Visit: January 1, 2023

🇮🇹 Villa Crespi - วิลล่าเครสปี

👨🏻‍🍳 Chef Antonino Cannavacciuolo - เชฟอันโตนิโน่ คันนาวัคชูโอโล่

via Fava 18, Orta San Giulio, 28016, Italy

Tel: (+39) 0322 911902

Cuisine

🍴 Creative, Mediterranean Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน

Country

Italy

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

18.5/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับสูงที่เพิ่งคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงปีล่าสุด นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้านนามว่า Antonino Cannavacciuolo จัดว่าเป็นหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Kitchen’s Nightmare นั่นเอง

          

🎗 [THE PLACE] ในปี 1879 คุณ Cristoforo Benigno Crespi นักธุรกิจเจ้าของกิจการผ้าฝ้ายได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวในพื้นที่แถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแห่งกรุง Baghdad ประเทศอิรักในการสร้างคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta เขาได้มอบหมายให้ Angelo Colla สถาปนิคผู้เติบโตขึ้นมาบนเนินเขาริมทะเลสาบ Maggiore ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของอาชีพออกแบบตัวอาคารได้ตามใจชอบและใช้ชื่อว่า Villa Pia ตามชื่อภรรยาดังจะเห็นได้จากป้ายบริเวณประตูทางเข้า กาลเวลาล่วงเลยมาจนประทั่งปี 1930 คฤหาสถ์แห่งนี้ได้ถูกซื้อต่อโดย Marquis Fracassi แห่ง Torre Rossano เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของเหล่ากวี, ขุนนาง, เชื้อพระวงศ์ รวมไปถึงกษัตริย์ Umberto แห่งราชวงศ์ Savoy ต่อมาในปี 1999 ภรรยาคุณ Cinzia และเชฟ Antonino Cannavacciuolo ตัดสินใจปรับปรุงและฟื้นฟูตัวอาคารครั้งใหญ่โดยอ้างอิงจากสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายนอกตกแต่งในสไตล์มุสลิมแบบ Moorish โดดเด่นด้วยหอสูงแลดูคล้าย Minaret พร้อมกับโดมบริเวณยอดชวนนึกถึงหอคอยแห่งสุเหร่าในกรุง Bangdad รวมไปถึง Alhambra ในนคร Granada และ Alcazar ในนคร Sevilla ทันที่ที่เดินเข้ามาในตัวคฤหาสถ์จะพบกับจุดตรวจสอบการจอง เงยหน้าขึ้นมองจะพบกับโคมระย้าห้อยลงพาส่องแสงไฟตกกระทบกับลวดลายอันสลับซับซ้อน ข้างกันคือล็อบบี้สำหรับรองรับลูกค้าที่มาถึงก่อนเวลา พื้นที่ภายในตกแต่งผนังด้วยปูนฉาบแกะสลักลวดลายแบบอาหรับ (Arabesque) แลดูเข้ากันดีกับพื้นกระเบื้องโมเสกแบบ Florentine ลูกค้าสามารถสังเกตภาพถ่ายขาวดำของ Villa Crespi รวมไปถึงภาพถ่ายของตระกูล Crespi แขวนประดับเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ห้องรับประทานอาหารหลักปูด้วยพื้นไม้ปาเก้ให้บรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะซึ่งตั้งอยู่บริเวณระเบียงกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา นอกจากห้องอาหารชั้นสูงแล้ว Villa Crespi ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวจำนวน 14 ห้องทั้งยังได้รับการรับรองจาก Relais & Châteaux ในปี 2012 ว่ากันว่าความสวยงามของ Villa Crespi สามารถสะกดให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหยุดหายใจได้ชั่วขณะหนึ่งสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิค Angelo Colla ที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่า 30 ปี ทั้งยังกลายมาเป็นหนึ่งในภาพจำของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง Largo di Orta อีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Antonino Cannavacciuolo เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1975 ที่เมือง Vico Equense ในพื้นที่แถบ Amalfi ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากการช่วยคุณย่าในครัวรวมไปถึงคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นพ่อครัว หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนการอาหารเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับห้องอาหารท้องถิ่นแถบนคร Naples, Vesuvio, San Vicenzo และ Sorrento กระทั่งในปี 1995 เขาตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟระดับตำนาน Paul Haeberlin เพื่อฝึกฝนเทคนิคเกี่ยวกับอาหารระดับสูง ต่อมาเขาเดินทางกลับมายังเกาะ Capri เพื่อร่วมงานกับ Grand Hotel Quisisana และพบรักกับ Cinzia ลูกสาวเจ้าของโรงแรมผู้ได้กลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Villa Crespi ในคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta ในปี 1998 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมายแต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคงหนีไม่พ้นการเป็นหนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo ที่ออกอากาศต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Antonino Cannavacciuolo อาศัยพื้นหลังที่ตัวเขาเติบโตมาในภูมิภาค Campania รวมไปถึงการเดินทางมายังพื้นที่แถบ Piedmont ในการรังสรรค์อาหารออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ด้วย ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Italian Journey from South to North (260 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอการเดินทางจากตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาจนถึงตอนเหนือผ่านทางอาหารแต่ละคอร์สหรือจะเป็น Inner Spirit (290 €) นำเสนอรายการเมนูที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกให้เลือกกันในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ Soused trout

ปลาเทร้าต์ที่เชฟนำไปหมักกับผลไม้จำพวกซิตรัสต่อด้วยการนำมารมควัน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย ไร้ซึ่งกลิ่นคาวตัดกันกับความกรอบของหนังปลา ยังมีครีมสองชนิดโดยสีเขียวเตรียมมาจากผักเซเลอรี่และสีส้มเตรียมมาจากแครอทและยี่หร่า จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำส้มสายชูข้าวหรือ Rice Vinegar ที่มีองค์ประกอบของ Soy Sauce ให้ความเป็นกรดมาช่วยบาลานซ์ความมันของเนื้อปลาและครีมได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)

✨ Gragnano’s linguine with squids and rye bread sauce

เมนู Signature Dish ของเชฟ Antonino Cannavacciuolo คือพาสต้าเส้น Linguine จาก Gragnano ซึ่งเป็นเมืองผลิตเส้นพาสต้าแบบแห้งชื่อดังในภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาที่ระดับความสุก Al Dente พอเหมาะไร้ที่ติ โปรตีนหลักของจานคือหมึกตัวจิ๋วเตรียมมาให้ความนุ่มที่ได้ระดับตัดกันกับความกรึบของเส้นพาสต้าจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังให้รสออกหวานจาง ๆ เติมเต็มรสชาติที่ขาดหายไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

✨ Red mullet, turnip tops and provola cheese broth

ปลา Red Mullet จากทะเล Tyrrhenian เสิร์ฟมาทั้งตัวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง ด้านบนคือครีมเทอร์นิปและแป้ง Tempura กรอบช่วยเสริมเนื้อสัมผัสให้กับจานได้เป็นอย่างดี ซอสสีขาวด้านล่างเตรียมมาจากชีส Provola ให้ความหอม มัน และเบา นอกจากนี้ยังมีครีมสองสีคือ Mayonnaise สีส้มที่เตรียมมาจากตัวปลา Red Mullet และครีมสีเขียวเตรียมมาจากผักขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่และบล็อคโคลี่นั่นเอง (19/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารระดับสูงในบรรยากาศคฤหาสถ์สุดอลังการรับรองว่า Villa Crespi สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานบริการดีและค่อนข้างเป็นทางการไปบ้างเมื่อเทียบกับห้องอาหารอิตาลีทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่เชื่อเลยว่าด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่เพิ่งได้รับมาประกอบกับชื่อเสียงของเชฟสามารถดันราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารอย่าลืมเผื่อเวลาแวะไปเดินเล่นชิล ๆ ที่ Orta San Giulio ให้บรรยากาศของหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบรับรองว่าจะสามารถสร้างความประทับใจกับทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม

Price :

260-290 €

Parking :

จอดรถที่ห้องอาหาร

Operating Time :

Lunch Wed-Sun 12.30-14.00, Dinner Tue-Sun 19.30-21.00

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารภายใต้บรรยากาศคฤหาสถ์สไตล์ Moorish ของเชฟชื่อดังระดับโลก

อาหาร :

18.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 ITALIAN JOURNEY FROM SOUTH TO NORTH (260 €)

          

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

Soused trout

Raw scampi “pizzaiola” style, octopus water

Gragnano’s linguine with squids and rye bread sauce

Red mullet, turnip tops and provola cheese broth

Young Piedmontese veal, slow braised tail

Pre dessert

Napolitan Pastiera…

📃 À LA CARTE

Flavored saffron Spaghetti, sea urchin and crispy quinoa (70 €)

Olive oil, olives and sea-buckthorn (30 €)

🇮🇹 Villa Crespi – วิลล่าเครสปี

🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Mediterranean Cuisine – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอร์เรเนียน

👨🏻‍🍳 Chef Antonino Cannavacciuolo – เชฟอันโตนิโน่ คันนาวัคชูโอโล่

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูสไตล์ Finger Food หยิบจับได้ด้วยมือเปล่า คำแรกคือขนมปังชิ้นจิ๋วท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของมะเขือเทศหมักรสเปรี้ยวอุมามิแลดูคล้าย Bruschetta ที่เราคุ้นเคยกันดี (18/20)

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

ถัดมาคือ Crunchy Cannolo มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกกรอบ ๆ ตรงกลางสอดไส้ Napolitan Ragout เตรียมมาจากเนื้อหมูและชีส Parmesan ให้กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน (18/20)

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

Fried Dumpling หรือเกี๊ยวสีดำทอดกรอบ ด้านในสอดไส้ชีส Squacquerone เตรียมมาจากนมวัวทั้งยังให้เนื้อสัมผัสและความครีมมี่ในระดับที่ดีกว่า Burrata ด้านบนท็อปด้วย Parma Ham คุณภาพดีสังเกตได้จากความนุ่มและหนึบทร่พอเหมาะทั้งยังให้รสชาติเค็มเข้ากันกับชีสได้อย่างกลมกล่อม (18/20)

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

Black Squid Ink Chips หรือแผ่นกรอบที่ได้สีดำมาจากดีหมึกท็อปด้วยครีมที่เตรียมมาจาก Celery ให้รสชาติหวานเล็กน้อยผสานเข้ากันกับอโรมาเฉพาะตัวของชีส Gorgonzola (18/20)

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

ปิดท้ายด้วย Macaron รสชาติหวาน ตรงกลางบรรจุองค์ประกอบของฟัวกราส์ให้ความครีมมี่และละมุนลิ้น (18/20)

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

ของว่างเรียกน้ำย่อยทั้งหมดรวมกัน 5 อย่างถูกจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (18/20)

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Fassona Broth หรือซุปใสในรูปแบบของ Consommé ที่เตรียมมาจากลูกวัว Fassona ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว เชฟตั้งใจเสิร์ฟมาในอุณหภูมิที่อุ่นกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มได้ง่ายนั่นเอง (18/20)

Antonino Cannavacciuolo’s “good journey through flavors” wish

ลูกค้าแต่ละคนสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มแบบธรรมชาติหรือจะให้พนักงานเติมแต่งอโรมาของ BVB Vermouth Bianco หรือ Fino en Rama Peña del Águila ลงไปก็ยังได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเราลองดื่มเทียบกันพบว่ารสชาติและกลิ่นที่ได้ไม่ต่างกันมากนัก (18/20)

Soused trout

ปลาเทร้าต์ที่เชฟนำไปหมักกับผลไม้จำพวกซิตรัสต่อด้วยการนำมารมควัน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย ไร้ซึ่งกลิ่นคาวตัดกันกับความกรอบของหนังปลา ยังมีครีมสองชนิดโดยสีเขียวเตรียมมาจากผักเซเลอรี่และสีส้มเตรียมมาจากแครอทและยี่หร่า จากนั้นพนักงานจะเทราดน้ำส้มสายชูข้าวหรือ Rice Vinegar ที่มีองค์ประกอบของ Soy Sauce ให้ความเป็นกรดมาช่วยบาลานซ์ความมันของเนื้อปลาและครีมได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)

Bread and butter

สำหรับขนมปังพนักงานนำเสนอ Bread Stick และ Homebread Bread มาคู่กับเนยท้องถิ่นที่เตรียมมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างจากห้องอาหารออกไปเพียงราว ๆ 2 กิโลเมตรเท่านั้น

พนักงานจะเริ่มต้นเสิร์ฟเครื่องดื่ม

Raw scampi “pizzaiola” style, octopus water

เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยวัตถุดิบขึ้นชื่ออย่างกุ้ง Scampi จากแหล่งจับชื่อดังในเมือง Mazara del Vallo บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาแบบดิบเพื่อให้ได้รสหวานและความนุ่มละมุนของเนื้อกุ้งโดยธรรมชาติ ทั้งนี้เชฟยังปรุงรสด้วยเกลือและเลมอนเพื่อดึงความหวานของกุ้งให้แสดงออกมาเด่นชัดมากขึ้น รอบ ๆ คือซอสที่เชฟรังสรรค์ขึ้นโดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Pizzaiola Sauce โดยใช้มะเขือเทศจับคู่กับน้ำของหมึกยักษ์และเคเปอร์ให้ความเปรี้ยวอุมามิและความหอมที่พอเหมาะไม่เข้มข้นจนเกินไปสำหรับอาหารคอร์สแรก (18/20)

Gragnano’s linguine with squids and rye bread sauce

เมนู Signature Dish ของเชฟ Antonino Cannavacciuolo คือพาสต้าเส้น Linguine จาก Gragnano ซึ่งเป็นเมืองผลิตเส้นพาสต้าแบบแห้งชื่อดังในภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาที่ระดับความสุก Al Dente พอเหมาะไร้ที่ติ โปรตีนหลักของจานคือหมึกตัวจิ๋วเตรียมมาให้ความนุ่มที่ได้ระดับตัดกันกับความกรึบของเส้นพาสต้าจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากขนมปังให้รสออกหวานจาง ๆ เติมเต็มรสชาติที่ขาดหายไปได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

Flavored saffron Spaghetti, sea urchin and crispy quinoa (70 €)

เราได้ลองสั่งเมนูแบบ À La Carte มาลองชิมโดยเชฟนำเสนอพาสต้า Spaghetti จากเมือง Gragnano ที่ต้มสุกในน้ำ Saffron หรือหญ้าฝรั่นจนหอมเข้าเส้น จากนั้นจับคู่มากับความครีมมี่และรสหวานอันกลมกล่อมจากธรรมชาติของอูนิหรือไข่หอยเม่น เชฟยังเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการเติม Quinoa กรอบ ๆ ลงไปด้านบนอีกด้วย (19/20)

Red mullet, turnip tops and provola cheese broth

ปลา Red Mullet จากทะเล Tyrrhenian เสิร์ฟมาทั้งตัวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง ด้านบนคือครีมเทอร์นิปและแป้ง Tempura กรอบช่วยเสริมเนื้อสัมผัสให้กับจานได้เป็นอย่างดี ซอสสีขาวด้านล่างเตรียมมาจากชีส Provola ให้ความหอม มัน และเบา นอกจากนี้ยังมีครีมสองสีคือ Mayonnaise สีส้มที่เตรียมมาจากตัวปลา Red Mullet และครีมสีเขียวเตรียมมาจากผักขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่และบล็อคโคลี่นั่นเอง (19/20)

Young Piedmontese veal, slow braised tail

เมนคอร์สในวันนี้คือเนื้อลูกวัวสายพันธุ์ Fassona ซึ่งเป็นวัตถุดิบขึ้นชื่อของภูมิภาค Piedmont เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium ข้างกันคือหางวัวที่ตุ๋นโดยใช้ระยะเวลานานจนได้นุ่มที่พอเหมาะล้อมรอบด้วยแผ่นมันฝรั่งบางกรอบใต้ใบผักโขมอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีครีมเซเลอรี่ หัวหอมใหญ่ และ Salsa Verde สีเขียวอีกด้วย (17/20)

Pre dessert

ล้างปากด้วย Fake Calamansi ด้านในบรรจุครีม, Prosecco Foam และ Bon Bon ตรงกลางเตีรยมมาจากน้ำด่าง Bicarbonate Waters ผสมผสานกับสมุนไพรแลดูคล้ายเมล็ดส้ม รสชาติโดยรวมถือว่ามีความครีมอยู่พอสมควรประกอบไปกับความเปรี้ยวอีกเล็กน้อย (17/20)

Napolitan Pastiera…

ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือ Napolitan Pastiera… หรือเค้กสไตล์ Napolitan จากภูมิภาค Campania เสิร์ฟมาในรูปแบบ Deconstruction ด้านล่างคือองค์ประกอบของครีมจับคู่กับไอศกรีม Pastiera นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอันหลากหลายของ Almond Sponge, White Chocolate, Ricotta Cheese และ Fake Yolk หรือไข่แดงปลอมที่ให้เนื้อสัมผัสเยิ้มละลายคล้ายไข่แดงจริงเนื่องจากเชฟเตรียมขึ้นมาจากน้ำผึ้ง น้ำตาล และส้มนั่นเอง (19/20)

Olive oil, olives and sea-buckthorn (30 €)

ของหวานอีกจานหนึ่งการนำเสนอน้ำมันมะกอก, มะกอก และซีบัคธอร์นออกมาในรูปแบบเจล ทั้งยังมีความหอมที่ได้จากถั่ว Almond และ Olive Oil Sponge ยังมีองค์ประกอบของ Chocolate ไฮไลท์ของจานคือไอศกรีมที่เตรียมมาจากวัตถุดิบขึ้นชื่อของเกาะ Sicily อย่างมะกอก Taggiasche ให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัว (19/20)

Cheese Selections

ใครที่เป็นคอชีสสามารถสั่งคอร์สชีสเพิ่มเติมได้ก่อนเข้าสู่อาหารหวาน

Mignardises

Pavlova มีลักษณะเป็นเมอแรงก์ฝรั่งเศสสอดไส้น้ำผึ้ง

Mignardises

Fake Strawberry ด้านในบรรจุครีมสตรอว์เบอร์รี่เสริมด้วยรสหวานเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูบัลซามิคจากเมือง Modena

Mignardises

Caprese Cake ด้านล่างเป็นแผ่นกรอบ ด้านบนคือช็อกโกแลตและชีส Ricotta

Mignardises

Baba ที่มีความชุ่มของเหล้ารัมแต่กลับให้รสชาติที่ไม่แรงจนเกินไป

Mignardises

Sfogliatella ของหวานคลาสสิคหน้าตาคล้ายหางกุ้งล็อบสเตอร์จากแถบ Campania มีลักษณะเป็นแป้งกรอบเรียงกันเป็นชั้นบาง ๆ ด้านในสอดไส้ครีมหวานหอม อร่อยจนเราต้องขอเพิ่ม

Mignardises

Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายอย่าง

Lollo Cappuccino (8 €)

เราขอแนะนำให้จับคู่ของหวานกับกาแฟสักแก้ว

💰 ราคา 1,103 €

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับสูงที่เพิ่งคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในคู่มือปกแดงปีล่าสุด นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้านนามว่า Antonino Cannavacciuolo จัดว่าเป็นหนึ่งในเชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ตัดสินรายการ MasterChef Italia และ Cucine da incubo หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Kitchen’s Nightmare นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เชฟ Antonino Cannavacciuolo อาศัยพื้นหลังที่ตัวเขาเติบโตมาในภูมิภาค Campania รวมไปถึงการเดินทางมายังพื้นที่แถบ Piedmont ในการรังสรรค์อาหารออกมาในเชิงสร้างสรรค์โดยมีกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ด้วย

ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Italian Journey from South to North (260 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอการเดินทางจากตอนใต้ของประเทศอิตาลีมาจนถึงตอนเหนือผ่านทางอาหารแต่ละคอร์สหรือจะเป็น Inner Spirit (290 €) นำเสนอรายการเมนูที่ได้รับการคิดค้นขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกให้เลือกกันในราคาสมเหตุสมผลอีกด้วย

🎗 [THE PLACE] ในปี 1879 คุณ Cristoforo Benigno Crespi นักธุรกิจเจ้าของกิจการผ้าฝ้ายได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวในพื้นที่แถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแห่งกรุง Baghdad ประเทศอิรักในการสร้างคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta

เขาได้มอบหมายให้ Angelo Colla สถาปนิคผู้เติบโตขึ้นมาบนเนินเขาริมทะเลสาบ Maggiore ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของอาชีพออกแบบตัวอาคารได้ตามใจชอบและใช้ชื่อว่า Villa Pia ตามชื่อภรรยาดังจะเห็นได้จากป้ายบริเวณประตูทางเข้า กาลเวลาล่วงเลยมาจนประทั่งปี 1930 คฤหาสถ์แห่งนี้ได้ถูกซื้อต่อโดย Marquis Fracassi แห่ง Torre Rossano เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของเหล่ากวี, ขุนนาง, เชื้อพระวงศ์ รวมไปถึงกษัตริย์ Umberto แห่งราชวงศ์ Savoy

ในปี 1999 ภรรยาคุณ Cinzia และเชฟ Antonino Cannavacciuolo ตัดสินใจปรับปรุงและฟื้นฟูตัวอาคารครั้งใหญ่โดยอ้างอิงจากสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายนอกตกแต่งในสไตล์มุสลิมแบบ Moorish โดดเด่นด้วยหอสูงแลดูคล้าย Minaret พร้อมกับโดมบริเวณยอดชวนนึกถึงหอคอยแห่งสุเหร่าในกรุง Bangdad รวมไปถึง Alhambra ในนคร Granada และ Alcazar ในนคร Sevilla

ห้องรับประทานอาหารหลักปูด้วยพื้นไม้ปาเก้ให้บรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะซึ่งตั้งอยู่บริเวณระเบียงกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นสวนสีเขียวดูร่มรื่นตา

ลูกค้าสามารถสังเกตภาพถ่ายของตระกูล Crespi แขวนประดับเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ

ภาพถ่ายขาวดำของ Villa Crespi

บริเวณล็อบบี้สำหรับรองรับลูกค้าที่มาถึงก่อนเวลา

พื้นที่ภายในตกแต่งผนังด้วยปูนฉาบแกะสลักลวดลายแบบอาหรับ (Arabesque) แลดูเข้ากันดีกับพื้นกระเบื้องโมเสกแบบ Florentine

ทันที่ที่เดินเข้ามาในตัวคฤหาสถ์จะพบกับจุดตรวจสอบการจอง เงยหน้าขึ้นมองจะพบกับโคมระย้าห้อยลงพาส่องแสงไฟตกกระทบกับลวดลายอันสลับซับซ้อน

🎗 [THE CHEF] Antonino Cannavacciuolo เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 1975 ที่เมือง Vico Equense ในพื้นที่แถบ Amalfi ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารจากการช่วยคุณย่าในครัวรวมไปถึงคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นพ่อครัว หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนการอาหารเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับห้องอาหารท้องถิ่นแถบนคร Naples, Vesuvio, San Vicenzo และ Sorrento กระทั่งในปี 1995 เขาตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร Auberge de l’Ill (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟระดับตำนาน Paul Haeberlin เพื่อฝึกฝนเทคนิคเกี่ยวกับอาหารระดับสูง ต่อมาเขาเดินทางกลับมายังเกาะ Capri เพื่อร่วมงานกับ Grand Hotel Quisisana และพบรักกับ Cinzia ลูกสาวเจ้าของโรงแรมผู้ได้กลายมาเป็นภรรยาของเขาในปัจจุบัน ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Villa Crespi ในคฤหาสถ์ริมทะเลสาบ D’Orta ในปี 1998

Villa Crespi ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมาย

Villa Crespi ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2003 ต่อด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2006 ก่อนจะเลื่อนขั้นสู่การเป็นห้องอาหารระดับ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้นั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Antonino Cannavacciuolo ยังมีร้านอาหารในควบคุมอีกหลายแห่งคือ Cannavacciuolo Café & Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Bistrot (🌟 1 MICHELIN Star), Cannavacciuolo Countryside (🌟 1 MICHELIN Star) และ Laqua by the Lake รวมไปถึงงานเขียนอีกมาย

นอกจากห้องอาหารชั้นสูงแล้ว Villa Crespi ยังรับหน้าที่เป็นโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาวจำนวน 14 ห้องทั้งยังได้รับการรับรองจาก Relais & Châteaux ในปี 2012

ว่ากันว่าความสวยงามของ Villa Crespi สามารถสะกดให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหยุดหายใจได้ชั่วขณะหนึ่งสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของสถาปนิค Angelo Colla ที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่า 30 ปี ทั้งยังกลายมาเป็นหนึ่งในภาพจำของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง Largo di Orta อีกด้วย

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารระดับสูงในบรรยากาศคฤหาสถ์สุดอลังการรับรองว่า Villa Crespi สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างไร้ที่ติ พนักงานบริการดีและค่อนข้างเป็นทางการไปบ้างเมื่อเทียบกับห้องอาหารอิตาลีทั่วไป ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่เชื่อเลยว่าด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ที่เพิ่งได้รับมาประกอบกับชื่อเสียงของเชฟสามารถดันราคาให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก

ก่อนหรือหลังจบมื้ออาหารอย่าลืมเผื่อเวลาแวะไปเดินเล่นชิล ๆ ที่ Orta San Giulio ให้บรรยากาศของหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลสาบรับรองว่าจะสามารถสร้างความประทับใจกับทุกคนได้อย่างไม่รู้ลืม