Visit: August 29, 2019

🇬🇧 The Ledbury - เดอะเล็ดบิวรี่

127 Ledbury Road, North Kensington, W11 2AQ, United Kingdom

Tel: +44 20 7792 9090

Cuisine

🍴 Modern - อาหารยุคใหม่

Country

England

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

4/5
          
🌹 Ledbury ร้านอาหาร Fine Dining ชื่อดังบนถนนชื่อเดียวกันเป็นร้านอาหารที่มีอันดับโลกสูงที่สุดในสหราชอาณาจักร และเป็นร้านอาหารที่มีคะแนนโหวตให้เป็นร้านอาหารอันดับ 1 ใน UK มากกว่า 6 ครั้ง นำทีมโดยเชฟมากประสบการณ์ชาวออสเตรเลียอย่าง Brett Graham เสิร์ฟอาหารสไตล์ Modern British ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

🌹 หากจะเล่าความเป็นมาของร้าน ต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2005 ในขณะที่ Brett มีอายุเพียง 25 ปี และได้รับรางวัล Josephine Pignolet Award หรือรางวัลเชฟดาวรุ่งยอดเยี่ยม นำพาให้เขาเดินทางมายังกรุงลอนดอน ในสมัยนั้นการเปิดร้านอาหารระดับ Fine Dining กลางกรุงลอนดอน ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากมีร้านอาหารชื่อดังมากมาย ทั้ง The Fat Duck ของ Heston Blumenthal ที่เพิ่งคว้าอันดับ 1 ของโลกมาในปีนั้น หรือจะเป็น Restaurant Gordon Ramsay ร้านอาหารของเซเลบริตี้เชฟชื่อดังชาวสก๊อตที่คว้าอันดับ 2 ของโลก รวมไปถึงร้านอาหารและเชฟชื่อดังระดับพระกาฬในระดับที่เรียกว่าใกล้เคียงกับกรุงปารีสเลยทีเดียว แต่หลังจากเปิดร้านได้เพียง 1 ปี ทางร้านก็มีเซอไพรซ์โดยการคว้าดาวมิชลินดวงแรกในปี ค.ศ. 2006 หลังจากนั้นความสำเร็จก็ถาโถมเข้าหา Brett เช่นดาวดวงที่สองในปี ค.ศ. 2010 และขึ้นแท่นเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดใน UK มาจนถึงปัจจุบัน

🌹 อาหารที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ทางร้านนิยามว่าเป็นอาหารยุคใหม่หรืออาหารโมเดิร์น หลายอย่างไม่สามารถหาทานได้จากร้านอื่น มีเมนูซิกเนเจอร์เด่นสร้างชื่อมากมายเช่น White Beetroot ที่เป็นบีทรูทสีขาว อบในโคลน ทานกับปลาไหล และไข่ปลาคาเวีย หรือจะเป็น Warm Bantam’s Egg ที่เป็นไข่ยาวมะตูมทานกับแฮมและทรัฟเฟิล ตกแต่งมาอย่างสวยงามเป็นต้น

🥰 วันนี้เราได้ลองทาน Tasting Menu ที่ใหญ่ที่สุดของทางร้านคือ 8 คอร์ส เป็นเมนูที่รวบรวมเมนูข้นชื่อต่างๆ เเละเมนู Seasonal ใหม่ๆ ไว้ทั้งหมด ในราคา £150 ต่อคน อาหารทุกจานรสชาติดีสมกับระดับสองดาวมิชลิน รวมกับบรรยากาศและเอกลักษณ์ของอาหารที่นี่ ทำให้โดยรวมแล้วสามารถติดอันดับโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย มีราคาเหมาะสมกับรสชาติและคุณภาพวัตถุดิบ จัดเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ประทับใจเป็นอันดับต้นๆในบรรดาร้านอาหารระดับติดดาวมิชลินหลายๆร้านที่เคยทานมา

Price :

150 £/p

Parking :

None

Operating Time :

12-3PM, 6-11PM หยุดมื้อกลางวันวันจันทร์และอังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 อาหารรสเลิศ ราคาเหมาะสม จัดเป็นอีกร้านที่ขอแนะนำไว้บนลิสต์สำหรับคนมาเที่ยวกรุงลอนดอน

อาหาร :

17

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 The Tasting Menu (8 Course £150/p)

          
Amuse-bouche

Chantilly of Oyster
Tartare of Sea Bream and Frozen English Wasabi

White Beetroot
Baked in Clay, Caviar Salt and Smoked Eel

Warm Bantam’s Egg
Celeriac, Arbois, Dried Ham and Chestnut

Roast Scallops
Toasted Grains and Parsley

Hen of the Woods
Potato Emulsion and Rosemary

Aged Duck
Earl Grey Tea, Red Leaves and Vegetables

Passion Fruit Curd
Sauternes and Olive Oil

Chocolate
Dark Chocolate Chantilly, Plum and Sake Ice Cream

Petit Fours

The Ledbury – เดอะเล็ดบิวรี่

2 Michelin Star – 2 ดาวมิชลิน

2019 World’s 50 Best Restaurant No.27 – อันดับที่ 27 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2019

บนโต๊ะอาหาร

Amuse-bouche

เริ่มด้วย Amuse-bouche สามอย่าง หน้าตาน่าทานทุกอย่างเลย สำหรับเรานี่คือหนึ่งในเซ็ท Amuse-bouche ที่ดีที่สุดจากร้านหลายร้านที่ผ่านมา

Amuse-bouche
Comte Tartlet

ทาร์ตเล็ตแป้งบางกรอบ ภายในบรรจุชีสกอมเต้เนื้อเนียนนุ่ม มีกลิ่นหอมชีสมากๆ ทานเข้าไปแล้วชีสจะเเตกออกมาจากตัวทาร์ตเล็ตเเล้วแทบจะละลายในปาก ตรงกลางเป็นทรัฟเฟิลมายองเนส ที่มีความหอมของทรัฟเฟิลเข้ากันกับชีสได้ดี ทอปด้วยกะหล่ำม่วงซอยบางๆ จัดเป็นเป็นอมูสบูชที่อร่อยมากที่สุดในทุกร้านที่เราไปมาในลอนดอนเลย (19/20)

Amuse-bouche
Guinea Fowl Puff

แป้งพัฟสอดไส้ไก่ต๊อก ผสมกับฟัวกราส์ ทอปด้วย Mead jelly หรือเจลลี่ทำจากน้ำผึ้งหมัก เนื้อไก่ต๊อกที่ผสมกับตับห่านทำออกมาเนียนมาก ลักษณะคล้ายครีมเลย ละลายในปาก ตัดรสกับมีดเจลลี่ได้ดี น้ำผึ้งหมักให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กๆ ถือว่าอร่อยเเละสร้างสรรค์มาก (17/20)

Amuse-bouche
Steamed Crumpets

Crumpet คือแป้งพัฟเนื้อนุ่มคล้ายแพนเค้ก สีน้ำตาลคือ Brown Crumb Butter ทอปด้วยกุ้งตัวเล็ก และโปะด้วยผิวเลมอน ตัวแป้งนุ่ม เนียน เข้ากันกับเนยที่ทอปไว้ข้างบน ตัดเนื้อสัมผัสกับกุ้งที่ต้องเคี้ยว มีผิวเลมอนเพิ่มรสขมเป็น Aftertaste อร่อยมากจริงๆ โดยสรุปคือ Amuse-bouche ว้าวทุกอย่างเลยจริงๆ (18/20)

Chantilly of Oyster
Tartare of Sea Bream and Frozen English Wasabi

หอยนางรม Coffin Bay ทานกับปลาจานสับละเอียดจนเป็นทาทาร์ ตัวหอยแทบจะไม่มีกลิ่นเลย คนไม่ชอบหอยรางรมแบบเรายังทานได้สบายๆ เนื้อเนียน นุ่มมาก ตัดรสกับวาซาบิอังกฤษที่เเช่เเข็งมา เสิร์ฟแบบเย็น แต่ในความเย็นยังคงมีกลิ่นและรสเผ็ดร้อนของวาซาบิไว้ได้ทำให้รสชาติมีมิติมากๆ (16/20)

White Beetroot
Baked in Clay, Caviar Salt and Smoked Eel

มาถึงสุดยอดคอร์สซิกเนเจอร์ของ Ledbury คือบีทรูทขาว อบในโคลนจนสุก นำมาปอกเปลือก และหั่นเป็นแว่นบางๆ ตัวบีทรูทเคี้ยวกรอบ มีเนื้อสัมผัสเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เชฟกำจัดกลิ่นดินออกไปได้เกือบหมด เหลือเเต่รสหวานธรรมชาติจองบีทรูทเอาไว้ รองด้านล่างด้วยหอมแดง มีปลาไหลอบแห้งและรมควันมีรสชาติมันๆเค็มๆ และทอปด้วย Cavair salt หรือเกลือคาเวียรสเค็มตัดกันกับรสหวานของบีทรูทได้อย่างดี สำหรับคอร์สนี้ถือว่ามีว้าวสูงมากและจัดเป็นคอร์สบีทรูทที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยทานมา สมกับเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านจริงๆ (18/20)

Warm Bantam’s Egg
Celeriac, Arbois, Dried Ham and Chestnut

มาถึงอีกคอร์สซิกเนเจอร์ ที่มีเอกลักษณ์เเละมีรสชาติโดดเด่นมากๆ มีโปรตีนหลักคือ Bantam’s Egg หรือไข่ไก่ที่มีขนาดเล็กกว่าไข่ไก่ทั่วไป มีขนาดราวๆ 1 ใน 3 ของไข่ปกติ (และไก่ที่ออกไข่ก็ตัวเล็กกว่าไก่ปกติด้วย) (17/20)

Warm Bantam’s Egg
Celeriac, Arbois, Dried Ham and Chestnut

ไข่บานทาม เสิร์ฟมาอุ่นๆ พอหั่นข้างในจะเเตกเยิ้มคล้ายยางมะตูม รสชาติไข่นุ่มและครีมมี่มากๆ ทานกับขึ้นฉ่ายฝรั่งหั่นมาบางๆ ให้รสหวานมันธรรมชาติคล้ายกับบีทรูทขาวในคอร์สก่อนเสริมรสและเนื้อสัมผัสให้กับไข่ยางมะตูมได้ดีมาก ตัดกลิ่นและรสชาติด้วยเกาลัด และเห็ดทรัฟเฟิลดำ ทอปด้วยขนมปังบริยอชปิ้ง ไวน์อาบัวร์ที่รีดัคชั่นจนข้น เสริมรสเค็มและอูมามิด้วยแฮมยามอนตากแห้ง คอร์สนี้เป็นอีกหนึ่งคอร์สที่ย้ำว่า นี่คือร้านอาหารระดับโลกอย่างแท้จริง เพราะเป็นจานที่มีรสชาติ เนื้อสัมผัส และมีเอกลักษณ์ในตัวเองโดดเด่นมาก ขนาดที่เรานั่งพิมพ์อยู่ยังจำรสเเละเนื้อสัมผัสของไข่จานนี้ได้เเม่นเลย (17/20)

Roast Scallops
Toasted Grains and Parsley

อีกหนึ่งคอร์สที่มีในเมนูอยู่เสมอคือหอยเชลล์จากหมู่เกาะ Orkney ประเทศสก๊อตแลนด์ เซียมาแบบสุกกำลังดี รสหวาน กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม รองด้วยเมล็ดทรงกลมสีเขียวคือ Seaweed oil เพิ่มรสอูมามิและรสเค็มเล็กน้อย ทอปด้วยด้วยธัญพืชปิ้งและพาสลีย์เพื่อเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส และปิดท้ายการโรยด้วยหล่ำปลีม่วงทั่วๆจาน (16/20)

Roast Scallops
Toasted Grains and Parsley

จานนี้ หอยเชลล์อร่อยด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว เสียดายที่ฤดูหนาวทำให้หอยเชลล์ตัวเล็กไปหน่อย พนักงานบอกว่าหากมาถูกฤดู ทางร้านจะได้หอยตัวใหญ่กว่านี้ถึงสองเท่าเลยทีเดียว (16/20)

Hen of the Woods
Potato Emulsion and Rosemary

มาถึงคอร์สที่เป็น Seasonal กันบ้างคือ Hen of the Woods ตอนยกมาเสิร์ฟก็ถึงกับงงเป็นตาแตก เพราะ Hen of the Woods มันไม่ใช่ไก่ แต่มันคือชื่อภาษาอังกฤษของเห็ด Maitake นั่นเอง โดยเชฟนำเห็ดไมตาเกะไปปรุงกับสาหร่ายคอมบุและนำไปย่างกับกระเทียม ทอปด้วย Lard หรือชิ้นไขมันหมู พนักงานจะนำมาวางเคียงคู่กับอีมัลชั่นทำจากมันฝรั่ง น้ำมันกระเทียม และโรสแมรี่ ที่เตรียมไว้บนจาน (16/20)

Hen of the Woods
Potato Emulsion and Rosemary

จานนี้มีการเล่นรสชาติและกลิ่นของดินหรือ Earthy flavor ที่พบในเห็ดซึ่งเข้ากันดีกับโรสแมรี และอีมัลชั่นมันฝรั่งมาก อาจจะยังไม่ถึงกับว้าว แต่ถือว่าเป็นคอร์สที่อร่อยและไม่ทำให้คนทานแน่นจนเกินไปก่อนเข้าอาหารจานหลัก (16/20)

Aged Duck
Earl Grey Tea, Red Leaves and Vegetables

สำหรับคอร์สจานหลักคือเนื้อเป็ดที่ดรายเอจไว้เป็นเวลา 10 วัน อบในฟาง ทำให้เนื้อเป็ดนุ่มมาก แต่หนังยังคงความกรอบแบบคริสปี้พอเหมาะ ทานกับซอสสีน้ำตาลรสหอมเนียนทำจากชาเอิร์ลเกรย์ตรงกลางคือผลเชอรี่ ซอสสีแดงมีกลิ่นดินเล็กน้อยทำจากบีทรูท และผักสีแดงกรอบเพื่อตัดเนื้อสัมผัสกับเนื้อเป็ด (17/20)

Aged Duck
Earl Grey Tea, Red Leaves and Vegetables

เนื้อเป็ดทำออกมาได้ดีมาก หากมองเฉพาะเนื้อเป็ด ถือว่าที่นี่ทำเนื้อเป็ดออกมาได้ดีที่สุดจานหนึ่งเท่าที่เคยทานมาเลย นำเนื้อเป็ดจิ้มซอสเอิร์ลเกรย์กับซอสบีทรูททานสลับกันมีรสชาติที่ต่างกันทำให้จานเดียวมีซอสที่ต่างกันสองอย่าง และอร่อยทั้งคู่เลย (17/20)

Aged Duck
Earl Grey Tea, Red Leaves and Vegetables

เสิร์ฟคู่กับ Duck Dumpling หรือเกี๊ยวเป็ด ทอปด้วย Mustard fruit เกี๊ยวทำออกมาอร่อยใช้ได้เลย เนื้อเป็ดข้างในร้อนๆ สุกกำลังดีตัดกับเเป้งที่กรอบเล็กน้อย ทอปด้วย Mustard fruit หรือก็คือผลไม้ที่นำไป Poach กับน้ำเชื่อมรสมัสตาร์ด เพิ่มรสชาติของเป็ดให้ซับซ้อนมากขึ้น (16/20)

Passion Fruit Curd
Sauternes and Olive Oil

สำหรับ Predessert เสิร์ฟเป็นเคิร์ดรสเปรี้ยวทำจากเสาวรส ทานกับไวน์หวานซอเทิร์นและน้ำมันมะกอก จุดเด่นของคอร์สที่คือการทำเสาวรสออกมารสเปรี้ยวกลมกล่อม มีรสหวานเเซม ไม่ได้เปรี้ยวจี๊ดโดดเหมือนคอร์สเสาวรสร้านอื่นๆ (16/20)

Passion Fruit Curd
Sauternes and Olive Oil

ทานกับโดนัทอุ่นๆรสหวาน ตัดรสเปรี้ยวเเละเย็นของเคิร์ดเสาวรสได้ดีมากๆ (15/20)

Chocolate
Dark Chocolate Chantilly, Plum and Sake Ice Cream

ดาร์คช็อกโกแลตชัลทิลลี คล้ายๆกับมูสดาร์คช็อกโกแลตนั่นเอง ทานกับบ๊วยรสเปรี้ยว และไอศกรีมสาเก เอิ่ม รสเหมือนสาเกนั่นเเหละ ที่ดีงามสุดคงต้องยกให้ตัวชัลทิลลีที่เนื้อเนียนนุ่ม โดยรวมของหวานจานนี้ถือว่ายังไม่ถึงว้าวเท่าไหร่สำหรับร้านอาหารระดับสองดาวมิชลิน (15/20)

Complimentary Dish

ไวท์ช็อกโกแลต รองข้างล่างด้วยสปั้นเค้กทำจากวานิลลา ไอศกรีมทำจากลูกควินส์นำไป Poach ทานกับเมอแรงก์ ตัวลูกควิ้นส์มีรสชาติเฉพาะตัว ทานคู่กับไวท์ช็อกโกแลตเข้ากันดี (16/20)

Petit Fours

ปิดท้ายเปอตีโฟว์สองอย่างเสิร์ฟมาสวยงาม

Petit Fours
Juniper Caramel Stick

ขนมทรงกระบอกทำจากจูนิเปอร์ ภายในบรรจุคาราเมลรสหวานอร่อยเอาไว้ (17/20)

Petit Fours
Eucalyptus Chocolate

ช็อกโกแลตกลมๆ รสหวานปนขม ตัดกับจูนิเปอร์สติ๊กได้อย่างดี ปิดท้ายมื้ออาหารนี้ได้อย่างสวยงาม (15/20)

Sour dough (Complimentary)

ขนมปังที่รี่เสิร์ฟเป็นซาวโดที่เนื้อแป้งนิ่มกว่าปกติ รสชาติดีมาก อร่อยกว่าร้านอื่นๆมากเลยทีเดียว และนอกจากซาวโดแล้ว สิ่งที่ชูให้ขนมปังที่นี่มีจุดเด่นกว่าร้านอื่นๆมากๆคือ … (17/20)

Sour dough (Complimentary)

เนยนมแพะรูปหอยทำจาก Whipped whey พ่นสเปรย์ด้วย Molasses หรือ Black Treacle เป็นซอสหวานที่ทำจากอ้อย มีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว ทากับขนมปังซาวโดเข้ากันดีมากๆ ทั้งๆที่ไม่อยากทานขนมปังเพราะกลัวอิ่ม แต่ขนมปังกับเนยอันนี้ทำให้อดทานไม่ได้จริงๆ (17/20)

– Cafe Latte (£6.75)

ลาเต้นุ่มมาก หอม บอกได้เลยว่าทำจากเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง แก้วใสที่ใส่มาดูสวยหรู แต่ทานยากไปหน่อย (14/20)

ราคา £306.75 หรือประมาณ 12500 บาท

สมุดเมนู

สัญลักษณ์ของร้านคือรูปนกเป็ดน้ำบนสมุดเมนู

นามบัตรร้าน

มองจากหน้าร้านบนถนน Ledbury