Visit: November 14, 2020

🇳🇱 De Librije - เดอ ลิบรายเยอ

👨🏻‍🍳 Chef Jonnie Boer

Spinhuisplein 1, 8011 ZZ Zwolle, Netherlands

Tel: (+31) 38 853 0000

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารยุคใหม่

Country

Netherlands

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

19/20

Price

3/5
          

🎗 [Intro] 1 ชั่วโมงครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุง Amsterdam เป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินระดับตำนานของประเทศเนเธอแลนด์ การันตีด้วยรางวัลจากหลากหลายสื่ออาหารระดับโลก รวมไปถึงการจัดอันดับจากทั้ง World’s 50 Best Restaurant, La Liste และ Les Grandes Tables du Monde นั่นก็คือห้องอาหาร De Librije ตัวร้านนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศเนเธอแลนด์รังสรรค์ออกมาเป็นอาหารจำนวน 10 คอร์สที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแฝงอัตลักษณ์ของเชฟเอาไว้สูงมากชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยก็ว่าได้

          
🎗[The Chef] เชฟ Jonnie Boer เกิดในปี 1965 ที่เมือง Giethoorn โดยมีพื้นหลังครอบครัวเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่เล็กๆที่ชื่อว่า De Harmonie เมื่ออายุถึงเกณฑ์ Jonnie ได้สมัครเข้าเรียนคอร์ส Private chef ที่เมือง Groningen จนจบการศึกษาและเริ่มต้นชีวิตเชฟฝึกหัดที่ Lido ในกรุง Amsterdam ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Boergerij ระดับ 1 ดาวมิชลินและฝึกฝนฝีมือจนเชี่ยวชาญ จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเชฟ Jonnie สมัครเข้าทำงานกับห้องอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมือง Zwolle และผันตัวจากตำแหน่งเชฟฝึกหัดหรือ Trainee chef มาเป็น Head chef ด้วยอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น … ในปี 1993 เชฟ Jonnie และภรรยาคุณ Thérèse ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหารไร้ดาวอย่าง De Librije ซึ่งตั้งอยู่ที่หอสมุดเก่าสมัยศตวรรษที่ 15 ใน Dominican Abbey และยกระดับสู่ Haute Cuisine อย่างเต็มตัว กระทั่งในปี 1997 ตัวร้านก็สามารถคว้ารางวัล ⭐️ 1 ดาวมิชลินมาครอง ตามด้วย ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินในปี 1999 พร้อมทั้งทำสถิติเป็นเชฟแดนกังหันลมที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับดาวมิชลิน 2 ดวงอีกด้วย สุดท้ายในปี 2004 ห้องอาหาร De Librije ได้รับเกียรติสูงสุดให้เลื่อนขั้นเป็นห้องอาหารระดับ ⭐️⭐️⭐️ 3 ดาวมิชลินต่อจาก Parkheuvel ซึ่งเป็นห้องอาหารแรกที่ครองดาว 3 ดวงเอาไว้ในช่วงปี 2002-2006 (ซึ่งเราได้ทำรีวิวเอาไว้ก่อนนี้แล้วสามารถตามไปอ่านพร้อมเทคนิคการจองแบบลดราคาได้ที่นี่ https://www.facebook.com/685707774837356/posts/3479671122107660/)

🎗 [The Place] ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดช่วงยุคปัจจุบันเราต้องขอเล่าย้อนไปถึง Het Spinhuis ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับกักขังนักโทษหญิงแห่งเมือง Zwolle ตัวอาคารถูกใช้งานในช่วงปี 1740 จนถึงปี 2004 รวมเป็นระยะเวลานานถึง 264 ปีก่อนที่จะถูกขายต่อให้กับเชฟ Jonnie และภรรยาในปี 2006 เพื่อปรับปรุงให้เป็น Librije’s Hotel ตัวโรงแรมมีห้องอาหารชื่อว่า Librije’s Zusje ที่แปลว่า Little Sister เพื่อสื่อถึงน้องสาวคนเล็กของห้องอาหาร De Librije ที่ได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินไปก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นร้านน้องสาวแต่อาหารที่นี่ก็ไม่ธรรมดาการันตีด้วยรางวัล ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่จะย้ายสถานที่ไปเปิดใหม่ที่โรงแรมหรู Waldorf Astoria Amsterdam ในเดือนพฤษภาคมปี 2014 พร้อมรักษาดาวมิชลิน 2 ดวงมาได้ถึงจนถึงปัจจุบัน (ในปีที่ผ่านมาตัวร้านได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Spectrum)

🎗 สาเหตุที่ร้านน้องสาวถูกย้ายไปเปิดตัวในเมืองหลวงเนื่องจากเชฟ Jonnie ต้องการย้ายห้องอาหาร Flagship คือ De Librije มาเปิดในโรงแรม Librije’s Hotel นั่นเอง เริ่มจากการปรับปรุงสถานที่เดิมเสียใหม่โดย Eric Kuster นักออกแบบภายในชื่อดังที่ปรับส่วนลานกว้างเดิมของเรือนจำหรือ Prison Courtyard ให้มุงด้วยกระจกใสแทนหลังคาทึบแบบปกติเพื่อให้แสงธรรมชาติสอดส่องเข้ามายังห้องทานอาหารหลักในช่วงกลางวัน สีสันภายในร้านจะออกไปทางโทนส้ม น้ำตาล และขาว เสริมด้วยสีเขียวของพุ่มไม้ที่ประดับอยู่ตามจุดต่างๆ ห้องครัวที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ Cold kitchen ซึ่งตั้งอยู่ในห้องทานอาหารหลัก มีหน้าที่จัดเตรียม Cold starters และของหวาน ลูกค้าสามารถมองดูทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา และ Hot kitchen ที่ตั้งอยู่ด้านหลังครัวเย็นโดยจะแบ่งย่อยออกเป็นสามส่วนอีกทีหนึ่ง (จุดเตรียม Warm dish, Sauce and vegetables prep และ จุดเตรียม cold starters ที่จะส่งออกไปด้านหน้า) ระหว่างมื้อลูกค้าได้รับเชิญให้แวะเข้าไปเยี่ยมชมพร้อมทานอาหารบางคอร์สที่ฝั่งบาร์อีกด้วย ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแวะ Librije Shop เพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกคุณภาพสูง ส่วนใครเดินทางมาไกลทางโรงแรมยังนำเสนอห้องพักจำนวน 19 ห้องตั้งชื่อตามดอกไม้ต่างๆ แม้ว่าแต่ละห้องจะเคยเป็นคุกเก่าแต่เชฟ Jonnie การันตีว่าภายในถูกปรับโฉมเสียใหม่จนกลายเป็นห้องพักสุดหรูที่ลูกค้าจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

🎗 [The Food] อาหารที่นี่นำเสนอเป็นเซ็ตเมนูชื่อว่า ”Librije Menu“ จำนวน 7 คอร์สที่ราคา 210 €/p และ 10 คอร์สที่ราคา 252.50 €/p นอกจากนี้ยังมีคอร์สพิเศษเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ทานเยอะกว่าปกติอีกด้วย มื้ออาหารจะเริ่มต้นทันทีในห้องรับรองระหว่างรอจัดเตรียมโต๊ะโดยพนักงานจะนำเสิร์ฟ Canapes ขนาดจิ๋วเป็นฟิงเกอร์ฟู้ด 3 อย่าง จากนั้นจึงย้ายไปนั่งในห้องทานอาหารหลัก สำหรับลูกค้าที่สั่งเซ็ตใหญ่ 10 คอร์สพนักงานจะพาเดินชมห้องครัวร้อนและบาร์ที่จัดเตรียมเอาไว้สำหรับเสิร์ฟหนึ่งใน Signature Dish อย่าง Eel sandwich อีกด้วย โดยจะขอเล่าถึงจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นและเป็นที่น่าจดจำสัก 3 อย่างคือ

✨ Veal tartare with Herring caviar
อมูสบูชที่นี่นำเสิร์ฟมาแบบจัดเต็มมากถึง 8 อย่าง แต่จานที่โดดเด่นขึ้นมานนกลายเป็น Iconic ของห้องอาหาร De Librije คือทาทาร์เนื้อลูกวัวที่ผ่านการสับละเอียดจนเนื้อเนียน ด้านบนทอปด้วยไข่ปลาแฮริงและเนื้อปลาหั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ ทานแล้วจะได้ความนุ่มของทาทาร์ลูกวัวเสริมด้วยรสและกลิ่นของมัสตาร์ดเพียงเบาๆตัดกับความเค็มอุมามิของไข่ปลาอีกทีหนึ่ง เนื้อปลาที่ใส่มาให้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีเทียบกันกับความนุ่มของทาทาร์ บอกเลยว่าตอนทานนี่น้ำตาแทบไหลเลยจริงๆ (20/20)

✨ Brown crab, foie gras, cabbage
เมนู “Crabsalad” หรือสลัดปูเขียนติดกันตามภาษาดัตช์สลัดที่เชฟ Jonnie ดัดแปลงและเสิร์ฟออกมาได้สมกับศักดิ์ศรี 3 ดาวมิชลิน โดยนำเสิร์ฟมาเป็น 2 องค์ประกอบย่อยคือจานที่มีหน้าตาคล้ายก้ามปูและจานสลัด ด้านในมีผักสดนานาชนิด สีฐานสีส้มอ่อนเป็น Vinaigrette หรือน้ำสลัดทำมาจาก North sea brown crab หรือปูทะเลสีน้ำตาลผสมกับองค์ประกอบจากตับห่าน ด้านบนโรยด้วยผงตับห่านอีกที ตอนทานน้ำสลัดจะได้กลิ่นหอมและรสหวานของเนื้อปูชัดเจนเสริมด้วยกลิ่นของตับห่านอยู่ในทุกอณูของน้ำสลัด อีกจานย่อยหนึ่งเป็น “Foie Gras” ที่นำมาขึ้นรูปเป็นทรงก้ามปูแล้วโรยด้วยผงตับห่าน ข้างกันฝั่งขวาคือเนื้อปู North sea brown crab ส่วนน้ำใสๆด้านล่างทำมาจากกะหล่ำปลีและตะไคร้ ตอนตักเข้าปากนี่คือ ว้าว ว้าว ว้าว ! ตับห่านเนื้อเนียน ละมุน ให้ความครีมมี่และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันได้อย่างดีกับความหอมของเนื้อปู ถือเป็น Perfect combination ที่เกิดมาคู่กัน ทั้งเชฟยังบรรจงรังสรรค์เมนูออกมาได้ลงตัวสุดๆ จานนี้ขอให้คะแนนเต็ม เป็นสลัดที่อร่อยแบบไร้ที่ติมากๆ (20/20)

✨ Blue cheese, passionfruit, garam masala
เชฟ Jonnie ตั้งใจออกแบบอาหารคอร์สหนึ่งเพื่อใช้เชื่ออมอาหารคาส-หวานเข้าด้วยกันโดยใช้ “Passionfruit” หรือเสาวรส เสิร์ฟมากับกะหล่ำม่วง ด้านบนทอปด้วยผง Blue Cheese และเครื่องเทศอย่าง Garam Masala ทานแล้วต้องมีสงสัยว่านี่คือของคาวหรือขนมกันแน่ สัมผัสแรกที่ตักเข้าปากจะได้รสเปรี้ยวของเสาวรสซึ่งเป็นผลไม้ดูคล้ายของหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้ความกรอบของผักและกะหล่ำดูคล้ายของคาว ถัดมาคือความเฝื่อนของบลูชีสและการัมมาซ่าล่าซึ่งจะช่วยชูกลิ่นของจานนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในผลงานการรังสรรค์อาหารคาว-หวานระดับ Masterpiece ไร้ที่ติขนาดที่เชฟน้อยคนบนโลกจะทำได้ (20/20)

🎗[Conclusion] รสชาติอาหารแต่ละคอร์สถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน เชฟ Jonnie ได้แสดงออกถึงตัวตนความเป็นชาวดัตช์ลงไปในอาหารแต่ละจานซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคชั้นสูงจนสามารถเรียกเสียงว้าวจากคนทานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคตื่นตาตื่นใจ ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของห้องอาหารชั้นสูงในยุโรป พนักงานบริการดีมากและสามารถอธิบายรายละเอียดของอาหารได้แทบไม่ต่างจากเชฟ จากที่กล่าวมาทำให้ De Librije เป็นร้านอาหารชั้นสูงที่ควรค่ากับการออกเดินทางไกลเพื่อไปสัมผัสประสบการณ์อันแสนวิเศษดูสักครั้งในชีวิต

Price :

210-260 €/p

Parking :

Valet Parking (มีค่าบริการ 15 €)

Operating Time :

Lunch เฉพาะศุกร์-เสาร์ 12.00-13.00, Dinner อังคาร-พฤหัส 18.30-24.00 + ศุกร์-เสาร์ 19.00-24.00 ปิดอาทิตย์จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารชั้นนำระดับโลก เชฟ Jonnie รังสรรค์อาหารแต่ละคอร์สออกมาได้ไร้ที่ติ ทั้งยังเต็มไปด้วยเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนๆที่มีใจรักอาหารยูโรเปี้ยนต้องหาโอกาสเดินทางมาชิมสักครั้งในชีวิต

อาหาร :

19

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 Librije Menu (252,50 €/p) Ten dishes with sometimes a classic.

          
Amuse-bouche

Oyster, goat cheese, seaweed

Brown crab, foie gras, cabbage

Langoustine, tomato, kombucha, snake beans

‘Curry’, monkfish, nasturtium, screw tree

Pike-perch, apple syrup, Riesling

Eel sandwich

Veal sweetbread, celeriac, truffle

Roe deer, red cabbage, ginger

Blue cheese, passionfruit, garam masala

Blood orange, coconut, peanuts

Petits fours

🇳🇱 De Librije – เดอ ลิบรายเยอ

👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳 19,5/20 Gault & Millau (5 Toques) – 19.5/20 โกท & มิโย (หมวก 5 ใบ)

🍴 Modern Cuisine – อาหารยุคใหม่

⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน

1 ชั่วโมงครึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุง Amsterdam เป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินระดับตำนานของประเทศเนเธอแลนด์ การันตีด้วยรางวัลจากหลากหลายสื่ออาหารระดับโลก รวมไปถึงการจัดอันดับจากทั้ง World’s 50 Best Restaurant, La Liste และ Les Grandes Tables du Monde นั่นก็คือห้องอาหาร De Librije ตัวร้านนำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศเนเธอแลนด์รังสรรค์ออกมาเป็นอาหารจำนวน 10 คอร์สที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแฝงอัตลักษณ์ของเชฟเอาไว้สูงมากชนิดที่หาใครเทียบได้ยากเลยก็ว่าได้

Amuse-bouche
Flat bread with onion and mustard

เริ่มต้นอมูสบูชคำแรกด้วยขนมปังแผ่นบางกรอบเรียงกันเป็นเลเยอร์หลายชั้น ตรงกลางเป็นหอมใหญ่และมัสตาร์ดส่งกลิ่นหอมคลุ้งขึ้นจมูก ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี (17/20)

Amuse-bouche
Crunchy Dutch shrimps

ชิ้นที่สองเป็นกุ้งดัตช์ขนาดจิ๋วกรอบทานกับซอสมาโยรสเปรี้ยว เซเลอรี่ และผงสไปซ์ Baharat ให้ความเค็มนิดๆ ด้านล่างเป็น Puffed pig skin หรือหนังหมูฟูกรอบทานแล้วได้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ (18/20)

Amuse-bouche
Lacquered Mangalica pork belly

ชิ้นที่สามคือส่วนสามชั้นขอหมูมันกาลิก้า ทำมาจนฟูกรอบเคลือบผิวด้วยซอสจนมันวาวคล้ายแล็คเกอร์ เคี้ยวแล้วให้ความเบาคล้ายแคปหมูเวอร์ชั่นที่ผ่านการอับเกรดจนสุด มีกลิ่นหอมเด่นชัด (19/20)

ห้องรับรองลูกค้าระหว่างรอโต๊ะและทานอมูสบูช 3 อย่างแรก

เมื่อรับประทานอมูสบูชเสร็จได้ 3 คำพนักงานจะพาเราไปนั่งที่ห้องทานอาหารหลักซึ่งแต่เดิมเคยให้เป็นสนามหรือส่วน Courtyard ของคุกเก่าแห่งเมือง Zwolle

Amuse-bouche
Veal tartare with Herring caviar

ที่โต๊ะพนักงานจะนำเสิร์ฟอมูสบูชอย่างที่สี่ซึ่งเป็น Iconic หรือเอกลักษณ์ของห้องอาหาร De Librije ทำมาเป็นทรงแหวน พนักงานจะขอให้เรายื่นนิ้วไปและสวมแหวนให้ (20/20)

Amuse-bouche
Veal tartare with Herring caviar

ทาทาร์เนื้อลูกวัวที่ผ่านการสับละเอียดจนเนื้อเนียน ด้านบนทอปด้วยไข่ปลาแฮริงและเนื้อปลาหั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ ทานแล้วจะได้ความนุ่มของทาทาร์ลูกวัวเสริมด้วยรสและกลิ่นของมัสตาร์ดเพียงเบาๆตัดกับความเค็มอุมามิของไข่ปลาอีกทีหนึ่ง เนื้อปลาที่ใส่มาให้มิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีเทียบกันกับความนุ่มของทาทาร์คำนี้บอกเลยว่าน้ำตาแทบไหลเลยจริงๆ (20/20)

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

ถัดมาเชฟ Jonnie จะเดินมาแนะนำตัวกับลูกค้าที่โต๊ะพร้อมโปสการ์ดจำลองเป็นภาพของหมู่บ้าน Giethoorn บ้านเกิดของเชฟ เชฟจะเริ่มเล่าเรื่องราวของ Granddad ซึ่งมีอาชีพเป็น Freshwater Fisherman หรือชาวประมงน้ำจืดซึ่งลดจำนวนลงอย่างมากในปัจจุบัน

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

ด้านหลังเล่าถึงเรื่องราวโดยย่อของอาหารคอร์สนี้

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

ฉะนั้นเซ็ตของอมูสนี้เชฟ Jonnie จึงตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องเหล่าชาวประมงน้ำจืดโดยใช้ชื่อว่า “Pleasures of The Palate”

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

Pleasures of The Palate เริ่มต้นด้วย ”Head of pike perch” หรือหัวปลา Pike-perch เชฟนำส่วนแก้มปลาไปย่าง จากนั้นจึงนำมาวางบนหัวปลาแล้วนำไปรมควันบน Juniper Berry จนสุกเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม (20/20)

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

ใครที่เคยทานแก้มปลาจะรู้ว่าเนื้อส่วนแก้มเป็นอัญมณีล้ำค่าของปลานั้นๆเพราะจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มกว่าเนื้อส่วนอื่น มีอัตราไขมันที่พอเหมาะคือมากกว่าลำตัวแต่ไม่เท่าส่วนท้อง ยิ่งเป็นแก้มปลา Pike-perch ชิ้นนี้ย่างและรมควันมาแบบไร้ที่ติ มีความเด้ง นุ่ม หอมมากๆๆๆๆ ! ซอสครีมด้านล่างช่วยเสริมรสชาติของเนื้อปลาแต่ไม่เบียดบังกลิ่น เรียกได้ว่าเป็นการนำเสนออาหารที่มีองค์ประกอบไม่ซับซ้อนออกมาได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ (20/20)

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

จานนี้คือ ”Crayfish stock with tofu” เชฟ Jonnie นำน้ำสต็อกของกุ้ง Crayfish เสิร์ฟมากับเต้าหู้นุ่มๆ และเนื้อกุ้งชิ้นจิ๋ว น้ำซุปรสชาติเค็มเบาๆตัดด้วยความหวานนิดๆ กลมกล่อมจนตอนทานเราตาลุกวาว ทั้งยังหอมกลิ่นกุ้งคล้ายดาชิของญี่ปุ่น เนื้อกุ้งกับเต้าหู้ทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี อร่อยมากๆ (19/20)

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

ถัดมาคือ “Egg and eel” เชฟหั่นส่วนหนึ่งของเปลือกไข่ออกไปเพื่อใช้เป็นถ้วย ด้านในเป็นคัสตาร์ดรสชาติร่อนข้างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่น จับคู่กับเนื้อปลาไหลรมควันซึ่งมีเนื้อสัมผัสไร้ที่ติมากๆ คือนุ่มและหอม เข้ากันสุดๆ (19/20)

Amuse-bouche
Pleasures of The Palate

สุดท้ายคือ “Blue Swimmer Crab” หรือปูม้าซึ่งแต่เดิมเป็นสัตว์เอเลี่ยนที่แพร่เข้ามาจากประเทศอเมริกาสู่ที่เนเธอแลนด์เมื่อกว่า 100 ปีก่อนแต่ตอนนี้พบกระจายได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำ เชฟปั้นมาเป็นก้อนเล็กๆ เสิร์ฟมาบน Pillow หรือหมอนกรอบเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสวางมาบนตัวปูอีกทีหนึ่ง ด้านในมีกลิ่นคล้ายๆแกง มีรสอมเปรี้ยวนิดๆเพื่อดึงความหวานจากเนื้อปูให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น น่าสนใจไม่เบา (18/20)

Oyster, goat cheese, seaweed

ในที่สุดก็เข้าสู่คอร์สแรกของเมนูหลัก จานนี้คือ “Dutch Oyster” หรือหอยนางรมดัตช์จาก Yerseke หมู่บ้านในจังหวัด Zeeland ทางตอนใต้ของประเทศเนเธอแลนด์ หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องการเลี้ยงหอยนางรม Flat oyster มาตั้งแต่ปี 1870 เชฟนำมาคลุมด้วยชีสนมแพะสีขาว มีหยดสีเขียวทำมาจากสาหร่าย ข้างกันคือองค์ประกอบของชีสนมแพะสีขาว ผงสาหร่ายสีเขียว และผงสีส้มทำมาจาก Dried and smoked oyster ตัวหอยนางรมมีเนื้อสัมผัสนุ่ม เด้ง ความรู้สึกแรกหลังจากตักเข้าปากจะได้กลิ่นสาหร่ายนำมาก่อนชัดมากทั้งยังช่วยกลบกลิ่นคาวออกหอยนางรมออกไปได้ทั้งหมด ชีสนมแพะมีความเฝื่อนนิดๆเข้ากันได้ดีกับสาหร่าย จานนี้ทานแล้วช่วยเรียกความสดชื่นเหมาะกับการใช้เปิดเป็นคอร์สแรกจริงๆ (18/20)

Brown crab, foie gras, cabbage

คอร์สนี้เป็น “Crabsalad” เขียนติดกันตามภาษาดัตช์เป็นจานที่เชฟนำ Crab Salad พื้นบ้านมาประยุกต์เพื่อเสิร์ฟในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน โดยจะนำเสิร์ฟมาเป็น 2 องค์ประกอบย่อยคือจานที่มีหน้าตาคล้ายก้ามปูและจานสลัด เชฟแนะนำให้ทาน 2 จานนี้สลับกันไปมา (20/20)

Brown crab, foie gras, cabbage

จานย่อยแรกเป็นผักสดนานาชนิด ส่วนฐานสีส้มอ่อนเป็น Vinaigrette หรือน้ำสลัดทำมาจาก North sea brown crab หรือปูทะเลสีน้ำตาลผสมกับองค์ประกอบจากตับห่าน จากที่ว่ามาจึงทำให้น้ำสลัดมีสีส้มขุ่น ด้านบนโรยด้วยผงตับห่านอีกที ตอนทานน้ำสลัดจะได้กลิ่นหอมและรสหวานของเนื้อปูชัดเจนเสริมด้วยกลิ่นของตับห่านอยู่ในทุกอณูของน้ำสลัด (20/20)

Brown crab, foie gras, cabbage

อีกจานย่อยหนึ่งเป็น “Foie Gras” ที่นำมาขึ้นรูปเป็นทรงก้ามปูแล้วโรยด้วยผงตับห่าน ข้างกันฝั่งขวาคือเนื้อปู North sea brown crab ส่วนน้ำใสๆด้านล่างทำมาจากกะหล่ำปลีและตะไคร้ … ตอนตักเข้าปากนี่คือ ว้าว ว้าว ว้าว ! … ตับห่านเนื้อเนียน ละมุน ให้ความครีมมี่และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันได้อย่างดีกับความหอมของเนื้อปู ถือเป็น Perfect combination ที่เกิดมาคู่กัน ทั้งเชฟยังบรรจงรังสรรค์เมนูออกมาได้ลงตัวสุดๆ จานนี้ขอให้คะแนนเต็ม เป็นสลัดที่อร่อยแบบไร้ที่ติมากๆ (20/20)

Langoustine, tomato, kombucha, snake beans

ถัดมาคือ “Langoustine” ที่เชฟจัดเตรียมมาในสไตล์ Ceviche โดยปกติการทำเซวิเช่จะใช้กรดจากผลไม้รสเปรี้ยวเช่นมะนาวบีบลงไปเพื่อสะดุ้งทำให้เนื้อหรือโปรตีนหลักมีความเด้งมากขึ้นคล้ายอาหารสุก แต่สำหรับ De Librije ร้านระดับ 3 ดาวมิชลินจะเสิร์ฟเซวิเช่แบบปกติก็คงไม่ได้ … จานนี้เชฟใช้ Kombucha หรือน้ำชาหมักของประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆมาสะดุ้งผิวของแลงกูสทีน ตอนทานจะได้ความนุ่ม เด้ง และรสหวานธรรมชาติซึ่งเป็นจุดเด่นของกุ้งชนิดนี้มาแบบเต็มๆ ด้านบนมีถั่วฝักยาวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเพิ่มความกรุบกรอบเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจาน (19/20)

Langoustine, tomato, kombucha, snake beans

ส่วนน้ำสีเขียวด้านล่างทำมาจากถั่วฝักยาวสายพันธุ์บ้านเราผสมกับสไปซ์แถบบ้านเราที่เชฟเรียกว่า Laos ทั้งยังมีองค์ประกอบของมะเขือเทศให้รสเปรี้ยวเบาๆ ทั้งยังช่วยดึงรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว วิธีทานให้หั่นครึ่งเนื้อกุ้ง ตักทุกองค์ประกอบพร้อมกันเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด (19/20)

Bread with goat milk butter

สำหรับด้วยขนมปังทางร้านนำเสิร์ฟมาคู่กับเนยสีม่วงทำมาจากนมแพะ

Bread with goat milk butter

ขนมปังก้อนกลมทำมาจาก Fermented seed and grain หรือธัญพืชหมักและส่วนเมล็ด กัดแล้วมีความกรอบชัดเจนแต่ไม่แข็งจนเกินไป ทั้งยังมีรสเปรี้ยวนิดๆจากกระบวนการหมักอีกด้วย

Bread with goat milk butter

ส่วนเนยที่นี่ทำมาจากนมแพะ แต่สาเหตุที่มีสีออกอมชมพูเพราะเชฟใส่น้ำองุ่นลงไปด้วย ด้านบนโรยด้วย Dried spinach ตัวเนยมีความครีมมี่สูง หอม มัน มีกลิ่นเฉพาะตัวจากนมแพะแทรกด้วยรสอมเปรี้ยวเบาๆ

‘Curry’, monkfish, nasturtium, screw tree

ถัดมาคือ “Green Curry” เป็นจานที่เชฟใช้เทคนิคแบบเวสเทิร์นในการตีความวัตถุดิบเอเชียออกมาเป็นซอสด้านล่าง ตัวน้ำซอสมีสีเขียวปนขาวโดยมีส่วนผสมของ Screw Tree หรือใบเตยให้สีเขียวอ่อน และ Jasmine Rice หรือข้าวหอมมะลิให้สีขาว ต้องยอมรับว่ารสชาติในแง่ของการทำแกงออกมาให้เป็นซอสแบบฝรั่งเศสถือว่าดีงามมากๆ เราสามารถสัมผัสได้ถึงความครีมมี่และกลิ่นหอมของใบเตยชัดเจนโดยไม่เลี่ยนจนเกินไป สุดยอดเลยจริงๆ (19/20)

‘Curry’, monkfish, nasturtium, screw tree

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญเป็นโปรตีนหลักที่เชฟ Jonnie ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวอย่าง Tail of Monkfish หรือส่วนหางของปลาม็องก์ฟิช ปรุงมาในระดับความสุกแบบไร้ที่ติ นุ่ม เด้งนิดๆ เคี้ยวเบาๆก็ละลายไปกับซอสแกง ด้านบนทอปด้วยแนสเทอเทียมซึ่งเป็นดอกไม้ที่กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือเป็นจานที่เชฟใช้แรงบันดาลใจจากอาหารเอเชียปรุงออกมาเป็นอาหารสไตล์เวสเทิร์นได้อย่างน่าทึ่ง (19/20)

Eel sandwich

สำหรับ “Eel Sandwich with Hot Sauce” เป็นเมนู Signature Dish ขึ้นชื่อของร้าน De Librije เชฟ Jonnie เลือกใช้ปลาไหลจากแหล่งน้ำทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์โดยจะคัดเฉพาะปลาตัวใหญ่ที่สุดเท่านั้นและปล่อยตัวเล็กกลับคืนสู่ธรรมชาติตามนโยบายการประมงแบบยั่งยืน (20/20)

Eel sandwich

เนื้อปลาไหลจะถูกนำมาย่างบนเตาญี่ปุ่นในสไตล์ Yakitori บนถ่าน Binchotan ซึ่งจะให้ความร้อนที่สูงและคงที่มากกว่าถ่านทั่วๆไป เชฟจะทาซอสที่ทำมาจาก Soy sauce ผสมกับ Citrus ดูคล้ายกับคาบายากิทาเระแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หมุนปลาพลิกไปมาเล็กน้อยแล้วจึงนำมาเลาะเนื้อออกจากก้าง (20/20)

Eel sandwich

เชฟได้ทำการย่างขนมปังเตรียมเอาไว้ซึ่งดูแล้วคล้ายเบอร์เกอร์มากกว่าแซนวิช หยดซอส Sambal Mayonnaise ลงไป นำเนื้อปลาไหลมาวาง ทอปก้วยผซแสเดิมซ้ำๆกันในทุกเเลยอร์เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในรสชาติ สุดท้ายเชฟจะนำแอปเปิ้ลที่ Marinated อยู่ใน Apple and citrus vinegar, Sweet and sour chili pepper และ Black mint ที่ Infused ด้วย Gin ทอปไว้ที่ด้านบน โดยตัว Black mint จะมีรสชาติที่ซับซ้อนกว่ามิ้นท์ปกติ (20/20)

Eel sandwich

แซนวิชปลาไหลจะนำเสิร์ฟมาคู่กับค็อกเทล (รวมอยู่ในเซ็ตอาหารแล้ว) ซึ่งจะใช้ Cold drip coffee maker หรือเครื่องทำกาแฟโคลดริปที่ถูกคิดค้นโดยชาวดัตช์เมื่อหลายร้อยปีก่อนเพื่อใช้งานบนเรือเวลาที่ต้องออกเรือเพื่อติดต่อทางการค้า หลักการทำงานคือพนักงานจะใส่น้ำแอปเปิ้ลแช่แข็งเอาไว้ที่หลอดด้านบนสุด (20/20)

Eel sandwich

จากนั้นปล่อยให้น้ำแอปเปิ้ลแช่แข็งเริ่มละลายแล้วไหลลงมาผ่านองค์ประกอบต่างๆคือ Dried and Puffed Rice (ข้าวพอง), Thai Basil (โหระพา), Cardamom (กระวาน), Salted Lemon (มะนาวอบเกลือ) (20/20)

Eel sandwich

น้ำแอปเปิ้ลจะดูดซับกลิ่นและรสชาติขององค์ประกอบต่างๆ แล้วเกิดการกรองขึ้นที่ด้านล่าง สุดท้ายจะได้เป็นเครื่องดื่มออกมา (20/20)

Eel sandwich

ก่อนเสิร์ฟพนักงานจะใส่ Gin สูตรเฉพาะของทางร้านลงไปเล็กน้อย ทานแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมากๆ (20/20)

Pike-perch, apple syrup, Riesling

อีกหนึ่งจานเด็ดที่เราต้องเทคะแนนเต็มให้คือปลา Pike-perch ใส่มาในหม้อขนาดใหญ่ องค์ประกอบด้านล่างใต้สุดคือเบคอนและหมูสามชั้นหรือ Pork belly มี Celeriac ตรงกลาง ก่อนที่จะราดไวน์ Riesling ลงไปในหม้อร้อนๆแล้วปิดฝาเพียงไม่กี่วินาทีให้อโรม่าของ Reisling แทรกเข้าไปสู่ฟิเลท์ของปลา (20/20)

Pike-perch, apple syrup, Riesling

จากนั้นพนักงานจะนำเบคอนวางลงบนฝาหม้อร้อนๆเพื่อปรุงให้สุกโดยที่ไม่เกิดการ overcooked ระหว่างรอเบคอนสุกก็คีบฟิเลท์ของปลา Pike-perch มาวางข้างกันแล้วใช้พู่กันทาของเหลวที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลไซรัปและซอยซอสลงไปที่หนังปลา โรย Crispy potato ลงไปด้านบน แต่วด้วย Chive หรือต้นหอมจีน พอเบคอนสุกได้ที่ก็นำมาวางทอปที่เลเยอร์บนสุดอีกทีหนึ่ง (20/20)

Pike-perch, apple syrup, Riesling

นำแต่ละองค์ประกอบมาจัดลงจานที่มีส่วนผสมของซอส Beurre Blanc และ Riesling นอกจากนี้ยังมีครีมทำมาจากเบคอน Celeriac และ Mustard seed เนื้อปลามีความสุกในระดับเพอร์เฟค ไร้ที่ติ มีความนุ่มแต่ไม่เละ มีกลิ่นหอมและรสชาติเฉาะตัวของแอปเปิ้ลไซรัป มีความกรอบจากมันหวานด้านบน ความมันของซอสเบลอบล็องก์เข้ากันได้ดีกับความมันจากเบคอน จานนี้เรียกได้ว่าไร้ที่ติ (20/20)

Veal sweetbread, celeriac, truffle

ถัดมาเป็นวัตถุดิบปราบเซียนอย่าง “Sweetbread” หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว โดยทั่วไปจะใช้ต่อมไทมัสซึ่งอยู่ที่บริเวณรอบๆหลอดลมและจะเริ่มฝ่อไปเองเมื่ออายุมากขึ้น (19/20)

Veal sweetbread, celeriac, truffle

เชฟนำ Sweet Bread ไปทำให้สุกในหัว Celeriac ที่คว้านตรงกลางออกแล้วใส่เนยและ Black Truffle ลงไป จากนั้นนำไปห่อด้วย Salt Crust แล้วจึงนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศา นาน 1 ชั่วโมง จากกระบวนการที่ว่ามาเป็นการทำให้ Sweet Bread เริ่มสุกอย่างช้าๆ หรือเรียกได้ว่าผ่านการ Poached มาในรสชาติของทรัฟเฟิล เซเลริแอค และเนยนั่นเอง (19/20)

Veal sweetbread, celeriac, truffle

จากนั้นจึงนำลงจานบนโต๊ะต่อหน้าลูกค้า สำหรับองค์ประกอบในจานเชฟจะจัดเตรียม Sweet Potato, Celeriac เอาไว้ เทน้ำซอสที่ใช้ Poached ลงไปด้วยเล็กน้อยแล้วจึงทอปด้านบนด้วย Black Truffle (19/20)

Veal sweetbread, celeriac, truffle

เนื้อสัมผัสของ Sweet Bread นุ่ม ละมุนลิ้น ไม่มีกลิ่นคาวและเข้ากันได้ดีกับกลิ่นหอมของทรัฟเฟิล เรียกได้ว่าสมกับศักดิ์ศรีของร้านระดับ 3 ดาวมากๆ ตัวน้ำซอสมีความ Creamy จากเนยและความ Earthy เบาๆจาก Celeriac บาลานซ์กันพอเหมาะ ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายจากองค์ประกอบอื่นๆในจานอีกด้วย (19/20)

Roe deer, red cabbage, ginger

เมนคอร์สจานสุดท้ายคือ “Roe Deer” หรือเนื้อกวางโร เชฟเลือกเสิร์ฟมา 2 ชิ้น ฝั่งขวาเป็นเนื้อส่วนหลังย่างและเสิร์ฟที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์เพื่อคงความนุ่มและความฉ่ำของเนื้อ ด้านบนราดด้วยน้ำ Jus ทำมาจาก Roe deer และ Dried apple ให้รสหวานอมเปรี้ยวเข้ากันดีกับความละเอียดเหมือนทรายอันเป็นเอกลักณ์ของเนื้อกวาง ส่วนฝั่งซ้ายคือสตูว์ขากวางนุ่มๆ เสิร์ฟมาให้ทานกับกะหล่ำปลีม่วง ขิง และโปยกั๊ก ทานแล้วกลิ่นขิงค่อนข้างเด่นช่วยในการดับกลิ่นสาบของสตูว์เนื้อกวางได้อย่างดี (19/20)

Blue cheese, passionfruit, garam masala

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “Passionfruit” หรือเสาวรส เสิร์ฟมากับกะหล่ำม่วง ด้านบนทอปด้วยผง Blue Cheese และเครื่องเทศอย่าง Garam Masala จัดว่าเป็นจานที่เชฟตั้งใจใช้เชื่อมอาหารคาว-หวานเข้าด้วยกัน คือทานแล้วต้องมีสงสัยว่านี่คือของคาวหรือขนมกันแน่ สัมผัสแรกที่ตักเข้าปากจะได้รสเปรี้ยวของเสาวรสซึ่งเป็นผลไม้ดูคล้ายของหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้ความกรอบของผักและกะหล่ำดูคล้ายของคาว ถัดมาคือความเฝื่อนของบลูชีสและการัมมาซ่าล่าซึ่งจะช่วยชูกลิ่นของจานนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในผลงานการรังสรรค์อาหารคาว-หวานระดับ Masterpiece ไร้ที่ติขนาดที่เชฟน้อยคนบนโลกจะทำได้ (20/20)

Ice cream

คั่นกลางก่อนเข้าสู่อาหารหวานจานสุดท้ายคือไอศกรีมเสิร์ฟมาบนรถ I’m Your Ice Cream Man (19/20)

Ice cream

ตัวไอศกรีมมีให้เลือก 3 รสชาติคือ Ceps with chocolate, Pistachio with buckthornberrirs และ Goat yogurt with elderberry (19/20)

Ice cream

พนักงานจะประกอบไอศกรีมให้ลูกค้ากันข้างโต๊ะเลย (19/20)

Ice cream

เราได้เลือกสองอย่าง เริ่มจากไอศกรีมเห็ดและช็อกโกแลตทำออกมาได้เซอไพรซ์มาก ไอศกรีมนุ่ม หอม มีกลิ่นเห็ดเบาๆแต่ไม่ความ Earthy ของเห็ด Ceps ติดมาแม้แต่น้อย ทั้งยังผสานกับรสขมของช็อกโกแลตออกมาได้อย่างไร้ที่ติ อีกฝั่งคือไอศกรีมพิสตาชิโอซึ่งจะมีกลิ่นเฉพาะตัวจากถั่ว ทานคู่กับโทงเทงสีส้ม เป็นไอศกรีมที่ทำออกมาได้ไม่ธรรมดา อร่อยมากจริงๆ (19/20)

Blood orange, coconut, peanuts

ขนมหวานจานสุดท้ายหน้าตาดูทั้งประหลาดทั้งตลกจนเราต้องถามตัวเองว่า กินได้จริงไหม เชฟทำขนมออกมาให้มีรูปร่างล้อกันไปกับถ้วย โดยตัวขนมจะแบ่งออกเป็นเลเยอร์หลายชั้น เริ่มจากชั้นล่างสุดทำมาจากส้มบลัดออเร้นจ์ เลเยอร์ตรงกลางทำมาจากถั่วลิสง ส่วนที่เหลือทำมาจากมะพร้าว ส่วนหนามด้านนอกเป็นเมอแรงก์กรอบ ตอนทานต้องตักให้ลึกถึงด้านล่างเพื่อให้ในหนึ่งคำมีทุกองค์ประกอบ (19/20)

Blood orange, coconut, peanuts

รสชาติหลักๆของจานได้มานากบลัดออเร้นจ์ซึ่งมีรสชาติออกเปรี้ยวตัดกันกับความหวานมันของมะพร้าว มีเมอแรงก์ช่วยดึงรสหวานเพิ่มมาอีกนิด ถือว่าเป็นรสชาติที่น่าสนใจเลยทีเดียว (19/20)

ทางร้านได้มอบซองที่ใส่รูปพร้อมลายเซ็นเชฟและพนักงานแต่ละคนให้เป็นที่ระลึก

ด้านหลังมีลายเซ็นของพนักงานทุกคนในร้าน

Petits fours

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตีโฟว์เสิร์ฟมาเป็นคำเล็ก 6 อย่างเริ่มจากตรง 12 นาฬิกาเรียงตามเข็มคือ

Tartlet with lemon curd แป้งทาร์ตบางกรอบ ด้านในเป็นเคิร์ดมะนาวมีรสออกเปรี้ยวกลมกล่อม

White chocolate with bergamot and basil แป้งเซเบิ้ลกรอบทอปด้านบนด้วยไวท์ช็อกโกแลนที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายเจลลี่แทรกด้วยกลิ่นหอมจากมะกรูดและใบเบซิล ถือว่าค่อนข้าวแปลกแต่อร่อย

Cream puff with vanilla มินิพัฟสอดไส้ครีมวานิลลารสหวานอร่อย

Liqourice with beetroot เจลลี่ลิโคไรซ์นุ่มหนึบที่มีความ earthy ของบีทรูทมาตัดรส

Milk chocolate with water mint ช็อกโกแลตนมที่มีส่วนผสมของวอเตอร์มิ้นท์ สมุนไพรที่มีกลิ่นคล้ายมิ้นท์แต่จะเบากว่าเล็กน้อย

Hazelnut praline with coffee พราลีนถั่วฮาเซลนัทที่เสริมด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ

ขนมทุกอย่างถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน (20/20)

Petits fours

ปกตินาฬิกาเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเวลาของเรานั้นมีจำกัด แต่ที่เนเธอแลนด์ Time doesn’t matter พนักงานจะเคาะแผ่นดาร์คช็อกโกแลตตรงกลางให้แตกออก ด้านล่างเป็นครีมทำมาจาก Dutch cookies และ Forest fruits ช่วยปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด (20/20)

💰 ราคา 530 € หรือประมาณ 19,000 บาท

บนโต๊ะพนักงานจะนำป้ายกระดาษแสดงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สมาวางไว้ให้

ก่อนเข้าสู่คอร์ส Eel sandwich พนักงานจะพาเราเดินเยี่ยมชมครัวเย็น ครัวร้อน และส่วนบาร์ที่ใช้สำหรับจัดเตรียมอมูสบูช ที่ตรงนี้เองพนักงานจะแนะนำและจัดเสิร์ฟอาหารคอร์สถัดไปอย่าง “Eel Sandwich” ให้กับลูกค้าที่เลือกทานเมนู 10 คอร์สอีกด้วย เริ่มจากคือ Cold kitchen ซึ่งตั้งอยู่ในห้องทานอาหารหลัก มีหน้าที่จัดเตรียม Cold starters และของหวาน ลูกค้าสามารถมองดูทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา

ถัดมาคือ Hot kitchen ที่ตั้งอยู่ด้านหลังครัวเย็นโดยจะแบ่งย่อยออกเป็นสามส่วนอีกทีหนึ่ง (จุดเตรียม Warm dish, Sauce and vegetables prep และ จุดเตรียม cold starters ที่จะส่งออกไปด้านหน้า)

ทางร้านนำเสนอชีสท้องถิ่นคุณภาพสูงสำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มจากเซ็ตเมนูหลักอีกด้วย

สาเหตุที่ร้านน้องสาวถูกย้ายไปเปิดตัวในเมืองหลวงเนื่องจากเชฟ Jonnie ต้องการย้ายห้องอาหาร Flagship คือ De Librije มาเปิดในโรงแรม Librije’s Hotel นั่นเอง เริ่มจากการปรับปรุงสถานที่เดิมเสียใหม่โดย Eric Kuster นักออกแบบภายในชื่อดังที่ปรับส่วนลานกว้างเดิมของเรือนจำหรือ Prison Courtyard ให้มุงด้วยกระจกใสแทนหลังคาทึบแบบปกติเพื่อให้แสงธรรมชาติสอดส่องเข้ามายังห้องทานอาหารหลักในช่วงกลางวัน

สีสันภายในร้านจะออกไปทางโทนส้ม น้ำตาล และขาว เสริมด้วยสีเขียวของพุ่มไม้ที่ประดับอยู่ตามจุดต่างๆ

📃 Librije Menu (252,50 €/p)
Ten dishes with sometimes a classic.

แต่เดิมอาคาร Het Spinhuis ถูกใช้เป็นเรือนจำสำหรับกักขังนักโทษหญิงแห่งเมือง Zwolle ตัวอาคารถูกใช้งานในช่วงปี 1740 จนถึงปี 2004 รวมเป็นระยะเวลานานถึง 264 ปีก่อนที่จะถูกขายต่อให้กับเชฟ Jonnie และภรรยาในปี 2006 เพื่อปรับปรุงให้เป็น Librije’s Hotel

ก่อนหน้านี้ตัวโรงแรมมีห้องอาหารชื่อว่า Librije’s Zusje ที่แปลว่า Little Sister เพื่อสื่อถึงน้องสาวคนเล็กของห้องอาหาร De Librije ที่ได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินไปก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นร้านน้องสาวแต่อาหารที่นี่ก็ไม่ธรรมดาการันตีด้วยรางวัล ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่จะย้ายสถานที่ไปเปิดใหม่ที่โรงแรมหรู Waldorf Astoria Amsterdam ในเดือนพฤษภาคมปี 2014 พร้อมรักษาดาวมิชลิน 2 ดวงมาได้ถึงจนถึงปัจจุบัน (ในปีที่ผ่านมาตัวร้านได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Spectrum)

ก่อนกลับบ้านอย่าลืมแวะ Librije Shop เพื่อเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกคุณภาพสูง

เชฟ Jonnie Boer เกิดในปี 1965 ที่เมือง Giethoorn (เพื่อนๆที่เคยไปเที่ยวประเทศเนเธอแลนด์น่าจะรู้จักกันดี) โดยมีพื้นหลังครอบครัวเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่เล็กๆที่ชื่อว่า De Harmonie เมื่ออายุถึงเกณฑ์ Jonnie ได้สมัครเข้าเรียนคอร์ส Private chef ที่เมือง Groningen จนจบการศึกษาและเริ่มต้นชีวิตเชฟฝึกหัดที่ Lido ในกรุง Amsterdam ทั้งยังมีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหาร Boergerij ระดับ 1 ดาวมิชลินและฝึกฝนฝีมือจนเชี่ยวชาญ จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเชฟ Jonnie สมัครเข้าทำงานกับห้องอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในเมือง Zwolle และผันตัวจากตำแหน่งเชฟฝึกหัดหรือ Trainee chef มาเป็น Head chef ด้วยอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น … ในปี 1993 เชฟ Jonnie และภรรยาคุณ Thérèse ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหารไร้ดาวอย่าง De Librije ซึ่งตั้งอยู่ที่หอสมุดเก่าสมัยศตวรรษที่ 15 ใน Dominican Abbey และยกระดับสู่ Haute Cuisine อย่างเต็มตัว กระทั่งในปี 1997 ตัวร้านก็สามารถคว้ารางวัล ⭐️ 1 ดาวมิชลินมาครอง ตามด้วย ⭐️⭐️ 2 ดาวมิชลินในปี 1999 พร้อมทั้งทำสถิติเป็นเชฟแดนกังหันลมที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับดาวมิชลิน 2 ดวงอีกด้วย สุดท้ายในปี 2004 ห้องอาหาร De Librije ได้รับเกียรติสูงสุดให้เลื่อนขั้นเป็นห้องอาหารระดับ ⭐️⭐️⭐️ 3 ดาวมิชลินต่อจาก Parkheuvel ซึ่งเป็นห้องอาหารแรกที่ครองดาว 3 ดวงเอาไว้ในช่วงปี 2002-2006

อาหารที่นี่นำเสนอเป็นเซ็ตเมนูชื่อว่า ”Librije Menu“ จำนวน 7 คอร์สที่ราคา 210 €/p และ 10 คอร์สที่ราคา 252.50 €/p นอกจากนี้ยังมีคอร์สพิเศษเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ทานเยอะกว่าปกติอีกด้วย

รสชาติอาหารแต่ละคอร์สถือว่าทำออกมาได้ไร้ที่ติสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน เชฟ Jonnie ได้แสดงออกถึงตัวตนความเป็นชาวดัตช์ลงไปในอาหารแต่ละจานซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคชั้นสูงจนสามารถเรียกเสียงว้าวจากคนทานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคตื่นตาตื่นใจ ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของห้องอาหารชั้นสูงในยุโรป พนักงานบริการดีมากและสามารถอธิบายรายละเอียดของอาหารได้แทบไม่ต่างจากเชฟ

จากที่กล่าวมาทำให้ De Librije เป็นร้านอาหารชั้นสูงที่ควรค่ากับการออกเดินทางไกลเพื่อไปสัมผัสประสบการณ์อันแสนวิเศษดูสักครั้งในชีวิต

สวนสมุนไพรหลังร้าน

ส่วนใครเดินทางมาไกลทางโรงแรมยังนำเสนอห้องพักจำนวน 19 ห้องตั้งชื่อตามดอกไม้ต่างๆ แม้ว่าแต่ละห้องจะเคยเป็นคุกเก่าแต่เชฟ Jonnie การันตีว่าภายในถูกปรับโฉมเสียใหม่จนกลายเป็นห้องพักสุดหรูที่ลูกค้าจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

ป้ายหน้าร้าน

ก่อนกลับพนักงานจะมอบเครื่องเทศ Baharat ในหลอดพลาสติกจิ๋วให้ลูกค้านำกลับบ้านเป็นที่ระลึก