หน้าแรก » 🇫🇷 Épicure – เอปิเคียว
Visit: March 31, 2020
🇫🇷 Épicure - เอปิเคียว
Chef Éric Fréchon
Hotel Le Bristol Paris, 112 Rue du Faubourg Saint-Honoré, 75008 Paris, France
Tel: (+33) 153 434340
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารยุคใหม่
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
ในปี 2019 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ห้องอาหาร Épicure เฉลิมฉลองการเปิดร้านมาจนครบ 20 ปี รวมไปถึงการรักษารางวัล 3 ดาวมิชลินได้ต่อเนื่องถึง 10 ปีของหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอย่าง Éric Fréchon
ตัวร้านตั้งอยู่ในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอย่าง Hotel Le Bristol Paris บนถนน Rue du Faubourg Saint-Honoré ในเขต 8 บริหารงานโดยกลุ่มนายทุน Oetker Family ชาวเยอรมัน เมื่อไปถึงพนักงานต้อนรับของโรงแรมจะกล่าวทักทายเราพร้อมบริการ Valet parking จากนั้นจึงเดินนำลูกค้าเข้าสู่ห้องอาหาร ภายในโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหราราวกับพระราชวัง หน้าร้านมีพรมแขวนผนังผืนใหญ่แบบฝรั่งเศสวาดเป็นรูปนกยูงริมธารน้ำ ส่วนของห้องอาหารถูกออกแบบและปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกชื่อดัง Pierre-Yves Rochon ภายในโดดเด่นด้วยกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดกว้างสู่บริเวณเทอเรส โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวตัดเย็บโดย Garnier Thiebault แก้วน้ำทุกใบเป่าและหลอมโดยบริษัทเครื่องแก้วชื่อดัง Baccarat Crystal ซึ่งออกแบบแก้วขึ้นมาใหม่ให้กับห้องอาหาร Epicure โดยเฉพาะ ยังมีจาน, ถ้วยเเละเครื่องลิโมจพอร์ซเลนออกแบบโดย Raynaud Porcelain ในเมือง Limoges ส่วนมีด ช้อน ส้อม และเครื่องเงินต่างๆทางร้านเลือกใช้เเบรนด์สุดหรูอย่าง Christofle ที่กล่าวมาทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความละเอียดเเละพิถีพิถันของร้านในการคัดสรรองค์ประกอบที่ดีที่สุดมาจัดวางบนโต๊ะอาหาร
แม้ว่าบ้านเกิดจะอยู่ที่เมือง Corbie ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศสเเต่วัยเด็กของ Éric Fréchon นั้นเติบโตขึ้นมาในเเถบ Normandy ชีวิตการทำงานในห้องครัวเริ่มต้นขึ้นตั้งเเต่เขาอายุเพียง 13 ปี หลังจากลองผิดลองถูกกับห้องอาหารเเรกในชื่อของตัวเองอย่าง La Verrière d’Éric Frechon ก่อนที่จะปิดร้านเพื่อย้ายมาร่วมงานกับ Le Bristol Paris ในปี 1999 เเละเริ่มต้นสร้างประวัติศาสตร์ของการเป็นหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในกรุงปารีส เริ่มจากการคว้าดาวมิชลินดวงเเรกทันทีในปีนั้น
ตามด้วยดวงที่สองในปี 2001 ![]()
หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Bresse Farm Hen poached with wine, crayfish, sweet offal and black truffles. ห้องอาหาร Épicure จึงได้รับการยกระดับให้เป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในปี 2009 ![]()
![]()
นอกจากนี้ Éric Fréchon ยังได้รับรางวัลเกียรติยศส่วนตัวอื่นๆทั้ง Meilleur Ouvrier de France และ Chevalier of the Legion of Honour อีกด้วย
ลูกค้าสามารถเลือกทาน “OUR SEASONAL MENU” เป็นเซ็ตเมนูมื้อกลางวันจำนวน 5 คอร์สในราคา € 185 / คน หรือ “SIGNATURE MENU” เทสติ้งเมนูที่รวบรวม Signature Dish ของทางร้านเข้าไว้ด้วยกันเเละจัดเสิร์ฟมาในจำนวน 8 คอร์ส อย่างไรก็ตามด้วยราคาที่สูงถึง € 380 / คน ทำให้เราไม่ค่อยเเนะนำสักเท่าไหร่ สุดท้ายคือเมนู À LA CARTE ที่เราได้ทานในวันนี้ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกทานเมนูที่อยากชิมได้ตามใจชอบ เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Canapé ทั้งหมด 3 อย่าง มีขนมปังก้อนโตที่ว่ากันว่าเคยจัดส่งมาให้กับสำนักพระราชวังในกรุงเทพฯ ต่อด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างไข่หอยเม่นเสิร์ฟมาสองชิ้นเเละสามารถเเบ่งกันทางได้ ส่วนเมนูเมนคอร์สเราเลือกเมนู Signature ประจำร้านคือหอยเชลล์ Sea scallops และปลา Whiting ปิดท้ายด้วยขนมหวานที่ทำเป็นรูปไข่และรังนก
อาหารทุกจานแม้จะมีเทคนิคการปรุงที่ซับซ้อนตามมาตรฐานของห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูง แต่หากบอกเราว่านี่คือหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในประเทศฝรั่งเศสอาจทำให้เราต้องฉุกคิดและประหลาดใจอยู่เหมือนกัน คงเพราะรสชาติที่ยังคงความคลาสสิคแบบฝรั่งเศสดั้งเดิมประกอบกับราคาต่อจานที่ค่อนข้างสูงอาจทำให้ Épicure อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆที่เราขอเเนะนำให้เพื่อนๆที่แสวงหาร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในกรุงปารีส
Price :
200-380 €/p
Parking :
Valet Parking ฟรีที่โรงแรม
Operating Time :
7.30-10.30, 12.00-14.00, 19.30-21.30
Dress Code :
Smart Casual
Score
✌️ ร้านอาหารฝรั่งเศสในโรงเเรมหรู รสชาติดี ราคาค่อนข้างสูง
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
CANAPÉS
simmered whlist their shells with tongues, scrambled egg mousseline, « mouillette » with seaweed butter. (84 €)
steamed with seaweed and salicornia, cockles and razor shells, shellfish sauce (78 €)
« New-Zealand » spinach and olive oil flavored with curry and péquillos pepper. (75 €)
PRE-DESSERT
candied grapefruit and rose petals, pistachio praline, almond milk foam, honey “kadaif”. (35 €)
MIGNADISES
Epicure – เอปิเคียว
![]()
![]()
3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
ภายในห้องอาหารถูกออกแบบและปรับปรุงใหม่โดยสถาปนิกชื่อดัง Pierre-Yves Rochon
HOMEMADE COUNTRY BREAD
สำหรับขนมปังทางร้านนำเสิร์ฟมาทั้งก้อนในถาดขนาดใหญ่ เป็นขนมปังกับเนย salted butter ที่ทำสดใหม่ทุกวัน ว่ากันว่าขนมปังที่นี่ดีงามถึงขนาดเคยทำส่งมาถึงในวังบ้านเราเลยด้วยซ้ำ เเต่ใครทานหมดนี่คงไม่ต้องทานอาหารกันเเล้วล่ะ (16/20)
CANAPÉS
มื้ออาหารเริ่มด้วยคานาเป้สามอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน
เริ่มจากฝั่งซ้ายคือ Parsnip purée with pistachio and coffee เป็นพูเรเนื้อละเอียดทำจากพาร์สนิปตัดเนื้อสัมผัสด้วยถั่วพิสตาชิโอ เเทรกด้วยรสเเละกลิ่นของกาแฟ (18/20)
Foie gras tart with port jelly ฟัวกราส์ทาร์ตด้านนอกเป็นแป้งกรอบ ตรงกลางคือตับห่านที่ รส่วนผสมของสไปซ์หรือเครื่องเทศรสเผ็ดหน่อย มีกลิ่นหอม ตัดด้วยรสหวานด้านบนคือเจลลี่ทำจากพอร์ตไวน์ (18/20)
Puffed rice with gambas เป็นกุ้งเเดงที่นำไป sauteed มีรสหวาน เนื้อเด้ง ทานกับข้าวพองกรอบ นอกจากนี้ยังมีมีมะเขือเทศช่วยดึงรสหวานของกุ้งให้เด่นชัดมากขึ้น มีมะกอก cottage cheese และโชริโซ่ (17/20)
CANAPÉS
ถัดมาคือผักโขมเสิร์ฟให้ทานคู่กับ Nutmeg หรือจันทน์เทศ ด้านบนเป็นไข่ ตัดเบาๆให้ไข่เเดงไหลออกมาเป็นลาวา มีโฟมและแผ่นกรอบด้านข้างทำจาก Parmesan cheese ช่วยเพิ่มรสเค็มและเนื้อสัมผัสที่ดี (17/20)
BRIOCHE
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังบริยอชใส่มาในถ้วยเซรามิค ภายในมีองค์ประกอบของมะกอก มะเขือเทศ Cottage cheese แฮมนำเข้าจากเมือง Colonata ประเทศอิตาลี และ Spicy sausage หรือโชริโซ่ (17/20)
PURPLE SEA URCHIN
simmered whlist their shells with tongues, scrambled egg mousseline, « mouillette » with seaweed butter. (84 €)
เริ่มต้นอาหารจานแรกที่เราสั่งด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยเป็นหอยเม่นสีม่วงที่ทำออกมาคล้ายซูเฟล ชั้นล่างมีสีเหลืองอ่อนๆเป็นไข่คนหรือ Scrambled egg ชั้นกลางคือไข่หอยเม่นสด มีสีส้มเข้ม นอกจากนี้ยังมีส่วนลิ้นของหอยผสมไปด้วยมีกลิ่นค่อนข้าง Fishy ชั้นบนสุดคือมูสทำจากหอยเม่นตัดด้วยรสเปรี้ยวของมะนาว เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับ Toasted bread และ Seaweed butter ใส่มาในพลาสติคใสดูคล้ายทอฟฟี่ ไข่หอยเม่นสดมาก ไม่มีกลิ่นคาว เนื้อสัมผัสนุ่ม ละเอียด ไข่คนด้านล่างมีกลิ่นหอม มูสด้านบนเบา บาง แซมด้วยรสเปรี้ยวเบาๆของมะนาว อย่างไรก็ตามด้วยรสชาติที่ออกไปในทางครีมมี่อย่างเดียวอาจทำให้เลี่ยนได้บ้างเหมือนกัน (17/20)
SEA SCALLOPS
steamed with seaweed and salicornia, cockles and razor shells, shellfish sauce (78 €)
อีกจานคือเมนู Signature ของทางร้านอย่างหอยเชลล์ชิ้นโตที่เชฟนำไปนึ่งกับสาหร่ายทะเลและซาลิคอเนียร์ซึ่งเป็นพืชทะเลหน้าตาคล้ายกระบองเพชรพบได้ตามชายฝั่งในประเทศแถบยุโรป ตอนทานมีเนื้อสัมผัสนุ่มเด้งคล้ายลูกชิ้นปลาบ้านเรา เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับหอยทะเลนานาชนิด ทั้ง clams และ cockles จัดวางมาอย่างสวยงาม เนื้อสัมผัสของหอยนุ่ม เคี้ยวกรึบ ไม่มีกลิ่นคาว ปิดท้ายด้วยการที่พนักงานเสิร์ฟราดน้ำซอสสีเหลืองนวลที่ทำมาจากหอยเเละเนย มีกลิ่นหอม ครีมมี่ รสชาติโดยรวมของจานนี้ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว (18/20)
SEA SCALLOPS
steamed with seaweed and salicornia, cockles and razor shells, shellfish sauce (78 €)
ตัดออกมาจะพบกับเนื้อหอยเชลล์ชิ้นโตทานเเล้วเด้งนุ่มคล้ายลูกชิ้น (18/20)
LINE-CAUGHT WHITING FISH FROM SAINT-GILLES-CROIX-DE-VIE
in a crust of bread with almonds,
« New-Zealand » spinach and olive oil flavored with curry and péquillos pepper. (75 €)
อีกหนึ่งเมนคอร์สที่เป็นเมนู Signature ประจำร้านคือฟิเลท์ของปลา Whiting ปลาเนื้อขาวตัวเเบนที่ทางร้านได้มาจาก Saint-Gilles-Croix-de-Vie เมืองชายทะเลทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส เนื้อปลาทำออกมาได้นุ่มเพอร์เฟค เนื้อสัมผัสคล้ายปลาค็อด ทานกับแผ่นขนมปังกรอบและถั่วอัลมอนต์ ความกรอบของแผ่นขนมปังช่วยทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสกับความนุ่มของเนื้อปลา ด้านล่างคือใบอ่อนของผักโขมนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์ ขนาบข้างด้วยหยดน้ำมันมะกอกที่มีส่วนผสมของพริกปิฆีโย่ แกง และ chive (17/20)
LINE-CAUGHT WHITING FISH FROM SAINT-GILLES-CROIX-DE-VIE
in a crust of bread with almonds,
« New-Zealand » spinach and olive oil flavored with curry and péquillos pepper. (75 €)
บอกตรงๆว่าหลังจากได้ทานอาหารจานนี้เราแอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เเน่นอนว่าเนื้อปลาทำออกมาได้ดีไร้ที่ติ ดีพอที่จะเป็นเมนูเเนะนำในห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงระดับ 1-2 ดาวมิชลิน เเต่รสชาติอื่นๆนอกจากเนื้อปลาที่ดีเเละความซับซ้อนในจานไม่ได้โดดเด่นมากนัก หากจะให้เราเเนะนำเพื่อนๆว่านี่คือสุดยอด “เมนูซิกเนเจอร์” ของห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินใจกลางกรุงปารีสก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากสักเท่าไหร่ (17/20)
PRE-DESSERT
ก่อนเข้าเมนูอาหารหวาน พนักงานจะนำเสิร์ฟโยเกิร์ตซอเบท์ ทานคู่กับเบล็คเคอเเรนท์ เจลลี่ทำจากแบล็คเคอเเรนท์ มีรสหวานเปรี้ยว ช่วยดับคาวล้างปากได้เป็นอย่างดี (18/20)
ORIENTAL FLAVOURS
candied grapefruit and rose petals, pistachio praline, almond milk foam, honey “kadaif”. (35 €)
สำหรับขนมหวานเราเลือกทานเป็นขนมทรงไข่ไก่ องค์ประกอบด้านบนเป็นขนมที่ขึ้นรูปเป็นทรงไข่ ตัวเปลือกทำมาจากช็อกโกเเลตนมรสหวาน ด้านในเป็นส้มหรือ Candied grapefruit รสหวานนำแซมด้วยรสขมเบาๆ องค์ประกอบตรงกลางแลดูคล้ายรังนกคือขนม Kadaif (อ่านว่าคาดาอีฟ) ทำมาจากน้ำผึ้ง พิสตาชิโอ เเละกลีบกุหลาบ เนื้อสัมผัสเคี้ยวกรอบแต่เรารู้สึกว่าแอบเเข็งไปสักหน่อย ข้างใต้เป็นพิสตาชิโอซอเบท์เเละพิสตาชิโอพราลีน มูสนมอัลมอนด์ รสหวานหอมปิดท้ายมื้ออาหารได้ดี (17/20)
MIGNADISES
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตีส์ โฟว์ เริ่มจาก Bubbles of Lemongrass and Green Apple เป็นเจลทรงกลมที่กัดเเล้วจะเเตกออกในปาก ข้างในมีน้ำแอปเปิ้ลเขียวผสมกับตะไคร้ช่วยเรียกล้างปากเเละดับคาวได้ดี (17/20)
MIGNADISES
ถัดมาคือ Homemade Macarons and Homemade Chocolate เสิร์ฟมาบนรถเข็น
MIGNADISES
เริ่มจากฝั่งมาการองก่อน (17/20)
MIGNADISES
สำหรับมาการองมีทั้งหมด 5 รสชาติคือ Pistachio, Coconut and milk choclate, Blackcurrant and violet, Lemon, Nutella และ Raspberry and ginger (17/20)
MIGNADISES
ต่อมาคือฝั่งช็อกโกแลต (16/20)
MIGNADISES
ส่วนของช็อกโกแลตก็มี 5 อย่างเช่นกัน เริ่มจากตรงกลางคือ Dark chocoalte with vanilla, Coffee and spicy caramel อันขวาบน, Milk chocolate อันซ้ายบน, Hazelnut pralines อันซ้ายล่าง, Salty biscuit and Fleur de Sal อันขวาล่าง (16/20)
ราคา € 296 หรือประมาณ 11,000 บาท
แก้วน้ำทุกใบเป่าและหลอมโดยบริษัทเครื่องแก้วชื่อดัง Baccarat Crystal ซึ่งออกแบบแก้วขึ้นมาใหม่ให้กับห้องอาหาร Epicure โดยเฉพาะ ยังมีจาน, ถ้วยเเละเครื่องลิโมจพอร์ซเลนออกแบบโดย Raynaud Porcelain ในเมือง Limoges ส่วนมีด ช้อน ส้อม และเครื่องเงินต่างๆทางร้านเลือกใช้เเบรนด์สุดหรูอย่าง Christofle
รถเข็นสำหรับเสิร์ฟชีส
โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวตัดเย็บโดย Garnier Thiebault
ภายในห้องอาหารตกแต่งอย่างหรูหรา
ภายในโดดเด่นด้วยกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดกว้างสู่บริเวณเทอเรส
หน้าร้านมีพรมแขวนผนังผืนใหญ่แบบฝรั่งเศสวาดเป็นรูปนกยูงริมธารน้ำ
ภายในโรงแรมตกแต่งอย่างหรูหราราวกับพระราชวัง
ตัวร้านตั้งอยู่ในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอย่าง Hotel Le Bristol Paris บนถนน Rue du Faubourg Saint-Honoré ในเขต 8 บริหารงานโดยกลุ่มนายทุน Oetker Family ชาวเยอรมัน