Visit: December 21, 2022

🇮🇹 Casa Perbellini - คาซ่า เพอเบลลินี่

👨🏻‍🍳 Chef Giancarlo Perbellini - เชฟเจียนคาโล เพอเบลลินี่

Piazza San Zeno, 16, 37123 Verona VR, Italy

Tel: (+39) 045 878 0860

Cuisine

🍴 Creative, Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] Verona เป็นเมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Veneto ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีทั้งยังถูกใช้เป็นฉากในบทประพันธ์เรื่อง Romeo and Juliet ของ William Shakespeare อีกด้วย ห่างออกมาจาก Arena di Verona ซึ่งเป็นสนามกีฬาโรมันที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกออกมาทางทิศตะวันออกเพียงเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของ Casa Perbellini หนึ่งในห้องอาหารชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านนี้

          

🎗[THE PLACE] Casa Perbellini ย้ายจากตำแหน่งเดิมในเมือง Isola Rizza มายังนคร Verona บริเวณจตุรัส Piazza San Zeno ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำ Adige ในปี 2014 ลูกค้าสามารถเดินทางมาจากเมืองที่ใกล้ที่สุดอย่างนครใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ตัวร้านมีลักษณะเป็นบ้านขนาดไม่ใหญ่นัก ภายในตกแต่งให้บรรยากาศแบบโมเดิร์นแต่กลับเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นกันเอง ห้องครัวแบบ Open-View Kitchen กินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของห้องรับประทานอาหารหลัก โต๊ะปูด้วยผ้าสีขาวมีผ้ากันเปื้อนขนาดใหญ่วางเอาไว้ตามจำนวนลูกค้า บนผนังตกแต่งด้วยรูปเรขาคณิตหลากสีสัน หลังจบมื้ออาหารอย่าลืมขอทีม Sommelier ลงไปดูห้องเก็บไวน์ที่รวบรวมไวน์หายากจากหลากหลายแหล่งโดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศสเอาไว้ในที่เดียว

🎗 [THE CHEF] Giancarlo Perbellini ผู้นิยามตัวเองว่าเป็น Artisan Cook เกิดในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Bovolone เมื่อปี 1964 โดยในช่วงเด็ดนั้นเขามีความสนใจการจัดเตรียมอาหารหวานก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟมืออาชีพที่ Recoaro Hotel Institute ในนคร Vicenza หลังจากเรียนจบเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงมากมายอย่างเช่น Il Desco (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในนคร Verona, San Domenico (2 MICHELIN Stars) ซึ่งเป็นห้องอาหารระดับตำนานในเมือง Imola, Marconi (1 MICHELIN Star – ปัจจุบันคือห้องอาหาร Casa Mazzucchelli) รวมไปถึงห้องอาหารเก่าแก่อย่าง 12 Apostoli (1 MICHELIN Star) อีกด้วย หลังจากนั้นตัวเขายังเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงในประเทศอย่างเช่น Le Taillevent (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) และ L’Ambroisie (3 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางไปยังกรุง London เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อเปิดห้องอาหาร Perbellini ขึ้นที่เมือง Isola Rizza ในปี 1989 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1992 และเลื่อนขั้นสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002 นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เชฟ Giancarlo Perbellini นำเสนออาหารในรูปแบบร่วมสมัยแต่ยังไม่ละทิ้งความเข้าถึงง่ายสำหรับเหล่านักชิมทุกกลุ่ม อาหารแต่ละจานสามารถสัมผัสได้ถึงความอร่อยและความสวยงามโดยไม่ต้องตีความมากนัก ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูได้สามรูปแบบคือ Dalla Terra (170 €) ที่นำเสนออาหาร Gluten-free รวมไปถึงเนื้อสัตว์และปลามาในราคาสุดคุ้มค่า ถัดมาคือเซ็ตที่เราได้เลือกชิมในวันนี้อบ่าง Menù Assaggi (185 €) ซึ่งจะอาศัยวัตถุดิบที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล สุดท้ายคือ Menù 45 Anni (220 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูครบรอบ 45 ปีที่รวบรวมจานเด็ดเข้าไว้ด้วยกัน อีกหนึ่งไฮไลท์คือการที่ตัวเชฟ Giancarlo Perbellini มีใจรักในไวน์จากประเทศฝรั่งเศสทั้งตัวเขายังเป็นนักเก็บสะสมไวน์ตัวยงทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจถึงคุณภาพการคัดเลือกไวน์ชั้นดีและนำเสนอมาในราคาที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก สำหรับอาหารที่โดดเด่นในมื้อนี้คือ

✨ Caviar & sabayon

สุดยอด Signature Dish ชิ้นจิ๋วเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่กลับให้รสชาติที่แสนซับซ้อน องค์ประกอบด้านล่างคือ Zabaglione (Sabayon) ให้ความครีมมี่เฉพาะตัวเด่นขัดทั้งยังถูกแช่แข็งมาช่วยเรียกความสดชื่นได้อีกด้วย องค์ประกอบด้านบนคือ Smoked Caviar ที่มีความเค็มพอเหมาะทั้งยังมีอโรมาหอม ๆ จากการรมควันเคล้ากันไปกับกลิ่นไข่แดงของ Sabayon ได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)

✨ Sesame wafer, sea bass tartàre, chive goat cheese with a hint of liquorice

อีกหนึ่งเมนู Signature Dish มีลักษณะเป็นแผ่นเวเฟอร์งาขาวบางกรอบ ตรงกลางมี Brancino หรือเนื้อปลา Sea Bass สับมาเป็น Tartare นุ่ม ๆ สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสให้ตัดกันกับความละมุนของ Tartare จสกนั้นปรุงด้วยรสชาติของชีสนมแพะสดที่มีอโรมาของต้นหอม ข้าง ๆ กันคือช้อนที่เคลือบด้วย Liqourice หรือชะเอมเทศสำหรับใช้ตัดแผ่นเวเฟอร์เพื่อเพิ่มเติมรสชาติหวานชุ่ม ถือว่าเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและกลับให้รสชาติที่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ (18/20)

✨ Saffron pasta, cauliflower, capers and
white truffle

คอร์สนี้เชฟนำเสนอเส้นพาสต้า Maltagliati คู่กับซอสสีเหลืองที่เตรียมมาจาก Saffron หรือหญ้าฝรั่นผสมผสานกันไปกับ White Truffle Cream รองอยู่ด้านล่าง ด้านบนท็อปด้วยกะหล่ำดอกย่างให้เนื้อสัมผัสที่เฟิร์มแต่ไม่กระด้างเสริมด้วยอโรมาของผงเคเปอร์ได้อย่างเข้ากัน (17/20)

🎗 [WHY GO] เราขอแนะนำอย่างมากให้เหล่านักชิมที่มีใจรักในไวน์ฝรั่งเศสควรเผื่อเวลาระหว่างเดินทางไปหรือกลับจากเมือง Milan ไปยังนคร Venice ให้กับห้องอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้ อาหารทุกจานมีรสชาติที่เข้าถึงได้ง่ายแต่ไม่ทิ้งความซับซ้อนทางเทคนิคและรสชาติในรูปแบบของห้องอาหารระดับสูง พนักงานบริการดีและเป็นกันเอง ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่ายังไม่รวมถึงไวน์ชั้นดีหาดื่มยากที่เชฟเก็บสะสมเอาไว้เต็ม Wine Cellar อีกด้วย

Price :

170-220 €

Parking :

จอดรถได้ ณ ลานจอดข้าง Piazza San Zeno หรือจอดริมทางในซอยแถว ๆ ห้องอาหาร

Operating Time :

12.30-14.00, 19.00-22.00 ปิดวันอาทิตย์, วันจันทร์ และวันเสาร์มื้อเย็น

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารสุดสร้างสรรค์พร้อมด้วยห้องครัวแบบเปิดและรายการไวน์ชั้นเลิศ

อาหาร :

17

ราคา :

3/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 MENÙ ASSAGGI (185 € )

          

Casa Perbellini amuse-bouche

Curry salad

Caviar & sabayon

Sesame wafer, sea bass tartàre, chive goat cheese with a hint of liquorice

Poached egg, almond, chicken and bread

Mussels acqua pazza, clams, mantis

shrimps and lemon

Saffron pasta, cauliflower, capers and

white truffle

Roasted partridge, potatoes cacao jus and hazelnut butter

Roe deer, citrus jelly and wild radish

The cheese selection (25 €)

Casa Perbellini’s sweetness

🇮🇹 Casa Perbellini – คาซ่า เพอเบลลินี่

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Contemporary – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Giancarlo Perbellini – เชฟเจียนคาโล เพอเบลลินี่

Casa Perbellini amuse-bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Red Radish จับคู่กับความเปรี้ยวของ Umeboshi หรือบ๊วยญี่ปุ่นดอง ข้างกันคือองค์ประกอบที่มีความเข้มข้นของ Amarone Wine ท็อปด้วยครีมฟักทองและมัสตาร์ด (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟเซ็ตของว่างเรียกน้ำย่อยอีกหลายอย่าง ในที่นี้คือ Sphere ทรงกลมที่จะแตกระเบิดออกในปาก ด้านในบรรจุ Cocktail ที่มีอโรมาของพริกไทยควบคู่ไปกับรสชาติของน้ำแอปเปิ้ลเขียวและ Calvados ด้านบนคือองค์ประกอบของโยเกิร์ต (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

ถัดมาคือแป้งเครปที่เตรียมมาจาก Celeriac โดยมีเนื้อสัมผัสที่ดีงามไร้ที่ติสังเกตจากความเบาและกรอบ ด้านบนโรยด้วยผงมะเขือเทศเชื่อมเนื้อสัมผัสด้วยครีม Ricotta หอมมัน (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

จากนั้นคือ Cream ที่เตรียมขึ้นมาจากหลากหลายองค์ประกอบคือ Nori Seaweed กรอบ ๆ ผสมผสานกับ Guacamole และ Wasabi Mayonnaise Cream ให้กลิ่นฉุนที่พอเหมาะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี ข้างกันคือ Marshmallow ที่เตรียมขึ้นมาจากหัวหอมเผาผสมผสานกับ Anchovies จากท้องทะเล Cantabrian Sea และผงเคเปอร์ท็อปอยู่ด้านบน (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

พริกไทย Crusco Pepper จากทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เชฟนำไปทอดเพียง 3-4 วินาทีก่อนจะยัดไส้ด้วยครีมสีแดงส้มที่เตรียมขึ้นมาจากมะเขือเทศและชีส Parmesan (18/20)

Bread

จากนั้นพนักงานจะวางขนมปังอีกหลายชนิดเอาไว้ให้ลองชิมได้ตลอดมื้ออาหาร

Bread

ขนมปังเตรียมออกมาได้ดี กรอบนอก นุ่มใน มีกลิ่นหอมเนยชัดเจน

Bread

ยังมี Stickbread ที่มีความอโรมาของเกาลัดและทรัฟเฟิล

Casa Perbellini amuse-bouche

เซ็ตอาหารว่างทั้งหมด (18/20)

Bourgogne Coche-Dury

Curry salad

เมนูแรกอย่างเป็นทางการคือ Curry Salad ด้านล่างคือผักกาดแก้ว Lettuce ท็อปด้วยสลัดผักสไตล์อิตาลีสองชนิดคือ Roman Salad และ Endive Salad ที่หั่นแบบ Julienne มาเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส ยังมีองค์ประกอบของข้าวพองกรอบ จากนั้นเทราดซอสที่เตรียมมาจากแกงและซอสน้ำส้มสายชูบัลซามิคลงไป ตกแต่งจานเ้วยดอกไม้เป็นอันพร้อมชิม ตัวสลัดมีมิติของความกรอบหลายระดับ รสชาติเข้มข้น สดชื่น และเข้าถึงได้ง่าย (16/20)

Caviar & sabayon

สุดยอด Signature Dish ชิ้นจิ๋วเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่กลับให้รสชาติที่แสนซับซ้อน องค์ประกอบด้านล่างคือ Zabaglione (Sabayon) ให้ความครีมมี่เฉพาะตัวเด่นขัดทั้งยังถูกแช่แข็งมาช่วยเรียกความสดชื่นได้อีกด้วย องค์ประกอบด้านบนคือ Smoked Caviar ที่มีความเค็มพอเหมาะทั้งยังมีอโรมาหอม ๆ จากการรมควันเคล้ากันไปกับกลิ่นไข่แดงของ Sabayon ได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)

Sesame wafer, sea bass tartàre, chive goat cheese with a hint of liquorice

ต่อกันด้วยอีกหนึ่งเมนู Signature Dish มีลักษณะเป็นแผ่นเวเฟอร์งาขาวบางกรอบ ตรงกลางมี Brancino หรือเนื้อปลา Sea Bass สับมาเป็น Tartare นุ่ม ๆ สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสให้ตัดกันกับความละมุนของ Tartare จสกนั้นปรุงด้วยรสชาติของชีสนมแพะสดที่มีอโรมาของต้นหอม ข้าง ๆ กันคือช้อนที่เคลือบด้วย Liqourice หรือชะเอมเทศสำหรับใช้ตัดแผ่นเวเฟอร์เพื่อเพิ่มเติมรสชาติหวานชุ่ม ถือว่าเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและกลับให้รสชาติที่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ (18/20)

Poached egg, almond, chicken and bread

คอร์สนี้เชฟนำเสิร์ฟไข่ไก่ที่ผ่านการ Poached มาจนได้ที่ ด้านล่างรองด้วย Chicken Jus ที่มีกลิ่นหอมของถั่วอัลมอนด์ให้รสชาติที่เข้มข้น (17/20)

Poached egg, almond, chicken and bread

ด้านบนยังมีความกรอบและกลิ่นหอมของถั่วอัลมอนด์ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส เชฟเทราดน้ำมะเขือเทศลงไปช่วยเบรคความเค็มของซอส Jus ไม่ให้โดดจนเกินไป (17/20)

Poached egg, almond, chicken and bread

เมื่อผ่านออกจะพบกับไข่แดงเยิ้ม ๆ แบบนี้ (17/20)

Poached egg, almond, chicken and bread

พนักงานแนะนำให้รับประทานกับขนมปังกรอบ ๆ เข้ากันได้ดี (17/20)

Mussels acqua pazza, clams, mantis
shrimps and lemon

Acqua Pazza แปลตรงตัวได้ว่า Crazy Water เป็นเมนูพื้นบ้านยอดนิยมของประเทศอิตาลีโดยปกติจะเสิร์ฟมาเป็นเนื้อปลาในซุปสมุนไพรแต่ในที่นี้เชฟเปลี่ยนมาเสิร์ฟเป็นหอยแมลงภู่นุ่มหนึบ หอยลายอิตาลีนุ่มละมุน และเนื้อกั้งให้ความเด้งและหวานโดยธรรมชาติ ตรงกลางคือมะเขือเทศกงฟีให้ความอุมามิและครีมเบซิลให้ความฉุนเฉพาะตัว ที่โต๊ะพนักงานจะเทราด Cooking Water หรือน้ำที่ใช้ปรุงเนื้อปลาลงไปเป็นอันพร้อมชิม (17/20)

Bread

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังชิ้นโตมาคู่กับเนยเค็ม

Saffron pasta, cauliflower, capers and
white truffle

คอร์สนี้เชฟนำเสนอเส้นพาสต้า Maltagliati คู่กับซอสสีเหลืองที่เตรียมมาจาก Saffron หรือหญ้าฝรั่นผสมผสานกันไปกับ White Truffle Cream รองอยู่ด้านล่าง ด้านบนท็อปด้วยกะหล่ำดอกย่างให้เนื้อสัมผัสที่เฟิร์มแต่ไม่กระด้างเสริมด้วยอโรมาของผงเคเปอร์ได้อย่างเข้ากัน (17/20)

Roasted partridge, potatoes cacao jus and hazelnut butter

เนื้อนก Partridge นำเสนอมาสองส่วน ฝั่งขวามือคือส่วนอกย่างท็อปด้วย Cacao และถั่ว Lentil ทอด ตรงกลางคือ Fillet เนื้อที่มีความนุ่มมากกว่าจับคู่กับซอสที่ผ่านการ Reduction หรือเคี่ยวจนงวด เชฟแนะนำให้รับประทานกับโฟมมันฝรั่งที่มีหยดสีน้ำตาลของ Brown Butter เข้ากันได้ดี (16/20)

Roe deer, citrus jelly and wild radish

Fillet ของเนื้อกวางโรจากเทือกเขา Pyrenees เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare จับคู่กับ Chicory ป่า เชฟเบรคความเข้มข้นด้วยความเปรี้ยว Citrus Jelly และความเค็มกลมกบ่อมที่ได้จาก Anchovies Cream (17/20)

The cheese selection (25 €)

สำหรับใครที่ต้องการลิ้มลองชีสสามารถเพิ่มคอร์สพิเศษได้ในราคา 25 € ในจานประกอบไปด้วย

Caprino Fresco in Crosta Di Cenere จาก Monte Baldo จับคู่กับ Apple Compote

Toma Alla Nepitella (Vaccino) จากภูมิภาค Lombardia จับคู่กับ Orange Gel

Castagnar (Vaccino) จากภูมิภาค Piemonte จับคู่กับ Apple Jam

Blu Di Capra Ai Frutti Rossi จาก Valle d’Aosta จับคู่กับ Strawberry Gel

The cheese selection (25 €)

คอร์สชีสเสิร์ฟมากับขนมปังที่มีองค์ประกอบขององุ่นและผลไม้แห้ง

Casa Perbellini’s sweetness

ปิดท้ายด้วยขนมหวานเสิร์ฟมาพร้อมกันเซ็ตใหญ่เริ่มต้นด้วย Yellow Passionfruit and Beer, Strawberry and Almond, Banana Split, Gianduiotto, St. Honoré Cake, Barley with Yuzu (17/20)

Casa Perbellini’s sweetness

สุดท้ายคือ Sable with Chocolate and Coffee (17/20)

Casa Perbellini’s sweetness

ใช้มีดตัดออกมาจะพบกับองค์ประกอบด้านในหลายเลเยอร์ (17/20)

💰 ราคา 1,235 €

🎗 [INTRO] Verona เป็นเมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Veneto ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีทั้งยังถูกใช้เป็นฉากในบทประพันธ์เรื่อง Romeo and Juliet ของ William Shakespeare อีกด้วย ห่างออกมาจาก Arena di Verona ซึ่งเป็นสนามกีฬาโรมันที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกออกมาทางทิศตะวันออกเพียงเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของ Casa Perbellini หนึ่งในห้องอาหารชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านนี้

🎗 [THE CHEF] Giancarlo Perbellini ผู้นิยามตัวเองว่าเป็น Artisan Cook เกิดในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Bovolone เมื่อปี 1964 โดยในช่วงเด็ดนั้นเขามีความสนใจการจัดเตรียมอาหารหวานก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟมืออาชีพที่ Recoaro Hotel Institute ในนคร Vicenza หลังจากเรียนจบเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงมากมายอย่างเช่น Il Desco (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในนคร Verona, San Domenico (2 MICHELIN Stars) ซึ่งเป็นห้องอาหารระดับตำนานในเมือง Imola, Marconi (1 MICHELIN Star – ปัจจุบันคือห้องอาหาร Casa Mazzucchelli) รวมไปถึงห้องอาหารเก่าแก่อย่าง 12 Apostoli (1 MICHELIN Star) อีกด้วย หลังจากนั้นตัวเขายังเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงในประเทศอย่างเช่น Le Taillevent (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) และ L’Ambroisie (3 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางไปยังกรุง London เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อเปิดห้องอาหาร Perbellini ขึ้นที่เมือง Isola Rizza ในปี 1989 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1992 และเลื่อนขั้นสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002 นั่นเอง

🎗[THE PLACE] Casa Perbellini ย้ายจากตำแหน่งเดิมในเมือง Isola Rizza มายังนคร Verona บริเวณจตุรัส Piazza San Zeno ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำ Adige ในปี 2014 ลูกค้าสามารถเดินทางมาจากเมืองที่ใกล้ที่สุดอย่างนครใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ตัวร้านมีลักษณะเป็นบ้านขนาดไม่ใหญ่นัก ภายในตกแต่งให้บรรยากาศแบบโมเดิร์นแต่กลับเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นกันเอง

ห้องครัวแบบ Open-View Kitchen กินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของห้องรับประทานอาหารหลัก

โต๊ะปูด้วยผ้าสีขาวมีผ้ากันเปื้อนขนาดใหญ่วางเอาไว้ตามจำนวนลูกค้า บนผนังตกแต่งด้วยรูปเรขาคณิตหลากสีสัน

หลังจบมื้ออาหารอย่าลืมขอทีม Sommelier ลงไปดูห้องเก็บไวน์ที่รวบรวมไวน์หายากจากหลากหลายแหล่งโดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศสเอาไว้ในที่เดียว

🎗 [THE FOOD] เชฟ Giancarlo Perbellini นำเสนออาหารในรูปแบบร่วมสมัยแต่ยังไม่ละทิ้งความเข้าถึงง่ายสำหรับเหล่านักชิมทุกกลุ่ม อาหารแต่ละจานสามารถสัมผัสได้ถึงความอร่อยและความสวยงามโดยไม่ต้องตีความมากนัก ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูได้สามรูปแบบคือ Dalla Terra (170 €) ที่นำเสนออาหาร Gluten-free รวมไปถึงเนื้อสัตว์และปลามาในราคาสุดคุ้มค่า ถัดมาคือเซ็ตที่เราได้เลือกชิมในวันนี้อบ่าง Menù Assaggi (185 €) ซึ่งจะอาศัยวัตถุดิบที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล สุดท้ายคือ Menù 45 Anni (220 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูครบรอบ 45 ปีที่รวบรวมจานเด็ดเข้าไว้ด้วยกัน

อีกหนึ่งไฮไลท์คือการที่ตัวเชฟ Giancarlo Perbellini มีใจรักในไวน์จากประเทศฝรั่งเศสทั้งตัวเขายังเป็นนักเก็บสะสมไวน์ตัวยงทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจถึงคุณภาพการคัดเลือกไวน์ชั้นดีและนำเสนอมาในราคาที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก

บริเวณห้องรับรอง

🎗 [WHY GO] เราขอแนะนำอย่างมากให้เหล่านักชิมที่มีใจรักในไวน์ฝรั่งเศสควรเผื่อเวลาระหว่างเดินทางไปหรือกลับจากเมือง Milan ไปยังนคร Venice ให้กับห้องอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้ อาหารทุกจานมีรสชาติที่เข้าถึงได้ง่ายแต่ไม่ทิ้งความซับซ้อนทางเทคนิคและรสชาติในรูปแบบของห้องอาหารระดับสูง พนักงานบริการดีและเป็นกันเอง ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่ายังไม่รวมถึงไวน์ชั้นดีหาดื่มยากที่เชฟเก็บสะสมเอาไว้เต็ม Wine Cellar อีกด้วย

บรรยากาศใจกลางเมือง Verona