หน้าแรก » 🇫🇷 Alléno Paris au Pavillon Ledoyen – อัลลีโน ปารี อู ปาวิยอง เลอดัวเยิน
Visit: July 4, 2020
🇫🇷 Alléno Paris au Pavillon Ledoyen - อัลลีโน ปารี อู ปาวิยอง เลอดัวเยิน
Chef Yannick Alléno
Pavyllon, 8 Avenue Dutuit, 75008 Paris, France
Tel: (+33) 1 53 05 10 00
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารยุคใหม่
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18.5/20
Price
[Intro] ย้อนกลับไปช่วงต้นเดือนมิถุนายน ปี 2017 เป็นครั้งเเรกที่เราได้จัดทริปยาว 18 วันไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส ช่วงวันสุดท้ายก่อนกลับเป็น Shopping time บนถนน Champs-Élysées ในกรุงปารีส นอกจากนี้เรายังได้เเวะไปถ่ายรูปเเลนมาร์คสำคัญอย่าง Grand Palais และ Petit Palais ระหว่างทางเดินกลับไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่ Place de la Concorde เราสังเกตุเห็นอาคารสีเหลืองอ่อนซ่อนอยู่หลัง Grand Palais ด้วยเวลาในตอนนั้นที่ค่อนข้างมืดเราจึงยืนมองอยู่ห่างๆและได้รู้ว่าภายในเป็นห้องอาหารสุดหรู เเม้จะมีเพียงสองชั้นเเต่ตัวร้านเเน่นขนัดไปด้วยผู้คนในชุดสูทเดินเข้าออกตลอดเวลา เราจึงตั้งใจว่าหากมีโอกาสมากรุงปารีสครั้งหน้าจะต้องเเวะมาทานอาหารที่นี่ให้ได้สักครั้งโดยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่านั่นคือหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน เเละนับเป็นความประทับใจครั้งเเรกของเรากับ Pavillon Ledoyen … กาลเวลาล่วงเลยมา 3 ปี เดือนกุมภาพันธ์ 2020 หลังจากที่ได้ตระเวนชิมร้านอาหารมามากมายทั่วยุโรป ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรา ณ กรุงปารีสอีกครั้ง
[A Bit of History] ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของอาหารขอเกริ่นถึงประวัติที่น่าสนใจของตัวอาคารกันเสียก่อน Pavillon Ledoyen ถูกสร้างขึ้นในปี 1779 ตั้งอยู่บริเวณ Place Louis XV เทียบกับปัจจุบันคือตำเเหน่งระหว่าง Avenue des Champs-Élysées และ Place de la Concorde (หรือ Avenue Gabriel ในสมัยนั้น) มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นโรงแรมขนาดเล็กในชื่อ Au Dauphin ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นบริเวณดังกล่าวมีสถานะเป็นเพียงทุ่งเลี้ยงวัวขนาดใหญ่ชานกรุงปารีส ต่อมาไม่นานชายหนุ่มชื่อ Pierre-Michel Doyen ได้เช่าตัวอาคารเพื่อปรับใช้งานเป็นร้านอาหาร 1792 โดยตั้งชื่อร้านเสียใหม่ตามชื่อของตัวเอง จุดเปลี่ยนผันสำคัญเกิดขึ้นในปี 1842 เมื่อสถาปนิกคนดัง Jacques Hittorff ผู้รับผิดชอบโครงการณ์ปรับปรุงสวนบนถนน Champs-Élysées ได้ตัดสินใจย้ายตัวอาคารมายังตำแหน่งปัจจุบันเพื่อปรับภูมิทัศน์ของถนนสายหลักที่สวยที่สุดเเห่งหนึ่งในกรุงปารีส
กาลเวลาผ่านมา 241 ปี Pavillon Ledoyen กลายเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส ทั้งยังเคยตอนรับบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มากมาย ว่ากันว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จอมเผด็จการ Maximilien Robespierre ผู้นำพาฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) และสหายผู้นำกองทัพสมัยสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส Louis de Saint-Just ได้เเวะมาทานอาหารที่นี่เพียง 2 วันก่อนที่ทั้งคู่จะถูกจับประการด้วยกีโยตินที่ Place de la Révolution นอกจากนี้ Pavillon Ledoyen ยังเป็นสถานที่ที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (Napoléon Bonaparte) ใช้นัดพบกับแม่นาง Joséphine de Beauharnais ก่อนที่ทั้งคู่จะได้รับการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักพรรดิและจักพรรดินี ทั้งยังเป็นห้องอาหารโปรดของบรรดานักเขียนเเละจิตรกรชื่อดังมากมายเช่น Georges Danton, Jean-Paul Marat, Edgar Degas, Claude Monet, Émile Zola, Gustave Flaubert และ Guy de Maupassant อีกด้วย
[The Place] ปัจจุบัน Pavillon Ledoyen ตั้งอยู่ในเขต 8 ทางตะวันออกของถนนชอปปิ้งชื่อดัง Champs-Élysées ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ Neoclassical มองจากภายนอกเป็นอาคารสีเหลืองนวลสองชั้นที่มีจุดเด่นคือกระจกสี่เหลี่ยมทรงสูงบานใหญ่กินพื้นที่มากกว่าครึ่งของฝั่งด้านหน้า บริเวณชั้นล่างเป็นห้องอาหารฝรั่งเศส Pavyllon ระดับ 1 ดาวมิชลิน และห้องอาหารญี่ปุ่น L’Abysse au Pavillon Ledoyen ระดับ 2 ดาวมิชลินที่เราได้รีวิวไปแล้วเมื่อคราวก่อน แต่สำหรับลูกค้าที่มาทานที่ Alléno Paris พนักต้อนรับจะทำการเชค Booking และพาเดินขึ้นบันไดสู่ห้องทานอาหารหลักที่ชั้นสอง ภายในตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเพดานทรงสูง ผนังร้านประดับด้วยวอลเปเปอร์ที่มีลวดลายสลับซับซ้อน บนเพดานมีเเชนเดอเลียขนาดใหญ่ให้เเสงสว่างเพียงน้อยนิดสะท้อนมาบนโถงทางเดิน โต๊ะทรงกลมถูกปูทับด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดสีขาวตามแบบฉบับห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิค เราโชคดีที่ได้นั่งริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นสวนสวยที่มีต้นไม้น้อยใหญ่พร้อมวิวอันสง่างามของ Grand Palais
![]()
![]()
แม้ตัวอาคารจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแต่มีอยู่จุดหนึ่งที่คงสภาพราวกับถูกแช่เอาไว้ในกาลเวลา ใครที่เเวะมาทานอาหารที่ Pavillon Ledoyen ให้สังเกตที่ห้องหัวมุมบริเวณชั้นสอง ซึ่งเป็นจุดที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (Napoléon Bonaparte) ใช้เป็นจุดนัดพบกับคนรักคือแม่นาง Joséphine de Beauharnais ว่าที่จักรพรรดินีในเวลาต่อมา มีคนเล่าว่านโปเลียนชอบแอบปีนออกไปทางหน้าต่างใกล้ๆต่อด้วยการไต่ไปบนหลังคาราวๆ 2-3 เมตรเพื่อย่องเข้าไปในห้องหัวมุมที่มีเเม่นาง Joséphine รออยู่เพื่อสนทนา เล่นไพ่ และเล่นดนตรีด้วยกันเป็นประจำ ![]()
![]()
![]()
[The Chef] ประวัติของเชฟ Yannick Alléno เกิดที่เมือง Puteaux ทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลจากกรุง Paris เมื่ออายุได้ 15 ปี Alléno เริ่มต้นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยการเรียนรู้จากสุดยอดเชฟระดับตำนานในสมัยนั้นเช่น Gabriel Biscay, Roland Durand, Martial Enguehard, Manuel Martinez, Jacky Fréon และ Louis Grondard ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลการเเข่งขันทำอาหารระดับโลกคือรางวัลชนะเลิศ Auguste Escoffier และถ้วยเงิน Bocuse d’Or หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอ เชฟ Alléno จึงถูกทาบทามให้มารับงานเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร Les Muses ประจำ Hotel Scribe และสามารถคว้าดาวมิชลินดวงแรกมาครองได้สำเร็จในปี 1999 ตามด้วยดวงที่สองในปี 2002 ปีถัดมาเชฟ Alléno ได้ย้ายมารับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ที่ห้องอาหาร Le Maurice ในโรงแรมหรูชื่อเดียวกันข้างสวน Tuileries ใจกลางกรุงปารีสทั้งยังคว้ารางวัล 2 ดาวมิชลินมาครองได้ในปี 2004 และรางวัลสูงสุดคือ 3 ดาวมิชลินในปี 2007 จนบรรดาสื่อวงการอาหารในฝรั่งเศสต่างตั้งฉายาให้กับเขาว่า “Prince of The Palace”
กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2008 ชื่อของ Yannick Alléno ถูกยกให้เป็นเชฟที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่ยังขาดหายไปมีเพียงห้องอาหารที่มีชื่อของเขาเป็นเจ้าของกิจการ ด้วยเหตุนี้เชฟ Alléno จึงตัดสินใจลาออกจากห้องอาหาร 3 ดาวมิชลิน Le Maurice เพื่อมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองโดยทำสัญญาเช่าอาคาร Pavillon Ledoyen บนถนน Champs-Élysées และใช้ชื่อว่า Alléno Paris ตัวร้านได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินทันทีภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังเปิดทำการ ! ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆสำหรับมิชลินไกด์ในทวีปยุโรป ปัจจุบัน Yannick Alléno เป็นเจ้าของดาวมิชลินมากถึง 11 ดวง คือ Alléno Paris au Pavillon Ledoyen (3 Michelin Stars), L’Abysse au Pavillon Ledoyen (2 Michelin Stars), Pavyllon (1 Michelin Star) และ Le 1947 (3 Michelin Stars) ในประเทศฝรั่งเศส ห้องอาหาร Fre (1 Michelin Star) ในประเทศอิตาลี รวมไปถึง STAY (1 Michelin Star) ในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้
[The Food] แม้ว่าเชฟ Alléno จะประสบความสำเร็จอย่างมากกับห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินเเต่ผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์วงการอาหารฝรั่งเศสเกิดขึ้นตามมาภายหลัง นั่นก็คือเทคนิคการสกัดซอสจากผักและผลไม้ที่มีชื่อตรงตัวว่า Extractions® วิธีการทำเริ่มจากการนำส่วนของผักหรือผลไม้ต่างๆไปซูวีในน้ำภายใต้ระยะเวลาและอุณหภูมิที่กำหนดเพื่อให้ได้สารน้ำที่มีรสชาติเฉพาะตัว จากนั้นนำน้ำที่ได้จากการซูวีไปกรองจนได้น้ำใสคล้าย Broth ต่อด้วยการผ่านกระบวนการ Cryoconcentration จนน้ำสต็อกเเข็งตัวคล้ายซอเบท์ ปิดท้ายด้วยการนำไปเข้าเครื่องเหวี่ยงหนีศูนย์หรือ Centrifuge องค์ประกอบทั้งหมดที่เหลืออยู่หลังจากผ่านกระบวนการ Cold Evaporation จะได้ออกมาเป็นซอสใสๆที่มีรสชาติเข้มข้น มีรสเเละกลิ่นเฉพาะตัวในแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน รายละเอียดเกี่ยวกับเทคนิคนี่เชฟได้อธิบายเอาไว้ใน ผลงานหนังสือของเขาเองในชื่อ Sauces, reflections of a chef ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2014
ลูกค้าสามารถเลือกทานเมนู À La Carte โดยมีข้อแม้ว่าต้องสั่ง Entrees Froides Et Chaudes, Le Principal และ Desserts ขั้นต่ำอย่างละ 1 จาน หรือจะเป็น Menu Choisi Pour Vous (Menu Chosen For You) ที่ราคา 380 €/p ซึ่งทางร้านได้นำอาหารในสมุดเมนูมารวมเอาไว้เป็นเซ็ทเเละหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา นอกจากนี้ยังมีเมนูพิเศษตามฤดูกาลโดยช่วงที่เราไปคือ Collection Truffe Noire (Black Truffle Collection) ซึ่งเเลกมาด้วยราคาที่สูงถึง 520 €/p อย่างไรก็ตามวันนี้เราได้เลือกทานเมนู À La Carte โดยได้เลือกสั่งเฉพาะ Signature Dish ต่างๆเริ่มต้นที่ Steamed purple turnip cooked with olive oil จานที่เชฟได้นำหัวเทอนิปไปนึ่งในน้ำมันมะกอกจนสุก จากนั้นราดด้วยซอสที่ได้มาจาก Celery extraction เเม้รสชาติจะไม่ได้หวือหวามากนั้นเเต่เป็นจานที่ใช้เทคนิคชั้นสูงในการปรุงขนาดที่ว่าใครไม่ได้สั่งจานนี้ถือว่ามาไม่ถึงร้าน ส่วนเมนคอร์สจานเเรกคือ Thick turbot in two services ปลาเทอร์บอทชิ้นโตที่จัดเสิร์ฟแบ่งเป็นสองคอร์สย่อยคือส่วนเนื้อปลาที่ผ่านการย่างจนนุ่ม หอม สุกกำลังดี เเละส่วนหนังปลากรอบจัดเสิร์ฟมากับเห็ดเเละ Gnocchi อีกจานหนึ่งคือ Blue lobster cooked with vine shoots and juniper ล็อบสเตอร์ตัวโตจัดเสิร์ฟมาสองคอร์สคือเนื้อกุ้งเสิร์ฟคู่กับพาสต้า Spatzle สไตล์เยอรมัน ส่วนอีกคอร์สคือส่วนตับกุ้งที่นำไปทำเป็นเทมปุระ นอกจากนี้ใครที่ยังพอทานไหวเราขอปักหมุด Mille-Feuille layering of Wagyù beef served with Paris mushrooms เอาไว้ให้อีกจานเพราะเป็นอีกหนึ่ง Signature Dish รสเลิศของทางร้าน อย่าลืมเผื่อที่ว่างในท้องไว้ให้อาหารหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Aurélien Rivoire สุดยอด Pâtissier ชาว Lyon ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเชฟอาหารหวานที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศส
[Conclusion] กล่าวโดยสรุป Alléno Paris คือห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงที่มีเทคนิคการปรุงอันซับซ้อน รสชาติอาหารดีงามตามมาตรฐาน 3 ดาวมิชลิน การบริการเป็นไปอย่างไร้ที่ติ พนักงานทุกคนมีความรู้ในรายละเอียดของอาหารทุกจานเป็นอย่างดีสมกับเป็นหนึ่งในห้องอาหารชั้นนำของประเทศฝรั่งเศส ราคาอาหารต่อจานถือว่าค่อนข้างสูงมากเเม้จะเทียบกับห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินด้วยกัน แต่จะมีใครกันที่คาดหวังเรื่องความคุ้มค่ากับห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine บนถนน Champs-Élysées ในกรุงปารีส
Price :
220-600 €/p
Parking :
จอดรถฟรีที่หน้าร้าน
Operating Time :
อาทิตย์-จันทร์ 19.30-22.00, พฤหัส-เสาร์ 12.30-14.00 และ 19.30-22.00, ปิดอังคาร-พุธ
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารฝรั่งเศสเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย ราคาค่อนข้างสูงสมกับเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินเพียงหนึ่งเดียวบนถนน Champs-Élysées
อาหาร :
18.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
Amuse-bouche
Mango dressed with black truffle (56 €)
Iodized mayonnaise and roasted hazelnuts dressing
Gratined white skin and fresh gnocchi served with mushrooms
Winter fritters
Pre-dessert
Milk fermented ice cream, baked butternut squash in a crispy crust « suzette » ravioli (36 €)
Warm creamy chocolate
Petits fours
Alléno Paris au Pavillon Ledoyen – อัลลีโน ปารี อู ปาวิยอง เลอดัวเยิน
![]()
![]()
3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
![]()
19/20 Gault & Millau (5 Toques) – 19/20 โกท เอท มิโย (หมวก 5 ใบ)
ภายในตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเพดานทรงสูง ผนังร้านประดับด้วยวอลเปเปอร์ที่มีลวดลายสลับซับซ้อน บนเพดานมีเเชนเดอเลียขนาดใหญ่ให้เเสงสว่างเพียงน้อยนิดสะท้อนมาบนโถงทางเดิน โต๊ะทรงกลมถูกปูทับด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดสีขาวตามแบบฉบับห้องอาหารฝรั่งเศสคลาสสิค
Amuse-bouche
Tapioca toast with tomato pesto and black curry mousse
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยอมูสบูชคำเเรกคือขนมปังกรอบทำจากมันสำปะหลัง ด้านในเป็นซอสเปสโต้มะเขือเทศผสมกับมูสแกงให้รสเปรี้ยวอุมามิ (18/20)
Amuse-bouche
Seaweed pie
ถัดมาคือพายขนาดจิ๋ว แป้งบางกรอบ ด้านในบรรจุสาหร่ายชิ้นละเอียดให้รสอุมามิกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี (18/20)
Amuse-bouche
Crème brûlée
ไฮไลท์ของอมูสบูชคือเครมบรูเล่ที่มีส่วนผสมของไวน์ เนื้อด้านล่างเนียน ละมุน รสชาติออกหวาน ผิวด้านบนถูกทอร์ชเป็นชั้นกรอบเพียงบางๆ เสิร์ฟมาคู่กับทาร์ตขนาดจิ๋วภายในบรรจุทาทาร์ปลาเเซลมอนรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ (19/20)
Pre-dessert
ตั้งเเต่เเรกหลังเสิร์ฟจาน Amuse-bouche เสร็จพนักงานจะนำน้ำเเข็งทรงสี่เหลี่ยมที่มีส่วนผสมของส้ม Orange และส้ม Clementine มาเข้าเครื่องเพื่อทำให้เป็นทรงกลม (19/20)
Pre-dessert
จากนั้นพนักงานจะนำน้ำแข็งที่เปลี่ยนเป็นทรงกลมใส่น้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติทางรสชาติและนำมาตั้งบนแก้วที่มีรูปร่างจำเพาะ ด้านล่างเป็นใบ Sage โดยจะตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะตลอดมื้ออาหารของเราเพื่อให้กลิ่นของใบ Sage ได้ infused เข้าในในน้ำเเข็งรสส้มนี้และตั้งอยู่ตลอดมื้ออาหารเพื่อทำ Pre-Dessert ในตอนท้าย (19/20)
Bread and butter
ขนมปังที่นี่มีให้เลือกสามอย่างคือ bread with butter and sea salt, cerial bread, baguette ทานคู่กับ salted butter จากแคว้น Brittany ขนมปังบาเก็ตไม่ได้เเข็งเลยแต่กลับเหนียว นุ่ม เนื้อสัมผัสดีงามมากชนิดที่ไม่เคยทานมาก่อนในประเทศไทย ขนมปังซีเรียลจะมีความเเข็งมากขึ้นเล็กน้อย ส่วนขนมปังเนยเเละเกลือกรอบนอก นุ่มใน มีกลิ่นหอม มีรสเค็มนิดๆ ดีงามตามมาตรฐานร้านระดับ 3 ดาวมิชลินในกรุงปารีส (18/20)
Mango dressed with black truffle (56 €)
อาหารเรียกน้ำย่อยจานเเรกเป็นเมนูตามฤดูกาลเนื่องจากช่วงที่เราไปคือหน้าหนาวทางร้านจึงมีเมนูทรัฟเฟิลที่ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเป็นเซ็ตพิเศษ หรือจะเลือกบางเมนูเสิร์ฟมาเป็น À La Carte ก็ได้ จานนี้คือมะม่วงสุก ด้านบนคลุมด้วยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลจนมีสีดำ เสิร์ฟให้ทานคู่กับ Whipped cream ที่มีส่วนผสมของไวน์ ตัวมะม่วงสุกคุณภาพดีมาก ให้รสชาติหวานเเซมด้วยกลิ่นหอมของเห็ดทรัฟเฟิลเข้ากันได้เป็นอย่างดี วิปปิ้งครีมเนื้อเบา ละเอียด เเต่ไม่เลี่ยน ทานเเล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ถือเป็นการจับคู่ผลไม้กับเห็ดทรัฟเฟิลที่น่าสนใจ (19/20)
Steamed purple turnip cooked with olive oil (57 €)
Marinated condiment with vinegar and celery extraction
Iodized mayonnaise and roasted hazelnuts dressing
ถัดมาเป็นเมนูเทอนิปที่เป็น Signature Dish ขึ้นชื่อของทางร้าน เริ่มต้นมาพนักงานจะมาทำ Vinaigrette กันสดๆที่ข้างโต๊ะลูกค้าเลยโดยมีส่วนผสมหลักคือถั่วฮาเซลนัทคั่วจากประเทศอิตาลี พนักงานจะใช้สากบดถั่วในครกหินอ่อนขนาดจิ๋วจนละเอียดจากนั้นใส่ Turnip’s cooking jus หรือน้ำที่ได้จากการต้มหัวเทอนิปลงไป รวมไปถึงทีเด็ดคือ Celery extraction หรือซอสที่ได้จากการสกัดเซเลอรี่ผ่านกระบวนการ Extractions® จนเข้มข้น ส่วนองค์ประกอบสีขาวที่เคลือบอยู่ด้านบนคือมายองเนส ยังมีผงที่ทำมาจากสาหร่าย, Granny Smith apple และ Salsify (17/20)
Steamed purple turnip cooked with olive oil (57 €)
Marinated condiment with vinegar and celery extraction
Iodized mayonnaise and roasted hazelnuts dressing
เเม้จะบอกว่าเป็นจานเเนะนำของทางร้านรวมไปถึงใช้เทคนิคอันซับซ้อนในการปรุงเเต่รสชาติของจานนี้ไม่หวือหวามากนัก ตัวเทอนิปมีเนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ นุ่ม ไม่เละ เเต่ก็ไม่เเข็งจนเกินไป ตัวซอสด้านล่างมีรสชาติเฉพาะตัวที่อธิบายได้ค่อนข้างยาก ซอสมาโยด้านบนช่วยเพิ่มความครีมมี่ เสริมด้วยรสเปรี้ยวอุมามิยองสาหร่าย แอปเปิ้ล และซัลซิฟาย บอกไว้ก่อนว่ารสชาติของจานนี้ไม่ได้ทำมาสำหรับทุกคน เราขอเเนะนำให้เฉพาะเพื่อนๆที่ได้เเวะมาชิมควรมีลิ้นที่คุ้นเคยกับอาหารฝรั่งเศสมาบ้างเท่านั้น (17/20)
Thick turbot in two services (149 €)
Wood fire roasted fillet flavored with « cacio and tio pepe » pepper
Gratined white skin and fresh gnocchi served with mushrooms
หนึ่งใน Signature Dish ของทางร้านคือปลาเทอร์บอทคัดเฉพาะส่วนที่หนามาใข้ นำเสิร์ฟมาสองรูปแบบที่เเตกต่างกันเริ่มจากส่วนเนื้อปลาชิ้นโตที่คัดมาสำหรับเสิร์ฟในร้านระดับนี้โดยเฉพาะ เชฟนำไปย่างบนถ่านไม้จนสุก (18/20)
Thick turbot in two services (149 €)
Wood fire roasted fillet flavored with « cacio and tio pepe » pepper
Gratined white skin and fresh gnocchi served with mushrooms
ถัดมาคิอขั้นตอนการต้มซอส (18/20)
Thick turbot in two services (149 €)
Wood fire roasted fillet flavored with « cacio and tio pepe » pepper
Gratined white skin and fresh gnocchi served with mushrooms
พนักงานจะตักเนื้อปลาออกไปเลาะก้างออกให้ (18/20)
Thick turbot in two services (149 €)
Wood fire roasted fillet flavored with « cacio and tio pepe » pepper
Gratined white skin and fresh gnocchi served with mushrooms
เนื้อปลาเทอร์บอทชิ้นโตสมกับชื่อเมนู Thick Turbot ทั้งยังจัดว่าเป็นปลาเทอร์บอทที่มีเนื้อสัมผัสดีที่สุดจานหนึ่งเท่าที่เราเคยกินมา เชฟนำไปปรุงกับมัสตาร์ดและน้ำมันมะกอก ด้านบนราดด้วยซอสที่ได้มาจาก Turbot jus, ชีส Pecorino จากอิตาลี และเนยที่ดีที่สุดจากเเคว้นบริตานี ตัวซอสมีความครีมมี่ หอม ละมุนลิ้นมากๆ ทานง่ายไม่เลี่ยน ทั้งยังเข้ากันได้ดีกับเนื้อสัมผัสของปลาเทอร์บอทอีกด้วย (18/20)
Thick turbot in two services (149 €)
Wood fire roasted fillet flavored with « cacio and tio pepe » pepper
Gratined white skin and fresh gnocchi served with mushrooms
ส่วนคอร์สที่สองคือหนังปลาเทอร์บอทที่ถูกนำไปทำเป็นกราเเตงด้านล่าง ทานคู่กับ gnocchi นุ่มๆที่ทางร้านทำเอง และเห็ดต่างชนิดที่มีเนื้อสัมผัสเเตกต่างกันออกไป (18/20)
Blue lobster cooked with vine shoots and juniper (137 €)
Spatzle in a modern civet
Winter fritters
ถัดมาคือกุ้งบลูล็อบสเตอร์จากเเคว้นบริตานีประเทศฝรั่งเศสที่ผ่านการย่างบนไม้จูนิเปอร์จนเนื้อมีสีแดงน่ากิน ขนาดกุ้งค่อนข้างใหญ่ พนักงานจะนำกุ้งทั้งตัวมาเเสดงให้เราชมกันก่อน เเละจัดเสิร์ฟมาเป็นสองรูปแบบที่เเตกต่างกันคล้ายกันกับจานปลาเทอร์บอท
Blue lobster cooked with vine shoots and juniper (137 €)
Spatzle in a modern civet
Winter fritters
พนักงานจะนำบลูล็อบสเตอร์ไปเเกะเปลือกออกให้ เเล้วจัดเสิร์ฟมาในจานสีขาว เนื้อกุ้งนุ่มเด้ง ดีงามสมมาตรฐานร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน ทานคู่กับสเปซเซิ่ลหรือพาสต้าโฮมเมดสไตล์เยอรมันมีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบจนเกิดความเเตกต่างที่ลงตัวกับเนื้อกุ้ง ตัวซอสสีส้มเข้มรอบๆทานแล้วให้รสชาติคล้ายกับล็อบสเตอร์บิสก์ เข้มข้น หอมขึ้นจมูกสุดๆ (19/20)
Blue lobster cooked with vine shoots and juniper (137 €)
Spatzle in a modern civet
Winter fritters
ส่วนคอร์สที่สองคือองค์ประกอบอื่นๆของกุ้งที่นำไปทอดเป็นเทมปุระเสิร์ฟมาพร้อมกับ Lemongrass vinaigrette (16/20)
Blue lobster cooked with vine shoots and juniper (137 €)
Spatzle in a modern civet
Winter fritters
ตัวเทมปุระทำมาจากชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งตับกุ้ง เนื้อกุ้ง เเละเห็ด เทมปุระส่วนเนื้อกุ้งทำออกมาได้ดี มีความกรอบจากแป้งด้านนอกในขณะที่ด้านในนุ่มเด้ง เทมปุระเห็ดก็กรอบพอดีเช่นกัน จะมีก็เเต่ส่วนตับกุ้งที่ทานเเล้วด้านในมีเนื้อสัมผัสละเอียดมากเกินไปนิด เคี้ยวเเล้วไม่รู้สึกถึงความเป็นเทมปุระสักเท่าไหร่ (17/20)
Blue lobster cooked with vine shoots and juniper (137 €)
Spatzle in a modern civet
Winter fritters
อย่าลืมนำเทมปุระจิ้มกับซอส Lemongrass vinaigrette ก่อนทาน (17/20)
Pre-dessert
กลับมาที่ Pre-dessert หลังจากตั้งขวดแก้วทิ้งไว้นานตลอดมื้ออาหารพนักงานจะนำน้ำในขวดแก้วที่ถูก infused ด้วยใบ Sage มาทำเป็นกรานิต้าด้วยไนโตรเจนเหลว (19/20)
Pre-dessert
สุดท้ายจึงนำเสิร์ฟมาเป็นกรานิต้าส้มรสเปรี้ยวนิดๆ เสิร์ฟคู่กับ Orange blossom หรือดอกส้ม ลูกเกด และเมอเรงก์ ด้านบนเป็นเจลลี่สีเขียวทำจากใบ Sage, ใบ Mint, Orange confit ทั้งยังมีส่วนผสมของ Plant liqour หรือเหล้าเล็กน้อย ทานเเล้วให้รสขมปนหวานช่วยเรียกความรู้สึกสดชื่นก่อนเข้าสู่อาหารหวาน (19/20)
อย่าลืมเผื่อที่ว่างในท้องไว้ให้อาหารหวานที่รังสรรค์โดยเชฟ Aurélien Rivoire สุดยอด Pâtissier ชาว Lyon ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเชฟอาหารหวานที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศส
Pine tree vinegar
ก่อนเข้าสู่อาหารหวานพนักงานจะนำของเหลวที่สกัดจากต้นสนมาหยดลงบนหลังมือ จากนั้นโรยเกลือทะเลลงไปเล็กน้อย เเล้วให้ทานเพื่อล้างปากก่อนเข้าสู่อาหารหวาน
Milk fermented ice cream, baked butternut squash in a crispy crust « suzette » ravioli (36 €)
เริ่มต้นด้วยขนมหวานเมนูเเรกซึ่งจัดเสิร์ฟมาเป็นสองจานย่อย
Milk fermented ice cream, baked butternut squash in a crispy crust « suzette » ravioli (36 €)
จานเเรกเป็น Butternut squash หรือฟักทองน้ำเต้าอบ ทานคู่กับ Buttermilk ice cream มีรสหวานและกลิ่นเฉพาะที่ได้จากการหมักนม ข้างกันคือคือบิสกิตกรอบทำจากส้มปรุงรสด้วยฟักทองน้ำเต้า (19/20)
Milk fermented ice cream, baked butternut squash in a crispy crust « suzette » ravioli (36 €)
เสิร์ฟมาคู่กับซูเซ็ตราวิโอลี หรือราวิโอลีที่ได้รับเเรงบันดาลใจมาจากขนมหวานคลาสสิคอย่างเครปซูเซ็ต เชฟทำออกมาเป็นทรงสามเหลี่ยมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของขนมหวานที่ Pavillon Ledoyen ด้านในมีองค์ประกอบของส้ม ฟักทองน้ำเต้า ผสมกับเนย Citrus butter แป้งเกี๊ยวบาง หอมกลิ่นส้ม ด้านในมีรสเปรี้ยวนิดๆ ทานสลับกับขนมจานก่อนหน้าได้ดี (19/20)
Coffee flavored fir tree extraction jelly, spiced chocolate flakes (36 €)
Warm creamy chocolate
ขนมหวานอีกเมนูหนึ่งก็จัดเสิร์ฟมาเป็นสองจานย่อยเช่นกัน
Coffee flavored fir tree extraction jelly, spiced chocolate flakes (36 €)
Warm creamy chocolate
เริ่มจากเจลลี่ทำมาจากต้นสนซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัว ด้านล่างเป็นไอศกรีมกาแฟผสมกับช็อกโกแลตมีรสหวานปนขมนิดๆ หอมกลิ่นกาแฟ ทั้งยังมีส่วนผสมของกระวานและช็อกโกแลตชิปอีกด้วย (20/20)
Coffee flavored fir tree extraction jelly, spiced chocolate flakes (36 €)
Warm creamy chocolate
เสิร์ฟมาคู่กับ Hot and cold, dark and milk chocolte ดาร์คช็อกโกแลตและช็อกโกแลตนมเสิร์ฟมาที่อุณหภูมิร้อนเเละเย็น เมื่อตักทานพร้อมกันจะได้ความอุ่นกำลังดี ครีมมี่ หวานปนขมนิดๆ อร่อยมากเช่นกัน (19/20)
Petits fours
Tahiti vanilla ice cream
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Mignardises 3 อย่าง เริ่มจากไอศกรีมตาฮิติวานิลลาเสิร์ฟมากับกับน้ำมันมะกอก ด้านบนคือ Crispy Coconut เป็นแผ่นกรอบทำจากมะพร้าวและ Chocolate Pralines (19/20)
Petits fours
Tartlette
มินิทาร์ตขนาดจิ๋วตรงกลางเป็นเจลลี่สีเเดง ด้านบนมี Cottage cheese ช่วยเพิ่มความมัน ครีมมี่เชื่อมรสชาติให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น (19/20)
Petits fours
Pastry truffle
สุดท้ายคือ Pastry Truffle ทรงกลม ด้านในทำมาจากช็อกโกแลตกานาช มีส่วนประกอบทำจากเหล้าเล็กน้อยปิดท้ายมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี (17/20)
ราคา 487 € หรือประมาณ 17,100 บาท
สมุดเมนูขนาดใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของห้องอาหารแห่งนี้
ในปี 2008 ชื่อของ Yannick Alléno ถูกยกให้เป็นเชฟที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่ยังขาดหายไปมีเพียงห้องอาหารที่มีชื่อของเขาเป็นเจ้าของกิจการ ด้วยเหตุนี้เชฟ Alléno จึงตัดสินใจลาออกจากห้องอาหาร 3 ดาวมิชลิน Le Maurice เพื่อมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองโดยทำสัญญาเช่าอาคาร Pavillon Ledoyen บนถนน Champs-Élysées และใช้ชื่อว่า Alléno Paris ตัวร้านได้รับรางวัล 3 ดาวมิชลินทันทีภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังเปิดทำการ ! ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆสำหรับมิชลินไกด์ในทวีปยุโรป
สำหรับลูกค้าที่มาทานที่ Alléno Paris พนักต้อนรับจะทำการเชค Booking และพาเดินขึ้นบันไดสู่ห้องทานอาหารหลักที่ชั้นสอง
กาลเวลาผ่านมา 241 ปี Pavillon Ledoyen กลายเป็นหนึ่งในห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส ทั้งยังเคยตอนรับบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มากมาย
เราโชคดีที่ได้นั่งริมหน้าต่างซึ่งมองออกไปเห็นสวนสวยที่มีต้นไม้น้อยใหญ่พร้อมวิวอันสง่างามของ Grand Palais
Pavillon Ledoyen ถูกสร้างขึ้นในปี 1779 ตั้งอยู่บริเวณ Place Louis XV เทียบกับปัจจุบันคือตำเเหน่งระหว่าง Avenue des Champs-Élysées และ Place de la Concorde (หรือ Avenue Gabriel ในสมัยนั้น) มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นโรงแรมขนาดเล็กในชื่อ Au Dauphin ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นบริเวณดังกล่าวมีสถานะเป็นเพียงทุ่งเลี้ยงวัวขนาดใหญ่ชานกรุงปารีส ต่อมาไม่นานชายหนุ่มชื่อ Pierre-Michel Doyen ได้เช่าตัวอาคารเพื่อปรับใช้งานเป็นร้านอาหาร 1792 โดยตั้งชื่อร้านเสียใหม่ตามชื่อของตัวเอง จุดเปลี่ยนผันสำคัญเกิดขึ้นในปี 1842 เมื่อสถาปนิกคนดัง Jacques Hittorff ผู้รับผิดชอบโครงการณ์ปรับปรุงสวนบนถนน Champs-Élysées ได้ตัดสินใจย้ายตัวอาคารมายังตำแหน่งปัจจุบันเพื่อปรับภูมิทัศน์ของถนนสายหลักที่สวยที่สุดเเห่งหนึ่งในกรุงปารีส
บริเวณชั้นล่างเป็นห้องอาหารฝรั่งเศส Pavyllon ระดับ 1 ดาวมิชลิน และห้องอาหารญี่ปุ่น L’Abysse au Pavillon Ledoyen ระดับ 2 ดาวมิชลินที่เราได้รีวิวไปแล้วเมื่อคราวก่อน
แม้ว่าเชฟ Alléno จะประสบความสำเร็จอย่างมากกับห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินเเต่ผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์วงการอาหารฝรั่งเศสเกิดขึ้นตามมาภายหลัง นั่นก็คือเทคนิคการสกัดซอสจากผักและผลไม้ที่มีชื่อตรงตัวว่า Extractions® วิธีการทำเริ่มจากการนำส่วนของผักหรือผลไม้ต่างๆไปซูวีในน้ำภายใต้ระยะเวลาและอุณหภูมิที่กำหนดเพื่อให้ได้สารน้ำที่มีรสชาติเฉพาะตัว จากนั้นนำน้ำที่ได้จากการซูวีไปกรองจนได้น้ำใสคล้าย Broth ต่อด้วยการผ่านกระบวนการ Cryoconcentration จนน้ำสต็อกเเข็งตัวคล้ายซอเบท์ ปิดท้ายด้วยการนำไปเข้าเครื่องเหวี่ยงหนีศูนย์หรือ Centrifuge องค์ประกอบทั้งหมดที่เหลืออยู่หลังจากผ่านกระบวนการ Cold Evaporation จะได้ออกมาเป็นซอสใสๆที่มีรสชาติเข้มข้น มีรสเเละกลิ่นเฉพาะตัวในแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน รายละเอียดเกี่ยวกับเทคนิคนี่เชฟได้อธิบายเอาไว้ใน ผลงานหนังสือของเขาเองในชื่อ Sauces, reflections of a chef ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2014
![]()
![]()
แม้ตัวอาคารจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแต่มีอยู่จุดหนึ่งที่คงสภาพราวกับถูกแช่เอาไว้ในกาลเวลา ใครที่เเวะมาทานอาหารที่ Pavillon Ledoyen ให้สังเกตที่ห้องหัวมุมบริเวณชั้นสอง ซึ่งเป็นจุดที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (Napoléon Bonaparte) ใช้เป็นจุดนัดพบกับคนรักคือแม่นาง Joséphine de Beauharnais ว่าที่จักรพรรดินีในเวลาต่อมา มีคนเล่าว่านโปเลียนชอบแอบปีนออกไปทางหน้าต่างใกล้ๆต่อด้วยการไต่ไปบนหลังคาราวๆ 2-3 เมตรเพื่อย่องเข้าไปในห้องหัวมุมที่มีเเม่นาง Joséphine รออยู่เพื่อสนทนา เล่นไพ่ และเล่นดนตรีด้วยกันเป็นประจำ ![]()
![]()
![]()
ปัจจุบัน Yannick Alléno เป็นเจ้าของดาวมิชลินมากถึง 8 ดวง คือ Alléno Paris au Pavillon Ledoyen (3 Michelin Stars) และ Le 1947 (3 Michelin Stars) ในประเทศฝรั่งเศส ห้องอาหาร Fre (1 Michelin Star) ในประเทศอิตาลี รวมไปถึง STAY (1 Michelin Star) ในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้
ภายในห้องอาหาร
Pavillon Ledoyen ตั้งอยู่ในเขต 8 ทางตะวันออกของถนนชอปปิ้งชื่อดัง Champs-Élysées ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ Neoclassical มองจากภายนอกเป็นอาคารสีเหลืองนวลสองชั้นที่มีจุดเด่นคือกระจกสี่เหลี่ยมทรงสูงบานใหญ่กินพื้นที่มากกว่าครึ่งของฝั่งด้านหน้า
บรรยากาศของหน้าร้านในช่วงกลางวัน