Visit: June 7, 2021

🇧🇪 Hof van Cleve - โฮฟ ฟาน คลีฟ

Riemegemstraat 1, 9770 Kruisem, Belgium

Tel: (+32)93835848

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

Country

Belgium

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

19.5/20

Price

2/5
          

🎗 [Intro] ประเทศกลุ่มเบเนลักซ์นั้นเต็มไปด้วยห้องอาหารชั้นยอดมากมาย แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศฝรั่งเศสทำให้ห้องอาหารหลายแห่งมักถูกมองข้ามจากเหล่านักชิมที่เดินทางมาแถบนี้จะเว้นก็แต่ Hof van Cleve ห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงของ Peter Goossens เชฟระดับตำนานแห่งประเทศเบลเยี่ยม ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลระดับโลกมากมายทั้ง 3 Michelin Stars, Gault & Millau, World’s 50 Best Restaurant, La Liste และ Le Grandes Tables Du Monde

          

🎗 [The Place] ตัวร้านตั้งอยู่ในเมือง Kruisem ห่างออกไปในชนบททางตะวันตกของประเทศเบลเยี่ยมทำให้การเดินทางเข้าถึงต้องอาศัยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่เท่านั้น เราขอแนะนำให้ตั้งต้นจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่ใกล้ที่สุดอย่าง Ghent หลังจากจอดรถที่หน้าร้านทันทีที่ก้าวลงมาขอแนะนำให้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์ เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาจะพบกับอาคารฟาร์มเฮ้าส์ชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก ห้องทานอาหารหลักออกแบบเป็นรูป L Shaped ใช้วัสดุเป็นพื้นไม้ตัดกันกับผนังสีขาวดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา โต๊ะอาหารจำนวน 12 ตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่รองรับลูกค้าได้มากถึง 40 คน วัสดุทุกอย่างผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีสังเกตได้จากเครื่องเทเบิ้ลแวร์ที่รังสรรค์โดย Anna Torfs และมีดหั่นเนื้อซึ่งออกแบบโดย Artisan Knife Maker อย่าง Antoine Van Loocke หลังจบมื้ออาหารสำหรับใครที่มาในช่วงกลางวันขอแนะนำให้เดินออกไปชมบริเวณเทอเรสซึ่งโดดเด่นด้วยฟาร์มและวิวชนบทไกลสุดลูกหูลูกตาสวยงามมาก ๆ

🎗 [The Chef] Peter Goossens จบการศึกษาจาก Ter Duinen ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังในเมือง Koksijde ของประเทศเบลเยี่ยมก่อนที่จะย้ายไปสั่งสมประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นสูงในกรุง Paris อย่าง Lenôtre, Joël Robuchon, Le Pré Catelan, Pavillon d’Elysée นานถึง 4 ปีตามมาด้วยห้องอาหาร Byblos ใน Saint-Tropez และห้องอาหาร Paul Blanc ใน Thoissey ต่อมาในปีช่วงกลางปี 80s เชฟ Peter Goossens ตั้งใจย้ายกลับมาทำงานในประเทศเบลเยี่ยมโดยรับงานควบคุมห้องอาหาร De Ijzerberghoeve ในเมือง Kruishoutem ก่อนที่จะคว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ทั้งนี้เจ้าของร้าน De IJzerberghoeve ยังเป็นเจ้าของฟาร์ม Van Cleve ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ในปี 1987 เชฟ Peter Goossens ได้ซื้อต่อธุรกิจฟาร์มต่อเพื่อบริหารด้วยตัวเองแต่ก็แลกมาด้วยสัญญาห้ามเปิดร้านอาหารระดับ Fine Dining ในละแวกใกล้เคียงเป็นระยะเวลา 5 ปี เชฟ Peter Goossens จึงเริ่มต้นธุรกิจห้องอาหาร Hof Van Cleve ขึ้นโดยเน้นเสิร์ฟอาหารพื้นบ้านในรูปแบบ Brasserie จนกระทั่งปี 1992 ที่สัญญาหมดลง รูปแบบจึงเปลี่ยนไปเป็นห้องอาหาร Fine Dining เต็มรูปแบบ ตัวร้านได้รับรางวัล ⭐️ 1 Michelin Star ในปี 1994 ต่อด้วยการยกระดับสู่ ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปี 1998 และ ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars ในปี 2005 พร้อมทั้งสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศเบลเยี่ยมที่ได้รับรางวัล 3 Michelin Stars จนกระทั่งห้องอาหาร Zilte เพิ่งได้รับมอบรางวัลอันทรงเกียรติควบคู่กันมาในปี 2021

🎗 [The Food] ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นเซ็ตเมนูที่ดีที่สุดของทางร้านอย่าง FRESHNESS OF NATURE (365 EUR/p) จำนวน 7 คอร์ส หรือจะเป็น MARKET STROLL (275 EUR/p) ซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยทางร้านจะนำวัตถุดิบตามฤดูกาลมารังสรรค์เป็นเมนูขั้นยอด สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านได้นำเสนอเซ็ตเมนู FIELD, GARDEN AND WOOD (345 EUR/p) สุดท้ายคือ À LA CARTE สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกเมนูตามใจชอบ การบริการควบคุมโดยภรรยาของเชฟคุณ Lieve Goossens ช่วยยกระดับให้มื้ออาหารน่าประทับใจมากยิ่งขึ้นสมกับมาตรฐานห้องอาหารชั้นสูงในยุโรปตะวันตก เราขอยกเมนูที่ทำออกมาได้น่าประทับใจชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยากมาเล่าให้ฟังตรงนี้สัก 4 อย่างคือ

✨ LANGOUSTINE
wasabi • green curry

จานนี้เชฟใช้วัตถุดิบหลักคือ “กุ้งล็องกูสทีน” ทำออกมาเป็นตอตีญ่า เนื้อนุ่ม เนียน ละมุนลิ้น นำมาผสมผสานกับวัตถุดิบของไทยอย่างมะม่วงสุกรสหวาน และแกงเขียวหวาน (Green Curry) หอมเด่นแทรกขึ้นมาแตะจมูก แทรกด้วยกลิ่นของวาซาบิเพียงเบา ๆ ทั้งยังมีทับทิมช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบ ถือเป็นการผสมผสานวัตถุดิบหลากหลายสัญชาติออกมาได้อย่างลงตัว (20/20)

✨ CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc

สุดยอดเมนู Signature Dish ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะในเซ็ตเมนู 7 คอร์สอย่าง “คาเวียร์ โฮฟ ฟาน คลีฟ” ที่เชฟวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง Golden Oscietra Caviar นำเข้าจากทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีซึ่งผ่านกระบวนการ Aging นานถึง 4-5 เดือนจนมีรสเค็มที่กลมกล่อมมากขึ้น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ มารังสรรค์เป็นเมนูชั้นเลิศ เชฟเริ่มต้นจากการนำ Brown Shrimp หรือกุ้งสีน้ำตาลไปทำเป็น Flan เนื้อนุ่มละมุน (ชิ้นสีส้มในภาพ) เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับกระเทียมต้น เห็ดนำเข้าจากฝรั่งเศสและ Bimi broccoli ซึ่งเป็นพืชตระกูลบล็อคโคลี่ขนาดจิ๋ว จับคู่กับคาเวียร์ชั้นดี ทุกองค์ประกอบเข้ากันกับฟลานกุ้งได้อย่างไร้ที่ติจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจานคาเวียร์ที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ (20/20)

✨ SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette

สำหรับเมนคอร์สทางร้านนำเสนอเนื้อ “ลูกแกะที่ยังไม่หย่านม” เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ข้างกันคือกะหล่ำปลี ชิโครี่ และชีส Mimolette ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Lamb Jus ลงไปในจาน ตามด้วย Creamy Garlic Sauce สีขาวเนื้อสัมผัสเนื้อแกะดีงามไร้ที่ติ นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ หนังมีความมันแต่ไม่เลี่ยน เสริมด้วยกลิ่นของ Lamb Jus และความครีมมี่ของซอสกระเทียม ยังมีคอร์สที่เสิร์ฟมาคู่กันเป็นลูกชิ้นเนื้อแกะทอปด้วยครีมโยเกิร์ต ซอสแกง และ Lamb Broth ที่ด้านล่าง ด้วยความที่ทำออกมาสไตล์นี้จึงมีกลิ่นเฉพาะของแกะเด่นชัด เคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปากเลยทีเดียว (20/20)

✨ MANDARIN ‘GOLD NUGGET’
yuzu • basil • yogurt

“แมนดาริน โกลด์ นักเก็ต” ของหวานที่ทำมาจากส้มแมนดารินและโยเกิร์ต คั่นด้วยไวท์ช็อกโกแลตและยูซู ไอศกรีมตรงกลางทำมาจากใบเบซิลให้กลิ่นหอมสดชื่น ด้านบนเป็นคุกกี้บางกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (20/20)

🎗 [Conclusion] เชฟ Peter Goossens คัดสรรค์วัตถุดิบชั้นเยี่ยมมาประกอบกับเทคนิคชั้นสูงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยากจนได้ออกมาเป็นอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ราคาอาหารต่อคอร์สที่ 365 EUR/p จัดว่าสูงมากแม้เทียบเคียงกับค่าครองชีพของชาวยุโรป อย่าลืมจองก่อนล่วงหน้าทางเวปไซต์สัก 2-3 เดือน (พร้อมจ่ายค่ามัดจำ) เพราะโต๊ะมักถูกจองเต็มตลอดเวลาแต่ขอรับรองว่ามื้ออาหารที่ Hof van Cleve จะประทับอยู่ในความทรงจำของทุก ๆ คนไม่รู้ลืม

Price :

335 EUR/p (ราคาปัจจุบัน)

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

อังคาร 19.00-20.00 และ พุธ-เสาร์ 12.00-13.00, 19.00-20.00 (เวลารับออร์เดอร์) ปิดอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินที่สามารถคัดสรรค์วัตถุดิบชั้นดีมารังสรรค์เป็นเมนูที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก

อาหาร :

19.5

ราคา :

2/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 FRESHNESS OF NATURE (320 EUR/p) Innovation and Tradition

          
CHICKEN LIVER

sherry • cassis

YELLOW FIN MACKEREL

cucumber • soy

ESCARGOT ‘PETIT GRIS’

cavenne ognion • vadouvan

LANGOUSTINE

wasabi • green curry

CUTTLEFISH

bouillabaise • chorizo

NATIVE OYSTER FROM ZEELAND 6/0

apple • sesame • hijiki

SCALLOP ‘ERQUY ST-BRIEUC’

celeriac • dashi • chervil

CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’

brown shrimp • leek • beurre blanc

LINE-CAUGHT SEABASS

jerusalem artichoke • truffle • barilotto

KING CRAB

miso • chermoula • maize

SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’

witlof • savoy • mimolette

PEAR ‘DOYENNÉ’

chocolate grenada 75% ‘van dender’ • hammam tea

MANDARIN ‘GOLD NUGGET’

yuzu • basil • yogurt

🇧🇪 Hof van Cleve – โฮฟ ฟาน คลีฟ

🍴 Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน

ประเทศกลุ่มเบเนลักซ์นั้นเต็มไปด้วยห้องอาหารชั้นยอดมากมาย แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศฝรั่งเศสทำให้ห้องอาหารหลายแห่งมักถูกมองข้ามจากเหล่านักชิมที่เดินทางมาแถบนี้จะเว้นก็แต่ Hof van Cleve ห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงของ Peter Goossens เชฟระดับตำนานแห่งประเทศเบลเยี่ยม ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลระดับโลกมากมายทั้ง 3 Michelin Stars, Gault & Millau, World’s 50 Best Restaurant, La Liste และ Le Grandes Tables Du Monde

CHICKEN LIVER
sherry • cassis

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “ฟลานตับไก่” เนื้อเนียนละมุน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนทอปด้วยแบล็คเคอแรนท์รสออกเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ของตับไม่ให้เด่นจนเกินไปทั้งยังช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี (20/20)

BREAD

“ขนมปัง” เป็นหัวใจสำคัญของห้องอาหารฝรั่งเศสทุกแห่งโดยเฉพาะกับห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน และที่ Hof van Cleve ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ทางร้านนำเสนอขนมปังทั้งของฝรั่งเศสและพื้นเมืองให้เลือกมากมาย (19/20)

BREAD

ชนิดของขนมปังในวันนี้มีดังต่อไปนี้

SPELT – DUVEL

RYE – LIEFMANS

WHEAT – ORVAL

DURUM – FOCACCIA

WHEAT – CAMPAGNE

CAMP RÉMY – BAGUETTE

SPROUTED SPELT – KAMUT

PIPS AND SEEDS – GLYTEN FREE

WHEAT – TOURTE DE MEULE

WHEAT – TOURTE DE MEULE

สังเกตว่าขนมปังมีให้เลือกเยอะมากและคลอบคลุมเกือบทุกรูปแบบเลยทีเดียว (19/20)

BREAD

ขนมปังต่าง ๆ สามารถเติมได้เรื่อย ๆ แต่ระวังจะอิ่มกันเสียก่อน (19/20)

BREAD

วันนี้เราลองชิมเป็น Pain de Campagne และ Focaccia (19/20)

BREAD

ขนมปังทั้งหมดเสิร์ฟมากับเนยเค็มและดอกเกลือ (19/20)

YELLOW FIN MACKEREL
cucumber • soy

ที่ห้องอาหาร Hof van Cleve เชฟ Peter Goossens มีความชื่นชอบในการนำวัตถุดิบจากญี่ปุ่นมาผสมผสานกับเทคนิคของอาหารฝรั่งเศสจนออกมาเป็นเมนูที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ในจานนี้เราจะได้ลิ้มลอง “เนื้อปลาฮามาจิ” สด ๆ นำเข้าจากญี่ปุ่นให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบแล้วทอปด้านบนด้วยปลาแห้งให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวกรอบแตกต่างกัน ดาชิด้านล่างมีกลิ่นหอมของแตงกวาเบา ๆ แต่ไม่มีกลิ่นเขียวติดมาแม้แต่น้อย อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคืองาที่ช่วยแต่งเติมกลิ่นหอมให้เด่นชัดขึ้นมากและแฝงกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน (20/20)

ESCARGOT ‘PETIT GRIS’
cavenne ognion • vadouvan

ถัดมาคือ “มินิทาร์ต” แป้งบางกรอบ ด้านในใส่หอยทากให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบผสมกับชีสนมแพะความเพิ่มความครีมมี่และหัวหอมใหญ่ ทานทั้งหมดในคำเดียวจะพบกับเนื้อสัมผัสและความซับซ้อนทางรสชาติอันไร้ที่ติ (20/20)

LANGOUSTINE
wasabi • green curry

จานนี้เชฟใช้วัตถุดิบหลักคือ “กุ้งล็องกูสทีน” ทำออกมาเป็นตอตีญ่า เนื้อนุ่ม เนียน ละมุนลิ้น นำมาผสมผสานกับวัตถุดิบของไทยอย่างมะม่วงสุกรสหวาน และแกงเขียวหวาน (Green Curry) หอมเด่นแทรกขึ้นมาแตะจมูก แทรกด้วยกลิ่นของวาซาบิเพียงเบา ๆ ทั้งยังมีทับทิมช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบ ถือเป็นการผสมผสานวัตถุดิบหลากหลายสัญชาติออกมาได้อย่างลงตัว (20/20)

CUTTLEFISH
bouillabaise • chorizo

ถัดมาคือ Cuttlefish หรือ “หมึกกระดอง” ย่าง เสิร์ฟมาคู่กับเส้นก๋วยเตี๋ยวที่มีเนื้อสัมผัสดีงามมาก ๆ ด้านบนโรยด้วย Chorizo และซอสที่เชฟเรียกว่า North Sea Bouillabaisse โดยซอสบูยยาเบลสปกติเป็นสตูว์พื้นบ้านที่มีต้นกำเนิดมาจากแคว้นโพรวองซ์ นิยมทำมาจากอาหารทะเลต่าง ๆ ในที่นี้เชฟนำมาทำเป็นน้ำซุปรสเลิศ ทานแล้วให้กลิ่นหอมเข้ากันดีกับโชริโซ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ (20/20)

NATIVE OYSTER FROM ZEELAND 6/0
apple • sesame • hijiki

เมนูแรกในคอร์สหลักคือ Black Oyster หรือ “หอยนางรมพื้นเมืองเบอร์ 6/0” จากน่านน้ำเขต Zeeland คลุกมากับงาขาว ด้านบนทอปด้วย Hijiki ซึ่งเป็นพืชทะเลชนิดหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่น องค์ประกอบกลม ๆ คือซอร์เบท์แอปเปิ้ลเขียว จากนั้นพนักงานจะเทซอส Ponzu Vinegar ลงไปให้รสอมเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยเรียกความสดชิ่นได้เป็นอย่างดี (19/20)

SCALLOP ‘ERQUY ST-BRIEUC’
celeriac • dashi • chervil

จานนี้คือ “หอยเชลล์” นำเข้าจาก Erquy St-Brieuc เมืองทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศสเสิร์ฟมาได้ระดับความสุกกำลังดี ด้านล่างเป็นทาทาร์เนื้อมอลลัสก์ (สัตว์ตระกูลหอยต่าง ๆ) จากนั้นจึงราดน้ำดาชิลงไปมีกลิ่นหอมเด่นชัดมาก ๆ ทานคู่กับหัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง และน้ำดาชิรสกลมกล่อม (18/20)

CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc

ห้ามพลาดเมนู Signature Dish ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะในเซ็ตเมนู 7 คอร์สอย่าง “คาเวียร์ โฮฟ ฟาน คลีฟ” ที่เชฟวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง Golden Oscietra Caviar นำเข้าจากทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีซึ่งผ่านกระบวนการ Aging นานถึง 4-5 เดือนจนมีรสเค็มที่กลมกล่อมมากขึ้น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ มารังสรรค์เป็นเมนูชั้นเลิศ (20/20)

CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc

พนักงานตักคาเวียร์ลงจานแบบพูนช้อนไม่มีหวง (20/20)

CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc

เชฟเริ่มต้นจากการนำ Brown Shrimp หรือกุ้งสีน้ำตาลไปทำเป็น Flan เนื้อนุ่มละมุน (ชิ้นสีส้มในภาพ) เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับกระเทียมต้น เห็ดนำเข้าจากฝรั่งเศสและ Bimi broccoli ซึ่งเป็นพืชตระกูลบล็อคโคลี่ขนาดจิ๋ว จับคู่กับคาเวียร์ชั้นดี ทุกองค์ประกอบเข้ากันกับฟลานกุ้งได้อย่างไร้ที่ติจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจานคาเวียร์ที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ (20/20)

CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc

หากใครที่สั่งเซ็ตเมนู 6 คอร์สจะไม่ได้ชิมจานนี้โดยราคาที่ลดลงเพียงราว ๆ 15 EUR ถือว่าไม่คุ้มเป็นอย่างยิ่ง เราจึงขอแนะนำให้สั่งเซ็ตเมนูใหญ่ 7 คอร์สไปเลย (20/20)

LINE-CAUGHT SEABASS
jerusalem artichoke • truffle • barilotto

ถัดมาคือ “ปลากระพง” แล่เป็นฟิเลท์ เนื้อสัมผัสดีงามตามมาตรฐานเสิร์ฟมากับกะหล่ำปลีทอปด้านบนด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสไลด์บาง ๆ ตัวน้ำซอสทำมาจากแก่นตะวัน จบด้วยการที่พนักงานขูด Bottargar ทำมาจากไข่ปลาแมคเคเรลลงไปด้านบนช่วยให้มีกลิ่นหอมและความมันเพิ่มเติมขึ้นมา (18/20)

LINE-CAUGHT SEABASS
jerusalem artichoke • truffle • barilotto

ภาพของ Bottargar ที่พนักงานนำมาขูดใส่ลงไปด้านบน (18/20)

KING CRAB
miso • chermoula • maize

“ปูคิงแครบ” เป็นวัตถุดิบราคาแพง เชฟเสิร์ฟมาคู่กับข้าวโพดและซอสบิสก์รสชาติเข้มข้น มีน้ำมันทำมาจากพริกไทย ด้านบนคือ Chermoula หรือซอสสูตรพิเศษของเชฟปรุงด้วยเครื่องเทศจากแอฟริกาเหนือ (19/20)

ก่อนเข้าสู่เมนคอร์สพนักงานจะนำมีดที่มีด้ามจับที่แตกต่างกันออกไปมาให้ลูกค้าเลือกใช้ โดยเราเลือกใช้มีดที่มีด้ามทำมาจากไม้จากประเทศฟินแลนด์และงาช้างรีไซเคิล

SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette

จานนี้คือเนื้อ “ลูกแกะที่ยังไม่หย่านม” เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ข้างกันคือกะหล่ำปลี ชิโครี่ และชีส Mimolette ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Lamb Jus ลงไปในจาน (20/20)

SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette

ตามด้วย Creamy Garlic Sauce สีขาว (20/20)

SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette

เนื้อสัมผัสเนื้อแกะดีงามไร้ที่ติ นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ หนังมีความมันแต่ไม่เลี่ยน เสริมด้วยกลิ่นของ Lamb Jus และความครีมมี่ของซอสกระเทียม (20/20)

SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette

ยังมีคอร์สที่เสิร์ฟมาคู่กันเป็นลูกชิ้นเนื้อแกะทอปด้วยครีมโยเกิร์ต ซอสแกง และ Lamb Broth ที่ด้านล่าง ด้วยความที่ทำออกมาสไตล์นี้จึงมีกลิ่นเฉพาะของเนื้อแกะเด่นชัด เคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปากเลยทีเดียว (20/20)

PEAR ‘DOYENNÉ’
chocolate grenada 75% ‘van dender’ • hammam tea

“แพร์ โดเยน“ ขนมหวานที่ทำมาดาร์คช็อกโกแลตเข้มข้น 75% ของ Pâtissier ชื่อดังชาวเบลเยี่ยม Herman Van Dender เสิร์ฟมาคู่กับลูกแพร์สายพันธุ์โดเยนจากประเทศฝรั่งเศสและซอสชาฮัมมัม หากชิมเฉพาะรสชาติของชาถือว่าค่อนข้างแปลกแต่เมื่อจับคู่ช็อกโกแลตแล้วกลับอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ (20/20)

MANDARIN ‘GOLD NUGGET’
yuzu • basil • yogurt

“แมนดาริน โกลด์ นักเก็ต” ของหวานที่ทำมาจากส้มแมนดารินและโยเกิร์ต คั่นด้วยไวท์ช็อกโกแลตและยูซู ไอศกรีมตรงกลางทำมาจากใบเบซิลให้กลิ่นหอมสดชื่น ด้านบนเป็นคุกกี้บางกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (20/20)

COMPLIMEMTARY DISH

สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบของหวานที่มีฐานทำมาจากมะม่วง องค์ประกอบสีเขียวคือคือน้ำแอปเปิ้ล ด้านบนเป็นทรงกลมทำมาจากไวท์ช็อกโกแลตด้านในเป็นไอศกรีม ปิดท้ายมื้ออาหารอย่างสมบูรณ์ (20/20)

PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen

ระหว่างชำระเงินพนักงานจะนำ Petit Fours มาให้ชิมประกอบไปด้วย Madeleine ชิ้นโต (20/20)

PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen

Smoutebollen (Oliebollen) เป็นขนมพื้นเมืองของประเทศเบลเยี่ยมได้จากการทอดแป้งจนกรอบแล้วโรยด้วยไอซิ่ง (20/20)

PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen

พ่วงด้วยช็อคโกแลตบาร์ อร่อยสมกับที่เป็นสินค้าขึ้นชื่อของประเทศเบลเยี่ยม

PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen

FABULOUS + DELICIOUS = FABULICIOUS

💰 ราคา 670 EUR (ประมาณ 25,500 บาท) โดยลูกค้าต้องทำการชำระค่ามัดจำล่วงหน้า 200 EUR ซึ่งจะหักออกจากบิลสุทธิในภายในหลัง (สามารถขอเงินคืนได้หากยกเลิกการจองภายในระยะเวลาที่กำหนด)

ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นเซ็ตเมนูที่ดีที่สุดของทางร้านอย่าง FRESHNESS OF NATURE (365 EUR/p) จำนวน 7 คอร์ส หรือจะเป็น MARKET STROLL (275 EUR/p) ซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยทางร้านจะนำวัตถุดิบตามฤดูกาลมารังสรรค์เป็นเมนูขั้นยอด สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านได้นำเสนอเซ็ตเมนู FIELD, GARDEN AND WOOD (345 EUR/p) สุดท้ายคือ À LA CARTE สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกเมนูตามใจชอบ การบริการควบคุมโดยภรรยาของเชฟคุณ Lieve Goossens ช่วยยกระดับให้มื้ออาหารน่าประทับใจมากยิ่งขึ้นสมกับมาตรฐานห้องอาหารชั้นสูงในยุโรปตะวันตก

Peter Goossens จบการศึกษาจาก Ter Duinen ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังในเมือง Koksijde ของประเทศเบลเยี่ยมก่อนที่จะย้ายไปสั่งสมประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นสูงในกรุง Paris อย่าง Lenôtre, Joël Robuchon, Le Pré Catelan, Pavillon d’Elysée นานถึง 4 ปีตามมาด้วยห้องอาหาร Byblos ใน Saint-Tropez และห้องอาหาร Paul Blanc ใน Thoissey ต่อมาในปีช่วงกลางปี 80s เชฟ Peter Goossens ตั้งใจย้ายกลับมาทำงานในประเทศเบลเยี่ยมโดยรับงานควบคุมห้องอาหาร De Ijzerberghoeve ในเมือง Kruishoutem ก่อนที่จะคว้ารางวัล ⭐️ 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ทั้งนี้เจ้าของร้าน De IJzerberghoeve ยังเป็นเจ้าของฟาร์ม Van Cleve ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน

ในปี 1987 เชฟ Peter Goossens ได้ซื้อต่อธุรกิจฟาร์มต่อเพื่อบริหารด้วยตัวเองแต่ก็แลกมาด้วยสัญญาห้ามเปิดร้านอาหารระดับ Fine Dining ในละแวกใกล้เคียงเป็นระยะเวลา 5 ปี เชฟ Peter Goossens จึงเริ่มต้นธุรกิจห้องอาหาร Hof Van Cleve ขึ้นโดยเน้นเสิร์ฟอาหารพื้นบ้านในรูปแบบ Brasserie จนกระทั่งปี 1992 ที่สัญญาหมดลง รูปแบบจึงเปลี่ยนไปเป็นห้องอาหาร Fine Dining เต็มรูปแบบ ตัวร้านได้รับรางวัล ⭐️ 1 Michelin Star ในปี 1994 ต่อด้วยการยกระดับสู่ ⭐️⭐️ 2 Michelin Stars ในปี 1998 และ ⭐️⭐️⭐️ 3 Michelin Stars ในปี 2005 พร้อมทั้งสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศเบลเยี่ยมที่ได้รับรางวัล 3 Michelin Stars จนกระทั่งห้องอาหาร Zilte เพิ่งได้รับมอบรางวัลอันทรงเกียรติควบคู่กันมาในปี 2021

วัสดุทุกอย่างผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีสังเกตได้จากเครื่องเทเบิ้ลแวร์ที่รังสรรค์โดย Anna Torfs และมีดหั่นเนื้อซึ่งออกแบบโดย Artisan Knife Maker อย่าง Antoine Van Loocke

ห้องทานอาหารหลักออกแบบเป็นรูป L Shaped ใช้วัสดุเป็นพื้นไม้ตัดกันกับผนังสีขาวดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา โต๊ะอาหารจำนวน 12 ตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่รองรับลูกค้าได้มากถึง 40 คน

หลังจบมื้ออาหารสำหรับใครที่มาในช่วงกลางวันขอแนะนำให้เดินออกไปชมบริเวณเทอเรสซึ่งโดดเด่นด้วยฟาร์มและวิวชนบทไกลสุดลูกหูลูกตาสวยงามมาก ๆ

Hof van Cleve ตั้งอยู่ในเมือง Kruisem ห่างออกไปในชนบททางตะวันตกของประเทศเบลเยี่ยมทำให้การเดินทางเข้าถึงต้องอาศัยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่เท่านั้น

เชฟ Peter Goossens คัดสรรค์วัตถุดิบชั้นเยี่ยมมาประกอบกับเทคนิคชั้นสูงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยากจนได้ออกมาเป็นอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ราคาอาหารต่อคอร์สที่ 365 EUR/p จัดว่าสูงมากแม้เทียบเคียงกับค่าครองชีพของชาวยุโรป อย่าลืมจองก่อนล่วงหน้าทางเวปไซต์สัก 2-3 เดือน (พร้อมจ่ายค่ามัดจำ) เพราะโต๊ะมักถูกจองเต็มตลอดเวลาแต่ขอรับรองว่ามื้ออาหารที่ Hof van Cleve จะประทับอยู่ในความทรงจำของทุก ๆ คนไม่รู้ลืม

เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาจะพบกับอาคารฟาร์มเฮ้าส์ชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก

👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳👨🏻‍🍳 19.5 Points Gault & Millau (5 Toques) – 19.5 คะแนน โกทเอทมิโย (หมวก 5 ใบ)

หลังจากจอดรถที่หน้าร้านทันทีที่ก้าวลงมาขอแนะนำให้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์

การมาที่นี่เราขอแนะนำให้ตั้งต้นจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่ใกล้ที่สุดอย่าง Ghent