หน้าแรก » 🇮🇹 San Domenico – ซาน โดมินิโค่
Visit: December 21, 2022
🇮🇹 San Domenico - ซาน โดมินิโค่
👨🏻🍳 Chef Valentino Marcattilii & Massimiliano Mascia - เชฟวาเลนติโน่ มาร์คัตติลลี่ & เชฟมาสซิมิลิยาโน่ มาสเซีย
via Sacchi 1, Imola, 40026, Italy
Tel: (+39) 0542 29000
Cuisine
🍴 Classic Cuisine - อาหารคลาสสิค
Country
Italy
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ San Domineco ห้องอาหารผู้คิดค้นเมนูก้องโลกอย่าง Uovo in Raviolo “San Domenico” หรือ Raviolo ชิ้นโตสอดไส้ไข่แดงที่ไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวาจนได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานบทหนึ่งของวงการอาหารอิตาลี ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถทำสถิติในการถือครองรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 46 ปีเลยทีเดียว
[THE PLACE] คุณ Gianluigi Morini เป็นผู้มีใจรักในงานศิลป์และการทำอาหาร เขาตัดสินเปิดห้องอาหาร San Domenico ที่บ้านของคุณพ่อในวันที่ 7 มีนาคม 1970 พร้อมกับโต๊ะรับรองลูกค้าจำนวน 20 ตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1975 และเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1977 ทั้งยังรักษาดาวทั้งสองเอาไว้ได้ถึงปัจจุบันจนสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารที่ถือครอง MICHELIN Star ได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศอิตาลี ลูกค้าสามารถนำรถจอดได้ริมทางในซอยเล็ก ๆ ใกล้กันกับห้องอาหาร พื้นที่ด้านนอกถูกจัดเอาไว้สำหรับรองรับลูกค้าในวันที่อากาศเป็นใจ ภายในห้องรับประทานอาหารหลักเพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้บรรยากาศหรูหราสไตล์อังกฤษ โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าสีขาวตัดกันกับสีดำสนิทของโซฟาขนาดใหญ่ บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์ร่วมสมัยของศิลปินชื่อดังมากมายอย่างเช่น Alberto Burri, Mario Schifano, Giuseppe Capogrossi, Piero Dorazio รวมไปถึงศิลปินท้องถิ่นของเมือง Imola อย่าง Mario Guido Dal Monte, Tonino Gottarelli, Andrea Raccagni และ Germano Sartelli อีกด้วย
[THE CHEF] ถึงจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในภูมิภาค Abruzzo แต่คุณ Valentino Marcattilii และครอบครัวตัดสินใจเดินทางมายังเมือง Imola ในช่วงราวปี 1960s พี่ชายของเขา Natale เริ่มต้นหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหาร San Domenico ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานทั้งยังตัดสินใจชักชวนน้องชายที่ไม่ชอบการเรียนในห้องเรียนมากนักมาทำงานด้วยในช่วงเย็น Valentino Marcattilii เริ่มรับหน้าที่แรกเป็นพนักงานชงกาแฟและขับจักรยานส่งตามบ้านในช่วงเย็นก่อนจะเริ่มขยับเข้าไปช่วยงานในห้องครัวในเวลาต่อมา วันหนึ่งหุ้นส่วนของร้านรวมไปถึงหัวหน้าเชฟประจำร้านตัดสินใจถอนตัวเป็นเหตุให้เจ้าของร้านจำเป็นต้องหาเชฟคนใหม่ที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาแทนที่ ในช่วงเวลานี้เองที่ Nino Bergese เชฟระดับตำนานที่ดำรงค์ตำแหน่งเป็นเชฟคนสุดท้ายให้กับกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งประเทศอิตาลีตัดสินใจเกษียรตัวเองและได้รับการทาบทามจากห้องอาหาร San Domenico อย่างไรก็ตามด้วยความที่เชฟ Nino พักอาศัยอยู่ที่นคร Genoa เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาเพียง 10 วันเพื่อสอนสูตรอาหารให้กับ Valentino Marcattilii ในวัย 17 ปีแต่กลับกลายเป็นว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ต่ออีกนานถึง 6 ปีทั้งยังถ่ายทอดวิชาอาหารระดับสูงให้กับเชฟ Valentino Marcattilii จวบจนลมหายใจสุดท้าย หลังจากเชฟผู้เป็นดั่งอาจารย์และเพื่อนของเขาเสียชีวิตลง Valentino Marcattilii ตัดสินใจเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ณ ห้องอาหารระดับสูงในประเทศฝรั่งเศสเริ่มต้นจาก Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในปี 1976, Maison Troisgros (3 MICHELIN Stars) ในปี 1977, La Pyramide (3 MICHELIN Stars – ปัจจุบันคือ La Pyramide – Patrick Henriroux) ในปี 1978 และร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Roger Vergé ในปี 1979 ก่อนจะเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร San Domenico ในเวลาต่อมา สำหรับเชฟคนปัจจุบันคือ Massimiliano Mascia มีศักดิ์เป็นหลานชายของเชฟ Valentino Marcattilii ทั้งยังเริ่มฝึกงานในครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 14 ปี หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นการเป็นเชฟมืออาชีพกับห้องอาหารระดับตำนานหลายแห่งเช่น Casa Vissani (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), Romano (1 MICHELIN Star), Fiamma Osteria, La Bastide Saint-Antoine (Selected by MICHELIN Guide) และ Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ก่อนจะเดินทางกลับมายัง San Domenico เพื่อสืบสานตำนานให้กับภูมิภาค Emilia-Romagna ต่อไป
[THE FOOD] San Domenico ผสมผสานอาหารคลาสสิคเข้ากันกับเทคนิคสมัยใหม่จนได้ออกมาเป็นรายการเมนูที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่เหมือนใคร สำหรับผู้ที่มาครั้งแรกเราขอแนะนำอย่างมากให้เลือกสั่ง Menu Della Coppia (180 €) ที่ได้รวบรวมสุดยอด Signature Dish ประจำร้านเข้าไว้ด้วยกันรวมไปถึงเมนูระดับตำนานอย่าง Uovo in Raviolo “San Domenico” ส่วนใครที่เคยมาแล้วหรืออยากลองการรังสรรค์ใหม่ ๆ ตามฤดูกาลสามารถเลือกชิมเซ็ต Assaggi (210 €) ซึ่งมีจำนวนคอร์สที่มากกว่าก็ได้เช่นกัน สุดท้ายคือรายการแบบ Alla Carta แต่ก็แลกมาด้วยราคาต่อจานที่ค่อนข้างสูงพอสมควร นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ทั้งในและนอกประเทศให้เลือกสั่งรวมไปถึงไวน์ Burgundy หาดื่มยากอีกด้วย สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้ดีมาก ๆ ในมื้อนี้อย่างเช่น
Uovo in Raviolo หรือ Egg in Raviolo เป็นเมนูระดับตำนานที่กลายมาเป็นไอคอนของอาหารอิตาลีชั้นสูง พาสต้าทรงเกี๊ยวโฮมเมดชิ้นโตที่มีความหนาบริเวณขอบพอเหมาะ ภายในบรรจุไข่แดงที่พร้อมจะไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวาเมื่อแรกตัดเสริมด้วยความหวานมันของพาเมซานชีสและความหอมจากเนย Alpine ชั้นดี ด้านบนโรยด้วยทรัฟเฟิลขาวฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ เสริมอโรมาให้กับจานได้ถึงขีดสุด เพียงใช้มีดตัดเบา ๆ ไข่แดงก็จะไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา (19/20)
ข้าว Risotto จากเมือง Lomellina เสิร์ฟมาที่ความสุกพอดีสังเกตจากความกรึบนิด ๆ ของตัวข้าวซึ่งให้เนื้อสัมผัสตัดกันกับความนุ่มของเนื้อนกกระทาย่างได้อย่างไร้ที่ติ สำหรับกลิ่นนั้นเราสามารถสัมผัสได้ถึงความหอมกรุ่นของผงกาแฟอย่างเด่นชัดตัดด้วย Earthy Flavour ขององค์ประกอบสีแดงจากบีทรูทได้อย่างลงตัว (18/20)
Suckling Pig หรือเนื้อลูกหมู Mora Romagnola สายพันธุ์หมูท้องถิ่นของภูมิภาค Emilia-Romagna เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือส่วนหลังที่มีไขมันอยู่พอสมควรทั้งยังให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้นตัดกันกับความกรอบของหนังหมูได้อย่างลงตัว เชฟราดด้วยซอสที่เตรียมมาจากไก่, โรสแมรี่ และหอมแดงให้รสชาติที่เข้มข้น ข้างกันคือครีมเห็ด Porcini และองค์ประกอบของ Aubergine หรือมะเขือสำหรับรับประทานเป็นเครื่องเคียงนั่นเอง (18/20)
[WHY GO] อาหารทุกจานยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิคแต่กลับมาองค์ประกอบโมเดิร์นแฝงอยู่ได้อย่างกลมกล่อมลงตัว ราคาไวน์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีให้เลือกจากหลากหลายแหล่งพอสมควร พนักงานบริการค่อนข้างเป็นทางการแต่เรากลับไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป ถึงจะมีทำเลตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลักหลายแห่งแต่สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีและมีโอกาสเดินทางมาในพื้นที่แถบเมือง Bologna ก็สามารถขับรถออกนอกเส้นทางประมาณ 40 นาทีเพื่อแวะมาชิมห้องอาหารระดับตำนานแห่งนี้ รับรองว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน
Price :
180-210 €
Parking :
จอดริมทางข้างห้องอาหาร
Operating Time :
12.30-13.00, 20.00-21.00 ปิดวันจันทร์และวันอาทิตย์มื้อค่ำ
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหาระดับตำนานแห่งภูมิภาค Emilia-Romagna และประเทศอิตาลี
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 MENU DELLA COPPIA (180 €) Un percorso alla scoperta del territorio e della stagionalità
Divertimenti
chutney di arance e cannella, brioche tostata e gelatina al Porto
purea di broccoli e gocce di rapa rossa
riduzione di ostriche e Martini dry, vongole veraci alle erbe
burro di malga, parmigiano dolce e tartufo bianco
riduzione di scalogno al vermouth e tartufo nero
crema di porcini, galletti allo scalogno e salsa al rosmarino
Piccola Pasticceria
cremoso e gel al mirtillo
À LA CARTE
quaglia arrostita, rapa rossa e polvere di caffè
tartare del suo filetto affumicato endivia rossa e gelato al fegato d’oca
con gelato alla crema e scorza di limone
San Domenico – ซาน โดมินิโค่
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
Classic Cuisine – อาหารคลาสสิค
Chef Valentino Marcattilii & Massimiliano Mascia – เชฟวาเลนติโน่ มาร์คัตติลลี่ & เชฟมาสซิมิลิยาโน่ มาสเซีย
Divertimenti
ฝั่งซ้ายมือคือ Salmon เนื้อนุ่มเสิร์ฟมากับครีมสีขาวหอมมัน ด้านบนท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอนที่ตะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยว ตรงกลางคือ Sweet & Sour Mussel หรือหอยแมลงภู่เปรี้ยวหวานเสิร์ฟมาซอสสีเขียวเตรียมมาจากใบพาสลีย์และถั่ว Hazelnut โรยอยู่ด้านบน ฝั่งขวามือคือ Beans Soup หรือซุปถั่วหอม ๆ สำหรับดื่มคล่องคอราวกับกาแฟ (17/20)
Mini Toast สุดคลาสสิคชวนนึกถึงแซนวิชแฮมชีสที่เราคุ้นเคยกัน (17/20)
Parmesan Cookies กรอบ ๆ ด้านบนท็อปด้วย Mortadella Mousse และถั่ว Pistachio (17/20)
Divertimenti
Parmesan Cookies กรอบ ๆ ด้านบนท็อปด้วย Mortadella Mousse และถั่ว Pistachio (17/20)
Divertimenti
ปิดท้ายด้วย Classic Tortellini ทอดกรอบมาเคี้ยวเพลิน ๆ ไม่นานก็หมด (17/20)
Divertimenti
Divertimenti เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายชนิด
Bread
ขนมปัง Grissini และ Carta di Musica
Mattonella di fegato d’oca al tartufo
chutney di arance e cannella, brioche tostata e gelatina al Porto
Foie Gras ตับห่านคุณภาพดีเสิร์ฟมาในูปแบบของเทอร์รีนให้เนื้อสัมผัสนุ่มพอเหมาะเชฟตัดเลี่ยนความรสชาติอันเข้มข้นของน้ำส้มสายชูบัลซามิตที่ผ่านกระบวนการเคี่ยวหรือ Reduction ผจนงวด ข้างกันคือชัทนีย์ส้มเปรี้ยวหวาน ทั้งยังมีรสชาติหวานและความหนึบของ Port Wine Jelly ท็อปมาด้านบนช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติและเนื้อสัมผัสได้อย่างลงตัว (17/20)
Mattonella di fegato d’oca al tartufo
chutney di arance e cannella, brioche tostata e gelatina al Porto
พนักงานแนะนำให้รับประทานเทอร์รีนคู่กันกับขนมปัง Pan Brioche และ Dried Fruit ย่างนั่นเอง (17/20)
Bread
ยังมี Sourdough และเนยแบบพื้นบ้าน
Filetto di baccala’ in tempura
purea di broccoli e gocce di rapa rossa
ปลาค็อดเสิร์ฟมาในสไตล์ Tempura สองสีให้ระดับความกรอบและความเบาที่แตกต่างกัน เนื้อปลาค็อดเองก็เตรียมออกมาได้ดีสังเกตจากความนุ่มจนคล้ายสำลี ด้านล่างรองด้วย Purée สีเขียวเตรียมมาจากบล็อคโคลี่ให้รสชาติหวานเล็กน้อยรองอยู่ใต้เทมปุระที่ได้สีดำจากดีหมึกตัดกันกับซอสบีทรูทสีแดงที่ให้รสเปรี้ยวนั่นเอง (17/20)
Noci di Cappasante alla plancia
riduzione di ostriche e Martini dry, vongole veraci alle erbe
หอยเชลล์ยักษ์นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาย่างจนสุกพอดีให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่มรับประทานสลับกับหอยลายอิตาลีให้เนื้อสัมผัสที่หนึบแตกต่างกันได้อย่างลงตัว เชฟเสิร์ฟมากับซอสที่เตรียมมาจาก Oyster Reduction โดยมีรสเฉพสะตัวของสมุนไพรและ Martini ใส่อยู่ด้วย (17/20)
Uovo in Raviolo “San Domenico”
burro di malga, parmigiano dolce e tartufo bianco
Uovo in Raviolo หรือ Egg in Raviolo เป็นเมนูระดับตำนานที่กลายมาเป็นไอคอนของอาหารอิตาลีชั้นสูง พาสต้าทรงเกี๊ยวโฮมเมดชิ้นโตที่มีความหนาบริเวณขอบพอเหมาะ ภายในบรรจุไข่แดงที่พร้อมจะไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวาเมื่อแรกตัดเสริมด้วยความหวานมันของพาเมซานชีสและความหอมจากเนย Alpine ชั้นดี ด้านบนโรยด้วยทรัฟเฟิลขาวฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ เสริมอโรมาให้กับจานได้ถึงขีดสุด (19/20)
Uovo in Raviolo “San Domenico”
burro di malga, parmigiano dolce e tartufo bianco
เพียงใช้มีดตัดเบา ๆ ไข่แดงก็จะไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวา (19/20)
Bread
พนักงานยังจัดเสิร์ฟขนมปังงาขาว, ขนมปังโฮลวีท, ขนมปังน้ำมันมะกอก และขนมปังเนยมาให้อีกด้วย
Riso mantecato all’olio extra vergine (45€)
quaglia arrostita, rapa rossa e polvere di caffè
คั่นกลางด้วยเมนู À La Carte ที่เราลองสั่งมาเพิ่มอย่างข้าว Risotto จากเมือง Lomellina เสิร์ฟมาที่ความสุกพอดีสังเกตจากความกรึบนิด ๆ ของตัวข้าวซึ่งให้เนื้อสัมผัสตัดกันกับความนุ่มของเนื้อนกกระทาย่างได้อย่างไร้ที่ติ สำหรับกลิ่นนั้นเราสามารถสัมผัสได้ถึงความหอมกรุ่นของผงกาแฟอย่างเด่นชัดตัดด้วย Earthy Flavour ขององค์ประกอบสีแดงจากบีทรูทได้อย่างลงตัว (18/20)
Insalata tiepida di funghi
riduzione di scalogno al vermouth e tartufo nero
Mushroom Salad หรือสลัดแบบอุ่นที่เตรียมมาจากเห็ด Porcini และ Chanterelle ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันคลุกเคล้าไปกับซอสที่ผ่านการเคี้ยวจนงวดและมีความหอมของ Vermouth และหอมแดงเข้ากันกับ Black Truffle ที่ขูดละเอียดโรยมาที่ด้านบน Earthy Flavour ของเห็ดทั้งสองชนิดและซอสสามารถกลบความครีมมี่ของอาหารจานก่อนหน้าเพื่อเตรียมลิ้นเข้าสู่เมนคอร์สได้ดี (17/20)
Sella di maialino “Mora Romagnola”
crema di porcini, galletti allo scalogno e salsa al rosmarino
Suckling Pig หรือเนื้อลูกหมู Mora Romagnola สายพันธุ์หมูท้องถิ่นของภูมิภาค Emilia-Romagna เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือส่วนหลังที่มีไขมันอยู่พอสมควรทั้งยังให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้นตัดกันกับความกรอบของหนังหมูได้อย่างลงตัว เชฟราดด้วยซอสที่เตรียมมาจากไก่, โรสแมรี่ และหอมแดงให้รสชาติที่เข้มข้น ข้างกันคือครีมเห็ด Porcini และองค์ประกอบของ Aubergine หรือมะเขือสำหรับรับประทานเป็นเครื่องเคียงนั่นเอง (18/20)
Petto e coscia di piccione al rosmarino (60 €)
tartare del suo filetto affumicato endivia rossa e gelato al fegato d’oca
เนื้อส่วนอกและน่องของนกพิราบจากฟาร์มในเมือง Ravenna หอมกลิ่น Rosemary เชฟเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เคี้ยวแล้วมีความเฟิร์มสู้ฟันพอเหมาะตัดกันกับความกรอบของผัก Red Endive จากนั้นราดด้วยซอสที่เตรียมมาจาก Winter Black Truffle ข้างกันคือ Tartare นกพิราบให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบเสริมกันกับความครีมมี่ของไอศกรีมที่เตรียมมาจาก Foie Gras ตับห่านได้อย่างพอเหมาะ (18/20)
Biscotto al cioccolato e caramello salato
cremoso e gel al mirtillo
ของหวานในเซ็ตเมนูหลักมีลักษณะเป็น Chocolate Biscuit กรอบจับคู่กับ Salted Caramel เข้มข้น นอกจากนี้ยังมีความเปรี้ยวที่ได้จากบลูเบอร์รี่ที่เตรียมาทั้งในรูปแบบครีมและเจลอีกด้วย (17/20)
Biscotto al cioccolato e caramello salato
cremoso e gel al mirtillo
อีกมุมหนึ่งของอาหารหวาน (17/20)
La nostra Crêpe Suzette alla lampada
con gelato alla crema e scorza di limone
ด้วยความที่ตัวร้านเป็นห้องอาหารคลาสสิคเราจึงไม่พลาดที่จะสั่ง Crêpe Suzette มาลองชิมดู (17/20)
La nostra Crêpe Suzette alla lampada
con gelato alla crema e scorza di limone
พนักงานจะละลายเนยและน้ำตาลในกระทะร้อน ๆ จากนั้นจึงเติมน้ำส้มและเหล้าลงไปก่อนจะนำแป้งเครปลงไปคลุกให้ทั่วกัน (17/20)
La nostra Crêpe Suzette alla lampada
con gelato alla crema e scorza di limone
จากนั้นจึงทำการ Flambéed จนไฟลุกเพื่อไล่แอลกอฮอล์ออกไป (17/20)
La nostra Crêpe Suzette alla lampada
con gelato alla crema e scorza di limone
แป้งเครปนุ่มละมุน มีรสหวานเปรี้ยวของส้มชัดเจน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของแอลกอฮอล์และเพิ่มด้วยมิติความขมของผิวเลมอน ข้างกันคือไอศกรีมช่วยสร้างความแตกต่างทางอุณหภูมิได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
Piccola Pasticceria
ปิดท้ายด้วยขนมชิ้นจิ๋วประกอยไปด้วย Tartelette เสิร์ฟมากับ Coconut Namelaka มีลักษณะเป็นครีมละมุน ๆ หอม ๆ ต่อด้วย Little Chocolate with Soft Milk, Italian Torrone และ Pannettone with Chocolate
ราคา 1,020 €
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับ San Domineco ห้องอาหารผู้คิดค้นเมนูก้องโลกอย่าง Uovo in Raviolo “San Domenico” หรือ Raviolo ชิ้นโตสอดไส้ไข่แดงที่ไหลเยิ้มออกมาเป็นลาวาจนได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานบทหนึ่งของวงการอาหารอิตาลี ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถทำสถิติในการถือครองรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 46 ปีเลยทีเดียว
[THE CHEF] ถึงจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในภูมิภาค Abruzzo แต่คุณ Valentino Marcattilii และครอบครัวตัดสินใจเดินทางมายังเมือง Imola ในช่วงราวปี 1960s พี่ชายของเขา Natale เริ่มต้นหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหาร San Domenico ที่เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นานทั้งยังตัดสินใจชักชวนน้องชายที่ไม่ชอบการเรียนในห้องเรียนมากนักมาทำงานด้วยในช่วงเย็น Valentino Marcattilii เริ่มรับหน้าที่แรกเป็นพนักงานชงกาแฟและขับจักรยานส่งตามบ้านในช่วงเย็นก่อนจะเริ่มขยับเข้าไปช่วยงานในห้องครัวในเวลาต่อมา วันหนึ่งหุ้นส่วนของร้านรวมไปถึงหัวหน้าเชฟประจำร้านตัดสินใจถอนตัวเป็นเหตุให้เจ้าของร้านจำเป็นต้องหาเชฟคนใหม่ที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาแทนที่ ในช่วงเวลานี้เองที่ Nino Bergese เชฟระดับตำนานที่ดำรงค์ตำแหน่งเป็นเชฟคนสุดท้ายให้กับกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งประเทศอิตาลีตัดสินใจเกษียรตัวเองและได้รับการทาบทามจากห้องอาหาร San Domenico อย่างไรก็ตามด้วยความที่เชฟ Nino พักอาศัยอยู่ที่นคร Genoa เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาเพียง 10 วันเพื่อสอนสูตรอาหารให้กับ Valentino Marcattilii ในวัย 17 ปีแต่กลับกลายเป็นว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ต่ออีกนานถึง 6 ปีทั้งยังถ่ายทอดวิชาอาหารระดับสูงให้กับเชฟ Valentino Marcattilii จวบจนลมหายใจสุดท้าย หลังจากเชฟผู้เป็นดั่งอาจารย์และเพื่อนของเขาเสียชีวิตลง Valentino Marcattilii ตัดสินใจเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ณ ห้องอาหารระดับสูงในประเทศฝรั่งเศสเริ่มต้นจาก Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในปี 1976, Maison Troisgros (3 MICHELIN Stars) ในปี 1977, La Pyramide (3 MICHELIN Stars – ปัจจุบันคือ La Pyramide – Patrick Henriroux) ในปี 1978 และร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Roger Vergé ในปี 1979 ก่อนจะเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร San Domenico ในเวลาต่อมา สำหรับเชฟคนปัจจุบันคือ Massimiliano Mascia มีศักดิ์เป็นหลานชายของเชฟ Valentino Marcattilii ทั้งยังเริ่มฝึกงานในครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 14 ปี หลังจากเรียนจบเขาเริ่มต้นการเป็นเชฟมืออาชีพกับห้องอาหารระดับตำนานหลายแห่งเช่น Casa Vissani (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น), Romano (1 MICHELIN Star), Fiamma Osteria, La Bastide Saint-Antoine (Selected by MICHELIN Guide) และ Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ก่อนจะเดินทางกลับมายัง San Domenico เพื่อสืบสานตำนานให้กับภูมิภาค Emilia-Romagna ต่อไป
[THE FOOD] San Domenico ผสมผสานอาหารคลาสสิคเข้ากันกับเทคนิคสมัยใหม่จนได้ออกมาเป็นรายการเมนูที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่เหมือนใคร
สำหรับผู้ที่มาครั้งแรกเราขอแนะนำอย่างมากให้เลือกสั่ง Menu Della Coppia (180 €) ที่ได้รวบรวมสุดยอด Signature Dish ประจำร้านเข้าไว้ด้วยกันรวมไปถึงเมนูระดับตำนานอย่าง Uovo in Raviolo “San Domenico” ส่วนใครที่เคยมาแล้วหรืออยากลองการรังสรรค์ใหม่ ๆ ตามฤดูกาลสามารถเลือกชิมเซ็ต Assaggi (210 €) ซึ่งมีจำนวนคอร์สที่มากกว่าก็ได้เช่นกัน สุดท้ายคือรายการแบบ Alla Carta แต่ก็แลกมาด้วยราคาต่อจานที่ค่อนข้างสูงพอสมควร นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ทั้งในและนอกประเทศให้เลือกสั่งรวมไปถึงไวน์ Burgundy หาดื่มยากอีกด้วย
[THE PLACE] คุณ Gianluigi Morini เป็นผู้มีใจรักในงานศิลป์และการทำอาหาร เขาตัดสินเปิดห้องอาหาร San Domenico ที่บ้านของคุณพ่อในวันที่ 7 มีนาคม 1970 พร้อมกับโต๊ะรับรองลูกค้าจำนวน 20 ตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1975 และเลื่อนระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 1977 ทั้งยังรักษาดาวทั้งสองเอาไว้ได้ถึงปัจจุบันจนสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหารที่ถือครอง MICHELIN Star ได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศอิตาลี
ลูกค้าสามารถนำรถจอดได้ริมทางในซอยเล็ก ๆ ใกล้กันกับห้องอาหาร พื้นที่ด้านนอกถูกจัดเอาไว้สำหรับรองรับลูกค้าในวันที่อากาศเป็นใจ
ภายในห้องรับประทานอาหารหลักเพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้บรรยากาศหรูหราสไตล์อังกฤษ
บนผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์ร่วมสมัยของศิลปินชื่อดังมากมายอย่างเช่น Alberto Burri, Mario Schifano, Giuseppe Capogrossi, Piero Dorazio รวมไปถึงศิลปินท้องถิ่นของเมือง Imola อย่าง Mario Guido Dal Monte, Tonino Gottarelli, Andrea Raccagni และ Germano Sartelli อีกด้วย
โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าสีขาวตัดกันกับสีดำสนิทของโซฟาขนาดใหญ่
บรรยากาศในห้องรับประทานอาหาร
เปียโนบริเวณข้างห้องครัว
ต้นคริสมาสต์
[WHY GO] อาหารทุกจานยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิคแต่กลับมาองค์ประกอบโมเดิร์นแฝงอยู่ได้อย่างกลมกล่อมลงตัว ราคาไวน์โดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและมีให้เลือกจากหลากหลายแหล่งพอสมควร พนักงานบริการค่อนข้างเป็นทางการแต่เรากลับไม่รู้สึกเกร็งจนเกินไป
ถึงแม้ตัวร้านจะมีทำเลตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลักหลายแห่งแต่สำหรับใครที่เป็นคออาหารอิตาลีและมีโอกาสเดินทางมาในพื้นที่แถบเมือง Bologna ก็สามารถขับรถออกนอกเส้นทางประมาณ 40 นาทีเพื่อแวะมาชิมห้องอาหารระดับตำนานแห่งนี้ รับรองว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน