะม่วงเเละมะพร้าวตัดกันกับรสเปรี้ยวของเสาวรสได้อย่างลงตัว อร่อย เพอร์เฟคมากจริงๆ (19/20)
Pina Colada (€ 24)
Exotic Fruits, Coconut
ยังไม่หมดเท่านี้เพราะอาหารหวานจานนี้เสิร์ฟมาคู่กับ Banana Soufflé ขนาดจิ๋ว ที่มีส่วนผสมของเสาวรส เนื้อซูเฟลนุ่ม ละมุน หอมกลิ่นกล้วย ในขณะที่รสชาติเด่นไปทางรสเปรี้ยวจากเสาวรสมากกว่ารสกล้วย (19/20)
Crémeux of Milk Chocolate (€ 24)
Mango, Coffee
สุดท้ายคือครีมูทำมาจากมิลค์ช็อกโกแลต เสิร์ฟกับช็อกโกแลตพาเฟ่ต์ ข้างกันคือซอเบท์มะม่วงเเละซอเบท์เสาวรส น้ำซอสด้านล่างก็ทำมาจากเสาวรสเช่นกัน รสหวานของมะม่วงตัดกันกับรสเปรี้ยวของเสาวรสได้อย่างดี นอกจากนี้รสขมของกาแฟยังช่วยชูรสเเละกลิ่นของมิลค์ช็อกโกแลตให้เด่นมากยิ่งขึ้น (19/20)
Nos Petites Sucreries
Macaron of Vanilla / Praline of White Chocolate Filled with Passion Fruit / French Bread with Salted Caramel / Praline with Cassis / Crème Brûlée of Tonka Bean / Tartelette of Banana / Tartelette of Raspberry and Hazelnut / Raspberry Tartlette / Financier with Matcha Tea / Opera Cake with Coffee / Marshmallow with Green Apple
หากใครที่ยังรู้สึกไม่อิ่มดีทางร้านพร้อมปิดท้ายมื้ออาหารของคุณด้วยขนมหวานขนาดจิ๋วเซ็ตใหญ่ถึง 11 อย่าง !!! เรียงตามลำดับดังนี้
เริ่มจากมาการองวานิลลาและพราลีนไวท์ช็อกโกแลตสอดไส้เสาวรสรสเปรี้ยว ทั้งคู่เสิร์ฟมาบนจานสีเงิน
ถัดมาคือขนมปังแบบฝรั่งเศสทานกับคาราเมลรสหวานเค็มเละพราลีนสอดไส้ไวน์คาสซิสเสิร์ฟมาบนจานไม้ทรงสี่เหลี่ยม
จานสีขาวทรงกลมตรงกลางประกอบไปด้วยขนมเครมบรูเล่ทรงกลมทำมาจากถั่วปากอ้า ชิ้นนี้อร่อยเลิศจนน้ำตาแทบไหล เนื้อเครมบรูเลนุ่ม ละมุน ละลายในปาก มีกลิ่นหอมของถั่วปากอ้าพร้อมกับรสขมนิดๆจากเลเยอร์เเข็งบางๆที่ถูกทอร์ชมาด้านบนเป็นอาฟเตอร์เทส ฟินมากจริงๆ ถัดมาคือทาร์ตเล็ตขนาดจิ๋วที่มีกลิ่นหอมของกล้วยเด้นชัดเจน ต่อด้วยทาร์ตสีแดงที่หน้าดูเหมือนขนม Choux มากกว่ามีส่วนผสมของราสเบอร์รี่เเละถั่วฮาเซลนัท เเละชิ้นสุดท้ายบนจานนี้คือมินิทาร์ตทรงสี่เหลี่ยมที่มีผลราวเบอร์รี่ชิ้นโคอยู่ตรงกลาง
ฟินองซิเยมัทฉะเนื้อเเน่น หอมกลิ่นชาเขียวเบาๆเสิร์ฟมาบนก้อนหินในจานมุมขวาบน
ปิดท้ายด้วยคลาสสิคเค้กโอเปร่าที่มีส่วนผสมของกาแฟ และมาร์ชเเมลโล่นุ่มนิ่มที่มีกลิ่นหอมของแอปเปิ้ลเขียว
ขนมทั้ง 11 อย่างทำออกได้ดีไร้ที่ติสมกับมาตรฐานห้องอาหารฝรั่งเศส 3 ดาวมิชลิน เชื่อเลยว่ามีหลายคนที่อาจทานไม่หมด เเต่ไม่ใช่กับเราผู้ที่ชื่นชอบของหวานเป็นการส่วนตัว นี่ก็นั่งทานเรื่อยๆจนหมดเลยล่ะ
(19/20)
ราคา 304,30 € หรือประมาณ 11,000 บาท
รูปโคมไฟบนผนังร้าน
แม้จะมีอายุมากกว่า 130 ปีแต่การตกแต่งภายในถูกปรับปรุงใหม่ออกมาในสไตล์โมเดิร์น ฝั่งขวาของตัวอาคารถูกจัดให้เป็นส่วนของห้องครัว
ด้านหลังมีหน้าต่างบานใหญ่ทำจากกระจกใสมองออกไปเห็นสวนสไตล์ English Garden ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 10,000 ตารางเมตร
รูปบนผนังร้าน
นอกจากนี้ Gästehaus Klaus Erfort ยังเป็นสมาชิกของสมาคม Les Grandes Tables du Monde อีกด้วย
Gästehaus Klaus Erfort ตั้งอยู่ริมถนน Mainzer Straße ห่างจากใจกลางเมือง Saarbrücken ประมาณ 1 กิโลเมตร ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นตั้งเเต่ปี ค.ศ. 1881 โดยออกแบบให้เป็นวิลล่าสีขาวขนาดใหญ่สไตล์ Wilhelminian
ฝั่งขวาของตัวอาคารถูกจัดให้เป็นส่วนของห้องครัวโดยเฉพาะ
ป้ายร้าน