หน้าแรก » 🇧🇪 Hof van Cleve – โฮฟ ฟาน คลีฟ
Visit: June 7, 2021
🇧🇪 Hof van Cleve - โฮฟ ฟาน คลีฟ
Riemegemstraat 1, 9770 Kruisem, Belgium
Tel: (+32)93835848
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
Country
Belgium
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
19.5/20
Price
[Intro] ประเทศกลุ่มเบเนลักซ์นั้นเต็มไปด้วยห้องอาหารชั้นยอดมากมาย แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศฝรั่งเศสทำให้ห้องอาหารหลายแห่งมักถูกมองข้ามจากเหล่านักชิมที่เดินทางมาแถบนี้จะเว้นก็แต่ Hof van Cleve ห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงของ Peter Goossens เชฟระดับตำนานแห่งประเทศเบลเยี่ยม ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลระดับโลกมากมายทั้ง 3 Michelin Stars, Gault & Millau, World’s 50 Best Restaurant, La Liste และ Le Grandes Tables Du Monde
[The Place] ตัวร้านตั้งอยู่ในเมือง Kruisem ห่างออกไปในชนบททางตะวันตกของประเทศเบลเยี่ยมทำให้การเดินทางเข้าถึงต้องอาศัยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่เท่านั้น เราขอแนะนำให้ตั้งต้นจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่ใกล้ที่สุดอย่าง Ghent หลังจากจอดรถที่หน้าร้านทันทีที่ก้าวลงมาขอแนะนำให้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์ เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาจะพบกับอาคารฟาร์มเฮ้าส์ชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก ห้องทานอาหารหลักออกแบบเป็นรูป L Shaped ใช้วัสดุเป็นพื้นไม้ตัดกันกับผนังสีขาวดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา โต๊ะอาหารจำนวน 12 ตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่รองรับลูกค้าได้มากถึง 40 คน วัสดุทุกอย่างผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีสังเกตได้จากเครื่องเทเบิ้ลแวร์ที่รังสรรค์โดย Anna Torfs และมีดหั่นเนื้อซึ่งออกแบบโดย Artisan Knife Maker อย่าง Antoine Van Loocke หลังจบมื้ออาหารสำหรับใครที่มาในช่วงกลางวันขอแนะนำให้เดินออกไปชมบริเวณเทอเรสซึ่งโดดเด่นด้วยฟาร์มและวิวชนบทไกลสุดลูกหูลูกตาสวยงามมาก ๆ
[The Chef] Peter Goossens จบการศึกษาจาก Ter Duinen ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังในเมือง Koksijde ของประเทศเบลเยี่ยมก่อนที่จะย้ายไปสั่งสมประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นสูงในกรุง Paris อย่าง Lenôtre, Joël Robuchon, Le Pré Catelan, Pavillon d’Elysée นานถึง 4 ปีตามมาด้วยห้องอาหาร Byblos ใน Saint-Tropez และห้องอาหาร Paul Blanc ใน Thoissey ต่อมาในปีช่วงกลางปี 80s เชฟ Peter Goossens ตั้งใจย้ายกลับมาทำงานในประเทศเบลเยี่ยมโดยรับงานควบคุมห้องอาหาร De Ijzerberghoeve ในเมือง Kruishoutem ก่อนที่จะคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ทั้งนี้เจ้าของร้าน De IJzerberghoeve ยังเป็นเจ้าของฟาร์ม Van Cleve ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ในปี 1987 เชฟ Peter Goossens ได้ซื้อต่อธุรกิจฟาร์มต่อเพื่อบริหารด้วยตัวเองแต่ก็แลกมาด้วยสัญญาห้ามเปิดร้านอาหารระดับ Fine Dining ในละแวกใกล้เคียงเป็นระยะเวลา 5 ปี เชฟ Peter Goossens จึงเริ่มต้นธุรกิจห้องอาหาร Hof Van Cleve ขึ้นโดยเน้นเสิร์ฟอาหารพื้นบ้านในรูปแบบ Brasserie จนกระทั่งปี 1992 ที่สัญญาหมดลง รูปแบบจึงเปลี่ยนไปเป็นห้องอาหาร Fine Dining เต็มรูปแบบ ตัวร้านได้รับรางวัล
1 Michelin Star ในปี 1994 ต่อด้วยการยกระดับสู่ ![]()
2 Michelin Stars ในปี 1998 และ ![]()
![]()
3 Michelin Stars ในปี 2005 พร้อมทั้งสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศเบลเยี่ยมที่ได้รับรางวัล 3 Michelin Stars จนกระทั่งห้องอาหาร Zilte เพิ่งได้รับมอบรางวัลอันทรงเกียรติควบคู่กันมาในปี 2021
[The Food] ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นเซ็ตเมนูที่ดีที่สุดของทางร้านอย่าง FRESHNESS OF NATURE (365 EUR/p) จำนวน 7 คอร์ส หรือจะเป็น MARKET STROLL (275 EUR/p) ซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยทางร้านจะนำวัตถุดิบตามฤดูกาลมารังสรรค์เป็นเมนูขั้นยอด สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านได้นำเสนอเซ็ตเมนู FIELD, GARDEN AND WOOD (345 EUR/p) สุดท้ายคือ À LA CARTE สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกเมนูตามใจชอบ การบริการควบคุมโดยภรรยาของเชฟคุณ Lieve Goossens ช่วยยกระดับให้มื้ออาหารน่าประทับใจมากยิ่งขึ้นสมกับมาตรฐานห้องอาหารชั้นสูงในยุโรปตะวันตก เราขอยกเมนูที่ทำออกมาได้น่าประทับใจชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยากมาเล่าให้ฟังตรงนี้สัก 4 อย่างคือ
จานนี้เชฟใช้วัตถุดิบหลักคือ “กุ้งล็องกูสทีน” ทำออกมาเป็นตอตีญ่า เนื้อนุ่ม เนียน ละมุนลิ้น นำมาผสมผสานกับวัตถุดิบของไทยอย่างมะม่วงสุกรสหวาน และแกงเขียวหวาน (Green Curry) หอมเด่นแทรกขึ้นมาแตะจมูก แทรกด้วยกลิ่นของวาซาบิเพียงเบา ๆ ทั้งยังมีทับทิมช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบ ถือเป็นการผสมผสานวัตถุดิบหลากหลายสัญชาติออกมาได้อย่างลงตัว (20/20)
สุดยอดเมนู Signature Dish ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะในเซ็ตเมนู 7 คอร์สอย่าง “คาเวียร์ โฮฟ ฟาน คลีฟ” ที่เชฟวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง Golden Oscietra Caviar นำเข้าจากทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีซึ่งผ่านกระบวนการ Aging นานถึง 4-5 เดือนจนมีรสเค็มที่กลมกล่อมมากขึ้น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ มารังสรรค์เป็นเมนูชั้นเลิศ เชฟเริ่มต้นจากการนำ Brown Shrimp หรือกุ้งสีน้ำตาลไปทำเป็น Flan เนื้อนุ่มละมุน (ชิ้นสีส้มในภาพ) เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับกระเทียมต้น เห็ดนำเข้าจากฝรั่งเศสและ Bimi broccoli ซึ่งเป็นพืชตระกูลบล็อคโคลี่ขนาดจิ๋ว จับคู่กับคาเวียร์ชั้นดี ทุกองค์ประกอบเข้ากันกับฟลานกุ้งได้อย่างไร้ที่ติจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจานคาเวียร์ที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ (20/20)
สำหรับเมนคอร์สทางร้านนำเสนอเนื้อ “ลูกแกะที่ยังไม่หย่านม” เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ข้างกันคือกะหล่ำปลี ชิโครี่ และชีส Mimolette ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Lamb Jus ลงไปในจาน ตามด้วย Creamy Garlic Sauce สีขาวเนื้อสัมผัสเนื้อแกะดีงามไร้ที่ติ นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ หนังมีความมันแต่ไม่เลี่ยน เสริมด้วยกลิ่นของ Lamb Jus และความครีมมี่ของซอสกระเทียม ยังมีคอร์สที่เสิร์ฟมาคู่กันเป็นลูกชิ้นเนื้อแกะทอปด้วยครีมโยเกิร์ต ซอสแกง และ Lamb Broth ที่ด้านล่าง ด้วยความที่ทำออกมาสไตล์นี้จึงมีกลิ่นเฉพาะของแกะเด่นชัด เคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปากเลยทีเดียว (20/20)
“แมนดาริน โกลด์ นักเก็ต” ของหวานที่ทำมาจากส้มแมนดารินและโยเกิร์ต คั่นด้วยไวท์ช็อกโกแลตและยูซู ไอศกรีมตรงกลางทำมาจากใบเบซิลให้กลิ่นหอมสดชื่น ด้านบนเป็นคุกกี้บางกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (20/20)
Price :
335 EUR/p (ราคาปัจจุบัน)
Parking :
จอดหน้าร้าน
Operating Time :
อังคาร 19.00-20.00 และ พุธ-เสาร์ 12.00-13.00, 19.00-20.00 (เวลารับออร์เดอร์) ปิดอาทิตย์-จันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินที่สามารถคัดสรรค์วัตถุดิบชั้นดีมารังสรรค์เป็นเมนูที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก
อาหาร :
19.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 FRESHNESS OF NATURE (320 EUR/p) Innovation and Tradition
sherry • cassis
cucumber • soy
cavenne ognion • vadouvan
wasabi • green curry
bouillabaise • chorizo
apple • sesame • hijiki
celeriac • dashi • chervil
brown shrimp • leek • beurre blanc
jerusalem artichoke • truffle • barilotto
miso • chermoula • maize
witlof • savoy • mimolette
chocolate grenada 75% ‘van dender’ • hammam tea
yuzu • basil • yogurt
Hof van Cleve – โฮฟ ฟาน คลีฟ
Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
![]()
![]()
3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
ประเทศกลุ่มเบเนลักซ์นั้นเต็มไปด้วยห้องอาหารชั้นยอดมากมาย แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประเทศฝรั่งเศสทำให้ห้องอาหารหลายแห่งมักถูกมองข้ามจากเหล่านักชิมที่เดินทางมาแถบนี้จะเว้นก็แต่ Hof van Cleve ห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงของ Peter Goossens เชฟระดับตำนานแห่งประเทศเบลเยี่ยม ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลระดับโลกมากมายทั้ง 3 Michelin Stars, Gault & Millau, World’s 50 Best Restaurant, La Liste และ Le Grandes Tables Du Monde
CHICKEN LIVER
sherry • cassis
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย “ฟลานตับไก่” เนื้อเนียนละมุน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนทอปด้วยแบล็คเคอแรนท์รสออกเปรี้ยวช่วยเบรคความครีมมี่ของตับไม่ให้เด่นจนเกินไปทั้งยังช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี (20/20)
BREAD
“ขนมปัง” เป็นหัวใจสำคัญของห้องอาหารฝรั่งเศสทุกแห่งโดยเฉพาะกับห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน และที่ Hof van Cleve ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ทางร้านนำเสนอขนมปังทั้งของฝรั่งเศสและพื้นเมืองให้เลือกมากมาย (19/20)
BREAD
ชนิดของขนมปังในวันนี้มีดังต่อไปนี้
SPELT – DUVEL
RYE – LIEFMANS
WHEAT – ORVAL
DURUM – FOCACCIA
WHEAT – CAMPAGNE
CAMP RÉMY – BAGUETTE
SPROUTED SPELT – KAMUT
PIPS AND SEEDS – GLYTEN FREE
WHEAT – TOURTE DE MEULE
WHEAT – TOURTE DE MEULE
สังเกตว่าขนมปังมีให้เลือกเยอะมากและคลอบคลุมเกือบทุกรูปแบบเลยทีเดียว (19/20)
BREAD
ขนมปังต่าง ๆ สามารถเติมได้เรื่อย ๆ แต่ระวังจะอิ่มกันเสียก่อน (19/20)
BREAD
วันนี้เราลองชิมเป็น Pain de Campagne และ Focaccia (19/20)
BREAD
ขนมปังทั้งหมดเสิร์ฟมากับเนยเค็มและดอกเกลือ (19/20)
YELLOW FIN MACKEREL
cucumber • soy
ที่ห้องอาหาร Hof van Cleve เชฟ Peter Goossens มีความชื่นชอบในการนำวัตถุดิบจากญี่ปุ่นมาผสมผสานกับเทคนิคของอาหารฝรั่งเศสจนออกมาเป็นเมนูที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ในจานนี้เราจะได้ลิ้มลอง “เนื้อปลาฮามาจิ” สด ๆ นำเข้าจากญี่ปุ่นให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบแล้วทอปด้านบนด้วยปลาแห้งให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวกรอบแตกต่างกัน ดาชิด้านล่างมีกลิ่นหอมของแตงกวาเบา ๆ แต่ไม่มีกลิ่นเขียวติดมาแม้แต่น้อย อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคืองาที่ช่วยแต่งเติมกลิ่นหอมให้เด่นชัดขึ้นมากและแฝงกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน (20/20)
ESCARGOT ‘PETIT GRIS’
cavenne ognion • vadouvan
ถัดมาคือ “มินิทาร์ต” แป้งบางกรอบ ด้านในใส่หอยทากให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบผสมกับชีสนมแพะความเพิ่มความครีมมี่และหัวหอมใหญ่ ทานทั้งหมดในคำเดียวจะพบกับเนื้อสัมผัสและความซับซ้อนทางรสชาติอันไร้ที่ติ (20/20)
LANGOUSTINE
wasabi • green curry
จานนี้เชฟใช้วัตถุดิบหลักคือ “กุ้งล็องกูสทีน” ทำออกมาเป็นตอตีญ่า เนื้อนุ่ม เนียน ละมุนลิ้น นำมาผสมผสานกับวัตถุดิบของไทยอย่างมะม่วงสุกรสหวาน และแกงเขียวหวาน (Green Curry) หอมเด่นแทรกขึ้นมาแตะจมูก แทรกด้วยกลิ่นของวาซาบิเพียงเบา ๆ ทั้งยังมีทับทิมช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบ ถือเป็นการผสมผสานวัตถุดิบหลากหลายสัญชาติออกมาได้อย่างลงตัว (20/20)
CUTTLEFISH
bouillabaise • chorizo
ถัดมาคือ Cuttlefish หรือ “หมึกกระดอง” ย่าง เสิร์ฟมาคู่กับเส้นก๋วยเตี๋ยวที่มีเนื้อสัมผัสดีงามมาก ๆ ด้านบนโรยด้วย Chorizo และซอสที่เชฟเรียกว่า North Sea Bouillabaisse โดยซอสบูยยาเบลสปกติเป็นสตูว์พื้นบ้านที่มีต้นกำเนิดมาจากแคว้นโพรวองซ์ นิยมทำมาจากอาหารทะเลต่าง ๆ ในที่นี้เชฟนำมาทำเป็นน้ำซุปรสเลิศ ทานแล้วให้กลิ่นหอมเข้ากันดีกับโชริโซ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ (20/20)
NATIVE OYSTER FROM ZEELAND 6/0
apple • sesame • hijiki
เมนูแรกในคอร์สหลักคือ Black Oyster หรือ “หอยนางรมพื้นเมืองเบอร์ 6/0” จากน่านน้ำเขต Zeeland คลุกมากับงาขาว ด้านบนทอปด้วย Hijiki ซึ่งเป็นพืชทะเลชนิดหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่น องค์ประกอบกลม ๆ คือซอร์เบท์แอปเปิ้ลเขียว จากนั้นพนักงานจะเทซอส Ponzu Vinegar ลงไปให้รสอมเปรี้ยวนิด ๆ ช่วยเรียกความสดชิ่นได้เป็นอย่างดี (19/20)
SCALLOP ‘ERQUY ST-BRIEUC’
celeriac • dashi • chervil
จานนี้คือ “หอยเชลล์” นำเข้าจาก Erquy St-Brieuc เมืองทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศสเสิร์ฟมาได้ระดับความสุกกำลังดี ด้านล่างเป็นทาทาร์เนื้อมอลลัสก์ (สัตว์ตระกูลหอยต่าง ๆ) จากนั้นจึงราดน้ำดาชิลงไปมีกลิ่นหอมเด่นชัดมาก ๆ ทานคู่กับหัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง และน้ำดาชิรสกลมกล่อม (18/20)
CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc
ห้ามพลาดเมนู Signature Dish ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะในเซ็ตเมนู 7 คอร์สอย่าง “คาเวียร์ โฮฟ ฟาน คลีฟ” ที่เชฟวัตถุดิบล้ำค่าอย่าง Golden Oscietra Caviar นำเข้าจากทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีซึ่งผ่านกระบวนการ Aging นานถึง 4-5 เดือนจนมีรสเค็มที่กลมกล่อมมากขึ้น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ มารังสรรค์เป็นเมนูชั้นเลิศ (20/20)
CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc
พนักงานตักคาเวียร์ลงจานแบบพูนช้อนไม่มีหวง (20/20)
CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc
เชฟเริ่มต้นจากการนำ Brown Shrimp หรือกุ้งสีน้ำตาลไปทำเป็น Flan เนื้อนุ่มละมุน (ชิ้นสีส้มในภาพ) เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับกระเทียมต้น เห็ดนำเข้าจากฝรั่งเศสและ Bimi broccoli ซึ่งเป็นพืชตระกูลบล็อคโคลี่ขนาดจิ๋ว จับคู่กับคาเวียร์ชั้นดี ทุกองค์ประกอบเข้ากันกับฟลานกุ้งได้อย่างไร้ที่ติจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจานคาเวียร์ที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ (20/20)
CAVIAR ‘HOF VAN CLEVE – IMPERIAL HERITAGE’
brown shrimp • leek • beurre blanc
หากใครที่สั่งเซ็ตเมนู 6 คอร์สจะไม่ได้ชิมจานนี้โดยราคาที่ลดลงเพียงราว ๆ 15 EUR ถือว่าไม่คุ้มเป็นอย่างยิ่ง เราจึงขอแนะนำให้สั่งเซ็ตเมนูใหญ่ 7 คอร์สไปเลย (20/20)
LINE-CAUGHT SEABASS
jerusalem artichoke • truffle • barilotto
ถัดมาคือ “ปลากระพง” แล่เป็นฟิเลท์ เนื้อสัมผัสดีงามตามมาตรฐานเสิร์ฟมากับกะหล่ำปลีทอปด้านบนด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสไลด์บาง ๆ ตัวน้ำซอสทำมาจากแก่นตะวัน จบด้วยการที่พนักงานขูด Bottargar ทำมาจากไข่ปลาแมคเคเรลลงไปด้านบนช่วยให้มีกลิ่นหอมและความมันเพิ่มเติมขึ้นมา (18/20)
LINE-CAUGHT SEABASS
jerusalem artichoke • truffle • barilotto
ภาพของ Bottargar ที่พนักงานนำมาขูดใส่ลงไปด้านบน (18/20)
KING CRAB
miso • chermoula • maize
“ปูคิงแครบ” เป็นวัตถุดิบราคาแพง เชฟเสิร์ฟมาคู่กับข้าวโพดและซอสบิสก์รสชาติเข้มข้น มีน้ำมันทำมาจากพริกไทย ด้านบนคือ Chermoula หรือซอสสูตรพิเศษของเชฟปรุงด้วยเครื่องเทศจากแอฟริกาเหนือ (19/20)
ก่อนเข้าสู่เมนคอร์สพนักงานจะนำมีดที่มีด้ามจับที่แตกต่างกันออกไปมาให้ลูกค้าเลือกใช้ โดยเราเลือกใช้มีดที่มีด้ามทำมาจากไม้จากประเทศฟินแลนด์และงาช้างรีไซเคิล
SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette
จานนี้คือเนื้อ “ลูกแกะที่ยังไม่หย่านม” เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ข้างกันคือกะหล่ำปลี ชิโครี่ และชีส Mimolette ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Lamb Jus ลงไปในจาน (20/20)
SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette
ตามด้วย Creamy Garlic Sauce สีขาว (20/20)
SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette
เนื้อสัมผัสเนื้อแกะดีงามไร้ที่ติ นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นสาบ หนังมีความมันแต่ไม่เลี่ยน เสริมด้วยกลิ่นของ Lamb Jus และความครีมมี่ของซอสกระเทียม (20/20)
SUCKLING LAMB ‘GREFFEUILLE’
witlof • savoy • mimolette
ยังมีคอร์สที่เสิร์ฟมาคู่กันเป็นลูกชิ้นเนื้อแกะทอปด้วยครีมโยเกิร์ต ซอสแกง และ Lamb Broth ที่ด้านล่าง ด้วยความที่ทำออกมาสไตล์นี้จึงมีกลิ่นเฉพาะของเนื้อแกะเด่นชัด เคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปากเลยทีเดียว (20/20)
PEAR ‘DOYENNÉ’
chocolate grenada 75% ‘van dender’ • hammam tea
“แพร์ โดเยน“ ขนมหวานที่ทำมาดาร์คช็อกโกแลตเข้มข้น 75% ของ Pâtissier ชื่อดังชาวเบลเยี่ยม Herman Van Dender เสิร์ฟมาคู่กับลูกแพร์สายพันธุ์โดเยนจากประเทศฝรั่งเศสและซอสชาฮัมมัม หากชิมเฉพาะรสชาติของชาถือว่าค่อนข้างแปลกแต่เมื่อจับคู่ช็อกโกแลตแล้วกลับอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ (20/20)
MANDARIN ‘GOLD NUGGET’
yuzu • basil • yogurt
“แมนดาริน โกลด์ นักเก็ต” ของหวานที่ทำมาจากส้มแมนดารินและโยเกิร์ต คั่นด้วยไวท์ช็อกโกแลตและยูซู ไอศกรีมตรงกลางทำมาจากใบเบซิลให้กลิ่นหอมสดชื่น ด้านบนเป็นคุกกี้บางกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (20/20)
COMPLIMEMTARY DISH
สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบของหวานที่มีฐานทำมาจากมะม่วง องค์ประกอบสีเขียวคือคือน้ำแอปเปิ้ล ด้านบนเป็นทรงกลมทำมาจากไวท์ช็อกโกแลตด้านในเป็นไอศกรีม ปิดท้ายมื้ออาหารอย่างสมบูรณ์ (20/20)
PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen
ระหว่างชำระเงินพนักงานจะนำ Petit Fours มาให้ชิมประกอบไปด้วย Madeleine ชิ้นโต (20/20)
PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen
Smoutebollen (Oliebollen) เป็นขนมพื้นเมืองของประเทศเบลเยี่ยมได้จากการทอดแป้งจนกรอบแล้วโรยด้วยไอซิ่ง (20/20)
PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen
พ่วงด้วยช็อคโกแลตบาร์ อร่อยสมกับที่เป็นสินค้าขึ้นชื่อของประเทศเบลเยี่ยม
PETIT FOURS
madeleine • smoutebollen
FABULOUS + DELICIOUS = FABULICIOUS
ราคา 670 EUR (ประมาณ 25,500 บาท) โดยลูกค้าต้องทำการชำระค่ามัดจำล่วงหน้า 200 EUR ซึ่งจะหักออกจากบิลสุทธิในภายในหลัง (สามารถขอเงินคืนได้หากยกเลิกการจองภายในระยะเวลาที่กำหนด)
ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นเซ็ตเมนูที่ดีที่สุดของทางร้านอย่าง FRESHNESS OF NATURE (365 EUR/p) จำนวน 7 คอร์ส หรือจะเป็น MARKET STROLL (275 EUR/p) ซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยทางร้านจะนำวัตถุดิบตามฤดูกาลมารังสรรค์เป็นเมนูขั้นยอด สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านได้นำเสนอเซ็ตเมนู FIELD, GARDEN AND WOOD (345 EUR/p) สุดท้ายคือ À LA CARTE สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกเมนูตามใจชอบ การบริการควบคุมโดยภรรยาของเชฟคุณ Lieve Goossens ช่วยยกระดับให้มื้ออาหารน่าประทับใจมากยิ่งขึ้นสมกับมาตรฐานห้องอาหารชั้นสูงในยุโรปตะวันตก
Peter Goossens จบการศึกษาจาก Ter Duinen ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังในเมือง Koksijde ของประเทศเบลเยี่ยมก่อนที่จะย้ายไปสั่งสมประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นสูงในกรุง Paris อย่าง Lenôtre, Joël Robuchon, Le Pré Catelan, Pavillon d’Elysée นานถึง 4 ปีตามมาด้วยห้องอาหาร Byblos ใน Saint-Tropez และห้องอาหาร Paul Blanc ใน Thoissey ต่อมาในปีช่วงกลางปี 80s เชฟ Peter Goossens ตั้งใจย้ายกลับมาทำงานในประเทศเบลเยี่ยมโดยรับงานควบคุมห้องอาหาร De Ijzerberghoeve ในเมือง Kruishoutem ก่อนที่จะคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ทั้งนี้เจ้าของร้าน De IJzerberghoeve ยังเป็นเจ้าของฟาร์ม Van Cleve ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน
ในปี 1987 เชฟ Peter Goossens ได้ซื้อต่อธุรกิจฟาร์มต่อเพื่อบริหารด้วยตัวเองแต่ก็แลกมาด้วยสัญญาห้ามเปิดร้านอาหารระดับ Fine Dining ในละแวกใกล้เคียงเป็นระยะเวลา 5 ปี เชฟ Peter Goossens จึงเริ่มต้นธุรกิจห้องอาหาร Hof Van Cleve ขึ้นโดยเน้นเสิร์ฟอาหารพื้นบ้านในรูปแบบ Brasserie จนกระทั่งปี 1992 ที่สัญญาหมดลง รูปแบบจึงเปลี่ยนไปเป็นห้องอาหาร Fine Dining เต็มรูปแบบ ตัวร้านได้รับรางวัล
1 Michelin Star ในปี 1994 ต่อด้วยการยกระดับสู่ ![]()
2 Michelin Stars ในปี 1998 และ ![]()
![]()
3 Michelin Stars ในปี 2005 พร้อมทั้งสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศเบลเยี่ยมที่ได้รับรางวัล 3 Michelin Stars จนกระทั่งห้องอาหาร Zilte เพิ่งได้รับมอบรางวัลอันทรงเกียรติควบคู่กันมาในปี 2021
วัสดุทุกอย่างผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีสังเกตได้จากเครื่องเทเบิ้ลแวร์ที่รังสรรค์โดย Anna Torfs และมีดหั่นเนื้อซึ่งออกแบบโดย Artisan Knife Maker อย่าง Antoine Van Loocke
ห้องทานอาหารหลักออกแบบเป็นรูป L Shaped ใช้วัสดุเป็นพื้นไม้ตัดกันกับผนังสีขาวดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา โต๊ะอาหารจำนวน 12 ตัวมีขนาดค่อนข้างใหญ่รองรับลูกค้าได้มากถึง 40 คน
หลังจบมื้ออาหารสำหรับใครที่มาในช่วงกลางวันขอแนะนำให้เดินออกไปชมบริเวณเทอเรสซึ่งโดดเด่นด้วยฟาร์มและวิวชนบทไกลสุดลูกหูลูกตาสวยงามมาก ๆ
Hof van Cleve ตั้งอยู่ในเมือง Kruisem ห่างออกไปในชนบททางตะวันตกของประเทศเบลเยี่ยมทำให้การเดินทางเข้าถึงต้องอาศัยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่เท่านั้น
เชฟ Peter Goossens คัดสรรค์วัตถุดิบชั้นเยี่ยมมาประกอบกับเทคนิคชั้นสูงชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยากจนได้ออกมาเป็นอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ราคาอาหารต่อคอร์สที่ 365 EUR/p จัดว่าสูงมากแม้เทียบเคียงกับค่าครองชีพของชาวยุโรป อย่าลืมจองก่อนล่วงหน้าทางเวปไซต์สัก 2-3 เดือน (พร้อมจ่ายค่ามัดจำ) เพราะโต๊ะมักถูกจองเต็มตลอดเวลาแต่ขอรับรองว่ามื้ออาหารที่ Hof van Cleve จะประทับอยู่ในความทรงจำของทุก ๆ คนไม่รู้ลืม
เดินผ่านประตูรั้วเข้ามาจะพบกับอาคารฟาร์มเฮ้าส์ชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก
![]()
![]()
![]()
![]()
19.5 Points Gault & Millau (5 Toques) – 19.5 คะแนน โกทเอทมิโย (หมวก 5 ใบ)
หลังจากจอดรถที่หน้าร้านทันทีที่ก้าวลงมาขอแนะนำให้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์
การมาที่นี่เราขอแนะนำให้ตั้งต้นจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่ใกล้ที่สุดอย่าง Ghent