Visit: June 17, 2023

🇪🇸 Azurmendi - อาซูเมนดี้ (2023)

👨🏻‍🍳 Chef Eneko Atxa - เชฟอีเนโก แอตซา

Barrio Leguina, s/n, 48195 Larrabetzu, Biscay, Spain

Tel: (+34) 944 558 359

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

Country

Spain

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

19/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] หลังจากประสบการณ์ครั้งแรกในปี 2019 ห้องอาหาร Azurmendi ได้กลายมาเป็นหนึ่งในร้านที่น่าประทับใจติดอันดับท็อปลิสต์ของเพจเราในทันที หลังจากกาลเวลาล่วงเลยมากว่า 4 ปีเราจึงตัดสินใจจัดทริปออกเดินทางจากนคร Barcelona โดยใช้ระยะเวลาเกินกว่า 6 ชั่วโมงมายังเมือง Lalabetzu ไม่ไกลกันจากนคร Bilbao เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเราอีกครั้ง

          

🎗 [THE PLACE] Azurmendi ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเล็ก ๆ ในเมือง Larrabetzu โดยในพื้นที่นี้จะประกอบไปด้วยห้องอาหาร 2 แห่งคือ Eneko (🌟 1 MICHELIN Star) ที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาและห้องอาหาร Azurmendi (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars) ที่ตั้งอยู่บริเวณยอดเขา เพื่อน ๆ สามารถสังเกตเห็นไร่ไวน์ของเชฟ Eneko Atxa ที่ประกอบไปด้วยต้นองุ่นสีเขียววางตัวไล่ระดับกันลงมาเป็นชั้น ๆ ตัวอาคารหลักมีลักษณะเป็น Bioclimatic Building โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยเทคโนโลยีระดับสูงมากมายอย่างเช่นการกักเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวนและเรือนกระจก การนำลมมาหมุนเวียนเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ การสร้างพลังงานหมุนเวียนสำหรับใช้ในห้องอาหารรวมไปถึงการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าโดยมีจุดสำหรับชาร์จได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารเราขอแนะนำอย่างมากให้ลองแวะขึ้นไปบริเวณชั้นบนหรือ Rooftop ซึ่งนอกจากจะมีทัศนียภาพอันสวยงามจากยอดเขาโดยไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ แล้วลูกค้ายังสามารถเยี่ยมชม Glasshouse หรือเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่เชฟใช้ปลูกพืชรวมไปถึงสมุนไพรและดอกไม้นานาชนิดที่ได้นำมาประกอบเป็นอาหารในแต่ละฤดูกาลโดยคิดเป็นจำนวนต้นไม้กว่า 800 ต้นซึ่งช่วยลดปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมี Germoplasm Bank หรือสำหรับจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่นของแถบ Biscay, Gipuzkoa และ Araba ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันอีกด้วย สำหรับประสบการณ์ที่ Azurmendi นั้นจะเริ่มต้นทันทีที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านโดยพนักงานจะเตรียม Txakoli ซึ่งเป็นไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาคนี้ให้ลูกค้ากันคนละแก้วควบคู่ไปกับตะกร้า ~ WELCOME PICNIC ~ ที่ประกอบไปด้วยของว่างเรียกน้ำย่อย 4 อย่างมาให้ได้ชิมกันภายในพื้นที่สวนขนาดใหญ่ จากนั้นพนักงานจะพาลูกค้าเข้าสู่ห้องครัวโดยมีทีมเชฟจำนวนมากคอยกล่าวทักทายและแนะนำอาหารอีก 3 อย่างที่ ~ THE TRUFFLE’S TABLE ~ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเมนูที่สร้างชื่อเสียงให้กับเชฟ Eneko Atxa อย่าง Truffled Egg นั่นเอง พื้นที่ถัดมาคือ ~ THE GARDEN ~ หรือสวนจำลองในห้องสีขาวซึ่งพนักงานจะจัดเสิร์ฟอาหารมาในรูปแบบของกิ่งไม้ ดอกไม้ และใบไม้รวมกัน 4 คอร์ส สุดท้ายคือพื้นที่รับประทานอาหารหลักที่เรียกว่า ~ AT THE TABLE ~ จัดเสิร์ฟอาหารที่เหลืออีกจำนวนกว่า 15 อย่างนั่นเอง ห้องรับประทานอาหารหลักมีผนังและฟาซาดที่ตกแต่งด้วยวัสดุไม้ท้องถิ่น ผนังสามฝั่งกั้นด้วยกระจกใสและหันเข้าหาแสงอาทิตย์ในช่วงบ่ายเพื่อลดความต้องการในการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งยังช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา สำหรับใครที่มาถูกช่วงเวลาสามารถมองเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของเนินเขาใหญ่น้อยและถนนหลวงที่มีรถวิ่งไปมาได้จากมุมสูงอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Eneko Atxa เกิดในปี 1977 ที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Amorebieta ในภูมิภาค Basque Country ตัวเติบโตขึ้นมาโดยมีเวลาส่วนหนึ่งใกล้ชิดกับการทำครัวเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สายอาชีพเชฟตั้งเเต่อายุ 15 ปี หลังจากจบการศึกษาจาก Catering College of Leoia ในเมือง Leoia เขาเริ่มต้นทำงานที่ร้านอาหาร Baserri Maitea ในปี 1994 ก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับสุดยอดมาสเตอร์เชฟแห่งยุคปัจจุบันที่ห้องอาหาร Martín Berasategui ซึ่งในขณะนั้นเพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานและเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่เชฟ Martín Berasategui สามารถคว้ารางวัล 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกด้วย หลังจากนั้นเขายังดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหารชื่อดังมากมายอย่างเช่น Etxebarri และ Andra Mari (🌟 1 MICHELIN Star) ทั้งยังสามารถคว้าตำแหน่ง Champion of Young Spanish Signature Chefs มาครองได้ในปี 2002 อีกด้วย เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้มากระดับหนึ่งประกอบกันกับการสนับสนุนจากครอบครัวเชฟ Eneko Atxa จึงเปิดห้องอาหาร Azurmendi เป็นของตัวเองบริเวณเนินเขาเล็ก ๆ ในเมือง Larrabetzu ข้างกันกับโรงบ่มไวน์ Gorka Izagirre Bodega ของเชฟ Eneko Atxa เองและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ต่อด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2010 หลังจากนั้นเขาตัดสินใจย้ายร้านไปยังตำแหน่งใหม่สูงขึ้นไปบนเนินเขาเดิมและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2012 โดยในตำแหน่งเดิมนี่จะแทนที่ด้วยห้องอาหารแห่งที่สองของที่ใช้ชื่อตามตัวเชฟว่า Eneko ในปี 2017 ซึ่งตัวร้านก็สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปีเดียวกัน ในปี 2020 เชฟ Eneko Atxa ได้ขยับขยายกิจการไปยังประเทศโปรตุเกสโดยใช้ชื่อว่า Eneko Lisboa และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้อีกเช่นกัน เชฟ Eneko Atxa ยังคงเน้นย้ำในเรื่องของความยั่งยืนทางอาหารการันตีด้วยรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star ทั้งห้องอาหาร Azurmendi และ Eneko รวมไปถึงรางวัล Sol Sostenible จาก Guía Repsol และ Sustainability Award จาก Madrid Fusión

🎗 [THE FOOD] ในปัจจุบันเชฟ Eneko Atxa นำเสนออาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ผ่าน Tasting Menu รูปแบบเดียวชื่อว่า Adarrak ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นที่แปลว่ากิ่งจำนวนกว่า 25 รายการในราคา 300 € วัตถุดิบส่วนมากได้มาจากผู้ผลิตท้องถิ่นรายย่อยที่อยู่ไม่ไกลจากกันโดยทางร้านจะมีรถขนของเพียงคันเดียวในการขับรถไปรับวัตถุดิยมายังห้องอาหารในแต่ละวันเพื่อลดมลพิษและส่งเสริมความยั่งยืนนั่นเอง รายการไวน์ประกอบขึ้นจากไวน์ท้องถิ่นหลากหลาย Labels รวมไปถึงไวน์นำเข้าจากหลากหลายแหล่งทั่วโลกในราคาที่ถือว่าพอรับได้สำหรับห้องอาหารระดับนี้ ส่วนรายการคอร์สที่น่าสนใจและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเราอย่างเช่น

✨ Truffled egg

Truffled Egg หรือชื่อเต็มว่า Our Hens Egg, Cooked Inside Out หนึ่งในเมนูระดับพระกาฬของเชฟ Eneko Atxa เป็น Signature Course ของห้องอาหาร Azurmendi และเป็นหนึ่งในเมนูที่เป็นกระเเสปากต่อปากในหมู่นักชิมตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยปกติแล้วอาหารโมเลกุลมักมีวัตถุดิบจำนวนมาก มีเทคนิคการปรุงที่ซับซ้อน มีการผสมผสานของสารเคมีมากมายเพิ่อดึงความน่าสนใจออกมาให้ได้มากที่สุด ตรงกันข้ามกับ Truffled Egg ที่เต็มไปด้วยเรียบง่ายและใช้เทคนิคในการปรุงไม่มากแต่แฝงด้วยความคิดสร้างสรรค์และมีความซับซ้อนทางรสชาติสูงสุด ๆ วิธีการเตรียมเริ่มจากการนำไข่ไก่ออร์แกนิคดิบที่ได้มาจากเเม่ไก่เลี้ยงแบบปล่อยซึ่งในที่นี้เป็นฟาร์มของทางร้านเองตอกลงไปในถ้วยแล้วกรองเฉพาะส่วนไข่แดงมาวางบนช้อนขนาดพอดีคำ จากนั้นนำไซริ้งฉีดยาเจาะรูเล็กๆด้านบนและดูดบางส่วนของไข่แดงออกมา จากนั้นฉีดซุปทรัฟเฟิลร้อน ๆ ลงไปแทนที่ในปริมาณใกล้เคียงกัน ซุปร้อน ๆ จะทำให้ไข่แดงสุกจากข้างในออกมาข้างนอกมีการเปลี่ยนของสีไข่จากแดงเข้มจนเป็นสีส้มอ่อนโดยเชฟเรียกเทคนิคนี้ว่า “Cooked Inside Out” จากนั้นตั้งทิ้งไว้จนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะเเล้วเสิร์ฟให้ทานทันที ไข่แดงพร้อมซุปทรัฟเฟิลอุ่น ๆ จะเเตกระเบิดออกมาในปาก เราสามารถรับรู้ได้ถึงความข้นและครีมมี่ของไข่แดงผสานกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเห็ดทรัฟเฟิล คอร์สนี้ใช้วัตถุดิบหลักเพียงแค่สองอย่างเเต่กลับมีรสชาติที่ซับซ้อนสมกับที่เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดแม้กระทั่งในบรรดาห้องอาหารระดับสูงด้วยกัน (20/20)

✨ Roasted and peeled LOBSTER, grilled pepper juice

หนึ่งในเมนู Classic Dish ประจำร้านคือกุ้งล็อบสเตอร์ที่เชฟตั้งใจคัดเฉพาะเนื้อฝั่ง 3/4 ของลำตัวนับจากส่วนหัวนำไปย่างจนสุกพอดี เนื้อล็อบสเตอร์มีความเด้งสู้ฟันแต่ไม่เหนียว ทั้งยังให้รสชาติหวานนิด ๆ ด้านล่างรองด้วยซอสที่เตรียมขึ้นมาจากพริกหวานย่างให้รสชาติขมเบา ๆ และอโรมาที่หอมโดดเด่น ข้าง ๆ กันคือหัวหอมแดงซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อของพื้นที่แถบนี้ เชฟนำไปดองจนให้เนื้อสัมผัสที่กรอบพอดีตัดกันกับความเด้งของเนื้อล็อบสเตอร์ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

✨ Grilled TUNA, vegetable stew and trotters’ reduction

Parpatana เป็นเนื้อปลาทูน่าส่วนพิเศษบริเวณรอบ ๆ ปากติดกับคางของตัวปลาโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่ฉ่ำแต่ยังคงความสู้ฟันอยู่เล็กน้อย เชฟนำไปปรุงสุกด้วยอุณหภูมิต่ำนาน 30 นาทีก่อนจะย่างต่อจนสุกกำลังดี รอบ ๆ คือหน่อไม้ฝรั่งเขียวและสตูว์ที่ผสมผสานผักหลายชนิดกับเท้าของหมูให้รสชาติที่เข้มข้น (20/20)

🎗 [WHY GO] Azurmendi เป็นห้องอาหารที่สามารถมอบประสบการณ์อันตราตรึงให้กับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมตัวยงที่เฟ้นอาหารระดับสูงหรือเป็นผู้ที่ต้องการดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรวมไปถึงการตกแต่งอันสวยงามของห้องอาหารและทัศนียภาพมุมกว้างของเทือกเขาน้อยใหญ่ในแถบสเปนตอนเหนือ ราคาอาหารและเครื่องดื่มถือว่าสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารและระดับการบริการอันไร้ที่ติ ขอแนะนำอย่างมากให้เผื่อระยะเวลาในการจองล่วงหน้าสัก 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือนและวางแผนการเดินทางให้ดีเพราะตัวร้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่เท่านั้น

Price :

300 €

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

มื้อกลางวันอังคาร-เสาร์ 13.00-14.45, มื้อเย็นศุกร์-เสาร์20.30-21.15 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารเพื่อความยั่งยืนที่สามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Basque Country ออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

อาหาร :

19

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 ADARRAK (300 €)

          

🥄 ~ WELCOME PICNIC ~

“Lemon Grass”
Smoked fish brioche
Joselito “polvorón”

Marianito

🥄 ~ THE TRUFFLE’S TABLE ~

Truffled egg
Truffled meringue

Apple and truffle

🥄 ~ THE GARDEN ~

Cauliflower
Basil
Rose and nectar

Leaf

🥄 ~ AT THE TABLE ~

Dew water
Asparagus
From the sea: Sea urchin in textures
Sea “talo”
Roe
OYSTER and sea granita and seaweed
SHRIMP and herbal essence
Teardrop PEAS, Iberian gel and fermented pods juice
FOREST essence
Roasted and peeled LOBSTER, grilled pepper juice
Grilled TUNA, vegetable stew and trotters’ reduction
Iberian PORK, duxelle and truffle
“Lost” BREAD and mead

COFFEE and caramel TOFFEE

Petits fours

🇪🇸 Azurmendi – อาซูเมนดี้

🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน

🍀 MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก

🔆🔆🔆 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

🍴 Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Eneko Atxa – เชฟอีเนโก แอตซา

Txakolí

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Txakolí ไวน์ขาวท้องถิ่นของแถบภูมิภาค Basque Country มีความ Sparkling นิด ๆ ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีมาก ๆ

Smoked fish brioche

ขนมปังบริยอชนุ่ม ๆ ที่เตรียมขึ้นมาโดยทีม Pastry Chef ตรงกลางสอดไส้เนื้อปลาไหลและปลาแองโชวี่ที่ผ่านการรมควันจนหอม (20/20)

Joselito “polvorón”

Polvorón มีลักษณะเป็นเมอแรงก์กรอบ ตรงกลางเป็นครีมแฮม Joselito หอม ๆ อุมามิ (20/20)

“Lemon Grass”

อีกหนึ่งเมนูเด็ดประจำตะกร้าปิคนิคคือ Lemon Grass องค์ประกอบด้านล่างคือมูสฟัวกราส์เนื้อสัมผัสเนียนละมุนท็อปด้านบนด้วยเจลลี่ที่เตรียมมาจากเลมอนให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ มันตัดกับความครีมมี่ของฟัวกราส์ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

Marianito

ปิดท้ายด้วย Marianito ค็อกเทลล์สูตรพิเศษของภูมิภาค Basque Country ที่เชฟเตรียมขึ้นมาสำหรับล้างปาก (20/20)

🥄 ~ WELCOME PICNIC ~

~ WELCOME PICNIC ~ จัดเสิร์ฟมาพร้อมกันที่ห้องรับรองหน้าร้าน (20/20)

🥄 ~ THE TRUFFLE’S TABLE ~

หลังจากจบอาหารทานเล่นทั้ง 4 อย่างพนักงานจะพาเราเดินเข้าสู่บริเวณครัวหรือที่เรียกว่า ~ THE TRUFFLE’S TABLE ~ โดยพนักงานจำนวนมากจะกล่าวทักทายลูกค้าพร้อมกัน (20/20)

Truffled meringue

เริ่มต้นด้วยทรัฟเฟิลเมอแรงก์หอม ๆ พร้อมละลายในปาก (20/20)

Truffled egg

Truffled Egg หรือชื่อเต็มว่า Our Hens Egg, Cooked Inside Out หนึ่งในเมนูระดับพระกาฬของเชฟ Eneko Atxa เป็น Signature Course ของห้องอาหาร Azurmendi และเป็นหนึ่งในเมนูที่เป็นกระเเสปากต่อปากในหมู่นักชิมตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยปกติแล้วอาหารโมเลกุลมักมีวัตถุดิบจำนวนมาก มีเทคนิคการปรุงที่ซับซ้อน มีการผสมผสานของสารเคมีมากมายเพิ่อดึงความน่าสนใจออกมาให้ได้มากที่สุด ตรงกันข้ามกับ Truffled Egg ที่เต็มไปด้วยเรียบง่ายและใช้เทคนิคในการปรุงไม่มากแต่แฝงด้วยความคิดสร้างสรรค์และมีความซับซ้อนทางรสชาติสูงสุด ๆ (20/20)

Truffled egg

วิธีการเตรียมเริ่มจากการนำไข่ไก่ออร์แกนิคดิบที่ได้มาจากเเม่ไก่เลี้ยงแบบปล่อยซึ่งในที่นี้เป็นฟาร์มของทางร้านเองตอกลงไปในถ้วยแล้วกรองเฉพาะส่วนไข่แดงมาวางบนช้อนขนาดพอดีคำ (20/20)

Truffled egg

จากนั้นนำไซริ้งฉีดยาเจาะรูเล็ก ๆ ด้านบนและดูดบางส่วนของไข่แดงออกมา จากนั้นฉีดซุปทรัฟเฟิลร้อน ๆ ลงไปแทนที่ในปริมาณใกล้เคียงกัน ซุปร้อน ๆ จะทำให้ไข่แดงสุกจากข้างในออกมาข้างนอกมีการเปลี่ยนของสีไข่จากแดงเข้มจนเป็นสีส้มอ่อนโดยเชฟเรียกเทคนิคนี้ว่า “Cooked Inside Out” จากนั้นตั้งทิ้งไว้จนได้อุณหภูมิที่พอเหมาะเเล้วเสิร์ฟให้ทานทันที ไข่แดงพร้อมซุปทรัฟเฟิลอุ่น ๆ จะเเตกระเบิดออกมาในปาก เราสามารถรับรู้ได้ถึงความข้นและครีมมี่ของไข่แดงผสานกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเห็ดทรัฟเฟิล คอร์สนี้ใช้วัตถุดิบหลักเพียงแค่สองอย่างเเต่กลับมีรสชาติที่ซับซ้อนสมกับที่เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่ดีที่สุดแม้กระทั่งในบรรดาห้องอาหารระดับสูงด้วยกัน (20/20)

Truffled egg

พนักงานนำทรัฟเฟิลที่เสิร์ฟมาแสดงให้เราได้ชมกันด้วย (20/20)

Apple and truffle

จบท้ายด้วยเครื่องดื่มที่เตรียมมาจากแอปเปิ้ลหมักที่มีกลิ่นหอมจากการ Infused ด้วยทรัฟเฟิล จากนั้นจึงขูดทรัฟเฟิลสดเป็นผงโรยลงไปด้านบนอีกทีหนึ่ง (20/20)

Apple and truffle

อีกมุมหนึ่งของ Apple and truffle (20/20)

🥄 ~ THE GARDEN ~

หลังจากนั้นพนักงานจะพาเราเข้ามาสู่ส่วนที่เรียกว่า ~ THE GARDEN ~ มีลักษณะเป็นห้องสีขาวโปร่ง

Cauliflower

เริ่มต้นด้วยกุหลาบที่เตรียมขึ้นมาจากกะหล่ำดอก 100 % สำหรับรับประทานทั้งหมดในคำเดียวให้กลิ่นหอมและครีมมี่ (18/20)

Basil

ถัดมาคือกิ่งไม้รับประทานได้ที่เตรียมมาจากใบโหระพาฝรั่งและดอกไม้รับประทานได้ให้เนื้อสัมผัสกรอบเบาคล้ายกับข้าวเกรียบและรสชาติหวานเล็กน้อย (18/20)

Leaf

ใบไม้กรอบ ๆ รับประทานได้หลากหลายชนิด (18/20)

Rose and nectar

จบด้วยสเฟียร์ทรงกลม ตรงกลางสอดไส้น้ำหวานจากดอกกุหลาบหอมอร่อยไร้ที่ติมาก ๆ (18/20)

🥄 ~ AT THE TABLE ~

จากนั้นพนักงานจะพาเราเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลัก ~ AT THE TABLE ~

Dew water

เครื่องดื่มที่เตรียมมาจากน้ำของดอก Sempreviva ซึ่งเป็นไม้สีเหลืองท้องถิ่นที่มีความหมายน่ารัก ๆ ว่า Alway Alives อันเนื่องมาจากดอกไม้ชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ในหลากหลายสภาพอากาศนั่นเอง (17/20)

Asparagus

ของว่างทรงกระบอกที่เตรียมขึ้นมาจากหน่อไม้ฝรั่งหลากหลายรูปแบบเช่นกรานิต้าหน่อไม้ฝรั่งเขียว ครีมหน่อไม้ฝรั่งขาว และองค์ประกอบที่เตรียมมาจากผิวหน่อไม้ฝรั่งเผา (18/20)

Roe

เริ่มต้นด้วยสาหร่ายโนริกรอบ ๆ เตรียมมาเป็นทรงกระบอก ปิดหัวท้ายด้วยคาเวียร์และไข่ปลาแซลมอนให้ความกรอบ เค็ม และความสดชื่นที่ลงตัว ตรงกลางเป็นเนยช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของทุก ๆ องค์ประกอบเข้าด้วยกัน (20/20)

Sea “talo”

ทาโก้สไตล์เม็กซิกัน ตรงกลางเป็นเนื้อปลาทูน่าของดีของประเทศสเปนหมักจนให้รสชาติที่เข้มข้นไปพร้อม ๆ กันกับเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน ด้านบนคือครีมที่เตรียมมาจากไข่แดงแล้วตกแต่งให้สวยงามด้วยดอกไม้รับประทานได้ (20/20)

From the sea: Sea urchin in textures

ในถ้วยฝั่งขวามือคืออูนิที่เตรียมมาให้มี 3 เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันแต่ยังคงความไว้ซึ่งครีมมี่ที่เป็นเอกลักษณ์ (19/20)

รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้

OYSTER and sea granita and seaweed

คอร์สนี้คือหอยนางรมสด ๆ จับคู่มากับกรานิต้าที่เตรียมมาจากปลาทูน่าผสมผสานกับความสดชื่นของซิตรัส (20/20)

OYSTER and sea granita and seaweed

ในจานยังมีครีมสีขาวอ่อนที่เตรียมมาจากหอยนางรมเช่นกัน ด้านบนท็อปด้วยสาหร่ายหลายชนิดเช่นสาหร่ายพวงองุ่นและสาหร่าย Salicornia (20/20)

OYSTER and sea granita and seaweed

ข้าง ๆ กันคือแผ่นหร่ายวากาเมะกรอบ ๆ ผสมผสานกันกับงาขาวหอม ๆ (20/20)

SHRIMP and herbal essence

ถัดมาคือ Marinated shrimps หรือกุ้งขาว Quisquillas เนื้อนุ่มเด้งเสิร์ฟมาบนน้ำมันสีเขียวที่มีอโรมาหอม ๆ ของใบเบซิลและกระเทียม ข้างกันคือซอสมายองเนสที่เตรียมมาจากเปลือกของกุ้งนั่นเอง (17/20)

Milk Bread

นอกจากนี้ยังมีขนมปัง Milk Bread นุ่ม ๆ จากฟาร์มเฮ้าส์ของคุณ Juan Zabala จับคู่มากับน้ำมันมะกอกคุณภาพดีจากทางตอนใต้ของประเทศสเปน

Teardrop PEAS, Iberian gel and fermented pods juice

Teardrop Peas หรือถั่วหยดน้ำตาซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของภูมิภาค Basque Country (19/20)

Teardrop PEAS, Iberian gel and fermented pods juice

เชฟคัดเลือกถั่วที่ปลูกเองเสิร์ฟมาในทาร์ตเล็ตกรอบ เมล็ดถั่วมีความนุ่มละมุนและให้รสหวานโดยธรรมชาติ รอบ ๆ เคลือบด้วยเจลที่เตรียมมาจากหมูไอบีเรียส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวลอยแตะจมูก ด้านล่างรองด้วยองค์ประกอบของฝักถั่ว (19/20)

Teardrop PEAS, Iberian gel and fermented pods juice

นอกจากนี้ยังมีน้ำที่สกัดมาจากฝักถั่วหมัก, แครอท และมันฝรั่งเสิร์ฟมาอีกด้วย (19/20)

FOREST essence

คอร์สนี้เชฟตั้งใจนำเสนออโรมาของป่า ด้านล่างเป็นองค์ประกอบของ Duxelle เห็ดป่าที่คลุกเคล้าไปกับอโรมาหอม ๆ ของทรัฟเฟิล รสชาติมีความเข้มข้น มีกลิ่นของทรัฟเฟิลเด่นชัด นอกจากนี้ยังมีเห็ดต่าง ๆ นำเสนอมาในรูปแบบและเนื้อสัมผัส (18/20)

Roasted and peeled LOBSTER, grilled pepper juice

หนึ่งในเมนู Classic Dish ประจำร้านคือกุ้งล็อบสเตอร์ที่เชฟตั้งใจคัดเฉพาะเนื้อฝั่ง 3/4 ของลำตัวนับจากส่วนหัวนำไปย่างจนสุกพอดี เนื้อล็อบสเตอร์มีความเด้งสู้ฟันแต่ไม่เหนียว ทั้งยังให้รสชาติหวานนิด ๆ ด้านล่างรองด้วยซอสที่เตรียมขึ้นมาจากพริกหวานย่างให้รสชาติขมเบา ๆ และอโรมาที่หอมโดดเด่น ข้าง ๆ กันคือหัวหอมแดงซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อของพื้นที่แถบนี้ เชฟนำไปดองจนให้เนื้อสัมผัสที่กรอบพอดีตัดกันกับความเด้งของเนื้อล็อบสเตอร์ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

Corn bread

ระหว่างมื้อนี้พนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปัง Corn Bread ที่ผ่านกระบวนการอบแบบดั้งเดิมในเมือง Mungia

Grilled TUNA, vegetable stew and trotters’ reduction

Parpatana เป็นเนื้อปลาทูน่าส่วนพิเศษบริเวณรอบ ๆ ปากติดกับคางของตัวปลาโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่ฉ่ำแต่ยังคงความสู้ฟันอยู่เล็กน้อย เชฟนำไปปรุงสุกด้วยอุณหภูมิต่ำนาน 30 นาทีก่อนจะย่างต่อจนสุกกำลังดี รอบ ๆ คือหน่อไม้ฝรั่งเขียวและสตูว์ที่ผสมผสานผักหลายชนิดกับเท้าของหมูให้รสชาติที่เข้มข้น (20/20)

Iberian PORK, duxelle and truffle

อาหารคาวจานสุดท้ายคือ Iberian Casteñetas หรือต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรของหมูดำไอบีเรียซึ่งมีเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์คือนุ่มและนิ่ม เคี้ยวง่าย ไม่สู้ฟัน เชฟเสิร์ฟมากับ Duxelle เห็ดเข้ากันความเข้มข้นของชีสและทรัฟเฟิลสไลซ์บาง ๆ ที่ด้านบน (18/20)

Roasted EGGPLANT, anchovy, caviar and legume broth

สำหรับใครที่ไม่อยากลองวัตถุดิบที่ไม่คุ้นเคยเชฟจะเตรียมเนื้อวัวและซอสเนื้อรสชาติเข้มข้นท้องถิ่นมาให้แทนที่

Loaf bread

ขนมปังอย่างสุดท้ายคือ Loaf Bread จากเมือง Mungia นั่นเอง

“Lost” BREAD and mead

ล้างปากด้วยไอศกรีมที่มีองค์ประกอบด้านล่างเตรียมขึ้นมาจากขนมปัง ด้านบนคือไอศกรีมขนมปังที่ผสานไปกับความหวานและหอมของน้ำผึ้งรวมไปถึงดอกไม้อีกด้วย (17/20)

COFFEE and caramel TOFFEE

ของหวานจานหลักรอยนี้ไม่ซับซ้อนมากนักคือบราวนี่กาแฟจับคู่มากับครีมคาราเมลและไอศกรีมคาราเมล (17/20)

Petits fours

ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋ว ๆ หลายชนิด

Petits fours

ในถาดประกอบไปด้วย Basil Lolipop, Passionfruit Jelly, Strawberry Gummy, Lemon Chocolate with Jelly, Red Fruit Macaron, Hazelnut Praline, Mango and Curry Bonbon

Petits fours

พนักงานจะจัดใส่กล่องให้สำหรับติดไม้ติดมือกลับไปที่บ้าน

Espresso martini

เราได้สั่งเครื่องดื่มปิดท้ายโดยทีมเสิร์ฟจะมาจัดเตรียมให้กับเราด้วยตัวเอง

Espresso martini

เครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอมของกาแฟและความขมเบา ๆ จาก Martini

รายการเมนูและของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน

💰 ราคา 1,351,53 €/4 pp

🎗 [INTRO] หลังจากประสบการณ์ครั้งแรกในปี 2019 ห้องอาหาร Azurmendi ได้กลายมาเป็นหนึ่งในร้านที่น่าประทับใจติดอันดับท็อปลิสต์ของเพจเราในทันที หลังจากกาลเวลาล่วงเลยมากว่า 4 ปีเราจึงตัดสินใจจัดทริปออกเดินทางจากนคร Barcelona โดยใช้ระยะเวลาเกินกว่า 6 ชั่วโมงมายังเมือง Lalabetzu ไม่ไกลกันจากนคร Bilbao เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเราอีกครั้ง

POULTRY infusion, flowers and herbs

🎗 [THE CHEF] Eneko Atxa เกิดในปี 1977 ที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Amorebieta ในภูมิภาค Basque Country ตัวเติบโตขึ้นมาโดยมีเวลาส่วนหนึ่งใกล้ชิดกับการทำครัวเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สายอาชีพเชฟตั้งเเต่อายุ 15 ปี หลังจากจบการศึกษาจาก Catering College of Leoia ในเมือง Leoia เขาเริ่มต้นทำงานที่ร้านอาหาร Baserri Maitea ในปี 1994 ก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับสุดยอดมาสเตอร์เชฟแห่งยุคปัจจุบันที่ห้องอาหาร Martín Berasategui ซึ่งในขณะนั้นเพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานและเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่เชฟ Martín Berasategui สามารถคว้ารางวัล 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกด้วย หลังจากนั้นเขายังดำรงตำแหน่งเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหารชื่อดังมากมายอย่างเช่น Etxebarri และ Andra Mari (🌟 1 MICHELIN Star) ทั้งยังสามารถคว้าตำแหน่ง Champion of Young Spanish Signature Chefs มาครองได้ในปี 2002 อีกด้วย

เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้มากระดับหนึ่งประกอบกันกับการสนับสนุนจากครอบครัวเชฟ Eneko Atxa จึงเปิดห้องอาหาร Azurmendi เป็นของตัวเองบริเวณเนินเขาเล็ก ๆ ในเมือง Larrabetzu ข้างกันกับโรงบ่มไวน์ Gorka Izagirre Bodega ของเชฟ Eneko Atxa เองและสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2007 ต่อด้วยรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2010 หลังจากนั้นเขาตัดสินใจย้ายร้านไปยังตำแหน่งใหม่สูงขึ้นไปบนเนินเขาเดิมและคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2012 โดยในตำแหน่งเดิมนี่จะแทนที่ด้วยห้องอาหารแห่งที่สองของที่ใช้ชื่อตามตัวเชฟว่า Eneko ในปี 2017 ซึ่งตัวร้านก็สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปีเดียวกัน ในปี 2020 เชฟ Eneko Atxa ได้ขยับขยายกิจการไปยังประเทศโปรตุเกสโดยใช้ชื่อว่า Eneko Lisboa และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้อีกเช่นกัน เชฟ Eneko Atxa ยังคงเน้นย้ำในเรื่องของความยั่งยืนทางอาหารการันตีด้วยรางวัล 🍀 MICHELIN Green Star ทั้งห้องอาหาร Azurmendi และ Eneko รวมไปถึงรางวัล Sol Sostenible จาก Guía Repsol และ Sustainability Award จาก Madrid Fusión

ห้องรับประทานอาหารหลักมีผนังและฟาซาดที่ตกแต่งด้วยวัสดุไม้ท้องถิ่น ผนังสามฝั่งกั้นด้วยกระจกใสและหันเข้าหาแสงอาทิตย์ในช่วงบ่ายเพื่อลดความต้องการในการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งยังช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา

สำหรับใครที่มาถูกช่วงเวลาสามารถมองเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของเนินเขาใหญ่น้อยและถนนหลวงที่มีรถวิ่งไปมาได้จากมุมสูงอีกด้วย

สำหรับประสบการณ์ที่ Azurmendi นั้นจะเริ่มต้นทันทีที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านโดยพนักงานจะเตรียม Txakoli ซึ่งเป็นไวน์ท้องถิ่นของภูมิภาคนี้ให้ลูกค้ากันคนละแก้วควบคู่ไปกับตะกร้า ~ WELCOME PICNIC ~ ที่ประกอบไปด้วยของว่างเรียกน้ำย่อย 4 อย่างมาให้ได้ชิมกันภายในพื้นที่สวนขนาดใหญ่ จากนั้นพนักงานจะพาลูกค้าเข้าสู่ห้องครัวโดยมีทีมเชฟจำนวนมากคอยกล่าวทักทายและแนะนำอาหารอีก 3 อย่างที่ ~ THE TRUFFLE’S TABLE ~ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเมนูที่สร้างชื่อเสียงให้กับเชฟ Eneko Atxa อย่าง Truffled Egg นั่นเอง พื้นที่ถัดมาคือ ~ THE GARDEN ~ หรือสวนจำลองในห้องสีขาวซึ่งพนักงานจะจัดเสิร์ฟอาหารมาในรูปแบบของกิ่งไม้ ดอกไม้ และใบไม้รวมกัน 4 คอร์ส

พื้นที่รับรองลูกค้า

🎗 [THE FOOD] ในปัจจุบันเชฟ Eneko Atxa นำเสนออาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ผ่าน Tasting Menu รูปแบบเดียวชื่อว่า Adarrak ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นที่แปลว่ากิ่งจำนวนกว่า 25 รายการในราคา 300 €

วัตถุดิบส่วนมากได้มาจากผู้ผลิตท้องถิ่นรายย่อยที่อยู่ไม่ไกลจากกันโดยทางร้านจะมีรถขนของเพียงคันเดียวในการขับรถไปรับวัตถุดิยมายังห้องอาหารในแต่ละวันเพื่อลดมลพิษและส่งเสริมความยั่งยืนนั่นเอง รายการไวน์ประกอบขึ้นจากไวน์ท้องถิ่นหลากหลาย Labels รวมไปถึงไวน์นำเข้าจากหลากหลายแหล่งทั่วโลกในราคาที่ถือว่าพอรับได้สำหรับห้องอาหารระดับนี้

บริเวณทางเดินไปยังชั้นบน

ตัวอาคารหลักมีลักษณะเป็น Bioclimatic Building โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยเทคโนโลยีระดับสูงมากมายอย่างเช่นการกักเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวนและเรือนกระจก การนำลมมาหมุนเวียนเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ การสร้างพลังงานหมุนเวียนสำหรับใช้ในห้องอาหารรวมไปถึงการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าโดยมีจุดสำหรับชาร์จได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารเราขอแนะนำอย่างมากให้ลองแวะขึ้นไปบริเวณชั้นบนหรือ Rooftop ซึ่งนอกจากจะมีทัศนียภาพอันสวยงามจากยอดเขาโดยไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ แล้วลูกค้ายังสามารถเยี่ยมชม Glasshouse หรือเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่เชฟใช้ปลูกพืชรวมไปถึงสมุนไพรและดอกไม้นานาชนิดที่ได้นำมาประกอบเป็นอาหารในแต่ละฤดูกาลโดยคิดเป็นจำนวนต้นไม้กว่า 800 ต้นซึ่งช่วยลดปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมี Germoplasm Bank หรือสำหรับจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่นของแถบ Biscay, Gipuzkoa และ Araba ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันอีกด้วย

พื้นที่ชั้นบน

คำอธิบายหลักปรัญชาของเชฟ Eneko Atxa

บริเวณเรือนกระจกชั้นบน

✉️ไร่ไวน์ของเชฟ Eneko Atxa ที่ประกอบไปด้วยต้นองุ่นสีเขียววางตัวไล่ระดับกันลงมาเป็นชั้น ๆ 

Azurmendi ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเล็ก ๆ ในเมือง Larrabetzu โดยในพื้นที่นี้จะประกอบไปด้วยห้องอาหาร 2 แห่งคือ Eneko (🌟 1 MICHELIN Star) ที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาและห้องอาหาร Azurmendi (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars) ที่ตั้งอยู่บริเวณยอดเขา

🎗 [WHY GO] Azurmendi เป็นห้องอาหารที่สามารถมอบประสบการณ์อันตราตรึงให้กับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิมตัวยงที่เฟ้นอาหารระดับสูงหรือเป็นผู้ที่ต้องการดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรวมไปถึงการตกแต่งอันสวยงามของห้องอาหารและทัศนียภาพมุมกว้างของเทือกเขาน้อยใหญ่ในแถบสเปนตอนเหนือ ราคาอาหารและเครื่องดื่มถือว่าสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับคุณภาพอาหารและระดับการบริการอันไร้ที่ติ ขอแนะนำอย่างมากให้เผื่อระยะเวลาในการจองล่วงหน้าสัก 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือนและวางแผนการเดินทางให้ดีเพราะตัวร้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่เท่านั้น