หน้าแรก » 🇬🇧 The Ledbury – เดอะเล็ดบิวรี่
Visit: August 29, 2019
🇬🇧 The Ledbury - เดอะเล็ดบิวรี่
127 Ledbury Road, North Kensington, W11 2AQ, United Kingdom
Tel: +44 20 7792 9090
Cuisine
🍴 Modern - อาหารยุคใหม่
Country
England
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17/20
Price
Price :
150 £/p
Parking :
None
Operating Time :
12-3PM, 6-11PM หยุดมื้อกลางวันวันจันทร์และอังคาร
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 อาหารรสเลิศ ราคาเหมาะสม จัดเป็นอีกร้านที่ขอแนะนำไว้บนลิสต์สำหรับคนมาเที่ยวกรุงลอนดอน
อาหาร :
17
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 The Tasting Menu (8 Course £150/p)
The Ledbury – เดอะเล็ดบิวรี่
2 Michelin Star – 2 ดาวมิชลิน
2019 World’s 50 Best Restaurant No.27 – อันดับที่ 27 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2019
บนโต๊ะอาหาร
Amuse-bouche
เริ่มด้วย Amuse-bouche สามอย่าง หน้าตาน่าทานทุกอย่างเลย สำหรับเรานี่คือหนึ่งในเซ็ท Amuse-bouche ที่ดีที่สุดจากร้านหลายร้านที่ผ่านมา
Amuse-bouche
Comte Tartlet
ทาร์ตเล็ตแป้งบางกรอบ ภายในบรรจุชีสกอมเต้เนื้อเนียนนุ่ม มีกลิ่นหอมชีสมากๆ ทานเข้าไปแล้วชีสจะเเตกออกมาจากตัวทาร์ตเล็ตเเล้วแทบจะละลายในปาก ตรงกลางเป็นทรัฟเฟิลมายองเนส ที่มีความหอมของทรัฟเฟิลเข้ากันกับชีสได้ดี ทอปด้วยกะหล่ำม่วงซอยบางๆ จัดเป็นเป็นอมูสบูชที่อร่อยมากที่สุดในทุกร้านที่เราไปมาในลอนดอนเลย (19/20)
Amuse-bouche
Guinea Fowl Puff
แป้งพัฟสอดไส้ไก่ต๊อก ผสมกับฟัวกราส์ ทอปด้วย Mead jelly หรือเจลลี่ทำจากน้ำผึ้งหมัก เนื้อไก่ต๊อกที่ผสมกับตับห่านทำออกมาเนียนมาก ลักษณะคล้ายครีมเลย ละลายในปาก ตัดรสกับมีดเจลลี่ได้ดี น้ำผึ้งหมักให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กๆ ถือว่าอร่อยเเละสร้างสรรค์มาก (17/20)
Amuse-bouche
Steamed Crumpets
Crumpet คือแป้งพัฟเนื้อนุ่มคล้ายแพนเค้ก สีน้ำตาลคือ Brown Crumb Butter ทอปด้วยกุ้งตัวเล็ก และโปะด้วยผิวเลมอน ตัวแป้งนุ่ม เนียน เข้ากันกับเนยที่ทอปไว้ข้างบน ตัดเนื้อสัมผัสกับกุ้งที่ต้องเคี้ยว มีผิวเลมอนเพิ่มรสขมเป็น Aftertaste อร่อยมากจริงๆ โดยสรุปคือ Amuse-bouche ว้าวทุกอย่างเลยจริงๆ (18/20)
Chantilly of Oyster
Tartare of Sea Bream and Frozen English Wasabi
หอยนางรม Coffin Bay ทานกับปลาจานสับละเอียดจนเป็นทาทาร์ ตัวหอยแทบจะไม่มีกลิ่นเลย คนไม่ชอบหอยรางรมแบบเรายังทานได้สบายๆ เนื้อเนียน นุ่มมาก ตัดรสกับวาซาบิอังกฤษที่เเช่เเข็งมา เสิร์ฟแบบเย็น แต่ในความเย็นยังคงมีกลิ่นและรสเผ็ดร้อนของวาซาบิไว้ได้ทำให้รสชาติมีมิติมากๆ (16/20)
White Beetroot
Baked in Clay, Caviar Salt and Smoked Eel
มาถึงสุดยอดคอร์สซิกเนเจอร์ของ Ledbury คือบีทรูทขาว อบในโคลนจนสุก นำมาปอกเปลือก และหั่นเป็นแว่นบางๆ ตัวบีทรูทเคี้ยวกรอบ มีเนื้อสัมผัสเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เชฟกำจัดกลิ่นดินออกไปได้เกือบหมด เหลือเเต่รสหวานธรรมชาติจองบีทรูทเอาไว้ รองด้านล่างด้วยหอมแดง มีปลาไหลอบแห้งและรมควันมีรสชาติมันๆเค็มๆ และทอปด้วย Cavair salt หรือเกลือคาเวียรสเค็มตัดกันกับรสหวานของบีทรูทได้อย่างดี สำหรับคอร์สนี้ถือว่ามีว้าวสูงมากและจัดเป็นคอร์สบีทรูทที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยทานมา สมกับเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านจริงๆ (18/20)
Warm Bantam’s Egg
Celeriac, Arbois, Dried Ham and Chestnut
มาถึงอีกคอร์สซิกเนเจอร์ ที่มีเอกลักษณ์เเละมีรสชาติโดดเด่นมากๆ มีโปรตีนหลักคือ Bantam’s Egg หรือไข่ไก่ที่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่ทั่วไป มีขนาดราวๆ 1 ใน 3 ของไข่ปกติ (และไก่ที่ออกไข่ก็ตัวเล็กกว่าไก่ปกติด้วย) (17/20)
Warm Bantam’s Egg
Celeriac, Arbois, Dried Ham and Chestnut
ไข่บานทาม เสิร์ฟมาอุ่นๆ พอหั่นข้างในจะเเตกเยิ้มคล้ายยางมะตูม รสชาติไข่นุ่มและครีมมี่มากๆ ทานกับขึ้นฉ่ายฝรั่งหั่นมาบางๆ ให้รสหวานมันธรรมชาติคล้ายกับบีทรูทขาวในคอร์สก่อนเสริมรสและเนื้อสัมผัสให้กับไข่ยางมะตูมได้ดีมาก ตัดกลิ่นและรสชาติด้วยเกาลัด และเห็ดทรัฟเฟิลดำ ทอปด้วยขนมปังบริยอชปิ้ง ไวน์อาบัวร์ที่รีดัคชั่นจนข้น เสริมรสเค็มและอูมามิด้วยแฮมยามอนตากแห้ง คอร์สนี้เป็นอีกหนึ่งคอร์สที่ย้ำว่า นี่คือร้านอาหารระดับโลกอย่างแท้จริง เพราะเป็นจานที่มีรสชาติ เนื้อสัมผัส และมีเอกลักษณ์ในตัวเองโดดเด่นมาก ขนาดที่เรานั่งพิมพ์อยู่ยังจำรสเเละเนื้อสัมผัสของไข่จานนี้ได้เเม่นเลย (17/20)
Roast Scallops
Toasted Grains and Parsley
อีกหนึ่งคอร์สที่มีในเมนูอยู่เสมอคือหอยเชลล์จากหมู่เกาะ Orkney ประเทศสก๊อตแลนด์ เซียมาแบบสุกกำลังดี รสหวาน กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม รองด้วยเมล็ดทรงกลมสีเขียวคือ Seaweed oil เพิ่มรสอูมามิและรสเค็มเล็กน้อย ทอปด้วยด้วยธัญพืชปิ้งและพาสลีย์เพื่อเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส และปิดท้ายการโรยด้วยหล่ำปลีม่วงทั่วๆจาน (16/20)
Roast Scallops
Toasted Grains and Parsley
จานนี้ หอยเชลล์อร่อยด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว เสียดายที่ฤดูหนาวทำให้หอยเชลล์ตัวเล็กไปหน่อย พนักงานบอกว่าหากมาถูกฤดู ทางร้านจะได้หอยตัวใหญ่กว่านี้ถึงสองเท่าเลยทีเดียว (16/20)
Hen of the Woods
Potato Emulsion and Rosemary
มาถึงคอร์สที่เป็น Seasonal กันบ้างคือ Hen of the Woods ตอนยกมาเสิร์ฟก็ถึงกับงงเป็นตาแตก เพราะ Hen of the Woods มันไม่ใช่ไก่ แต่มันคือชื่อภาษาอังกฤษของเห็ด Maitake นั่นเอง โดยเชฟนำเห็ดไมตาเกะไปปรุงกับสาหร่ายคอมบุและนำไปย่างกับกระเทียม ทอปด้วย Lard หรือชิ้นไขมันหมู พนักงานจะนำมาวางเคียงคู่กับอีมัลชั่นทำจากมันฝรั่ง น้ำมันกระเทียม และโรสแมรี่ ที่เตรียมไว้บนจาน (16/20)
Hen of the Woods
Potato Emulsion and Rosemary
จานนี้มีการเล่นรสชาติและกลิ่นของดินหรือ Earthy flavor ที่พบในเห็ดซึ่งเข้ากันดีกับโรสแมรี และอีมัลชั่นมันฝรั่งมาก อาจจะยังไม่ถึงกับว้าว แต่ถือว่าเป็นคอร์สที่อร่อยและไม่ทำให้คนทานแน่นจนเกินไปก่อนเข้าอาหารจานหลัก (16/20)
Aged Duck
Earl Grey Tea, Red Leaves and Vegetables
สำหรับคอร์สจานหลักคือเนื้อเป็ดที่ดรายเอจไว้เป็นเวลา 10 วัน อบในฟาง ทำให้เนื้อเป็ดนุ่มมาก แต่หนังยังคงความกรอบแบบคริสปี้พอเหมาะ ทานกับซอสสีน้ำตาลรสหอมเนียนทำจากชาเอิร์ลเกรย์ตรงกลางคือผลเชอรี่ ซอสสีแดงมีกลิ่นดินเล็กน้อยทำจากบีทรูท และผักสีแดงกรอบเพื่อตัดเนื้อสัมผัสกับเนื้อเป็ด (17/20)
Aged Duck
Earl Grey Tea, Red Leaves and Vegetables
เนื้อเป็ดทำออกมาได้ดีมาก หากมองเฉพาะเนื้อเป็ด ถือว่าที่นี่ทำเนื้อเป็ดออกมาได้ดีที่สุดจานหนึ่งเท่าที่เคยทานมาเลย นำเนื้อเป็ดจิ้มซอสเอิร์ลเกรย์กับซอสบีทรูททานสลับกันมีรสชาติที่ต่างกันทำให้จานเดียวมีซอสที่ต่างกันสองอย่าง และอร่อยทั้งคู่เลย (17/20)
Aged Duck
Earl Grey Tea, Red Leaves and Vegetables
เสิร์ฟคู่กับ Duck Dumpling หรือเกี๊ยวเป็ด ทอปด้วย Mustard fruit เกี๊ยวทำออกมาอร่อยใช้ได้เลย เนื้อเป็ดข้างในร้อนๆ สุกกำลังดีตัดกับเเป้งที่กรอบเล็กน้อย ทอปด้วย Mustard fruit หรือก็คือผลไม้ที่นำไป Poach กับน้ำเชื่อมรสมัสตาร์ด เพิ่มรสชาติของเป็ดให้ซับซ้อนมากขึ้น (16/20)
Passion Fruit Curd
Sauternes and Olive Oil
สำหรับ Predessert เสิร์ฟเป็นเคิร์ดรสเปรี้ยวทำจากเสาวรส ทานกับไวน์หวานซอเทิร์นและน้ำมันมะกอก จุดเด่นของคอร์สที่คือการทำเสาวรสออกมารสเปรี้ยวกลมกล่อม มีรสหวานเเซม ไม่ได้เปรี้ยวจี๊ดโดดเหมือนคอร์สเสาวรสร้านอื่นๆ (16/20)
Passion Fruit Curd
Sauternes and Olive Oil
ทานกับโดนัทอุ่นๆรสหวาน ตัดรสเปรี้ยวเเละเย็นของเคิร์ดเสาวรสได้ดีมากๆ (15/20)
Chocolate
Dark Chocolate Chantilly, Plum and Sake Ice Cream
ดาร์คช็อกโกแลตชัลทิลลี คล้ายๆกับมูสดาร์คช็อกโกแลตนั่นเอง ทานกับบ๊วยรสเปรี้ยว และไอศกรีมสาเก เอิ่ม รสเหมือนสาเกนั่นเเหละ ที่ดีงามสุดคงต้องยกให้ตัวชัลทิลลีที่เนื้อเนียนนุ่ม โดยรวมของหวานจานนี้ถือว่ายังไม่ถึงว้าวเท่าไหร่สำหรับร้านอาหารระดับสองดาวมิชลิน (15/20)
Complimentary Dish
ไวท์ช็อกโกแลต รองข้างล่างด้วยสปั้นเค้กทำจากวานิลลา ไอศกรีมทำจากลูกควินส์นำไป Poach ทานกับเมอแรงก์ ตัวลูกควิ้นส์มีรสชาติเฉพาะตัว ทานคู่กับไวท์ช็อกโกแลตเข้ากันดี (16/20)
Petit Fours
ปิดท้ายเปอตีโฟว์สองอย่างเสิร์ฟมาสวยงาม
Petit Fours
Juniper Caramel Stick
ขนมทรงกระบอกทำจากจูนิเปอร์ ภายในบรรจุคาราเมลรสหวานอร่อยเอาไว้ (17/20)
Petit Fours
Eucalyptus Chocolate
ช็อกโกแลตกลมๆ รสหวานปนขม ตัดกับจูนิเปอร์สติ๊กได้อย่างดี ปิดท้ายมื้ออาหารนี้ได้อย่างสวยงาม (15/20)
Sour dough (Complimentary)
ขนมปังที่รี่เสิร์ฟเป็นซาวโดที่เนื้อแป้งนิ่มกว่าปกติ รสชาติดีมาก อร่อยกว่าร้านอื่นๆมากเลยทีเดียว และนอกจากซาวโดแล้ว สิ่งที่ชูให้ขนมปังที่นี่มีจุดเด่นกว่าร้านอื่นๆมากๆคือ … (17/20)
Sour dough (Complimentary)
เนยนมแพะรูปหอยทำจาก Whipped whey พ่นสเปรย์ด้วย Molasses หรือ Black Treacle เป็นซอสหวานที่ทำจากอ้อย มีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว ทากับขนมปังซาวโดเข้ากันดีมากๆ ทั้งๆที่ไม่อยากทานขนมปังเพราะกลัวอิ่ม แต่ขนมปังกับเนยอันนี้ทำให้อดทานไม่ได้จริงๆ (17/20)
– Cafe Latte (£6.75)
ลาเต้นุ่มมาก หอม บอกได้เลยว่าทำจากเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง แก้วใสที่ใส่มาดูสวยหรู แต่ทานยากไปหน่อย (14/20)
ราคา £306.75 หรือประมาณ 12500 บาท
สมุดเมนู
สัญลักษณ์ของร้านคือรูปนกเป็ดน้ำบนสมุดเมนู
นามบัตรร้าน
มองจากหน้าร้านบนถนน Ledbury