หน้าแรก » 🇬🇧 Dinner by Heston Blumenthal – ดินเนอร์ บาย เฮสตัน บลูเมนทาล
Visit: August 28, 2019
🇬🇧 Dinner by Heston Blumenthal - ดินเนอร์ บาย เฮสตัน บลูเมนทาล
👨🏻🍳 Chef Heston Blumenthal
66 Knightsbridge, London SW1X 7LA สหราชอาณาจักร
Tel: +442072013833
Cuisine
🍴 British - อาหารอังกฤษ
Country
England
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17/20
Price
Price :
90-150 £/p
Parking :
Valet Parking
Operating Time :
12.00–14.00, 18.00–21.00
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍🏻 จัดว่าเป็นร้านอาหารที่เปิดโลกทรรศน์การทานอาหาร British และเป็นร้านที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงเมื่อมาเยือนกรุงลอนดอน ทุกเมนูอร่อย มีเอกลักษณ์ น่าจดจำ หากให้เลือกร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมือง ขอยกร้านนี้ให้อยู่เหนือ Restaurant Gordon Ramsay ด้วยซ้ำ เเม้ว่าด้านของรสชาติ Gordon Ramsay อาจมีเทคนิคหรือการปรุงที่ซับซ้อนตามมาตรฐาน 3 ดาวมิชลิน แต่ก็ยังคงเป็นอาหารฝรั่งเศสที่หาทานได้ทั่วโลก ในทางตรงกันข้ามที่ Dinner อาหารที่นี่โดดเด่นเป็นอย่างมาก และไม่สามารถหาทานได้จากที่อื่นอีกแล้ว
อาหาร :
17
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
Dinner by Heston Blumenthal – ดินเนอร์ บาย เฮสตัน บลูเมนทาล
2 Michelin Star – 2 ดาวมิชลิน
โรงแรมแมนดารินโอเรียลเต็ลไฮด์ปาร์ค (Mandarin Oriental Hyde Park)
Salamagundy (c.1720)
Chicken oysters, salsify, marrowbone, horseradish cream & pickled walnuts
£24.00
ซาลามากันดี เมนูจากหนังสือ The Cook’s and The Confectioner’s Dictionary by John Nott ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1720 คือ Chicken oyster หรือเนื้อไก่ชิ้นกลมรีขนาดเล็ก บริเวณกระดูก Ilium ของไก่ โดยที่หนึ่งตัวจะมีเพียงสองชิ้น (ซ้ายและขวา) มีเนื้อสัมผัสเเละรสที่นุ่มอร่อยกว่าส่วนอื่น นำไปคาราเมลไลซ์บนกระทะจนเนื้อนุ่มแต่หนังกรอบ โรยด้วยไขกระดูก เลือดวัว เสริมความเนียนด้วยฮอร์สเรดิชครีมและซัลซิฟาย ทานกับใบชาร์ดสีแดงและถั่ววอลนัทดองให้เนื้อสัมผัสกรอบเพื่อตัดกับความนุ่มของเนื้อไก่ มาแค่จานแรกก็อร่อยจนว้าวแล้ว หากดูเฉพาะส่วนผสมก็คือเมนูสลัดไก่เมื่อ 300 ปีก่อน แต่มีการนำเสนอ รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบที่ไม่ธรรมดา เเละนำเสนอออกมาได้อย่างน่าประทับใจสุดๆ (18/20)
Plum Meat Fruit (c.1500)
Spiced red wine, chicken liver parfait & grilled bread
£22.50
เมนูที่ขึ้นชื่อที่สุดของร้านอาหารนี้ Meat Fruit เป็นเมนูยอดนิยมในสหราชอาณาจักรช่วงศตวรรษที่ 13-15 โดยเป็นพาเฟ่ต์ตับไก่ เนื้อเนียน นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นคาว ปกติจะห่อด้วยเจลลี่ทรงส้มแมนดาริน แต่เฉพาะเดือนธันวาคมของทุกปีในช่วงคริสมาสต์ จะถูกเปลี่ยนรูปทรงเป็นทรงบ๊วย ดูสวยงาม นอกจากหน้าตาแล้ว เจลลี่ก็ให้กลิ่นบ๊วย รสชาติออกเปรี้ยวเล็กๆ ตัดกับรสหวานของตับไก่ได้ดีมากๆ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงเพิ่มมิติและความซับซ้อนลงไปด้วยการเพิ่ม spiced red wine ลงไป ทาลงบนขนมปังปิ้งกรอบๆ ร้อนๆ เข้ากันสุดๆ
เมื่อตอนเปิดตัว Meat Fruit ถือเป็นกระแส Talk of The Town ในหมู่เชฟอาหารยุโรปและอาหารตะวันตกเลยทีเดียว ว่ากันว่าในบางสัปดาห์ Meat Fruit มียอดสั่งสูงถึง 1200 จาน ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับร้านอาหาร Fine Dining (ก็เล่นสั่งกันทุกโต๊ะ ใครไม่สั่งคือแปลกทันที) และยังได้รับคำยกย่องในเชิงบวกมากมาย รวมถึงเป็นเมนูโปรดของ Pierre Koffmann อดีตเชฟสามดาวมิชลินผู้โด่งดังในสหราชอาณาจักรอีกด้วย
หากถามนักชิมถึงร้าน Dinner สิ่งแรกที่ทุกคนต้องตอบกลับมาคือ Meat Fruit แน่นอน (17/20)
Plum Meat Fruit (c.1500)
Spiced red wine, chicken liver parfait & grilled bread
£22.50
เนื้อเนียนขนาดไหน ดูจากรูปได้เลย น่าเสียดายที่รูปบอกกลิ่นเเละรสชาติไม่ได้ ว่ากันว่า พาเฟ่ต์กับไก่ที่นี่ อร่อยที่สุดในโลก เราก็เห็นด้วย เพราะก็ยังนึกไม่ออกว่า พาเฟ่ต์จานหนึ่งจะอร่อยกว่านี้ได้ยังไง (17/20)
Frumenty (c.1390)
Grilled octopus, spelt, smoked sea broth & pickled dulse
£24.00
มาถึงเมนูที่เราเซอไพรซ์ที่สุด และเป็นจานที่ว้าวที่สุดในบรรดาอาหารทั้งหมดของทริปอังกฤษนี้ ฟรูเมนตี้ เมนูเก่าแก่จากหนังสือ The Forme of Cury The Master Cooks of King Richard II ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1390 หรือกว่า 630 ปีก่อนตั้งแต่ยุคอัศวิน คือหนวดหมึกยักษ์ย่างมาอย่างดี เนื้อนุ่ม เด้ง หอมกลิ่นหมึกมากๆ ราดด้วยซอสทะเลรมควัน ทำจากหนวดหมึก หอยแมลงภู่ และวัตถุดิบอีกหลากชนิด และตัวซุปก็มีกลิ่นรมควันสโมกกี้จริงๆด้วย แทรกด้วยกลิ่นสมุนไพร อีกทั้งมีรสเปรี้ยวหวานตัดกันลงตัว นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของ sea lettuce flakes และผักชื่อยากตามส่วนผสมดั้งเดิม และเราเองเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรกคือ”ส้มมือ”ดอง หรือ Pickled “Buddha’s Hand” (19/20)
Frumenty (c.1390)
Grilled octopus, spelt, smoked sea broth & pickled dulse
£24.00
เอาจริงๆ เมนูหมึกยักษ์เป็นเมนูที่หาทานได้ทั่วไป แต่จานนี้เป็นจานหมึกยักษ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทานมาจริงๆ เเละเป็นจานที่ดีที่สุดของทริปอังกฤษทั้งหมดนี้เลยทีเดียว และเป็นเมนูที่จัดเสร์ฟในร้านระดับ สามดาวมิชลินได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเชื่อว่าซุปทะเลรมควัน มันจะมีรสและกลิ่นควันเเทรกเข้าไปในเนื้อซุปได้ขนาดนี้ จัดเป็นจานที่ต้องสั่งจริงๆ และห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง (19/20)
Roast Venison (c.1850)
Braised & grilled red cabbage & pickled cherries
£48.00
เมนูสเต๊กเนื้อกวางนี้นำมาจากหนังสือ The Modern Cook by Charles Francatelli ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1850 เป็นเนื้อกวางเสิร์ฟมาสุกระดับ Medium rare ทำให้คงเอกลักษณ์และหลิ่นของเนื้อกวางไว้ครบถ้วน ทางกับกะหล่ำปลีสีแดงตุ๋นให้รสหวานเสริมรสชาติกับเนื้อกวาง ตัดรสเปรี้ยวด้วยเชอรี่ดอง จานนี้ถือว่าอร่อยใช้ได้ แต่ไม่ได้ถึงกับว้าวอะไร เนื้อทำออกมาได้ดี รสเปรี้ยวหวานของผักสองอย่างตัดกันอย่างลงตัว แต่ถ้าให้เลือก เก็บท้องไว้ทานเมนูที่ว้าวกว่านี้ดีกว่า (14/20)
Roast Venison (c.1850)
Braised & grilled red cabbage & pickled cherries
£48.00
ราดน้ำซอสรสออกเค็มๆตัดรสหวานของผักได้เยี่ยมเลย
Hereford Ribeye (c.1830)
Mushroom ketchup & triple cooked chips
£48.00
มาถึงเมนูจานใหญ่ จากหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1830 ชื่อว่า The Cook and Housewife’s Manual by Mistress Meg Dodds คือเนื้อส่วนริบอายที่ย่างมาแบบ Medium rare สุกกำลังดี ราดด้วยซอสเนื้อ โดยมีลูกเล่นคือการนำส่วนมันของเนื้อหั่นเต๋า เซีย และนำมาโรยบนเนื้ออีกทีเวลาทานส่วนมันจะละลายในปากก่อนที่จะเคี้ยวส่วนเนื้อ ตัวเนื้อถือว่าทำออกมาได้ดีกว่ามาตรฐานมาก อร่อยสมกับระดับสองดาวมิชลินจริงๆ (16/20)
แต่เชื่อเถอะว่า คนสั่งเมนูนี้ นอกจากทานเนื้อคุณภาพดีเเล้ว ยังแอบหวังชิมทีเด็ดคือ
Hereford Ribeye (c.1830)
Mushroom ketchup & triple cooked chips
£48.00
Triple cooked chips เมนูมันฝรั่งทอดหรือเฟร้นฟรายซ์ หน้าตาธรรมดา แต่รสชาติไม่ธรรมดานี้เเหละ คือสุดยอดมันฝรั่งที่ว่ากันว่า อร่อยที่สุดในโลก บอกตรงๆว่าตอนเราไปทาน เราไม่ได้รู้เรื่องมันฝรั่งนี้เลย เพราะหาข้อมูลไปแต่ Meat fruit กับ Tipsy cake พอได้ลองชิม เเทนที่จะสนใจเนื้อจานใหญ่ตรงหน้า เรากลับพูดออกมาก่อนทันทีว่า “ทำไมเฟร้นฟรายอร่อยจัง” คือมันดีขนาดนั้น จนแย่งซีนเนื้อไปหมดเลย
Triple cooked chips เป็นเมนูที่คิดค้นโดย Heston Blumenthal โดยการนำเฟร้นฟรายลงทอดทั้งหมดสามครั้ง จุดประสงค์กล่าวเป็นภาษาไทยง่ายๆคือ “มันฝรั่งทอดที่ข้างนอกต้องเคี้ยวกรอบ แต่ข้างในนิ่มเหมือนนุ่น” เมนูนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมาก มีการพูดปากต่อปาก และถูกใช้ในร้านอาหารมากมาย ทั้งร้าน Fine dining สุดหรู รวมไปถึงร้านสเต๊กทั่วโลก ถึงขนาดมีเชฟบางคนบินมาลอนดอนเพื่อมาชิมเเค่เฟร้นฟรายนี่ จะได้นำรสชาติต้นฉบับกลับไปทำขายที่ร้านตัวเองด้วยซ้ำ
พูดมานาน เอาเป็นว่า มันอร่อยจริงๆ หากไปแล้วอย่าลืมสั่งมาลองทานกันนะ (17/20)
Tipsy Cake (c.1810)
Spit roast pineapple
£18.50
เมนูของหวานขึ้นชื่อประจำร้าน เป็นอีกหนึ่งเมนู Iconic จนเป็นกระแสรวบคู่กับ Meat Fruit และเป็นเมนูที่ต้องสั่งล่วงหน้าถึง 40 นาที Tipsy cake ถูกถอดความมาจากหนังสือ The English cookery book by J.H. Walsh ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1810 เป็นขนมปังบริยอชที่ชุ่มด้วยน้ำตาลและวานิลลา อบจนคาราเมลไลซ์ เสิร์ฟกับสับปะรดรสเปรี้ยวที่นำไปเซียจนคาราเมลไลซ์เช่นกัน เอาเป็นว่า ไม่ต้องสนใจสับปะรด ที่สุดคือตัวเค้กนี่แหละ ให้นึกถึงขนมปังบริยอชนุ่มๆที่ว่ากันว่าเป็นที่สุดของขนมปัง ชุ่มน้ำตาลและวานิลลาคล้ายกับขนมปังจิ้มนมข้นหวานบ้านเรา เเต่อร่อยกว่าและซับซ้อนกว่า กินอุ่นๆ ฟินมากจริงๆ (17/20)
Eggs in Verjuice (c.1730)
Verbena & coconut pannacotta, coffee parfait, verjuice & citrus
£18.50
ไข่มังกร เอ้ย … ไข่ในเวจูส เมนูจากหนังสือ Royal Cookery by Patrick Lamb ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1730 คือพานาคอตต้ามะพร้าวที่มีกลิ่นของดอกเวอบีน่า ทานกับพาเฟต์กาแฟ ตัดด้วยซิตรัสและน้ำผลไม้รสเปรี้ยว ห่อในไข่ทำจากไวท์ช็อกโกแลตผสมเลมอน รองข้างล่างด้วยขนม Kataifi ทรงคล้ายรังนกทำจากน้ำผึ้ง และกับเจลลี่รสหวาน (16/20)
Eggs in Verjuice (c.1730)
Verbena & coconut pannacotta, coffee parfait, verjuice & citrus
£18.50
วิธีทาน ให้ใช้ช้อนตอกไข่เบาๆ ข้างในจะเเตกออก มีน้ำคล้ายไข่แดงเยิ้มออกมา สังเกตเห็นว่าไข่ขาวคือพานาคอตต้า ส่วนสีน้ำตาลคือพาเฟ่ต์กาแฟ ทานสลับกับเปลือกไข่ไวท์ช็อกโกแลต จานนี้งานนำเสนอเอาไปเต็มสิบ ส่วนในด้านรสชาติ ถือว่าทำออกมาได้ดีตามมาตรฐานร้านอาหารระดับสองดาวมิชลิน (16/20)
Chocolate Drops (c.1730)
Malt cake, barley cream, white chocolate, chocolate & ale ice cream
£20.00
ช็อกโกแลตดรอป เป็นเมนูจากหนังสือ The Complete Confectioner by Frederick Nutts ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1790 เป็นเค้กมอลต์เนื้อเนียน ทานกับไวท์ช็อกโกแลต เสริมรสชาติด้วยไอศกรีมทำจากเหล้า Ale (15/20)
Chocolate Drops (c.1730)
Malt cake, barley cream, white chocolate, chocolate & ale ice cream
£20.00
ภายในจานเดียว แต่มีองค์ประกอบเยอะมาก รสชาติถือว่าดีตามมาตรฐาน แต่ยังไม่ถึงขนาดเป็นจานที่น่าจดจำเหมือนคอร์สอื่นๆ (15/20)
Bread (Complimentary)
ขนมปังคล้ายซาวโด ทานกับเนย มาที่นี่ทั้งที แนะนำให้เก็บท้องไว้ทานขนมปัง Meat Fruit ดีกว่า (10/20)
Petit Fours
ชอกโกแลตทาร์ตเล็ตรสอร่อย ปิดท้ายมื้ออย่างสวยงาม (12/20)
Latte (£7)
ลาเต้คุณภาพดี หอมกาแฟ ทานกับ Petit Fours เข้ากันมาก
ราคา £261.62 หรือประมาณ 11000 บาท
บริเวณร้านอาหาร
ป้ายร้าน
ป้ายร้าน